ในคาถาธรรมบท หมวดว่าด้วยเรื่องความโกรธ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า "บุคคลพึงละความโกรธ สละความถือตัว ล่วงสังโยชน์ทั้งสิ้นได้ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล" คาถานี้ชี้ให้เห็นว่าความโกรธที่ผูกไว้กับใจนั้นเป็นเสมือน "สังโยชน์" คือเครื่องผูกมัดที่รั้งใจให้ติดอยู่กับเหตุการณ์ในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความโกรธและความแค้นที่เราแบกไว้นั้น แท้จริงแล้วทำร้ายผู้ที่แบกมันไว้เองมากกว่าคนที่ทำผิดต่อเราเสียอีก เพราะฝ่ายที่ทำผิดอาจใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรายังทุกข์อยู่ การให้อภัยจึงไม่ใช่การบอกว่าสิ่งที่เขาทำถูกต้อง หรือการยอมให้เขาทำร้ายเราซ้ำได้อีก แต่คือการวางภาระที่หนักอึ้งนั้นลงจากใจตัวเองเพื่อความสงบของเราเอง
มุมมองจากงานวิจัย
งานวิจัยด้านจิตวิทยาการให้อภัยของ Worthington และ Enright ซึ่งศึกษาต่อเนื่องมาหลายสิบปีในหลายประเทศ ยืนยันตรงกันว่าการให้อภัยทางอารมณ์ (emotional forgiveness) ช่วยลดปฏิกิริยาความเครียดต่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างวัดผลได้จริงทางสรีรวิทยา ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง อัตราการเต้นของหัวใจคงที่ขึ้น นอนหลับดีขึ้น และความวิตกกังวล/ซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกให้อภัย งานวิจัยเหล่านี้ยังพบว่าประโยชน์ทางสุขภาพนี้เกิดขึ้นได้แม้ในกรณีที่ไม่ได้กลับไปคืนดีหรือพบหน้ากับผู้ที่ทำร้ายเราอีกเลย
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
เข้าใจก่อนว่าการให้อภัยเป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียวจบ
ไม่จำเป็นต้องคืนดีหรือกลับไปพบหน้าคนที่ทำร้ายเราเสมอไป
ลองเริ่มจากการเขียนระบายความรู้สึกที่แบกไว้ออกมาเป็นตัวหนังสือ
ฝึกปล่อยวางทีละน้อยเพื่อปลดปล่อยใจตัวเองจากความทุกข์ที่แบกไว้ ไม่ใช่เพื่อคนที่ทำผิด
พระสูตรอ้างอิง
-
ว่าด้วยเรื่องความโกรธ
(ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๔๒ ข้อ ๒๗ หน้า ๔๒๔-๔๗๐)
งานวิจัยอ้างอิง
-
Forgiveness intervention research and health outcomes (REACH forgiveness model; Enright's process model of interpersonal forgiveness)
(Worthington, E. L., & Enright, R. D. — meta-analyses and multi-country studies, summarized at evworthington-forgiveness.com/research)
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และแนวคิดเบื้องต้นจากพระธรรมคำสอนและงานวิจัยเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาทางการแพทย์ หากคุณมีความทุกข์ใจรุนแรง คิดทำร้ายตัวเอง หรือมีอาการต่อเนื่อง ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยตรง หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 (ฟรี ตลอด 24 ชม.)
