ตอบข้อสงสัยผ่านพระโอษฐ์

รวมปุจฉาและวิสัชนา ปัญหาข้อสงสัย ตั้งแต่ปัญหาระดับปุถุชน จนถึงปัญหาระดับโลกุตตระ
คำตอบเป็นพุทธวจนะในพระไตรปิฎก (พระโอษฐ์) รวบรวมจากเว็บ 84000.org

กบิลพัสดุ์ในสมัยพุทธกาล

สภาพของเมืองใหญ่ๆ เช่น นครกบิลพัสดุ์ในพุทธกาลเป็นอย่างไรบ้าง ?

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระนครกบิลพัสดุ์นี้ เป็นนครมั่งคั่ง เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมาก แออัดไปด้วยมนุษย์ มีถนนคับแคบ ข้าพระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ผู้เป็นที่เจริญใจแล้ว เมื่อเข้าสู่นครกบิลพัสดุ์ในเวลาเย็น ย่อมไปพร้อมกับบรรดาช้าง ม้า รถ เกวียน และฝูงคนที่กวัดแกว่งโคลงเคลงไปมา สมัยนั้น หม่อมฉันหลงลืมสติเกี่ยวกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เสียสิ้น...”

มหานามสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๕๐๗ ) ตบ. ๑๙ : ๔๖๓ ตท. ๑๙ : ๔๒๐ ตอ. K.S. ๕ : ๓๒๐

กรรม เหตุของกรรม และวิธีดับกรรม

กรรมคืออะไร อะไรเป็นเหตุของกรรม จะดับกรรมได้ดีโดยวิธีใด ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรมบุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉนคือผัสสะ (การกระทบกันระหว่างตากับรูป หูกับเสียง เป็นต้น) เป็นเหตุเกิดแห่งกรรม ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือกรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ทำให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษยโลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี นี้เรียกว่าความต่างแห่งกรรม “ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ เราย่อมกล่าววิบากแห่งกรรม ว่ามี ๓ ประการ คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑ กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑ กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป ๑ นี้เรียกว่า วิบากแห่งกรรม “ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ... สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม “ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัด กรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์ อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้”

นิพเพธิกสูตร ฉ. อํ. (๓๓๔) ตบ. ๒๒ : ๔๖๔-๔๖๕ ตท. ๒๒ : ๔๒๒-๔๒๓ ตอ. G.S. III : ๒๙๔

กรรมเก่า-กรรมใหม่ คืออะไร

กรรมเก่า กรรมใหม่ คืออะไร? ความดับแห่งกรรม และทางปฏิบัติเพื่อดับกรรมคืออะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่าคืออะไร ตามอันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... อันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่งสำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา... เรียกว่ากรรมเก่า “กรรมใหม่ คืออะไร กรรมที่บุคคลทำด้วยวาจา ใจ ในบัดนี้ นี่เราเรียกว่ากรรมใหม่ “ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน...ความดับใดกระทบกับความพ้นทุกข์เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี้เรียกว่า ความดับแห่งกรรม “ทางปฏิบัติเพื่อ ความดับแห่งกรรมคืออะไร ... อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เรียกว่า ทางปฏิบัติเพื่อความดับแห่งกรรม”

กรรมสูตร สฬา. สํ. (๒๒๗-๒๓๐) ตบ. ๑๘ : ๑๖๖ ตท. ๑๘ : ๑๔๙ ตอ. K.S. ๔ : ๘๕

กรรมเก่ากรรมใหม่

นิครนถนาฏบุตร ศาสนาแห่งศาสนาเซนเห็นว่าสุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ที่มนุษย์ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ย่อมเป็นผลของกรรมเก่าที่ตนทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น ฉะนั้นทุกคนจึงตกเป็นทาสของกรรมอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง วิธีแก้ต้องบำเพ็ญตบะ กำจัดกรรมเก่าและไม่ทำกรรมใหม่ เมื่อเป็นผู้ไม่มีกรรมอย่างสิ้นเชิงแล้ว จึงจะพ้นทุกข์ได้เด็ดขาดดังนี้ พระพุทธองค์ทรงมีทรรศนะอย่างไร?

“...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเข้าไปหานิครนถ์ผู้มีวาทะ ... ทิฐิ อย่างนี้แล้วถามว่า ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ จริงหรือที่มีข่าวว่า พวกท่านมีวาทะอย่างนี้... ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดีเป็นทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ก่อน... พวกนิครนถ์นั้น ถูกเราถามอย่างนี้แล้วย่อมยืนยัน เราจึงถาม... อย่างนี้ว่า... พวกท่านทราบละหรือว่า เราทั้งหลายได้มีแล้วในก่อนมิใช่ไม่ได้มีแล้ว? นิครนถ์เหล่านั้นตอบว่า ไม่ทราบ เราถามว่า พวกท่านทราบละหรือว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมไว้ในก่อน มิใช่ได้ทำไว้ พวกนิครนถ์ตอบว่า ไม่ทราบ เราถามว่า พวกท่านทราบละหรือว่า เราทั้งหลายได้ทำบาปกรรมอย่างนี้ พวกนิครนถ์ตอบว่า ไม่ทราบ เราถามว่าพวกท่านทราบละหรือว่า ทุกข์เท่านี้เราสลัดได้แล้ว หรือว่าทุกข์เท่านี้เรายังจะต้องสลัดเสีย หรือว่าเมื่อทุกข์เท่านี้ เราสลัดแล้ว จักเป็นอันว่าเราสลัดทุกข์ได้หมด? พวกนิครนถ์ตอบว่า ไม่ทราบ เราถามว่า พวกท่านทราบการละอกุศลธรรม การบำเพ็ญกุศลธรรมในปัจจุบันละหรือ? พวกนิครนถ์ตอบว่า ไม่ทราบ” “เรากล่าวว่า ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ... เมื่อเป็นเช่นนี้ นิครนถ์ผู้มีอายุไม่บังควรจะพยากรณ์ว่า ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง... ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน” “ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ... สมัยใด พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า มีความเพียรแรงกล้า สมัยนั้นพวกท่านย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบอันเกิดแต่ความพยายามแรงกล้า แต่สมัยใด พวกท่านไม่มีความพยายามแรงกล้า... สมัยนั้นพวกท่านย่อมเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า... อันเกิดแต่ความพยายามแรงกล้า... เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกนิครนถ์ผู้มีอายุไม่บังควรจะพยากรณ์ว่า... ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่จนทำไว้ก่อน” “... ถ้าสมัยใด พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า... สมัยนั้นเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า... พึงหยุดได้เอง... เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกนิครนถ์ผู้มีอายุก็ควรจะพยากรณ์ได้ว่า... ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่จนทำไว้ก่อน” “ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ... ก็เพราะเหตุที่สมัยใด พวกท่านมีความพยายามแรงกล้า... สมัยนั้นพวกท่านจึงเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า พวกท่านนั้นเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า... อันเกิดแต่ความเพียรเองทีเดียว...” “ดูก่อนนิครนถ์ผู้มีอายุ...พวกท่านจะพึงปรารถนาไม่ได้ดังนี้ว่า กรรมใดเป็นของให้ผลในปัจจุบัน ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลในชาติหน้า... กรรมใดเป็นของให้ผลในชาติหน้า ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลในปัจจุบัน... กรรมใดเป็นของให้ผลเป็นทุกข์ ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเป็นสุข... กรรมใดเป็นของให้ผลเป็นสุข ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเป็นทุกข์... กรรมใดเป็นของให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว ขอกรรมนั้นจงเป็นของให้ผลเสร็จสิ้น... ด้วยความพยายามหรือด้วยความเพียรเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น ความพยายามของพวกนิครนถ์ผู้มีอายุก็ไร้ผล ความเพียรก็ไร้ผล...” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน พวกนิครนถ์ก็เป็นผู้ได้ทำกรรมชั่วไว้ในก่อนแน่ ในบัดนี้ พวกเขาจึงได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้าเจ็บแสบเห็นปานนี้ ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์เพราะเหตุที่อิศวร (เทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) เนรมิตให้พวกนิครนถ์ก็ต้องเป็นผู้ถูกอิศวรชั้นเลวเนรมิตมาแน่... ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์ เพราะเหตุที่มีความบังเอิญ พวกนิครนถ์ก็ต้องเป็นผู้มีความบังเอิญชั่วแน่... ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์เพราะอภิชาติ พวกนิครนถ์ก็ต้องเป็นผู้มีอภิชาติเลวแน่... ถ้าหมู่สัตว์ย่อมเสวยสุขและทุกข์เพราะความพยายามในปัจจุบัน พวกนิครนถ์ต้องเป็นผู้มีความพยายามในปัจจุบันเลวแน่ ในบัดนี้พวกเขาจึงได้เสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบเห็นปานนี้...” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรความพยายามจึงจะมีผล ความเพียรจึงจะมีผล? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เอาทุกข์ทับถมจนที่ไม่มีทุกข์ทับถม ๑ ไม่สละความสุขที่เกิดโดยธรรม ๑ ไม่มีผู้หมกมุ่นในความสุขนั้น ๑ เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า ถึงเรานี้จะยังมีเหตุแห่งทุกข์ เมื่อเริ่มตั้งความเพียร วิราคะย่อมมีได้ด้วยการตั้งความเพียร... เมื่อวางเฉยบำเพ็ญอุเบกขาอยู่ วิราคะก็ย่อมมีได้... เธอจึงเริ่มตั้งความเพียร... และบำเพ็ญอุเบกขา... แม้อย่างนี้ ทุกข์นั้นก็เป็นอันเธอสลัดได้แล้ว...”

เทวทหสูตร อุ. ม. (๓-๑๒) ตบ. ๑๔ : ๒-๑๔ ตท. ๑๔ : ๑-๑๒ ตอ. MLS. III : ๓-๑๑

กรรมเก่าทั้งนั้นหรือ

ตอบหลักกรรมในทางพระพุทธศาสนานั้นเราจะถือว่าความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี ที่เราได้รับอยู่ในบัดนี้ เป็นผลของกรรมเก่าที่เราได้ทำไว้แล้วในชาติก่อน ดังนี้ได้หรือไม่?

“.....เวทนาอันบุคคลเสวยในโลกนี้ บางเหล่าเกิดขึ้นมีดีเป็นสมุฏฐานก็มี มีสวนต่างๆ เหล่านั้นรวมกันเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดแต่ความแปรแห่งฤดูก็มี เกิดแต่การบริหารร่างกายไม่สม่ำเสมอก็มี เกิดแต่ความพยายาม (ของตน) ก็มี เกิดแต่วิบากแห่งกรรมก็มี..... ข้อนี้อันเจ้าตัวเองก็รู้เช่นนั้น อันโลกก็สมมติว่าเป็นจริง สมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด มักกล่าวและมีความเห็นในข้อนั้นอย่างนี้ว่า “บุคคล... เสวยเวทนาทั้งปวง (สุข ทุกข์ ไม่สุข ไม่ทุกข์) เพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำแล้วในก่อน เขาย่อมเพิกเฉยข้อที่ตนเองก็รู้ดี ย่อมเพิกเฉยต่อข้อที่โลกสมมติว่าเป็นจริง เพราะฉะนั้นเรากล่าวว่า การกล่าวแลความเห็นอย่างนี้ของสมณะพราหมณ์เหล่านั้น เป็นการกล่าวผิดและเห็นผิด” ดังนี้

สิวกสูตร สฬ. สํ. (๔๒๗) ตบ. ๑๘ : ๒๘๕-๒๘๖ ตท. ๑๖ : ๒๖๔ ตอ. K.S. IV : ๑๕๕-๑๕๖

กระบวนการปรินิพพาน

ในขณะที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงลำดับการปฏิบัติทางจิตส่วนพระองค์อย่างไรบ้าง ?

“ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติฌาน ออกจากทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตตุถฌาน ออกจากจตุตถฌาน ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน.... ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน..... ทรงเข้าอากิญจัญญายตนฌาน....ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน.... ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ.... ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน..... ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน.... ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน..... ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน.... ทรงเข้าจตตุถฌาน ทรงเข้าตติยฌาน..... ทรงเข้าปฐมฌาน..... ทรงออกปฐมฌาน.... แล้วทรงเข้าทุติฌาน.... ทรงเข้าตติยฌาน.... ทรงเข้าจตตุถฌาน พระผู้มีพระภาคออกจากจตตุถฌาน แล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับนั้น”

ปรินิพพานสูตรที่ ๕ ส. สํ. (๖๒๑) ตบ. ๑๕ : ๒๓๑-๒๓๒ ตท. ๑๕ : ๒๒๐ ตอ. K.S. I : ๑๙๗

กลัวผิดจนไม่ยอมพูด

เพราะเหตุตัวกินนรซึ่งพูดภาษามนุษย์ได้จึงไม่พูดภาษามนุษย์ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้ จึงไม่พูดภาษามนุษย์ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการคืออะไร ? คือเราอย่าได้พูดเท็จเลย ๑ เราอย่าได้กล่าวต่อผู้อื่นด้วยคำไม่จริง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แล จึงไม่พูดภาษามนุษย์....”

ทุ. ทุก. อํ. (๓๐๕) ตบ. ๒๐ : ๙๘ ตท. ๒๐ : ๘๗ ตอ. G.S. ๑ : ๗๒

กายยังถาวรกว่าจิต

คนส่วนมากเข้าใจว่า ในคนเรามิจิต ซึ่งมั่นคงถาวรไม่รู้จักตาย แม้ร่ายกายตายไปแล้ว จิตก็ยังอยู่ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไรในเรื่องนี้ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนมิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นต้น ยังชอบกว่า แต่ถ้าจะเข้าไปยึดถือจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ แต่ธรรมชาติที่เรียกว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและในกลางวัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใดธรรมชาติที่เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้างนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวันก็ฉันนั้นแล ฯ”

อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๒๓๑-๒๓๒) ตบ. ๑๖ : ๑๑๔-๑๑๕ ตท. ๑๖ : ๑๐๔-๑๐๕ ตอ. K.S. II : ๖๕-๖๖

การกำหนดรู้จิตใจของคนอื่น

มีตามตำรากล่าวว่า ถ้าเราสามารถฝึกฝนจิตจนได้เจโตปริยญาณแล้ว เราจะสามารถรู้ความคิดของคนอื่นดังนี้ มีเรื่องใดหรือไม่ในพระไตรปิฎกที่แสดงให้เห็นตัวอย่างการรู้จิตใจคนอื่น ?

“.....มี ในอุโบสถสูตร มีเรื่องเล่าไว้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ อยู่ ณ บุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เตรียมจะทรงแสดงปาติโมกข์ ในอุโบสถสังฆกรรมคราวหนึ่ง เมื่อปฐมยามผ่านไป พระอานนท์พุทธอุปัฆฐากได้กราบทูลให้ทรงแสดงปาติโมกข์ แต่พระพุทธองค์ก็ทรงนั่งอยู่ แม้เมื่อมัชฌิชยามล่วงไป พระอานนท์กราบทูลอีก พระองค์ก็ทรงนิ่ง เมื่อปัจฉิมยามล่วงไป แสงเงินแสงทองขึ้นแล้ว พระอานนท์ได้กราบทูลอีก พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ บริษัทคือหมู่ภิกษุที่ประชุมกันอยู่ไมบริสุทธิ์ (เมื่อบริษัทไม่บริสุทธิ์ก็แสดงปาติโมกข์ไม่ได้) “ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้มีความดำริอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้ ทรงหมายเอาบุคคลไหนหนอ ลำดับนั้น พระมหาโมคคัลลานะกำหนดใจด้วยใจ กระทำจิตภิกษุสงฆ์ทั้งหมดไว้ในใจแล้ว ได้เห็นบุคคลทุศีลมีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว.... นั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ครั้นแล้วลุกจากอาสนะเข้าไปหาบุคคลนั้น กล่าวกะบุคคลนั้นว่า อาวุโส จงลุกไป พระผู้มีพระภาคทรงเห็นเธอแล้ว เธอไม่มีสังวาส (ฐานะที่จะอยู่ร่วม) กับภิกษุทั้งหลาย เมื่อท่านพระโมคคัลลานะกล่าวอย่างนี้แล้ว บุคคลนั้นนิ่งเฉยเสีย แม้พระมหาโมคคัลลานะ ได้บอกอีกเป็นครั้งที่ ๒ ที่ ๓ บุคคลนั้นก็นิ่งเฉยเสีย ลำดับนั้นพระมหาโมคคัลลานะจับแขนบุคคลนั้นฉุดออกมาให้พ้นซุ้มประตูด้านนอกแล้วใส่ดาล กลับไปกราบทูลพระพุทธองค์ให้ทรงแสดงปาติโมกข์ต่อไปฯ”

อุโปสถสูตร อ. อํ. (๑๑๐) ตบ. ๒๓ : ๒๐๗-๒๐๙ ตท. ๒๓ : ๑๘๐-๑๘๒ ตอ. G.S. IV : ๑๔๐-๑๔๒

การฉันวันละ ๒ ครั้ง

มีภิกษุบางรูปฉันอาหารวันละ ๒ ครั้ง พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตไว้ที่ไหน อย่างไร?

“..... ดูก่อนภัททาลิ ถ้าอย่างนั้น (ถ้าเธอฉันหนเดียวไม่ได้) เธอรับนิมนต์ ณ ที่ใดแล้ว พึงฉัน ณ ที่นั้นส่วนหนึ่ง แล้วนำส่วนหนึ่งมาฉันอีกก็ได้ เมื่อเธอฉันได้แม้อย่างนี้ ก็จักยังชีวิตให้เป็นไปได้”

ภัททาลิสูตร ม. ม. (๑๖๑) ตบ. ๑๓ : ๑๖๓ ตท.๑๓ : ๑๔๒ ตอ. MLS. II : ๑๐๘

การตรัสรู้ที่สมบูรณ์คืออะไร

การตรัสรู้คืออะไร? พระพุทธเจ้าทรงประกาศว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วเมื่อใด ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดวงตา (ภายในญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างภายใน ไดเกิดขึ้นแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนว่า นี้คือความจริงอันประเสริฐคือทุกข์ (สัจจญาณ) ทุกขอริยสัจจ์ เป็นสิ่งควรกำหนดรู้ (กิจจญาณ) ทุกขอริยสัจจ์นั้นเรากำหนดรู้แล้ว (กตญาณ).... “นี้คือทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ (สัจจญาณ) ทุกขสมุทัย....เป็นสิ่งควรละ (กิจจญาณ) ทุกขสมุทัย ... นั้นเราละแล้ว (กตญาณ).... “นี้คือทุกขนิโรธอริยสัจจ์ (สัจจญาณ) ทุกขนิโรธ.... นั้นควรทำให้แจ้ง (กิจจญาณ) ทุกขนิโรธ ... นั้นเราได้กระทำให้แจ้งแล้ว (กตญาณ).... “นี้คือปฏิปทาถึงความดับทุกข์ (สัจจญาณ) ปฏิปทาถึงความดับทุกข์นั้น ควรทำให้เกิดมีขึ้น (กิจจญาณ) ปฏิปทาถึงความดับทุกข์นั้นเราทำให้เกิดมีแล้ว (กตญาณ).... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การเห็นแจ้งด้วยญาณตามความเป็นจริงในอริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้ แต่ละอย่างนับด้วย (ญาณ) ๓ อย่างดังกล่าวมา รวมเป็นอาการ ๑๒ ยังไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องตราบใด ความนั้นเราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก.... แต่เมื่อใด ความเห็นด้วยญาณในอริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง.... มีอาการรวม ๑๒ ญาณของเราบริสุทธิ์เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้....ญาณทัสสนะได้บังเกิดขึ้นแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กลับกลอก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มี....”

ตถาคตสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๖๖๖-๑๖๗๐ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๙-๕๓๐ ตท. ๑๙ : ๔๗๘-๔๗๙ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๘-๓๕๙

การตรัสรู้โดยฉับพลันมีได้หรือไม่

มีพระพุทธศาสนาบางนิกายถือว่า การบรรลุมรรคผล อาจเกิดขึ้นได้โดยแบพลัน เช่นเดียวกับแสงสว่างวาบขึ้นทันทีทันใด ขับไล่ความมืดให้หมดสิ้นไป การบรรลุมรรคผลโดยฉับพลันดังกล่าวจะมีได้หรือไม่?

“.....ดูก่อนปหาราทะ มหาสมุทรลาดลุ่มลึกลงไปโดยลำดับไม่โกรกชันเหนือเหวฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตตผลโดยตรง...ฯ”

มหาปราทสูตร อ. อํ. (๑๐๙) ตบ. ๒๓ : ๒๐๓ ตท. ๒๓ : ๑๗๗ ตอ. G.S. IV : ๑๓๘

การตำหนิและการยกยอ

พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักในการตำหนิ หรือให้การยกยอบุคคลอื่นไว้อย่างไรหรือไม่ ?

“ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงรู้การยกยอและการตำหนิ ครั้นรู้แล้ว ไม่พึงยกยอ ไม่พึงตำหนิ พึงแสดงแต่ธรรมเท่านั้น นั่นเราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว? “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร เป็นการยกยอ เป็นการตำหนิ และไม่เป็นการแสดงธรรม? คือเมื่อกล่าวว่า ชนเหล่าใด กระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส ของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กามอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด มีทุกข์ มีความคับใจ มีความแค้นใจ มีความเร่าร้อน เป็นผู้ปฏิบัติผิด ดังนี้ชื่อว่าตำหนิชนพวกหนึ่ง “เมื่อกล่าวว่า ชนเหล่าใด ไม่กระทำการประกอบเนืองๆ ซึ่งโสมนัสของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กามอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อน เป็นผู้ปฏิบัติชอบดังนี้ ชื่อว่ายกยอคนพวกหนึ่ง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลเป็นการยกยอ เป็นการตำหนิ และไม่เป็นการแสดงธรรม “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไร ไม่เป็นการยกยอ ไม่เป็นการตำหนิ เป็นการแสดงธรรมแท้? คือ ไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดกระทำการประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส...... ชนเหล่านั้นทั้งหมดมีทุกข์...... กล่าวอยู่ว่า อันความตามประกอบนี้แล เป็นธรรมมีทุกข์..... ดังนี้ เชื่อว่าแสดงแต่ธรรมเท่านั้น “ไม่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดไม่กระทำการตามประกอบเนือง ๆ ซึ่งโสมนัส ของคนที่มีความสุขสืบเนื่องมาแต่กาม..... ชนเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีทุกข์ ไม่มีความคับใจ ไม่มีความแค้นใจ ไม่มีความเร่าร้อนใจ เป็นผู้ปฏิบัติชอบ..... อย่างนี้แล ไม่เป็นการยกยอ ไม่เป็นการตำหนิ เป็นการแสดงธรรมแท้.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๕๗-๖๕๘) ตบ. ๑๔ : ๔๒๕-๔๒๗ ตท. ๑๔ : ๓๖๒-๓๖๔ ตอ. MLS. III : ๒๗๙-๒๘๐

การติดในนิมิตและพยัญชนะให้โทษ

การเอาใจใส่ต่อเครื่องหมายใหญ่ และรายละเอียดปลีกย่อยในรูปเป็นต้น มีโทษอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลแทงจักขุนทรีย์ด้วยหลาวเหล็กอันร้อน ไฟติดลุกโพลงแล้วยังดีกว่าการเอาใจใส่ต่อเครื่องหมายใหญ่และรายละเอียดปลีกย่อยในรูปอันจะพึงรู้ด้วยตาจะดีอะไร..... “บุคคลเกี่ยวโสตินทรีย์ ด้วยขอเหล็กอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้วยังดีกว่าการเอาใจใส่ในนิมิต (เครื่องหมายใหญ่) และ อนุพยัญชนะ (รายละเอียดปลีกย่อย) ในเสียงอันจะพึงรู้ด้วยหูจะดีอะไร..... “บุคคลคว้านฆานินทรีย์ ด้วยมีดตัดเล็บอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้วยังดีกว่าการถือโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะ ในรสจะดีอะไร..... “บุคคลแทงกายินทรีย์ ด้วยหอกอันคม ไฟติดลุกโพลงแล้วยังดีกว่าการถือนิมิต โดยอนุพยัญชนะ ในโผฏฐัพพะจะดีอะไร วิญญาณอันเนื่องด้วยความยินดีในนิมิต หรือเนื่องด้วยความยินดีในอนุพยัญชนะพึงตั้งมั่นอยู่ ถ้าบุคคลพึงถึงแก่ความตายในระยะเวลานั้น พึงเข้าถึงคือ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดเดียรฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหลับยังดีกว่า (การคิดธรรมารมณ์หรืออกุศลวิตกต่าง ๆ ) แม้เราจะกล่าวว่า ความหลับมีโทษ ไม่มีผล เป็นความโง่เขลา ของชีวิตทั้งหลาย แต่บุคคลอยู่ใต้อำนาจของวิตกเช่นใดแล้ว พึงทำลายสงฆ์ ให้แตกกันได้ บุคคลไม่ควรตรึกตรองถึงวิตกเช่นนั้นเลย....”

อาทิตตปริยายสูตร สฬา. สํ. (๓๐๓) ตบ. ๑๘ : - ตท. ๑๘ : ๒๐๒-๒๐๔ ตอ. K.S. ๔ : ๒๐๔-๒๐๕

การต่อสู้ดิ้นรน ๒ แบบ

การลงโทษโจรในสมัยพุทธกาล มีวิธีการอย่างไรบ้าง?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การดิ้นรนที่ทำได้ยากในโลกนี้มี ๒ อย่าง คือการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหาเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และเครื่องยารักษาโรคของคฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือน ๑ การต่อสู้ดินรนเพื่อสละอุปธิทั้งปวงของผู้ออกบวชเป็นบรรพชิต ๑.... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาการต่อสู้ดิ้นรน ๒ อย่างนี้ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสละอุปธิทั้งปวงเป็นเลิศ....เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราจักเริ่มตั้งความเพียรพยายามเพื่อสละอุปธิทั้งปวง...”

ป. ทุก. อํ. (๒๔๘) ตบ. ๒๐ : ๖๓ ตท. ๒๐ : ๕๗ ตอ. G.S. ๑ : ๔๔

การบิณฑบาตไม่ใช่เบียดเบียนชาวบ้าน

นายคามณี อสิพันธกบุตรกราบ ทูลถามพระพุทธองค์ตามคำแนะนำของนิครนถ์นาฏบุตรว่า ขณะที่หมู่บ้านนาฬันทคามเกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนเลี้ยงชีพโดยฝืดเคือง ต้องจับจ่ายด้วยบัตรปันส่วน ไฉนพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ จึงยังคงจาริกไปเพื่อภิกษาในนาฬันทคาม จะไม่เป็นการเบียดเบียนชาวบ้านหรือ ?

“ดูก่อนนายคามณี แต่ภัทรกัปนี้ไป ๙๑ กัปที่เราระลึกได้ เราไม่รู้สึกว่าเคยเบียดเบียนครอบครัวไหนๆ ด้วยการถือเอาภักษาที่สุกแล้วเลย “อนึ่งเล่า ครอบครัวใดมีฐานะมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินและทองมาก มีทรัพย์คืออุปกรณ์มาก มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมาก ครอบครัวทั้งปวงนั้นเจริญขึ้นเพราะการให้ทาน เพราะมีสัจจะ เพราะมีสำรวมระวัง “ดูก่อนนายคามณี มีเหตุปัจจัย ๘ อย่างเพื่อความคับแค้นแห่งครอบคัวทั้งหลาย คือ สกุลทั้งหลายถึงความคับแค้นจากพระราชา ๑ จากโจร ๑ จากไฟ ๑ จากน้ำ ๑ ทรัพย์ที่เก็บไว้เคลื่อนไปจากที่ ๑ ทรัพย์วิบัติไปเพราะประกอบการงานชั่ว ๑ คนทำลายทรัพย์แห่งสกุล ผู้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทำลาย กำจัดโภคะเหล่านั้น เกิดขึ้นในครอบครัว ๑ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นปัจจัย ๘ “ดูก่อนนายคามณี ทั้งที่เหตุปัจจัย ๘ อย่างเหล่านี้มีอยู่ ผู้ใดพึงกล่าวหาเราอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคปฏิบัติเพื่อให้ครอบครัวขาดสูญ เพื่อให้ครอบครัวเสื่อม เพื่อให้ครอบครัวคับแค้น ดังนี้ ผู้นั้น หากไม่ละวาจานั้น ไม่ละความคิดนั้น ไม่ละความเห็นนั้น ต้องดิ่งลงในนรกแน่แท้...”

กุลสูตร สฬา. สํ. (๖๒๑-๖๒๒) ตบ. ๑๘ : ๓๙๙-๔๐๐ ตท. ๑๘ : ๓๕๔-๓๕๕ ตอ. K.S. ๔ : ๒๒๙-๒๓๐

การบูชายัญอันประเสริฐ

พราหมณ์ในสมัยพุทธกาลนิยมบูชายัญด้วยการเผาไม้หอม อาหาร เสื้อผ้า ขนม เนย แม้กระทั่งสัตว์ในกองไฟพิธี ถือว่าได้บุญมาก พระผู้มีพระภาคทรงมีทรรศนะในเรื่องนี้อย่างไร?

“ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเผาไม้อยู่ อย่างคาดหมายว่าจะบริสุทธิ์ ก็การเผาไม้นี้เป็นของภายนอก ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้น “ ดูก่อนพราหมณ์ เราละการเผาไม้ ซึ่งบุคคลพึงปรารถนาความบริสุทธิ์ ด้วยการเผาไม้อันเป็นของภายนอก แล้วยังไฟคือญาณให้โพลงภายในตนทีเดียว เราเป็นพระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์ มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ “ ดูก่อนพราหมณ์ มานะแลเป็นดุจภาระคือหาบของท่าน ความโกรธเป็นดุจควัน มุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็นดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้งกองกูณฑ์ ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นความรุ่งเรืองของบุรุษ “ ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้ถึงเวททั้งหลายนั่นแล อาบในห้วงน้ำคือธรรมของบุรุษทั้งหลาย มีท่าคือศีลไม่ขุ่นมัว อันบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้วมีตัวไม่เปียกแล้ว ย่อมข้ามถึงฝั่ง....”

สุนทริกสูตรที่ ๙ ส. สํ. (๖๖๕) ตบ. ๑๕ : ๒๔๘-๒๔๙ ตท. ๑๕ : ๒๓๕-๒๓๖ ตอ. K.S. I : ๒๑๒-๒๑๓

การพัฒนาชนบท

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญการพัฒนาชนบทไว้อย่างไรบ้าง ?

“ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้) ปลูกหมู่ไม้สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัยชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อ ทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์”

วนโรปสูตรที่ ๑ ส.สํ. (๑๔๖) ตบ. ๑๕ : ๔๖ ตท. ๑๕ : ๔๔ ตอ. K.S. I : ๔๕-๔๖

การระวังตนของผู้มุ่งนิพพาน

ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน ควรจะระมัดระวังตนอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเห็นท่อนไม้ใหญ่โน้น อันกระแสน้ำพัดลอยมาในแม่น้ำคงคาหรือไม่ ถ้าท่อนไม้นั้นจะไม่เข้ามาใกล้ฝั่งนี้หรือฝั่งโน้น จักไม่จมเสียในท่ามกลาง จักไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกวังน้ำวนพัดวนเอาไว้ จักไม่เน่าในภายใน ท่อนไม้นั้นจักลอยไหล เลื่อนไปสู่มหาสมุทรได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่ากระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคาลุ่มลาดไหลไปสู่มหาสมุทรฉันใด.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าท่านทั้งหลายจะไม่แวะเข้าฝั่งข้างนี้หรือฝั่งข้างโน้น ไม่จมลงในท่ามกลาง ไม่เกยบก ไม่ถูกมนุษย์หรืออมนุษย์จับไว้ ไม่ถูกเกลียวน้ำพัดวนเอาไว้ จักไม่เน่าในภายในไซร้ ท่านทั้งหลายจักโน้มน้อมโอนเอียงไปสู่นิพพาน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า สัมมาทิฏฐิย่อมโน้มน้อมโอนเอียงไปสู่นิพพานฉันนั้นเหมือนกัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝั่งนี้หมายถึงอายตนะภายใน ๖ ฝั่งโน้นหมายถึง อายตนะนอก ๖ คำว่าจมลงในท่ามกลาง หมายถึง ความกำหนัดยินดี ค่ำว่า เกยบก หมายถึง อัสมิมานะ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ว่าถูกมนุษย์จับไว้ คือ อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้คลุกคลี เพลิดเพลินโศกเศร้าอยู่กับพวกคฤหัสถ์.... มั่วสุมในกิจการงานอันบังเกิดแล้วของเขา นี้เรียกว่ามนุษย์จับไว้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ว่าถูกอมนุษย์จับไว้คืออย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ประพฤติพรหมจรรย์ ปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ด้วยศีล พรต ตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้ เราจักได้เป็นเทวดาหรือเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง นี้เรียกว่าถูกอมนุษย์จับไว้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เกลียวน้ำวน หมายถึง กามคุณ ๕ ความเป็นผู้เน่าในภายในคืออย่างไร ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ไม่สะอาด มีความประพฤติน่ารังเกียจ มีการงานลึกลับไม่เป็นสมณะก็ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ ไม่เป็นพรหมจารี ก็ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เป็นผู้เน่าในภายใน มีใจชุ่มด้วยกาม เป็นดุจกองขยะ นี้เรียกว่าเป็นผู้เน่าในภายใน....”

ทารุขันธสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๓๒๒-๓๒๓) ตบ. ๑๘ : ๒๒๓-๒๒๕ ตท. ๑๘ : ๒๑๒-๒๑๔ ตอ. K.S. ๔ : ๑๑๓-๑๑๕

การละอาสวะด้วยการบรรเทา

ข้อที่ว่าอาสวะด้วยการบรรเทานี้ หมายถึงการบรรเทาอะไรโดยวิธีใด ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทากามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว.... พยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว..... วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา ธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่บังเกิดขึ้นแล้วทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้ไม่บรรเทาอันใดอันหนึ่ง อาสวะแล้วความเร่าร้อน .... เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้บรรเทาอยู่อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะความบรรเทาฯ”

การละอาสวะด้วยการพิจารณาเสพ

ข้อที่ว่า อาจจะละอาสวะได้ด้วยการพิจารณาเสพนั้นหมายความว่าอย่างไร ? พิจารณาอะไร? เสพอะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวรเพียงเพื่อกำจัดความหนาวร้อน สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อจะปกปิดอวัยวะที่ให้ความละอายกำเริบ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพบิณฑบาต มิใช่เพื่อจะเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา มิใช่เพื่อประดับ มิใช่เพื่อตบแต่ง เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่เพื่อให้เป็นไป เพื่อกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่าจะกำจัดเวทนาเก่าเสียด้วยจะไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย ความเป็นไป ความไม่มีโทษและความอยู่สบายด้วย จักมีแก่เรา ฉะนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้วย่อมเสพเสนาสนะเพียงเพื่อกำจัด หนาวร้อน สัมผัสแห่งเหลือบยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายแต่ฤดูเพื่อรื่นรมย์ในการออกเร้นอยู่ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพบริขารคือยา อันเป็นปัจจัยแก่คนไข้เพียงเพื่อกำจัดเวทนาที่เกิด แต่อาพาธต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อความเป็นผู้ไม่มีอาพาธเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง ฯ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนี้ ผู้ไม่พิจารณาเสพปัจจัยอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้พิจารณาเสพอยู่อย่างนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่าจะพึงละได้ด้วยการพิจารณาเสพฯ”

การละอาสวะด้วยการสังวร

ข้อที่ว่า อาสวะ อาจละได้ด้วยการสังวรนั้นหมายความว่าอย่างไร?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในจักขุนทรีย์ ... ในโสตินทรีย์ ... ในฆานินทรีย์ ... ในชิวหินทรีย์ ... ในมนินทรีย์ ... ก็อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใดพึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมในมนินทรีย์อยู่ อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในมนินทรีย์อยู่อย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่าจะถึงละได้เพราะการสังวรฯ”

การละอาสวะด้วยการอบรม

ข้อที่ว่าอาสวะด้วยการอบรมนั้น หมายถึงการอบรมอะไร ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เจริญสติสัมโพชฌงค์.... เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะ และความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้ไม่อบรมธรรมอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อน.... เหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้อบรมอยู่อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าจะพึงละได้เพราะการอบรม”

สัพพาสวสังวรสูตร มู. ม. (๑๑-๑๘) บ. ๑๒ : ๑๒-๒๐ ตท.๑๒ : ๑๒-๑๘ ตอ. MLS. I : ๙-๑๖

การละอาสวะด้วยการเว้นขาด

ข้อที่ว่าอาสวะด้วยการเว้นขาดนี้ หมายถึงการเว้นจากอะไร?

“... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เว้นช้างที่ดุร้าย ม้าที่ดุร้าย โคที่ดุร้าย สุนัขที่ดุร้าย งู หลัก ตอ สถานที่มีหนาม บ่อ เหว ที่เต็มด้วยของไม่สะอาดโสโครก เพื่อพรหมจรรย์ ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย พึงกำหนดลงซึ่งบุคคลผู้นั่ง ณ ที่มิใช่อาสนะเห็นปานใด ผู้เที่ยวไป ณ ที่มิใช่โคจรเห็นปานใด ผู้คบมิตรที่ลามกเห็นปานใด ในสถานที่ทั้งหลายอันลามก ภิกษุนั้นพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เว้นที่มิใช่อาสนะนั้น ที่มิใช่โคจรนั้น และมิตรผู้ลามกเหล่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลายจริงอยู่ อาสวะและความเร่าร้อน อันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้ไม่เว้นสถานที่หลักบุคคลอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อน ... เหล่านั้น ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นผู้เว้นขาดอยู่อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าจะพึงละได้เพราะการเว้นขาด”

การละอาสวะด้วยความอดกลั้น

ข้อที่ว่าอาสวะด้วยความอดกลั้น นั้น หมายถึงความอดกลั้นต่ออะไร ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย สัมผัส แห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เป็นผู้มีชาติของผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำที่ผู้อื่นกล่าว ชั่ว ร้ายแรง ต่อเวทนาที่มีอยู่ในตัว ซึ่งยังเกิดขึ้นเป็นทุกข์ กล้า แข็ง เผ็ด ร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ชอบใจ อาจพร่าชีวิตเสียได้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะแล้วความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่อดกลั้นอยู่ อาสวะและความเร่าร้อน.....เหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้อดกลั้นอยู่อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่าจะพึงละได้เพราะความอดกลั้น”

การล้างบาปด้วยน้ำ

ลัทธิพราหมณ์ถือว่า กระทำบาปแล้วอาจจะชำระล้างให้หมดสิ้นไปด้วยการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้ำคงคา เป็นต้น ทางพระพุทธศาสนามีทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ?

“.....คนพาล มีกรรมดำ (บาป) แล่นไปยังแม่น้ำพาหุกาท่าน้ำอธิกักกะ ท่าน้ำคะยา แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสสดี ท่าน้ำปยาคะ และแม่น้ำพาหุมดีแม้เป็นนิตย์ ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ แม่น้ำสุนทริกา ท่าน้ำปยาคะ หรือแม่น้ำพาหุกา จักทำอะไรได้ จะชำระนรชนผู้มีเวรทำกรรมอันหยาบช้า ผู้มีกรรมอันเป็นบาปนั้นให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย ผัคคุณฤกษ์ย่อมถึงพร้อมแก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ อุโบสถก็ย่อมถึงพร้อมแก่บุคคลผู้หมดจดแล้วทุกเมื่อ วัตรของบุคคลผู้หมดจดแล้ว มีการงานอันสะอาด ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงอาบในคำสอนของเรานี้เถิด จงทำความเกษมในสัตว์ทั้งปวงเถิด ถ้าท่านไม่กล่าวคำเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ถือเอาวัตถุที่เขาไม่ให้เป็นผู้มีความเชื่อ ไม่ตระหนี่ไซร้ ท่านจักต้องไปยังท่าน้ำคะยาทำไม แม้การดื่มน้ำในท่าน้ำคะยาก็จักทำอะไรให้แก่ท่านได้ฯ

วัตถูปมสูตร มู. ม. (๙๘) ตบ. ๑๒ : ๗๐ ตท.๑๒ : ๕๘ ตอ. MLS. I : ๔๙-๕๐

การวางตัวในสังคม

บัณฑิตควรระวังรักษาตนอย่างไร จึงจะไม่ประสบทุกข์โทษในชีวิต ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษผู้ฉลาดเฉียบแหลมประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ ย่อมบริหารตนไม่ให้ถูกกำจัด ไม่ให้ถูกทำลายเขาย่อมไม่มีโทษ ไม่ถูกผู้รู้ติเตียน ทั้งได้ประสบบุญเป็นอันมากอีกด้วย ธรรม ๒ ประการคืออะไร คือ พิจารณาไตร่ตรองแล้ว พูดติเตียนคนที่ควรติเตียน ๑ พิจารณาไตร่ตรองแล้ว พูดสรรเสริญคนที่ควรสรรเสริญ ๑... พิจารณาไตร่ตรองแล้ว เกิดความเลื่อมใสในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส ๑ ย่อมปฏิบัติชอบในบุคคล ๒ จำพวก คือมารดา ๑ บิดา ๑ ปฏิบัติชอบในบุคคล ๒ จำพวกคือ พระตถาคต ๑ สาวกของพระตถาคต ๑....”

ต. ทุก. อํ. (๓๗๙-๓๘๒) ตบ. ๒๐ : ๑๑๑-๑๑๓ ตท. ๒๐ : ๙๙-๑๐๑ ตอ. G.S. ๑ : ๘๐-๘๑

การสูญเสียพระอัครสาวก

พระพุทธเจ้าทรงรู้สึกอย่างไร ในเมื่อพระอัครสาวกทั้ง ๒ คือ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะปรินิพพานไปใหม่ๆ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บริษัทของเรานี้ปรากฏเหมือนว่างเปล่า แต่เมื่อสารีบุตร โมคคัลลานะยังไม่ปรินิพพาน บริษัทของเราดูไม่ว่างเปล่า สารีบุตร โมคคัลลาน์อยู่ในทิศใดเป็นหมดห่วงใยในทิศนั้น... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เหล่าใด ได้มีมาแล้วในอดีตกาล จักมีมาในอนาคต พระผู้มีพระภาค แม้เหล่านั้น ก็มีคู่สาวกอันยอดเยี่ยม.... จักมีคู่สาวกอันยอดเยี่ยม เหมือนกับสารีบุตรและโมคคัลลาน์ของเรา “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นับว่าเป็นสิ่งอัศจรรย์...เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับสาวกทั้งหลาย ที่จัดมีสาวกของพระศาสนาผู้กระทำตามคำสอน ผู้ตอบแทนคำสอนเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพนับถือของบริษัท ๔ เช่นนั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นเรื่องอัศจรรย์เป็นเรื่องไม่เคยมีมาก่อนของตถาคต ที่ตถาคตไม่มีความโศก หรือความร่ำไรเลย ในเมื่อคู่พระสาวกเป็นปานนั้นปรินิพพานไป.....”

เจลสูตร มหา. สํ. (๗๔๑-๗๔๓) ตบ. ๑๙ : ๒๑๗-๒๑๘ ตท. ๑๙ : ๒๐๕-๒๐๖ ตอ. K.S. ๕ : ๑๔๓-๑๔๔

การอยู่ด้วยความประมาท

ภิกษุอย่างไร ชื่อว่าอยู่ด้วยความประมาท และอะไรจะเกิดขึ้น ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่ระวังอินทรีย์ คือ จักษุ... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...จิตย่อมใส่ไปในรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้วปราโมทย์ก็ไม่มี เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นย่อมอยูเป็นทุกข์ จิตของภิกษุผู้มีทุกข์ย่อมไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ ธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ.... ภิกษุนั้นย่อมนับได้ว่าเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท....”

ปมาทวิหารีสูตร สฬา. สํ. (๑๔๓) ตบ. ๑๘ : ๔๗ ตท. ๑๘ : ๘๕-๘๖ ตอ. K.S. ๔ : ๔๖-๔๗

การเจริญอินทรีย์ในพระพุทธศาสนา

ได้ทราบว่า ลัทธิอื่นบางลัทธิ เช่น ลัทธิของปาราสิริยพราหมณ์ สอนให้สำรวมอินทรีย์อย่างเคร่งครัด คือไม่ให้เห็นรูปด้วยจักษุ ไม่ให้ฟังเสียงด้วยโสต เป็นต้น ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคทรงมีทรรศนะอย่างไร ?

“.....ดูก่อนอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้ว ตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต..... “.....ดูก่อนอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์ อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะเป็นอย่างไร ? ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้น เพราะเห็นรูปด้วยจักษุ.... เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต.... เพราะได้ดมกลิ่นด้วยฆานะ... เพราะได้ลิ้มรสด้วยชิวหา.... เพราได้สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยกาย.... เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่าเธอเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้นแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นและเป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น ยังมีสิ่งที่ละเอียดประณีต นั่นคืออุเบกขา เธอจึงดับความชอบใจความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสียอุเบกขาจึงดำรงมั่น “.....ดูก่อนอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ดับความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันทีโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกะพริบตาฉะนั้น อุเบกขาย่อมดำรงมั่น “.....ดูก่อนอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ.... ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต..... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ.... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา.... ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย.... ในธรรมารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยมโน อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่า ในวินัยของพระอริยะ...”

อินทริยภาวนาสูตร อุ. ม. (๘๕๖) ตบ. ๑๔ : ๕๔๒ ตท. ๑๔ : ๔๖๔-๔๖๗ ตอ. MLS. III : ๓๔๗-๓๔๙

การเลี้ยงชีพของสมณะ

การเลี้ยงชีพอย่างไม่ถูกต้อง และถูกต้องของสมณะคืออย่างไร ?

“ดูก่อนน้องหญิง สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาทำนายทายทัก สมณพราหมณ์นี้เรียกว่าก้มหน้าบริโภค “สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาดูฤกษ์ยาม สมณพราหมณ์นี้เรียกว่าแหงนหน้าบริโภค “สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยการประกอบกิจการส่งข่าวสารและรับใช้ สมณพราหมณ์นี้เรียกว่ามองดูทิศใหญ่บริโภค “สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งเลี้ยงชีพ ด้วยมิจฉาชีพ ด้วยดิรัจฉานวิชา คือวิชาทำนายทายทัก สมณพราหมณ์นี้เรียกว่าดูทิศน้อยบริโภค “ดูก่อนน้องหญิง ส่วนเรานั้นมิได้เลี้ยงชีพด้วยมิจฉาชีพ เราแสวงหาภิกษาโดยชอบธรรม แล้วจึงบริโภค...”

สูจิมุขีสูตร ขันธ. สํ. (๕๑๘) ตบ. ๑๗ : ๒๙๖-๒๙๗ ตท. ๑๗ : ๒๘๔-๒๘๕ ตอ. K.S. ๓ : ๑๙๐-๑๙๑

การเลือกคบคน

ในการคบคนนั้น เราควรจะเลือกคบคนเช่นใด?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ไม่ควรคบเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเลว โดย ศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ไม่ควรคบ ไม่ควรเสพ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ นอกจากจะเอ็นดูอนุเคราะห์กัน “บุคคลที่ควรคบ... คืออย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเสมอกับตนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ควรคบ...เพราะเหตุไร เพราะเราผู้เสมอกับตนด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา จักมีการสนทนากัน เรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา การสนทนานั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์และความผาสุกแก่พวกเรา “บุคคลที่ควรสักการะ เคารพแล้วคบ.... คืออย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ยิ่งกว่าเราโดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา บุคคลเช่นนี้ควรสักการะ เคารพแล้วจึงคบ...เพราะเหตุไร เพราะอาจหวังได้ว่า จักบำเพ็ญศีลขันธ์..... สมาธิขันธ์.... ปัญญาขันธ์.... ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือจักสนับสนุนศีลขันธ์..... สมาธิขันธ์.... ปัญญาขันธ์.... ที่บริบูรณ์แล้วด้วยปัญญาในที่นั้น ๆ.... “บุรุษคบคนเลว ย่อมเลวลง คบคนเสมอกัน ย่อมไม่เสื่อมในกาลใด ๆ คบคนที่สูงกว่าย่อมพลันเด่นขึ้น ฉะนั้นจึงควรคบคนที่สูงกว่าตน..”

เสวิสูตร ติก. อํ. (๔๖๕) ตบ. ๒๐ : ๑๕๗-๑๕๘ ตท. ๒๐ : ๑๔๑-๑๔๒ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๘-๑๐๙

การแสดงธรรมแบบต่างๆ แก่คนประเภทต่างๆ

พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่สัตว์ทั้งปวง แต่เหตุไฉนจึงทรงแสดงธรรมด้วยดีแต่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรมด้วยดีแก่คนบางพวก?

“ดูก่อนนายคามณี ถ้าอย่างนั้น เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านพึงพยากรณ์ปัญหานั้นตามที่ท่านเห็นสมควร ดูก่อนนายคามณีท่านจะเห็นความข้อนั้นอย่างไร นาขอคฤหบดีชาวนาในโลกนี้มี ๓ ชนิด คือ ชนิดหนึ่งเป็นนาดี ชนิดหนึ่งเป็นนาปานกลาง ชนิดหนึ่งเป็นนาเลว มีดินแข็งดินเค็ม มีเนื้อดินเลว คฤหบดี ต้องการจะหว่านพืช จะพึงหว่านในนาไหนก่อน ? “พึงหว่านในนาดีก่อน แล้วพึงหว่านในนาปานกลาง ในนาเลว พึงหว่านบ้าง ไม่หว่านบ้าง เพราะเหตุไร เพราะในที่สุด จักเป็นเพียงอาหารโค “ดูก่อนนายคามณี เปรียบเหมือนนาดีฉันใด เราย่อมแสดงธรรมอันงานในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งความหมาย (อรรถะ) และตัวอักษร (พยัญชนะ) บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง แก่ภิกษุและภิกษุณีของเราเหล่านั้นก่อนฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุและภิกษุณีเหล่านี้ มีเราเป็นที่พึ่ง มีเราเป็นที่หลบภัย มีเราเป็นเครื่องป้องกันมีเราเป็นสรณะ “ดูก่อนนายคามณี เปรียบเหมือนนานปานกลางฉันใด เราย่อมแสดงธรรม แก่อุบาสก อุบาสิกา ของเราเหล่านั้นฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นมีเราเป็นที่พึ่ง “ดูก่อนนายคามณี นาเลว มีดินแข็ง มีดินเลว ฉันใด เราย่อมแสดงธรรม แก่อัญญเดียรถีย์ สมณะ พราหมณ์ และปริพาชกเหล่านั้นฉันนั้น ข้อนั้นเพราเหตุไร เพราะถ้าอัญญเดียรถีย์ สมณะ พราหมณ์ และปริพาชก จะพึงรู้ทั่วถึงธรรมนั้นแม้บทเดียวความรู้นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่เขาสิ้นกาลนาน...”

เทศนาสูตร สฬา. สํ. (๖๐๓-๖๐๖) ตบ. ๑๘ : ๓๘๗-๓๘๙ ตท. ๑๘ : ๓๔๕-๓๔๗ ตอ. K.S. ๔ : ๒๒๑-๒๒๒

การให้ทานในแบบต่างๆ และผลของทานชนิดนั้นๆ

ก่อนที่จะให้ทาน ถ้าเราตั้งใจขอให้ได้เสวยผลของทานผลจะเป็นอย่างไร? คนบางคนเมื่อให้ทาน ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนอะไร เห็นว่าการให้ทานเป็นความดี ก็ให้ทานเพื่อกระทำความดี ทานแบบนี้จะมีผลอย่างไร? บางคนให้ทาน ไม่ใช่เพราะหวังผลทาน ไม่ใช่เพราะเห็นว่าการให้ทานเป็นความดี แต่ให้ทานเพราะมารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา ให้ทานเพื่อรักษาประเพณี ผลทานจะเป็นอย่างไร? บางคนให้ทาน ไม่มุ่งผล ไม่เห็นว่าทานเป็นของดี ไม่ทำตามประเพณี แต่ให้เมื่อมุ่งอนุเคราะห์แก่พระภิกษุสงฆ์ ผู้ไม่ได้ประกอบอาชีพอย่างตน ผลทานจะเป็นอย่างไร? บางคนให้ทาน ไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังผลใดๆ แต่ให้ทานเพื่อจะกระทำตามตัวอย่างของบุคคลสำคัญในอดีตที่เขาให้มาแล้ว ผลทานจะเป็นอย่างไร? บางคนให้ทาน ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนทางวัตถุ แต่เห็นว่าให้ทานแล้วสบายใจดี ก็ให้ทาน ผลทานจะเป็นอย่างไร? บางคนให้ทาน ไม่ได้ให้ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว แต่ให้เพื่อให้ทานนั้นเป็นเครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลส มีความตระหนี่เห็นแก่ตัว เป็นต้น ผลทานจะเป็นอย่างไร ?

“...บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลแล้วให้ทานมุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจตุมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น (มนุษย์) อย่างนี้” “...ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นเมื่อให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น อย่างนี้” “...บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีความหวังจึงให้ทาน... ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า มารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ฯลฯ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา คือมาสู่ความเป็น อย่างนี้” “...บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า มารดาบิดาปู่ย่าตายายเคยให้มา แต่ให้ท่านด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหา ไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ฯลฯ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีการกลับมา ...” “...บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน แต่สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่าเราจักเป็นผู้จำแนกแจกทานเหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี สมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปถาษี และภคุฤาษีบูชามหายัญฉะนั้น เขาให้ทานคือ ข้าว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี สิ้นกรรม ... แล้ว ยังมีการกลับมา ...” “...บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะผ่องใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทานคือข้าว... เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี สิ้นกรรม แล้ว ยังมีการกลับมา ...” “...ในการให้ทานนั้นบุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้จิตจะผ่องใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนี้แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ...”

ทานสูตร ส. อํ. (๔๙) ตบ. ๒๓ : ๖๑-๖๔ ตท. ๒๓ : ๖๐-๖๓ ตอ. G.S. IV : ๓๓-๓๕

กำลัง ๕ ของสตรี

กำลัง ๕ ประการของมาตุคาม คืออะไรบ้าง? กำลังอย่างเดียวของบุรุษคืออะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามมีกำลัง ๕ ประการเหล่านี้ คือ กำลังคือรูป ๑ กำลังคือทรัพย์ ๑ กำลังคือญาติ ๑ กำลังคือบุตร ๑ กำลังคือศีล ๑ มาตุคามผู้ประกอบด้วยกำลัง ๕ ประการนี้แล ย่อมสามารถอยู่ครองเรือนได้ ย่อมบังคับสามารถให้อยู่ครองเรือนได้ ย่อมประพฤติข่มขี่สามีได้... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนบุรุษผู้ประกอบด้วยกำลังอย่างเดียว ย่อมประพฤติข่มขี่มาตุคามได้ กำลังอย่างเดียวนั้นคืออะไร ได้แก่กำลังคือความเป็นผู้มีอำนาจ กำลังคือรูป กำลังคือทรัพย์ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร กำลังคือศีล จะต้องป้องกันมาตุคามที่ถูกบุรุษครอบงำแล้ว ด้วยกำลังมือความเป็นผู้มีอำนาจไม่ได้เลย....”

วิสารทสูตรฯ สฬา. สํ. (๔๘๔-๔๘๕-๔๘๖) ตบ. ๑๘ : ๓๐๔ ตท. ๑๘ : ๒๘๑ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖๖

กำลังสำคัญที่สุดของสตรี

ในบรรดากำลังทั้ง ๕ ของมาตุคาม กำลังอะไรสำคัญที่สุด ? เพราะเหตุใด?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือทรัพย์ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร แต่ไม่ประกอบด้วยกำลังคือศีล พวกญาติย่อมยังมาตุคามนั้นให้พินาศ คือไม่ให้อยู่ในสกุล... “มาตุคามผู้ประกอบด้วยศีล แต่ไม่ประกอบด้วย กำลังคือรูป กำลังคือทรัพย์ กำลังคือญาติ กำลังคือบุตร พวกญาติย่อมให้มาตุคามนั้นอยู่ในสกุลไม่ให้พินาศ .....”

นาสยิตถสูตร สฬา. สํ. (๔๙๐) ตบ. ๑๘ : ๓๐๖ ตท. ๑๘ : ๒๘๒-๒๘๓ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖๗

กำหนดเวลาตรัสรู้

เมื่อภิกษุประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว จะได้บรรลุอรหัตผลในเวลาช้านานเท่าไร ?

“ ดูก่อนราชกุมาร ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียร ๕ ประการนี้แล เมื่อได้ตถาคตเป็นผู้แนะนำ พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า..... ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน (ภายในเวลา) เจ็ดปี..... หกปี..... ห้าปี..... สี่ปี..... สามปี..... สองปี..... หนึ่งปี..... เจ็ดเดือน..... หกเดือน..... ห้าเดือน..... สี่เดือน..... สามเดือน..... สองเดือน..... หนึ่งเดือน..... ครึ่งเดือน..... เจ็ดคืนเจ็ดวัน..... หกคืนหกวัน..... ห้าคืนห้าวัน..... สี่คืนสี่วัน..... สามคืนสามวัน..... สองคืนสองวัน..... หนึ่งคืนหนึ่งวัน..... ดูก่อนราชกุมาร หนึ่งคืนหนึ่งวันจงยกไว้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์แห่งภิกษุผู้มีความเพียรหาประการนี้ เมื่อได้ตถาคตเป็นผู้แนะนำ ตถาคตสั่งสอนในเวลาเย็น จักบรรลุคุณวิเศษได้ในเวลาเช้า ตถาคตสั่งสอนในเวลาเช้า จักบรรลุคุณวิเศษได้ในเวลาเย็น....”

โพธิราชกุมารสูตร ม. ม. (๕๑๘) ตบ. ๑๓ : ๔๗๒-๔๗๔ ตท.๑๓ : ๓๘๕-๓๘๗ ตอ. MLS. II : ๒๘๒-๒๘๓

กำเนิดมนุษย์ในครรภ์

(อินทกยักษ์ทูลถาม) ถ้าท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าว่า รูปหาใช่ชีพไม่ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อ จะมาแต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร ?

“รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเป็น เปสิ จากเปสิ เป็นฆนะ จากฆนะ เกิดเป็น ๕ ปุ่ม ต่อจากนั้นก็มีผมขนและเล็บเกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใดสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น

อินทกสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๘๐๓) ตบ. ๑๕ : ๓๐๓ ตท. ๑๕ : ๒๘๖ ตอ. K.S. I : ๒๖๓

กินเนื้อสัตว์บาปหรือไม่

มีพุทธศาสนิกชนบางพวกเห็นว่า การกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเพราะเป็นการส่งเสริมให้คนอื่นฆ่า ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร?

“..... ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของไม่ควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่าเป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ดูก่อนชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการนี้แล.....”

ชีวกสูตร ม. ม. (๕๗) ตบ. ๑๓ : ๔๘-๔๙ ตท.๑๓ : ๑๓ : ๔๗ ตอ. MLS. II : ๓๓

กิเลสหนากับการบรรลุมรรคผล

ผู้รู้บางท่านแสดงไว้ว่า คนที่มีอุปนิสัยหยาบ มีราคะ โทสะ โมหะกล้า มีโอกาสจะบรรลุมรรคผลช้า คนที่มีอุปนิสัยละเอียด มี ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง มีหวังได้บรรลุมรรคผลเร็ว จริงหรือไม่ ?

“....บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปกติเป็นผู้มีราคะกล้า ย่อมได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่ราคะเนืองๆ บ้าง.... เป็นผู้มีโทสะกล้าย่อมได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โทสะเนือง ๆ บ้าง เป็นผู้มีโมหะกล้า ย่อมได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่โมหะเนือง ๆ บ้าง (แต่) อินทรีย์ ๕ ประการ.... คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของเขาปรากฏว่าแก่กล้า เขาย่อมบรรลุคุณวิเศษ เพื่อความสิ้นอาสวะเร็วพลัน เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้แก่กล้า..... “....บุคคลบางคนในโลกนี้ โดยปกติไม่เป็นคนมีราคะกล้า... ไม่เป็นคนมีโทสะกล้า... ไม่เป็นคนมีโมหะกล้า ย่อมไม่ได้เสวยทุกขโทมนัสอันเกิดแต่ ราคะ โทสะ โมหะ เนืองๆ (แต่) อินทรีย์ ๕ ประการ.... คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาของเขา ปรากฏว่าอ่อน เขาย่อมได้บรรลุคุณวิเศษเพื่อความสิ้นอาสวะช้า เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้อ่อน....”

ปฏิปทาวรรค ที่ ๒ จ. อํ. (๑๖๒) ตบ. ๒๑ : ๒๐๐-๒๐๑ ตท. ๒๑ : ๑๗๖ ตอ. G.S. II : ๑๕๓-๑๕๔

กุญแจสู่มรรคผลและนิพพาน

อะไรเป็นเครื่องมืออันสำคัญ ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้ปุพเพนิวาสนุสสติญาณระลึกชาติก่อนได้ จุตูปปาตญาณ รู้จุติและอุบัติของสัตว์ ทั้งหลาย อาสวักขยญาณ รู้จักทำอาสวะให้หมดสิ้นไป?

“ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ภิกษุนั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก.... ย่อมโน้มน้อมจิตไป เพื่อรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย..... ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ.... ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์นี้เหตุให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ทางปฏิบัติเพื่อความดับอาสวะ.... “เมื่อภิกษุรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวสาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าพ้นแล้ว ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีฯ ”

จูฬหัตถิปโทปมาสูตร มู. ม. (๓๓๖) ตบ. ๑๒ : ๓๔๖-๓๔๘ ตท.๑๒ : ๒๘๖-๒๘๘ ตอ. MLS. I : ๒๒๘-๒๓๐

ก่อนทำ พูด คิด ควรทำอย่างไร

ก่อนแต่จะทำ จะพูด จะคิดก็ดี ขณะที่กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดอยู่ก็ดี พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำไว้อย่างไร?

“..... ดูก่อนราหุล เธอปรารถนาจะทำกรรมใด ด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ... เธอพึงพิจารณาเสียก่อนว่า เราปรารถนาจะทำกรรมนี้ด้วยกาย... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม... ของเรานี้ พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นบ้าง กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม... นี้เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ ดูก่อนราหุล ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใดด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรานี้พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น ...... เป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบากดังนี้ไซร้ กรรมเห็นปานนี้ เธอไม่พึงทำด้วยกาย ... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ.... โดยส่วนเดียว “แต่ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า เราปรารถนาจะทำกรรมใด ด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรานี้ ไม่พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้ไซร้ กรรมเห็นปานนี้ เธอพึงทำด้วยกาย ... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ “แม้เมื่อเธอกำลังกระทำกรรมด้วยกาย.... ด้วยวาจา..... ด้วยใจ.... ด้วยใจ เธอก็พึงพิจารณากายกรรม.... วจีกรรม.... มโนกรรม.... นั้นแหละว่า เรากำลังกระทำกรรมใดด้วยกาย.... ด้วยวาจา... ด้วยใจ กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง..... เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นวิบากกระมังหนอ ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่ พึงรู้อย่างนี้ว่า..... กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...ของเรา ย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เธอพึงเลิกกรรมเห็นปานนั้นเสีย แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า .... กรรมของเราย่อมเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนบ้าง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง.... เป็นกุศลมีสุขเป็นกำไร .... เธอพึงเพิ่มกายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม...

จุฬราหุโลวาทสูตร ม. ม. (๑๒๙-๑๓๑) ตบ. ๑๓ : ๑๒๖-๑๓๒ ตท.๑๓ : ๑๑๗-๑๒๑ ตอ. MLS. II : ๘๙

ก้าวแรกในการปฏิบัติธรรม

ธรรมข้อไหนจำเป็นในการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ หิริและโอตตัปปะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์.. เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ อินทรีย์สังวรชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์ เมื่ออินทรีย์สังวรมีอยู่ ศีลชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์... เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์ .... เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ ยถาภูตญาณทัสสนะชื่อวามีเหตุสมบูรณ์.... เมื่อยถาภูตญาณทัสสนะมีอยู่ นิพพิทาวิราคะชื่อว่ามีเหตุสมบูรณ์.... เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่ วิมุติญาณทัสสนะชื่อว่ามีเหตุอันสมบูรณ์ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกิ่งและใบสมบูรณ์ แม้กะเทาะของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์ แม้เปลือก แม้กระพี้ แม้แก่นของต้นไม้นั้นก็ย่อมบริบูรณ์ฉะนั้น ฯ”

สติสูตร อ. อํ. (๑๘๗) ตบ. ๒๓ : ๒๔๘-๒๔๙ ตท. ๒๓ : ๓๐๙ G.S. IV : ๒๑๙-๒๒๐

ของที่กินไม่รู้จักอิ่ม

ของอะไรบ้าง ที่มนุษย์เสพแล้วไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่าง ไม่มี ๓ อย่างเป็นไฉน คือในการเสพความหลับ ๑ ในการดื่มสุราและเมรัย ๑ ในการเสพเมถุนธรรม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างนี้แล ไม่มี ฯ”

อติตตสูตร ติ. อํ. (๕๔๘) ตบ. ๒๐ : ๓๓๕ ตท. ๒๐ : ๒๙๒-๒๙๓ ตอ. G.S. I : ๒๓๔-๒๔๐

ขันธ์ ๕ ควรเรียนรู้

ตามหลักพระพุทธศาสนา อะไรคือสิ่งที่ควรเรียนรู้ และ ปริญญา ที่แท้จริงนั้นคืออะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรเรียนรู้นั้นคืออะไร ? รูปเป็นธรรมที่ควรเรียนรู้ เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เป็นธรรมที่ควรเรียนรู้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริญญาคือใคร? คือความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ นี้เรียกว่า ปริญญา "

ปริญญาสูตร ขันธ. สํ. (๕๔) ตบ. ๑๗ : ๓๓ ตท. ๑๗ : ๒๙ ตอ. K.S. ๓ : ๒๖

ขันธ์ ๕ ความเกิดและความดับขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ เหตุให้เกิดขันธ์ ๕ ความดับขันธ์ ๕ และทางปฏิบัติเพื่อดับขันธ์ ๕ คืออะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็รูปคืออะไร คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป ความเกิดขึ้นแห่งรูปก่อนมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด.... เป็นปฏิปทา อันให้ถึงความดับแห่งรูป... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาคืออะไร เวทนา ๖ หมวดนี้ คือ เวทนา เกิดแต่จักษุสัมผัส (ตากระทบกับรูป) โสตสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าเวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมมีเพราะเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งเวทนา

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาคืออะไร สัญญา ๖ หมวดนี้ คือ ความจำหมายในรูป ความจำหมายในเสียง ความจำหมายในกลิ่น ความจำหมายในรส ความจำหมายในโผฏฐัพพะ ความจำหมายในธรรมารมณ์.... นี้เรียกว่าสัญญา ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญาย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งสัญญา

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารคืออะไร เจตนา ๖ หมวดนี้ คือ สัญเจตนา (ความจงใจมุ่งหวังอย่างแรง) ในรูป สัญเจตนาในเสียง สัญเจตนาในกลิ่น สัญเจตนาในรส สัญเจตนาในโผฏฐัพพะ สัญเจตนาในธรรมารมณ์.... นี้เรียกว่าสังขาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งสังขาร

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณคืออะไร วิญญาณ ๖ หมวดนี้ คือ ความรับรู้อารมณ์ทางตา...ทางหู...ทางจมูก...ทางลิ้น..ทางกาย...ทางมโน...นี้เรียกว่าวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ”

ปริวัฏฏสูตร ขันธ. สํ. (๑๑๒-๑๑๗) ตบ. ๑๗ : ๗๒-๗๖ ตท. ๑๗ : ๖๓-๖๖ ตอ. K.S. ๓ : ๕๐-๕๔

ขันธ์ ๕ คือมาร

ขันธ์ ๕ คือมาร อย่างไร?

“.....ดูก่อนราธะ เมื่อ รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มีอยู่ จึงมีมาร มีผู้ฆ่าให้ตาย มีผู้ตาย เพราะเหตุนั้น เธอจงพิจารณาให้เห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นมาร เป็นผู้ฆ่าให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าย่อมเห็นชอบ....”

มารสูตร ขันธ. สํ. (๓๖๖) ตบ. ๑๗ : ๒๓๐-๒๓๑ ตท. ๑๗ : ๒๐๘ ตอ. K.S. ๓ : ๑๕๕

ขันธ์ ๕ เป็นฐานสังโยชน์-อุปาทาน

สังโยชน์และธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ คืออะไร อุปาทานและธรรมเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คืออะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ชื่อว่าธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ความกำหนัดยินดีในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ชื่อว่าสังโยชน์..... “รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ชื่อว่าธรรม เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความกำหนัดยินดีในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณนั้นชื่อว่าอุปาทาน”

สังโยชน์สูตร (๓๐๘) อุปาทานสูตร (๓๐๙) ขันธ. สํ. ตบ. ๑๗ : ๒๐๒-๒๐๓ ตท. ๑๗ : ๑๗๗ ตอ. K.S. ๓ : ๑๔๒-๑๔๓

ขันธ์ ๕ เหมือนใบไม้นอกตัวเรา

การถือขันธ์ ๕ ว่าเป็นของตน เป็นการถูกต้องหรือไม่ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดไม่ใช่ของท่านทั้งหลายจงละสิ่งนั้นเสีย เพื่อละได้แล้วจักเป็นเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุข.... ก็อะไรเล่าไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย? รูปไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ไม่ใช่ของท่านทั้งหลาย “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนชนพึงเก็บเอาไป หรือเผาไฟ หรือกระทำตามที่เห็นเหมาะสมซึ่งหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในพระเชตวันนั้น ท่านควรคิดว่า ฝูงชนเอาไปหรือเผา หรือกระทำตามที่เห็นเหมาะสม ซึ่งเราทั้งหลายกระนั้นหรือ? “ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า หามิได้พระเจ้าข้า “พระพุทธองค์ตรัสถามว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร “ภิกษุทั้งหลายทูลตอบว่า เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่เราหรือ นับเนื่องด้วยเรา “อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ไม่ใช่ของท่าน จงละเสีย เมื่อละได้แล้วจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข”

นตุมหากสูตร ที่ ๑ ขันธ. สํ. (๗๑-๗๒) ตบ. ๑๗ : ๔๒ ตท. ๑๗ : ๓๖ ตอ. K.S. ๓ : ๓๑-๓๒

ขันธ์ ๕ ในกาลทั้ง ๓ กับไตรลักษณ์

พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนอย่างไร คิดอย่างไร เกี่ยวกับขันธ์ ๕ ในกาลทั้ง ๓?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ที่เป็นอดีตและอนาคตไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ส่วนรูป (เป็นต้น) ที่เป็นปัจจุบันนั้นไม่ต้องพูดถึง อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่มีความอาลัยในรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ที่เป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินในรูป (เป็นต้น) ที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน”

อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๑-๓ ขันธ. สํ. (๓๖-๓๘) ตบ. ๑๗ : ๒๕-๒๖ ตท. ๑๗ : ๒๐-๒๒ ตอ. K.S. ๓ : ๑๘-๒๐

ขันธ์ตนกับขันธ์คนอื่น

บุคคลควรพิจารณาเปรียบเทียบขันธ์ ๕ ของตนกับ ขันธ์ ๕ ของคนอื่นหรือไม่?

“.....ดูก่อนโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมพิจารณาเห็นว่า เราประเสริฐกว่าเขา... เราเท่าเทียมกับเขา.. เราเลวกว่าเขาโดย รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรมตามความเป็นจริง “..... ดูก่อนโสณะ ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราประเสริฐกว่าเขา... เราเท่าเทียมกับเขา.. เราเลวกว่าเขาโดย รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรมตามความเป็นจริง....”

โสณสูตร ที่ ๑ ขันธ. สํ. (๙๗) ตบ. ๑๗ : ๖๐-๖๑ ตท. ๑๗ : ๕๒-๕๓ ตอ. K.S. ๓ : ๔๒-๔๓

ข้อตอบโต้ลัทธิต่างๆ

สมณพราหมณ์บางพวกยืนยันว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ที่บุคคลได้รับเสวยอยู่นั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ คือ เป็นผลแห่งกรรมเก่านั้นทั้งสิ้น ดังนี้ พระพุทธองค์ทรงแก้อย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกที่มีว่าวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้วถามอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าท่านทั้งหลายมีว่าวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้.... จริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้น.... ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์ จักต้องลักทรัพย์ จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ จักต้องพูดเท็จ จักต้องพูดคำส่อเสียด จักต้องพูดคำหยาบ จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ จะต้องมากไปด้วยอภิชฌา จักต้องมีจิตพยาบาท จักต้องมีความเห็นผิด “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือ กรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนว่าเป็นสาระสำคัญแล้ว ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือไม่ว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้.....ฯ”

ติตถสูตร ติ. อํ. (๕๐๑) ตบ. ๒๐ : ๒๒๒-๒๒๔ ตท. ๒๐ : ๑๙๗-๑๙๘ ตอ. G.S. I : ๑๕๘-๑๕๙

ข้อปฏิบัติของภิกษุอย่างแท้จริง

พระภิกษุในพระพุทธศาสนาควรจะศึกษาและปฏิบัติอะไร จึงจะชื่อว่าปฏิบัติถูกต้องแท้ตามพระพุทธโอวาท ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาติดตามไปเบื้องหลังฝูงโค มันร้องว่าแม้เราก็เป็นโค แต่สี เสียง และรอยเท้าของมันหาเหมือนของโคไม่ มันเป็นแต่เดินตามหลังฝูงโคร้องว่า แม้เราก็เป็นโคๆ ดังนี้เท่านั้น แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ติดตามไปเบื้องหลังภิกษุสงฆ์ ร้องประกาศว่า แม้เราก็เป็นภิกษุๆ แต่ความพอใจในการสมาทานอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขาของเขา หากเหมือนของภิกษุทั้งหลายไม่ เขาเป็นแต่ติดตามไปเบื้องหลังภิกษุสงฆ์ร้องประกาศว่าแม้เราก็เป็นภิกษุ ๆ ดังนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงศึกษาว่า เราจักมีความพอใจอย่างแรงกล้าในการสมาทาน อธิศีลสิกขา.... อธิจิตตสิกขา... อธิปัญญาสิกขา... ท่านทั้งหลายพึงศึกษาเช่นนี้แหละฯ”

คัทรภสูตร ติ. อํ. (๕๒๒) ตบ. ๒๐ : ๒๙๔-๒๙๕ ตท. ๑๙ : ๒๕๙ ตอ. G.S. I : ๒๐๙

ข้อปฏิบัติของอเจลกะ

พวกอเจลกะซึ่งเป็นนักบวชพวกหนึ่งในสมัยพุทธกาล มีหลักปฏิบัติอย่างไร ?

“.....อเจลกะบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไร้มารยาท เลียมือเขาเชิญให้มารับภิกษาก็ไม่มา เขาเชิญให้หยุดก็ไม่หยุด ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน ไม่รับภิกษาที่เขาทำเฉพาะ ไม่รับภิกษาที่เขานิมนต์ ไม่รับภิกษาปากหม้อ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าว ไม่รับภิกษาที่บุคคลยื่นคร่อมธรณีประตูนำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมท่อนไม้นำมา ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมสากนำมา ไม่รับภิกษาที่คน ๒ คนบริโภคอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ไม่รับภิกษาของหญิงที่นักแนะกันทำไว้ ไม่รับภิกษาในที่ที่สุนัขได้รับการเลี้ยงดู ไม่รับภิกษาในที่มีแมลงวันตอมเป็นกลุ่ม ไม่กินเนื้อ ไม่กินปลา ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มเมรัย ไม่ดื่มยาดอง รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว เยียวยาอัตตภาพด้วยข้างคำเดียวบ้าง..... รับภิกษาที่เรือน ๗ หลัง เยียวยาอัตตภาพด้วยข้าว ๗ คำบ้าง เยียวยาอัตตภาพด้วยภิกษาในถาดน้อยใบเดียวบ้าง... ๗ ใบบ้าง กินอาหารที่เก็บค้างไว้วันเดียวบ้าง... ๒ วันบ้าง... ๗ วันบ้าง ประกอบความขวนขวายในการบริโภคภัตที่เวียนมาถึงตั้งกึ่งเดือนเช่นนี้บ้าง อเจกะนั้นเป็นผู้มีผักดองเป็นภักษาบ้าง มีข้าวฟ่าง... ลูกเดือย.... กากข้าว... ยาง... สาหร่าย.... ข้าวตัว.... กำยาน หญ้า.... โคมัยเป็นภักษาบ้าง มีเหง้าและผลไม้ในป่าเป็นอาหรบ้าง บริโภคผลไม่หล่นเยียวยาอัตตภาพอเจลกะนั้น ทรงผ้าป่านบ้าง ผ้าแกมกัน.... ผ้าห่อศพ ผ้าบังสุกุล... ผ้าเปลือกไม้... หนังเสือ... หนังเสือทั้งเล็บ ผ้าคากรอง.... ผ้าเปลือกปอกรอง... ผ้าผลไม้กรอง... ผ้ากัมพลทำด้วยผมคน.... ผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์... ผ้าทำด้วยปีกขนนกเค้าบ้าง เป็นผู้ถอนผมและหนวด เป็นผู้ยืนคือห้ามอาสนะบ้าง... เป็นผู้กระโหย่ง คือประกอบความเพียรในการกระโหย่งบ้าง เป็นผู้นอนบนหนาม.... เป็นผู้อาบน้ำวันละ ๓ ครั้งบ้าง... เป็นผู้ขวนขวายในการทำให้ร่างกายเดือดร้อน กระสับกระส่ายหลายวิธีดังกล่าว....ฯ”

ติ. อํ. (๕๙๖) ตบ. ๒๐ : ๓๘๐-๓๘๑ ตท. ๒๐ : ๓๓๗-๓๓๘ ตอ. G.S. I : ๒๗๓-๒๗๔

ข้อปฏิบัติเมื่อถูกทำร้าย

เมื่อถูกทำร้าย ด้วยวาจาก็ดี ด้วยกายก็ดี พุทธศาสนิกชนที่แท้จริง ควรจะปฏิบัติอย่างไร?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักด่าจักบริภาษข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยฝ่ามือ..... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยฝ่ามือ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยก้อนดิน..... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยก้อนดิน ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยท่อนไม้..... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตนี้ จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยฝ่ามือ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยก้อนดิน..... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยก้อนดิน ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยท่อนไม้..... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตขึ้น จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยท่อนไม้ ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยศาสตรา..... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักให้การประหารข้าพระองค์ด้วยศาสตรา ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้ ยังดีนักหนาที่ไม่ให้การประหารเราด้วยศาสตราอันคม.... “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักปลิดชีพข้าพระองค์ด้วยศาสตราอันคม ข้าพระองค์จักมีความคิดในพวกเขาอย่างนี้ว่ามีเหล่าสาวกของพระผู้มีพระภาค ที่อึดอัดเกลียดชังร่างกายและชีวิต พากันแสดงหาศาสตราสังหารชีพอยู่แล เราไม่ต้องแสวงหาสิ่งดังนั้นเลย ก็ได้ศาสตราสังหารชีพแล้ว....”

ปุณโณวาทสูตร อุ. ม. (๗๕๗-๗๖๒) ตบ. ๑๔ : ๔๘๒-๔๘๔ ตท. ๑๔ : ๔๐๙-๔๑๑ ตอ. MLS. III : ๓๒๐-๓๒๑

คนกับสภาพแวดล้อม

ทางพระพุทธศาสนาเชื่อหรือไม่ว่า ความประพฤติดีหรือชั่วของมนุษย์ มีผลกระทบกระเทือนต่อการทำงานของธรรมชาติ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดพระราชาไม่ตั้งอยู่ในธรรมสมัยนั้น แม้พวกข้าราชการก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรมแม้พราหมณ์และคฤหบดีก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้ชาวนิคมและชาวชนบทก็ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์พระอาทิตย์โคจรไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เมื่อหมู่ดาวนักษัตรโคจรไม่สม่ำเสมอ วันและคืนย่อมหมุนเวียนโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อวันและคืนหมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ..... ฤดูและปีก็หมุนเวียนไม่สม่ำเสมอ... เทวดาย่อมกำเริบเมื่อเทวดากำเริบ ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล... ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมมีอายุสั้น มีผิวพรรณเศร้าหมอง มีกำลังน้อย มีโรคภัยไข้เจ็บมาก....”

ธรรมิกสูตร จ. อํ. (๗๐) ตบ. ๒๑ : ๙๗-๙๘ ตท. ๒๑ : ๘๖-๘๗ ตอ. G.S. II : ๘๔-๘๕

คนก็ไม่สะดุ้งเมื่อฟ้าผ่า

อะไรบ้างที่ไม่สะดุ้งเมื่อฟ้าผ่า?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลแลสัตว์เหล่านี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ ช้างอาชาไนย ๑ ม้าอาชาไนย ๑ สีหมฤคราช ๑ ”

ทุ. ทุก. อํ. (๓๐๒-๓๐๔) ตบ. ๒๐ : ๙๗ ตท. ๒๐ : ๘๖-๘๗ ตอ. G.S. ๑ : ๗๑-๗๒

คนฆ่าไม่รวย-คนรวยไม่ฆ่า

ทำไมคนที่เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปลา ฆ่าวัว ฆ่าเนื้อ ฆ่าแพะ ฆ่าสุกร ฯลฯ ขาย จึงไม่ค่อยร่ำรวย?

“......ดูก่อนภิกษุ เรา.... ไม่ได้เห็นไม่ได้ฟังมาว่า ชาวประมงผูกปลา ฆ่าปลาขายอยู่.... คนฆ่าโค ฆ่าโคขายอยู่.... พรานเนื้อฆ่าเนื้อขายอยู่... ย่อมขี่ช้าง ขี่ม้า ขี่รถ ขึ้นยาน เป็นเจ้าของโภคะหรือครอบครองกองโภคะสมบัติเป็นอันมาก เพราะกรรมนั้น เพราอาชีพนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าเขาย่อมเพ่งดูปลาเหล่านั้น.... เพ่งดูโคเหล่านั้น.... เพ่งดูเนื้อเหล่านั้น ที่พึงฆ่า... ที่นำมาเพื่อฆ่าด้วยใจที่เป็นบาป เขาจึงไม่ได้ขี่ช้าง.... ไม่ได้เป็นเจ้าของโภคะ ไม่ได้ครอบครองกองโภคะสมบัติเป็นอันมาก.... จะกล่าวอะไรถึงบุคคลผู้เพ่งดูมนุษย์ที่พึงฆ่า ที่นำมาเพื่อฆ่าด้วยใจที่เป็นบาปเล่า เพราะผลข้อนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานแก่เขา เมื่อตายไปแล้ว เขาย่อมเข้าพึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก”

มัจฉสูตร ฉ. อํ. (๒๙๘) ตบ. ๒๒ : ๓๓๖-๓๓๘ ตท. ๒๒ : ๓๑๔-๓๑๕ ตอ. G.S. III : ๒๑๖-๒๑๗

คนดียิ่งกว่าดี

คนดีคือคนอย่างไร และคนดียิ่งกว่าดีคือคนอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนดีเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นชอบ มีความดำริชอบ มีวาจาชอบ มีการงานชอบ มีการเลี้ยงชีพชอบ มีความเพียรชอบ มีการระลึกชอบ มีการตั้งมั่นชอบ มีญาณชอบ มีความหลุดพ้นชอบ บุคคลนี้เราเรียกว่าคนดี “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนดีเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้มีความเห็นชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีความเห็นชอบอีกด้วย มีความดำริชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นให้ดำริชอบด้วย มีการงานชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีการงานชอบด้วย มีการเลี้ยงชีพชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นเลี้ยงชีพชอบด้วย มีความเพียรชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีความเพียรชอบด้วย มีการระลึกชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีการระลึกชอบด้วย มีการตั้งจิตมั่นด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นตั้งจิตมั่นด้วย มีการรู้แจ้งด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นรู้แจ้งด้วย มีการหลุดพ้นชอบชอบด้วยตนเอง และชักชวนให้ผู้อื่นมีหลุดพ้นชอบด้วย..... บุคคลนี้เราเรียกว่าคนดีที่ยิ่งกว่าคนดี...”

สัปปุริสวรรค จ. อํ. (๒๐๘) ตบ. ๒๑ : ๓๐๕-๓๐๖ ตท. ๒๑ : ๒๕๖ ตอ. G.S. II : ๒๓๓

คนตายกับสัญญาเวทยิตนิโรธ

คนตายกับภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีความแตกต่างกันอย่างไร ?

“ดูก่อนคฤหบดี คนที่ตายแล้ว ทำกาละแล้ว มีกายสังขารดับสงบ มีวจีสังขารดับสงบ มีจิตตสังขารดับสงบ มีอายุสิ้นไป ไออุ่นสงบ อินทรีย์กระจัดกระจาย ส่วนภิกษุผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ กายสังขารดับสงบ วจีสังขารดับสงบ จิตตสังขารดับสงบ แต่ยังไม่สิ้นอายุ ไออุ่นยังไม่สงบ อินทรีย์ผ่องใส...”

กามภูสูตรที่ ๒ สฬา. สํ. (๕๖๕) ตบ. ๑๘ : ๓๖๒ ตท. ๑๘ : ๓ ตอ. K.S. ๔ : ๒๐๒

คนตายแต่กาย

มีหลักฐานอะไรบ้าง ที่พระพุทธองค์ตรัสรับรองว่าคนเราตายแต่กายเท่านั้น ส่วนจิตยังสืบต่อไปเกิดในภพหน้าได้?

“ ดูก่อนมหาบพิตร จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรมแล้วด้วยศรัทธา ท ศีล สุตะ จาคะ ปัญญามาเป็นเวลานาน กายนี้ของผู้นั้น มีรูปประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ เกิดแต่มารดาบิดาเติบโตขึ้นมาด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสีนวดฟั้น และจะต้องแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา พวกกา แร้ง เหยี่ยว สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์นานาชนิด ย่อมกัดกินกายนี้แล ส่วนจิตของผู้นั้นที่อบรมแล้วด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญามาเป็นเวลานาน ย่อมเป็นสิ่งไปในเบื้องบน เป็นสิ่งถึงภูมิอันวิเศษ...เปรียบเหมือนบุรุษลงไปยังห้วงน้ำลึก แล้วพึงทุบหม้อเนยใส หรือหม้อน้ำมันสิ่งใดที่มีอยู่ในหม้อนั้น จะเป็นก้อนกรวดหรือกระเบื้องก็ตาม สิ่งนั้นจะจมลงสิ่งใดเป็นเนยใสหรือน้ำมัน สิ่งนั้นจะเป็นสิ่งลอยขึ้นบน เป็นสิ่งถึงวิเศษ....”

มหานามสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๕๐๘-๑๕๐๙ ) ตบ. ๑๙ : ๔๖๓-๔๖๔ ตท. ๑๙ : ๔๒๐-๔๒๑ ตอ. K.S. ๕ : ๓๒๐-๓๒๑

คนที่ควรเฉยเมย

คนชนิดไหนเป็นคนที่เราควรเฉยเสีย ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าใกล้ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเจ้าโทสะ มากด้วยความแค้นใจ แม้ถูกว่าแม้เพียงเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท...แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความโทมนัสให้ปรากฏเปรียบเหมือนแผลเก่า ถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบเข้าย่อมให้สิ่งหมักหมมกระจัดกระจายมากมาย.... เปรียบเหมือนถ่านไม้มะพลับ ถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบเข้า ย่อมแตกเสียงดังจิจิ...เปรียบเหมือนหลุมอุจจาระ ถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบเข้า ย่อมส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งขึ้น... บุคคลเช่นนี้ ควรวางเฉย ไม่ควรคบ เพราะเหตุไร? เพราะเขาถึงด่าบ้าง บริภาษบ้าง ทำความเสียหายให้เราบ้าง....”

ชิคุจฉสูตร ติก. อํ. (๔๖๖) ตบ. ๒๐ : ๑๕๘-๑๕๙ ตท. ๒๐ : ๑๔๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๙

คนที่มีจิตเหมือนแผลเก่า

บุคคลที่มีจิตเหมือนแผลเก่า เหมือนฟ้าแลบ เหมือนเพชรคืออย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่มีจิตเหมือนแผลเก่าเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มักโกรธ มากด้วยความแค้นใจ ถูกเขาว่าแม้เล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคืองพยาบาทขึ้งเคียด ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความโทมนัสให้ปรากฏ เปรียบเหมือนแผลเก่า ถูกไม้หรือกระเบื้องกระทบเขาย่อมให้สิ่งหมักหมมกระจัดกระจายมากมาย.....บุคคลนี้เรียกว่ามีจิตเหมือนแผลเก่า “บุคคลที่มีจิตเหมือนฟ้าแลบคืออย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา... เหมือนบุรุษผู้มีดวงตา เห็นรูปในขณะฟ้าแลบในเวลากลางคืนอันมืดมิด..... บุคคลนี้เรียกว่ามีจิตเหมือนฟ้าแลบ..... “บุคคลที่มีจิตเหมือนเพชรคืออย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เปรียบเหมือนแก้วมณี หรือหินชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เพชรจะทำลายไม่ได้ไม่มี.... บุคคลนี้เรียกว่ามีจิตเหมือนเพชร.....”

วชิรสูตร ติก. อํ. (๔๖๔) ตบ. ๒๐ : ๑๕๕-๑๕๖ ตท. ๒๐ : ๑๔๐-๑๔๑ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๖-๑๐๗

คนที่เหมาะสมต่อการสิ้นทุกข์

บุคคลควรปฏิบัติต่อขันธ์ ๕ อย่างไร จึงจะสิ้นทุกข์ได้ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่ไม่รู้จริง ไม่รู้ทั่วถึง ไม่เบื่อหน่าย ไม่สละเสียซึ่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ จัดเป็นคนอาภัพต่อการสิ้นทุกข์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่รู้จริง รู้ทั่วถึง เบื่อหน่าย และสละเสียซึ่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ จึงเป็นผู้เหมาะสมต่อการสิ้นทุกข์

ปริชานสูตร ขันธ. สํ. (๕๖-๕๗) ตบ. ๑๗ : ๓๓ ตท. ๑๗ : ๒๙-๓๐ ตอ. K.S. ๓ : ๒๖-๒๗

คนธรรมดากับญาณพิเศษ

มีคนกล่าวว่าญาณพิเศษที่พระอรหันต์ได้บรรลุถึงนั้น เป็นสิ่งผิดหลักธรรมชาติไม่สามารถจะมีได้จริง เป็นแต่เพียงการสร้างเรื่องขึ้นด้วยจินตนาการเท่านั้น ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างไร?

“.....ดูก่อนมาณพ พราหมณ์โปกขรสาติโอปมัญญโคตร ผู้เป็นใหญ่ในสภควัน..... เป็นคนบอดไม่มีจักษุ เขาจักรู้จักเห็นจักทำให้แจ้งชัด ซึ่งญาณทัสสนะวิเศษของพระอริยะ....... ได้หรือหนอ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ “.....ดูก่อนมาณพ เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดแต่กำเนิด เขาไม่เห็นรูปดำ รูปขาว รูปเขียว รูปเหลือง รูปแดง รูปสีชมพู รูปที่เสมอและไม่เสมอหมู่ดาว ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เขาพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ไม่มีรูปดำรูปขาว ไม่มีคนเห็นรูปดำรูปขาว ไม่มีรูปเขียว ไม่มีคนเห็นรูปเขียว...... ไม่มีหมู่ดาว ไม่มีคนเห็นหมู่ดาว ไม่มีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ไม่มีคนเห็นดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ เราไม่รู้ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นย่อมไม่มี เมื่อเขากล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบหรือ มาณพ? สุภมาณพ “ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม รูปดำรูปขาวมี คนเห็นรูปดำรูปขาวก็มี รูปเขียวมี คนเห็นรูปเขียวก็มี..... หมู่ดาวมี คนเห็นหมู่ดาวก็มี มีดวงจันทร์ดวงอาทิตย์มี ผู้ที่กล่าวว่าเราไม่รู้ ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นย่อมไม่มี ดังนี้ ไม่เชื่อว่ากล่าวชอบ ท่านพระโคดม.......”

สุภสูตร ม. ม. (๗๑๘-๘๑๙) ตบ. ๑๓ : ๖๕๕-๖๕๗ ตท.๑๓ : ๕๓๕-๕๓๖ ตอ. MLS. II : ๓๙๐-๓๙๑

คนปากเสีย และปากดี

คนเช่นใด “ปากอุจจาระ” “ปากดอกไม้ และปากน้ำผึ้ง” คืออย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลปากอุจจาระ คือ อย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ ไปในที่ประชุมก็ดี ในฝูงชนก็ดี ไปในท่ามกลางเหล่าญาติก็ดี ไปในท่ามกลางเสนาก็ดี ไปในท่ามกลางราชาสกุลก็ดี ถูกเขาอ้างเป็นพยาน.... เขาไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ หรือรู้ก็ว่าไม่รู้ ไม่เห็นก็ว่าเห็น หรือไม่เห็นก็ว่าเห็น กล่าวแกล้งเท็จทั้งที่รู้ เพราะเห็นแก่ตนเอง เพราะเห็นแก่คนอื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย... นี้เรียกว่าคน “ปากอุจจาระ” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ปากดอกไม้ คืออย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ ไปในที่ประชุม.... ถูกเขาอ้างเป็นพยาน.... เมื่อเขาไม่รู้ก็กล่าวว่าไม่รู้ หรือเมื่อรู้กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่าเห็น ย่อมไม่แกล้งกล่าวเท็จทั้งที่รู้ เพราะเห็นแก่ตน เพราะเห็นแก่คนอื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย... นี้เรียกว่าคน “ปากดอกไม้” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ปากน้ำผึ้ง คืออย่างไร? บุคคลบางคนในโลกนี้ ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ พูดแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสตเป็นที่รักจับหัวใจ เป็นวาจาของชาวเมือง เป็นที่รักที่ชอบในของคนมาก... นี้เรียกว่าคน “ปากน้ำผึ้ง”....

คูถภาณิสูตร ติก. อํ. (๖๔๗) ตบ. ๒๐ : ๑๖๑-๑๖๒ ตท. ๒๐ : ๑๔๕ ตอ. G.S. ๑ : ๑๑๐-๑๑๑

คนพาลเกิดเป็นมนุษย์ได้ยาก

ได้ทราบว่า คนเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ได้โดยง่าย ยิ่งเป็นคนพาลสันดานชั่วด้วยแล้ว ยิ่งมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกน้อย ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนทุ่นมีบ่วงตาเดียวไปในมหาสมุทร ทุนนั้นถูกลมตะวันออกพัดไปทางทิศตะวันตก ถูกลมตะวันตกพัดไปทางทิศตะวันออก ถูกลมเหนือพัดไปทางทิศใต้ ถูกลมใต้พัดไปทางทิศเหนือ มีเต่าตาบอดอยู่ในมหาสมุทรนั้น ล่วงไปร้อยปีจึงจะผุดขึ้นครั้งหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน? เต่าตาบอดตัวนั้น จะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้บ้างไหมหนอ ? “ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลยพระพุทธเจ้าข้า..... ถ้าจะเป็นไปได้ในบางครั้งบางคราว ก็โดยล่วงระยะกาลนานแน่นอน “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เต่าตาบอดตัวนั้นจะพึงเอาคอสวมเข้าที่ทุ่นมีบ่วงตาเดียวโน้นได้ ยังจะเร็วกว่า เรากล่าวความเป็นมนุษย์ที่คนพาลผู้ไปสู่วินิบาต คราวหนึ่งแล้วจะพึงได้ ยังยากกว่านี้ นั่นเพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะในตัวคนพาลนี้ ไม่มีความประพฤติธรรม ความประพฤติสงบ การทำกุศล การทำบุญ มีแต่การกินกันเอง การเบียดเบียนคนอ่อนแอ...... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นแลถ้าจะมาสู่ความเป็นมนุษย์ในบางครั้งบางคราว ไม่ว่ากาลไหนๆ โดยล่วงระยะกาลนานย่อมเกิดในสกุลต่ำ คือ สกุลคนจัณฑาล หรือสกุลพรานเนื้อ หรือสกุลคนจักสาน หรือสกุลช่างรถ หรือสกุลคนเทขยะเห็นปานนั้นในบั้นปลาย.......”

พาลปัณฑิตสูตร อุ. ม. (๔๘๑-๔๘๒) ตบ. ๑๔ : ๓๑๙-๓๒๐ ตท. ๑๔ : ๒๗๔-๒๗๕ ตอ. MLS. III : ๒๑๔-๒๑๕

คนฟังธรรม ๓ ประเภท

คนที่ไปฟังเทศน์ ฟังธรรมอยู่ตามวัดเป็นประจำนั้น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก.... คือ บุคคลมีปัญญาคว่ำ ๑ บุคคลมีปัญญาเช่นกับตัก ๑ บุคคลมีปัญญากว้างขวาง ๑.... “.....บุคคลมีปัญญาคว่ำ เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิงแก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนหม้อคว่ำ ถึงจะเอาน้ำรดลงที่หม้อนั้นย่อมราดไปหาขังอยู่ไม่..... นี้เรียกว่าบุคคลมีปัญญาคว่ำ “.....บุคคลมีปัญญาเช่นกับตักเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรม..... แก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ครั้นลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็งจำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบนตักของบุรุษมีของเคี้ยวนานาชนิด คือ งา ข้าวสาร ขนมต้ม พุทรา เกลื่อนกลาด เขาลุกจากอาสนะนั้น พึ่งทำเรี่ยราดเพราะเผลอสติ..... ที่เรียกว่า บุคคลมีปัญญาเหมือนตัก “.....บุคคลมีปัญญากว้างขวางเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ หมั่นไปวัดเพื่อฟังธรรมในสำนักของภิกษุเสมอ ภิกษุย่อมแสดงธรรม..... แก่เขา เขานั่งบนอาสนะนั้น จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นได้ แม้ลุกจากอาสนะนั้นแล้ว ก็จำเบื้องต้น ท่ามกลางที่สุดของกถานั้นได้ เปรียบเหมือนหม้อหงาย เอาน้ำเทใส่ไปในหม้อนั้น ย่อมขังอยู่ หาไหลไปไม่... นี้เรียกว่า บุคคลมีปัญญากว้างขวาง......”

อวกุชชิตาสูตร ติ. อํ. (๔๖๙) ตบ. ๒๐ : ๑๖๔-๑๖๕ ตท. ๒๐ : ๑๔๗-๑๔๘ ตอ. G.S. I : ๑๑๒-๑๑๓

คนมีอุปการะมากอย่างแท้จริง

บุคคลที่ชื่อว่ามีอุปการะมากอย่างแท้จริง คือคนเช่นไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้เป็นผู้มีอุปการะมากแก่บุคคล.. คือ บุคคลอาศัยผู้ใดจึงถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ.... บุคคลนี้จัดว่าเป็นผู้มีอุปการะมาก... “บุคคลอาศัยผู้ใดแล้ว รู้ชัดตามความเป็นจริงว่าทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา... บุคคลนี้จัดว่าเป็นผู้มีอุปการะมาก... “บุคคลอาศัยบุคคลใดแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้... บุคคลนี้ก็เป็นผู้มีอุปการะมาก... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่บุคคลจะตอบแทนบุญคุณแก่บุคคล ๓ ประเภทนี้ ด้วยการกราบไหว้ การลุกรับ การประนมมือไหว้ สามีจิกรรม การให้ผ้านุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค กระทำมิได้ง่ายเลย....”

พหการสูตร ติก. อํ. (๔๖๓) ตบ. ๒๐ : ๑๕๕ ตท. ๒๐ : ๑๓๙ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๕-๑๐๖

คนเกิดเป็นสัตว์ได้

มีพระพุทธพจน์ที่ไหนบ้าง ที่ยืนยันไว้อย่างแน่นอนว่าคนเราอาจจะไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานแม้ชั้นต่ำ ๆ เช่นไส้เดือนได้?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกมีหญ้าเป็นภักษา..... คือ ม้า โค ลา แพะ เนื้อ หรือแม้จำพวกอื่นๆ ไม่ว่าชนิดไร ๆ ..... คนพาลนั่นแล ผู้กินอาหารด้วยความติดใจรสเบื้องต้นในโลกนี้ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวกที่มีหญ้าเป็นภักษาเหล่านั้น “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกมีคูถเป็นภักษา สัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นได้กลิ่นคูถแต่ไกร แล้วย่อมวิ่งไปด้วยหวังว่า จักกินตรงนี้ จักกินตรงนั้น คือ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขป่า หรือแม้จำพวกอื่นๆ ไม่ว่าชนิดไรๆ ที่มีคูถเป็นภักษา คนพาลนั่นแล..... ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวกที่มีมีคูถเป็นภักษา เหล่านั้น “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิด แก่ ตาย ในที่มืด คือ ตั๊กแตน มอด ไส้เดือน หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่าชนิดไรๆ คนพาลนั้นนั่นแล..... ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวกเกิด แก่ ตายในที่มืด “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิด แก่ ตายในน้ำ... คือ ปลา เต่า จระเข้ หรือแม้จำพวกอื่นๆ ไม่ว่าชนิดไรๆ ..... คนพาลนั้นแล เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวกที่ เกิด แก่ ตายในน้ำ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิด แก่ ตายในของโสโครก คือ เกิด แก่ ตายในปลาเน่าก็มี ในศพเน่าก็มี ในขนมกุมมาสเน่าก็มี ในน้ำครำก็มี ในหลุมโสโครกก็มี หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่าชนิดไรๆ ..... คนพาลนั้นแล..... เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าพึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวกเกิด แก่ ตายในของโสโครก.....”

พาลปัณฑิตสูตร อุ. ม. (๔๗๖-๔๘๐) ตบ. ๑๔ : ๓๑๗-๓๑๙ ตท. ๑๔ : ๒๗๒-๒๗๔ ตอ. MLS. III : ๒๑๓-๒๑๔

คนแก่ตายในเรือนจำ

คนเช่นไรชื่อว่าแก่และตายในที่จองจำ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ย่อมเห็นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นตน เห็นตนมีรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เห็นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณในตนหรือเห็นตนในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณนี้เรียกว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้เรียนรู้แล้ว เป็นผู้ถูกจองจำคือ รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณผูกมัดไว้ ถูกเครื่องผูกมัดทั้งภายในภายนอกจองจำไว้ เป็นผู้มองไม่เห็นฝั่งนี้ มองไม่เห็นฝั่งโน้น ย่อมแก่ทั้ง ๆ ถูกจองจำ ย่อมตายทั้งๆ ถูกจองจำ ย่อมไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า ทั้งๆ ถูกจองจำ”

พันธนสูตร ขันธ. สํ. (๓๐๔) ตบ. ๑๗ : ๒๐๐-๒๐๑ ตท. ๑๗ : ๑๗๕ ตอ. K.S. ๓ : ๑๕๐

คนใจไม่เป็นทุกข์และทุกข์ไปตามกาย

คนประเภทไหน เมื่อร่างกายเป็นทุกข์ จิตใจก็พลอยทุกข์ไปด้วย คนประเภทไหน แม้ร่างกายเป็นทุกข์ แต่จิตใจไม่พลอยทุกข์ไปด้วย ?

“.....ดูก่อนคฤหบดี ปุถุชนในโลกนี้ ผู้มิได้เรียนรู้ มิได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ย่อมเห็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณว่าเป็นตน เห็นตนมี รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ย่อมเห็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณในตน ย่อมเห็นตนในรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เป็นผู้อยู่ด้วยความถือมั่นว่าเราเป็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณเป็นของเรา รูป (เป็นต้นนั้น) ย่อมแปรปรวนไปเป็นอย่างอื่นเมื่อรูป (เป็นต้นนั้น) แปรปรวนไปเป็นอย่างอื่นความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ ความขัดเคือง และความตรอมใจย่อมเกิดขึ้น... ดูก่อนคฤหบดี ด้วยเหตุอย่างนี้แล บุคคลจึงชื่อว่า มีกายกระสับกระส่าย และมีจิตกระสับกระส่าย “.....ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ได้เรียนรู้แล้ว ได้เห็นพระอริยเจ้า ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ย่อมไม่เห็นรูป (เป็นต้น) ในตน ว่าเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีรูป (เป็นต้น) ย่อมไม่เห็นรูป (เป็นต้น) ในตน ย่อมไม่เห็นตนมีรูป (เป็นต้น) ไม่อยู่ด้วยความถือมั่นว่า เราเป็นรูป (เป็นต้น) รูป (เป็นต้น) เป็นของเรา เมื่อรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ความโศก (เป็นต้น) ย่อมไม่เกิดขึ้น ดูก่อนคฤหบดี อย่างนี้แล บุคคลแม้จะมีกายกระสับกระส่าย แต่หามีจิตกระสับกระส่ายไม่....”

นกุลปิตาสูตร ขันธ. สํ. (๑) ตบ. ๑๗ : ๑-๒ ตท. ๑๗ : ๑-๒ ตอ. K.S. ๓ : ๑-๒

คนใฝ่หา ๓ สิ่ง

คนในโลกใฝ่หาอะไรบ้าง และเราควรทำอย่างไรเกี่ยวกับการใฝ่หานั้น ?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็น ไฉน? คือ การแสวงหากาม ๑ การแสวงหาภพ ๑ การแสวงหาพรหมจรรย์ ๑ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย การแสวงหา ๓ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อความ รู้ยิ่งซึ่งการแสวงหา ๓ อย่างนี้แล อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปใน การสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการ สละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ เพื่อรู้ยิ่งด้วยการ แสวงหา ๓ อย่างนี้แล....”

อเนสนาสูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๒๙๘-๒๙๙) ตบ. ๑๙ : ๘๑ ตท. ๑๙ : ๘๖ ตอ. K.S. ๕ : ๔๓

คนไข้ ๓ ประเภท

คนไข้ ๓ ประเภทในโลกนี้ มีใครบ้าง และเพราะเหตุใด พระศาสดาจึงทรงเอาพระทัยใส่ดูแล ในเรื่องความเจ็บไข้ของภิกษุสงฆ์และคนอื่น ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนไข้ ๓ จำพวกนี้ปรากฏอยู่ในโลก.. คือ คนไข้บางคนในโลกนี้ ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้เภสัชที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้ผู้ปฏิบัติบำรุงที่สมควรหรือไม่ได้ก็ตาม ย่อมไม่หายจากอาพาธนั้นได้ “คนไข้บางคนในโลก ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้เภสัชที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้อุปัฏฐากที่สมควรหรือไม่ได้ก็ตาม ย่อมหายจากอาพาธนั้นได้ “คนไข้บางคนในโลก ได้โภชนะที่สบาย.....ได้เภสัชที่สบาย ได้อุปัฏฐากที่สมควร จึงหายจากอาพาธนั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาคนไข้ ๓ จำพวกนั้น เราอนุญาตอาหารสำหรับคนไข้ ยาสำหรับคนไข้และอุปัฏฐากคนไข้ไว้ เพราะเห็นแก่คนไข้ที่ได้โภชนะที่สบาย..... เภสัชที่สบาย....... อุปัฏฐากที่สมควร จึงหายจากโรคนั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย....”

คิลานสูตร ติก. อํ. (๔๑๖) ตบ. ๒๐ : ๑๕๑-๑๕๒ ตท. ๒๐ : ๑๓๗ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๓-๑๐๔

ควรคุ้มครองอินทรีย์เหมือนเต่า

ภิกษุควรคุ้มครองอินทรีย์อย่างไร จึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อแห่งมารร้าย ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเต่าตัวหนึ่งเที่ยวหากินอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น เต่าแลเห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งซึ่งเที่ยวหากินอยู่แต่ไกลแล้ว ก็หดอวัยวะ ๕ ทั้งหัวเข้าอยู่ในกระดองของตนเสีย มีความขวนขวายน้อยนิ่งอยู่ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายสุนัขจิ้งจอก เข้าไปหาเต่าถึงที่แล้ว ได้ยืนอยู่ใกล้เต่าด้วยคิดว่า เวลาใดเต่าตัวนี้จักเหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้นเราจักงับมันฟาดแล้วกัดกินเสีย เวลาใดเต่าไม่เหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้นสุนัขจิ้งจอกก็หมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส จึงหลีกไปจากเต่าฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารผู้ใจบาปที่ท่านทั้งหลายเข้าใกล้อยู่เสมอ ๆ ก็คิดว่า บางทีเราจะพึงได้โอกาสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของภิกษุเหล่านี้บ้าง เพราะฉะนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย เวลาใดท่านทั้งหลายจักคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ เวลานั้นมารผู้ใจบาปจักหมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส หลีกจากท่านทั้งหลายไป...”

สุขุมสูตร สฬา. สํ. (๓๒๐) ตบ. ๑๘ : ๒๒๒-๒๒๓ ตท. ๑๘ : ๒๑๑-๒๑๒ ตอ. K.S. ๔ : ๑๑๒

ควรติคนอื่นหรือไม่

คนบางคนถืออุเบกขา ไม่ยุ่งกับคนอื่น ไม่สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญโดยกาลอันควร ไม่ติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร เฉยๆ เสียสบายดีเหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงเห็นอย่างไรในคนประเภทนี้?

“....ดูก่อนโปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก คือ ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร ตามความเป็นจริง (แต่) ไม่กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ ผู้กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร (แต่) ไม่ ติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ๑ ผู้ไม่กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งไม่กล่าว สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ทั้งกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑ “ดูก่อนโปตลิยะ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร และกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร นี้ เป็นผู้งามกว่า และประณีตกว่าบุคคล ๔ ประเภทนี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือความเป็นผู้รู้จักกาลในอันควรสรรเสริญและติเตียนนั้น ๆ....”

โปตลิยสูตร จ. อํ. (๑๐๐) ตบ. ๒๑ : ๑๓๑-๑๓๔ ตท. ๒๑ : ๑๗๗-๑๗๙ ตอ. G.S. II : ๑๐๘-๑๐๙

ควรบวชเมื่อหนุ่มหรือเมื่อแก่

การบวชในเมื่อยังหนุ่มแน่น กับบวชเมื่อแก่ อย่างไหนจะดีกว่ากัน ?

“......ภิกษุบวชเมื่อแก่ เป็นคนละเอียดหาได้ยาก เป็นผู้มีมารยาทสมบูรณ์หาได้ยาก เป็นพหูสูตรหาได้ยาก เป็นธัมมกถึกหาได้ยาก เป็นวินัยธรหาได้ยาก... เป็นผู้ว่าง่ายหาได้ยาก เป็นผู้คงแก่เรียนหาได้ยาก เป็นผู้รับโอวาทด้วยความเคารพหาได้ยาก....”

ทุลลภสูตร ๑-๒ ป. อํ. (๕๙-๖๐) ตบ. ๒๒ : ๙๐ ตท. ๒๒ : ๗๘-๗๙ ตอ. G.S. III : ๖๔-๖๕

ควรศึกษาค้นคว้าอวกาศหรือไม่

ในห้วงอวกาศอันหาที่สุดมิได้นี้ จะมีที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือไม่ ซึ่งสัตว์ทั้งหลายไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ซึ่งเราควรไปถึง ควรรู้ ควรเห็น เพื่อความดับทุกข์ ?

“....ดูก่อนผู้มีอายุ สัตว์ย่อมไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติในที่ใด เราไม่ประกาศว่าที่นั่นเป็นที่สุดแห่งโลกที่ควรรู้ ที่ควรเห็น ที่ควรไปถึงได้ด้วยการเดินทาง อีกทั้งเราก็ไม่ประกาศว่า จักมีการกระทำที่สุด แห่งทุกข์ได้ โดยไม่ไปถึงที่สุดแห่งโลก “ผู้มีอายุ... เราย่อมบัญญัติโลก เหตุเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก และทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับแห่งโลก ลงที่ร่างกายอันมีความยาวประมาณหนึ่ง มีสัญญาและมีใจครองนี้เท่านั้น.....”

โคหิตัสสสูตร ที่ ๑ จ. อํ. (๔๕) ตบ. ๒๑ : ๖๒ ตท. ๒๑ : ๕๗ ตอ. G.S. II : ๕๗

ควรเจริญกายคตาสติอย่างระมัดระวัง

ภิกษุควรเจริญกายคตาสติ ด้วยความเอาใจใส่ระมัดระวังสักเพียงใด ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน.... หมู่มหาชนได้ทราบข่าวว่า นางงามประจำถิ่นจะฟ้อนรำขับร้องพึงประชุมกัน... ลำดับนี้บุรุษผู้อยากเป็นอยู่ ไม่อยากตาย พึงมา และมหาชนพึงกล่าวกับเขาว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านพึงนำภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยมนี้ไปในระหว่างที่ประชุมใหญ่กับนางงามประจำถิ่น และจักมีบุรุษเงื้อดาบตามบุรุษผู้นำหม้อน้ำนั้นไปข้างหลังติด ๆ บอกว่าถ้าท่านจักทำน้ำมันนั้นหกแม้น้อยหนึ่งในที่ใด ศีรษะของท่านจักขาดตกลงไปในที่นั้นทีเดียว “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะคิดเห็นข้อนั้นอย่างไร ? บุรุษนั้นจะไม่เอาใจใส่ภาชนะน้ำมันนั้น แล้วพึงมัวเพลินในสิ่งภายนอกกระนั้นหรือ ?” “ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า “หามิได้พระเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตั้งข้อเปรียบเทียบนี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อความนี้ชัดขึ้น ความหมายในอุปมานี้มีอย่างนี้ คำว่า “ภาชนะน้ำมันอันเต็มเปี่ยม” เป็นชื่อของกายคตาสติ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า กายคตาสติ เราจักเจริญกระทำให้มาก กระทำให้เป็นยาน ทำให้เป็นฐานที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สังคม ปรารภดีแล้ว....”

เสทกสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๗๖๔-๗๖๖) ตบ. ๑๙ : ๒๒๖-๒๒๗ ตท. ๑๙ : ๒๑๒-๒๑๓ ตอ. K.S. ๕ : ๑๕๐

ควรเจริญอนิจจสัญญา

การเจริญอนิจสัญญา (ความหมายรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง) ก่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างไร? มีอุปมาด้วยอะไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาอันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวง.... รูปราคะทั้งปวง...ภวราคะทั้งปวง.... อวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ เปรียบเหมือนในถูดูใบไม้ร่วง ชาวนาไถนาด้วยไถคันใหญ่ ย่อมไถทำลายความสืบต่อแห่งราก....เหมือนคนเกี่ยวหญ้ามุงกระต่าย เกี่ยวแล้วจับปลายเขย่า ฟาดสลัดออก เหมือนเมื่อพวงมะม่วงหลุดจากขั้ว มะม่วงทั้งหมดที่ติดอยู่กับขั้ว ย่อมหยุดไปตามขั้วนั้น เหมือนไม้กลอนแห่งเรือนยอดทุกอันชี้ไปสู่ยอด ทอดไปสู่ยอดประชุมลงที่ยอด เหมือนไม้กระลำพัก ชนทั้งหลายกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่รากใด ๆ เหมือนไม้จันทน์แดง ชนทั้งหลายกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นมีกลิ่นที่แก่นใคร ๆ เหมือนมะลิ ชนทั้งหลายกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่ดอกใด ๆ เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ เลิศกว่าแสงดาวทั้งปวง เหมือนแสงพระจันทร์ เลิศกว่าแสงดาวทั้งปวง เหมือนในฤดูใบไม้ร่วงท้องฝ้าบริสุทธิ์ปราศจากเมฆ พระอาทิตย์ขึ้นสู่ท้องฟ้าย่อมส่องแสงและเปล่งแสงไพโรจน์กำจัดความมืดในอากาศทั่วไป....”

สัญญาสูตร ขันธ. สํ. (๒๗๒) ตบ. ๑๗ : ๑๘๙-๑๙๐ ตท. ๑๗ : ๑๖๒-๑๖๔ ตอ. K.S. ๓ : ๑๓๒-๑๓๓

ควรเจริญโพชฌงค์ไหนเวลาใด

ในบรรดาโพชฌงค์ทั้ง ๗ โพชฌงค์ชนิดไหนควรเจริญในเวลาใด ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมัยใดจิตหดหู่ สมัยนั้นมิใช่เวลาเหมาะสมเพื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุไร เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้นยากที่จะให้ตั้งขึ้นได้ด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบเหมือนบุรุษต้องการที่จะก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลงเขาจึงใส่หญ้าสด โคมัยสด ไม้สด พ่นน้ำและโรยฝุ่นลงในไฟนั้น บุรุษนั้นจะสามารถก่อไฟน้อยให้ลุกโพลงได้หรือหนอ ?... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมัยใดจิตหดหู่ สมัยนั้นเป็นเวลาเหมาะสมเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุไร เพราะจิตหดหู่ จิตที่หดหู่นั้นให้ตั้งขึ้นง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบเหมือนบุรุษต้องการที่จะก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลงขึ้น เขาจึงใส่หญ้าแห้ง ไม้แห้ง เอาปากเป่า และไม่โรยฝุ่นลงในไฟนั้น บุรุษนั้นจะสามารถก่อไฟดวงน้อยให้ลุกโพลงได้หรือหนอ?... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดจิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นมิใช่เหมาะสมเพื่อเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุไร เพราะจิตฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านนั้นยากที่จะให้สงบได้ด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบเหมือนบุรุษต้องการที่จะดับไฟกองใหญ่ เขาจึงใส่หญ้าแห้ง โคมัยแห้ง ไม้แห้ง เอาปากเป่า และไม่โรยฝุ่นลงในไฟนั้น บุรุษนั้นจะ ดับไฟกองใหญ่ได้หรือหนอ?... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดจิตฟุ้งซ่าน สมัยนั้นเป็นเวลาเหมาะสมสำหรับเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะจิตฟุ้งซ่าน นั้นอาจให้สงบได้ด้วยธรรมเหล่านี้ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการที่จะดับไฟกองใหญ่ เขาจึงใส่หญ้าสด ลงในกองไฟใหญ่นั้น....”

อัคคิสูตร มหา. สํ. (๕๖๙-๕๗๒) ตบ. ๑๙ : ๑๕๖-๑๕๘ ตท. ๑๙ : ๑๕๖-๑๕๗ ตอ. K.S. ๕ : ๙๕-๙๘

ควรให้ทานแก่คนเช่นไร

มีบางคนกล่าวหาพระพุทธองค์ว่า ทรงสรรเสริญเฉพาะท่านที่เขาถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่ทรงส่งเสริมสนับสนุนทานที่เขาให้แก่นักบวชอื่นๆ ดังนี้จริงหรือไม่?

“...ดูก่อนวัจฉะ ผู้ใดพูดว่าพระสมณโคดมตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราคนเดียว ไม่ควรให้แก่คนอื่นๆ พึงให้ทานแก่สาวกของเรานี้แหละ ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของคนอื่นๆ .. ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่าไม่พูดตามที่เราพูดทั้งกล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่ดี ไม่เป็นจริง” “... ดูก่อนวัจฉะ ผู้ใดแลห้ามผู้อื่นซึ่งให้ทานอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมทำอันตรายแก่วัตถุ ๓ อย่าง เป็นโจรดักปล้นวัตถุ ๓ อย่าง วัตถุ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ย่อมทำอันตรายแก่บุญของทายก ๑ ย่อมทำอันตรายแก่ลาภของปฏิคาหก ๑ ตนของบุคคลนั้นย่อมเป็นอันถูกกำจัดและถูกทำลายก่อนทีเดียวแล ๑...” “... ดูก่อนวัจฉะ ก็เราพูดเช่นนี้ว่า ผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะหรือน้ำล้างขันไปแม้ที่สัตว์ซึ่งอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำคลำ หรือที่บ่อโสโครกข้างประตูบ้าน ด้วยตั้งใจว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่นั้นจงยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งนั้นเถิดดังนี้ ดูก่อนวัจฉะ เรากล่าวกรรมซึ่งมีการราดล้างน้ำภาชนะนั้นเป็นเหตุว่า เป็นที่มาแห่งบุญ จะป่วยการกล่าวไปไย ถึงในสัตว์มนุษย์เล่า” “... อีกประการหนึ่ง เราย่อมกล่าวว่า ทานที่ให้แก่ท่านผู้มีศีล มีผลมาก ที่ให้ในคนทุศีลหาเหมือนเช่นนั้นไม่ ทั้งท่านผู้มีศีลนั้น เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ แล้ว... คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑... ประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ประกอบด้วยศัลขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุติขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑ ประกอบด้วยวิมุติญาณทัสสนขันธ์ที่เป็นของพระอเสขะ ๑... เรากล่าวว่า ทานที่ให้ในท่านที่ละองค์ ๕ ได้ ประกอบด้วยองค์ ๕ ที่กล่าวมา มีผลมากฯ”

ชัปปสูตร ติ. อํ. (๔๙๗) ตบ. ๒๐ : ๒๐๕-๒๐๖ ตท. ๒๐ : ๑๘๒-๑๘๓ ตอ. G.S. I : ๑๔๓-๑๔๔

ความกลัวบางอย่างเกิดจากตนเป็นเหตุ

มีผู้กล่าวว่า ความหวาดกลัวบางอย่างเกิดจากความเข้าใจผิดของตนเอง มีความจริงเพียงใด และจะกำจัดความหวาดกลัวชนิดนี้ได้อย่างไร ?

“.....ดูก่อนพราหมณ์ เรานั้นได้มีความดำริว่า ไฉนหนอเราพึงอยู่ในราตรี ... ที่กำหนดกันว่า ที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักข์..... พึงอยู่ในเสนาสนะคือ อารามเจดีย์ วนเจดีย์ รุกขเจดีย์ น่าสะพรึงกลัว น่าขนพองสยองเกล้า.... ถ้ากระไร เราพึงเห็นความกลัวและความขลาด ดังนี้ ดูก่อนพราหมณ์ ต่อมา เราอยู่ในราตรี ... เห็นปานนั้น อยู่ในเสนาสนะเห็นปานนั้น .... ก็เมื่อเราอยู่ในเสนาสนะเห็นปานนั้น เนื้อมาก็ดี นกยูงทำไม้ให้ ตกลงมาก็ดี หรือว่าลมพัดใบไม้ให้ตกลงมาก็ดี เรานั้นได้มีความดำริอย่างนี้ว่าแน่นอน ความกลัวและความขลาดนั้นกำลังมา เราได้มีความดำริอย่างนี้ว่าไฉนหนอเราจึงเป็นผู้ปรารถนาภัยอยู่โดยแท้ ทำอย่างไรหนอเราจะพึงกำจัดให้ความหวาดกลัวและความขลาด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ?”

ภยเภรวสูตร มู. ม. (๔๕) ตบ. ๑๒ : ๓๖ ตท.๑๒ : ๓๑ ตอ. MLS. I : ๒๖

ความคดโกง กาย วาจา ใจ

เปรียบเทียบความสมบูรณ์แห่งการดัด? คำตอบ "ในอดีตกาล มีกษัตริย์ องค์หนึ่งพระนามว่าปเจตนะ รังสั่งให้นายช่างรถไปทำล้อรถคู่หนึ่งให้เสร็จใน ๖ เดือน เมื่อเวลาล่วงไป ๕ เดือน กับ ๒๔ วัน เขาทำล้อเสร็จเพียงข้างเดียว แต่ภายใน ๖ วันที่เหลืออยู่เขาก็สามารถทำล้ออีกข้างหนึ่งให้เสร็จได้ เขาได้นำล้อ ๒ ข้างมาแสดงให้พระราชาทอดพระเนตร ล้อที่เขาทำใน ๖ วันนั้นกลิ้งไปสุดแรงผลักแล้วก็ล้มลง ส่วนล้อที่ทำใน ๕ เดือน ๒๔ วันนั้น เมื่อกลิ้งไปสุดแรงแล้ว ยังตั้งอยู่ได้เหมือนอยู่ในตัวรถ เมื่อพระราคาตรัสถามถึงสาเหตุ นายช่างรถทูลว่า ล้อที่ทำใน ๖ วันนั้นมีส่วนประกอบที่คดโค้ง มีข้อเสีย มียางเหลืออยู่ในไม้ ส่วนล้อที่ทำใน ๕ เดือน ๒๔ วันนั้น ไม่มีข้อบกพร่องเหล่านั้น นายช่างผู้ทำรถนั้นคือใคร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอาจจะคิดอย่างนี้ว่านายช่างทำรถนั้นในสมัยนั้นคงจะเป็นคนอื่น แต่ข้อนี้ท่านทั้งหลายไม่ควรเห็นดังนั้น นายช่างรถในสมัยนั้น ก็คือเรานั้นเอง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราวนั้นเราฉลาดในความคดโค้งแห่งไม้ ในข้อเสียแห่งไม้ ในยางเหนียวแห่งไม้ แต่บัดนี้เราเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฉลาดในความคดโกงแห่งกาย ในโทษแห่งกาย ในยางเหนียวแห่งกาย ฉลาดในความคดโกง...ในโทษ...ในยางเหนียวแห่งวาจา ฉลาดในความคดโกง...ในโทษ... ในยางเหนียวแห่งใจ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งไม่ละความคดโกง... โทษ.... ยางเหนียวแห่งกาย... แห่งวาจา...แห่งใจ เขาได้พลัดตกไปจากพระธรรมวินัย เหมือนกับล้อที่เสร็จใน ๖ วัน.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งละความคดโกง... โทษ.... ยางเหนียวแห่งกาย... วาจา...ใจได้ เขาตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย นี้ เหมือนกับล้อที่เสร็จใน ๖ เดือนหย่อน ๖ ราตรี....”

ปรจตนสูตร ติก. อํ. (๔๕๔) ตบ. ๒๐ : ๑๔๐-๑๔๒ ตท. ๒๐ : ๑๒๘-๑๒๙ ตอ. G.S. ๑ : ๙๕-๙๗

ความคิดเรื่องสสาร-พลังงานในพระพุทธศาสนา

ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า สสารเป็นแต่เพียงรูปหนึ่งของพลังงาน เราอาจแปลงสสารให้เป็นพลังงานได้ ทางพระพุทธศาสนาเห็นด้วยหรือไม่กับมตินี้ ?

“.....ภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความชำนาญทางใจ เมื่อจำนงพึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นดินได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะกองไม้โน้นมีปฏวีธาตุ เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นน้ำได้.... เพราะกองไม้โน้นมีอาโปธาตะ... เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้โน้นให้เป็นไปได้.... เพราะกองไม้กองโน้นมีเตโชธาตุ... เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นลมได้.... เพราะกองไม้กองโน้นวาโยธาตุ.... เมื่อจำนง พึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้นให้เป็นของงามได้.... เพราะกองไม้กองโน้นมีสุภธาตุ.... เมื่อจำนงพึงน้อมใจถึงกองไม้กองโน้น ให้เป็นของไม่งามได้....เพราะกองไม้โน้นมีอสุภธาต ซึ่งภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีความชำนาญทางใจ พึงอาศัยน้อมใจถึงให้เป็นของไม่งามได้ ฯ”

ทารุกขันธสูตร ฉ. อํ. (๓๑๒) ตบ. ๒๒ : ๓๘๐-๓๘๑ ตท. ๒๒ : ๓๕๑-๓๕๒ ตอ. G.S. III : ๒๔๐-๒๔๑

ความทุกข์ของผู้เป็นหนี้เขา

ความทุกข์ของฆราวาสผู้อยู่ครองเรือนมีอะไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้ยืมแม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก.... กู้ยืมแล้ว ย่อมรับใช้ดอกเบี้ย แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์.... รับใช้ดอกเบี้ยแล้วไม่ใช้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมทวงเขา แม้การทวงก็เป็นทุกข์.... (เมื่อ) ถูกเจ้าหนี้ทวงไม่ได้ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา มีการติดตามก็เป็นทุกข์.... (เมื่อ) ถูกจ้าหนี้ติดตามทันไม่ให้ทรัพย์ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมจองจำเขา แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ฯ”

อิณสูตร ฉ. อํ. (๓๑๖) ตบ. ๒๒ : ๓๙๓ ตท. ๒๒ : ๓๖๔-๓๖๕ ตอ. G.S. III : ๒๔๙

ความมีมิตรดีสำคัญที่สุด

พระอานนท์กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ความเป็นผู้มีมิตรสหายดีเท่ากับเป็นครึ่งหนึ่งของแห่งพรหมจรรย์ทีเดียว จริงหรือไม่?

“ดูก่อนอานนท์ เธออย่างได้กล่าวอย่างนั้น ความเป็นผู้มีมิตรดี มาหายดี มีเพื่อนดีนี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้มิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ จักทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างไร? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ สัมมากังกัปปะ สัมมาวาจา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปในการสละ ด้วยว่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ผู้มีชราเป็นธรรมดา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ผู้มีโศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจาก ชาติ ชรา มรณะ โศกะ ปริเวทะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็น กัลยาณมิตร....”

อุปัฑฒสูตร มหา. สํ. (๔-๗) ตบ. ๑๙ : ๒-๓ ตท. ๑๙ : ๒-๓ ตอ. K.S. ๕ : ๒-๓

ความมุ่งหมายในชีวิตของคน ๖ ประเภท

บุคคลประเภทต่างๆ ต่อไปนี้คือ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สตรี โจร และสมณะ ประสงค์อะไร นิยมอะไร มั่นใจอะไร ต้องการอะไร มีอะไรเป็นที่สุด?

“......ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดากษัตริย์ ย่อมประสงค์โภคทรัพย์ นิยมปัญญา มั่นใจในกำลังทหาร ต้องการได้แผ่นดิน มีความเป็นใหญ่เป็นที่สุด “ธรรมดาพราหมณ์ ย่อมประสงค์โภคทรัพย์ นิยมปัญญา มั่นใจในมนต์ ต้องการบูชายัญ มีพรหมโลกเป็นที่สุด “ธรรมดาคฤหบดีทั้งหมาย ย่อมประสงค์โภคทรัพย์ นิยมปัญญา มั่นใจในศิลปะ ต้องการการงาน มีการงานที่สำเร็จแล้วเป็นที่สุด “ธรรมดาสตรีทั้งหลาย ย่อมประสงค์บุรุษ นิยมเครื่องแต่งตัว มั่นใจในบุตร ต้องการไม่ให้มีสตรีอื่นร่วมสามี มีความเป็นใหญ่ในบ้านเป็นที่สุด “ธรรมดาโจรทั้งหลาย ย่อมประสงค์ลักทรัพย์ของผู้อื่น นิยมที่ลับเร้น มั่นใจในศัสตรา ต้องการที่มืด มีการที่ผู้อื่นไม่เห็นเขาเป็นที่สุด “ธรรมดาสมณะทั้งหลาย ย่อมประสงค์ขันติ โสรัจจะ นิยมเครื่องปัญญา มั่นใจในศีล ต้องการความไม่มีห่วงใย มีพระนิพพานเป็นที่สุด”

ขันติยาธิปปายสูตร ฉ. อํ. (๓๒๓) ตบ. ๒๒ : ๔๐๕-๔๐๖ ตท. ๒๒ : ๓๗๖ ตอ. G.S. III : ๒๕๘-๒๕๙

ความรักทำให้คนตาบอด

มีคำพังเพยกล่าวไว้ว่า คามรักทำให้คนตาบอด ดังนี้ทางพระพุทธศาสนายอมรับคำกล่าวนี้ว่า เป็นความจริงหรือไม่เพียงใด?

“.....บุคคลผู้กำหนัด อันความกำหนัดครอบงำรึงรัดจิตใจไว้ ย่อมรู้แม้ซึ่งประโยชน์ตน ตามความเป็นจริง ย่อมรู้แม้ซึ่งประโยชน์ผู้อื่น ตามความเป็นจริงย่อมไม่รู้แม้ซึ่งประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ทั้ง ๒ ฝ่ายตามความเป็นจริง.... ความกำหนัดแล ทำให้เป็นคนมืด ทำให้เป็นคนไร้จักษุ ทำให้ไม่รู้อะไร ทำให้ปัญญาดับ เป็นไปในฝ่ายความคับแค้นไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน.....ฯ”

ฉันนสูตร ติ. อํ. (๕๑๑) ตบ. ๒๐ : ๒๗๗-๒๗๘ ตท. ๒๐ : ๒๔๓-๒๔๔ ตอ. G.S. I : ๑๙๖

ความสัมพันธ์ของโพชฌงค์ ๗

ธรรมอันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการที่เรียกว่าโพชฌงค์ ๗ นั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุพิจารณาเห็นภายในกาย มีความเพียร รู้สึกตัวมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ ในสมัยนั้น สติย่อมเป็นอันเธอเข้าไปตั้งไว้แล้ว ไม่เผอเรอ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด สติเป็นอันภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้วไม่เผอเรอในสมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ สมัยนั้นสติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ เธอเมื่อเป็นผู้มีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมค้นคว้าไตร่ตรองถึงความพิจารณาธรรมนั้นได้ด้วยปัญญา “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมค้นคว้าไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ในสมัยนั้นธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว สมัยนั้น ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญธรรม วิจยสัมโพชฌงค์..... ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ เมื่อเธอค้นคว้าไตร่ตรอง ถึงความพิจารณาธรรมด้วยปัญญาอยู่ ย่อมเป็นอันปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ..... ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน.... วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นอันภิกษุ ปรารภแล้ว...... ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์...... วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ปีติปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุ..... ถึงความพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน.... วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นอันภิกษุ ปรารภแล้ว...... ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์...... วิริยสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ปีติปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปีติปราศจากอามิสเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียรแล้ว สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นอันภิกษุ ปรารภแล้ว...... ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์...... ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุผู้มีใจเกิดปีติ ย่อมมีทั้งกายทั้งจิตระงับได้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ทั้งกายทั้งจิตของภิกษุผู้มีใจเกิดปีติระงับได้ ในสมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว.... ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์...... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ ภิกษุผู้มีกายระงับแล้ว ย่อมมีจิตตั้งมั่น “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายระงับแล้ว มีความสุขย่อมตั้งมั่น ในสมัยนั้นสมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว...... สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญ และความบริบูรณ์แก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้วางเฉยจิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้เป็นอย่างดี “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ภิกษุเป็นผู้วางเฉย จิตที่ตั้งมั่นแล้วเช่นนั้นได้เป็นอย่างดี ในสมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว..... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมถึงความเจริญและความบริบูรณ์แก่ภิกษุ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ชื่อว่าบำเพ็ญโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ได้.......”

อานาปานสติสูตร อุ. ม. (๒๙๐) ตบ. ๑๔ : ๑๙๗-๒๐๑ ตท. ๑๔ : ๑๗๓-๑๗๖ ตอ. MLS. III : ๑๒๗-๑๒๙

ความสำคัญของความเห็น

ความเห็นผิด และความเห็นถูก มีความสำคัญอย่างไร ในการปฏิบัติทางพุทธศาสนา ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวบาเล่ย์ ที่จัดตั้งไว้ไม่ถูกมือหรือเท้ากระทบเข้า จักทำลายมือหรือเท้าจักทำให้ห้อเลือด ข้อนี้มิใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้ ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะเดือยนั้นบุคคลจัดตั้งไว้ผิด... ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล จักทำลายอวิชชา จักยังวิชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ผิด ด้วยการเจริญมรรคที่ตั้งไว้ผิด ข้อนั้นมิใช่สิ่งที่จะเป็นไปได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นตั้งไว้ผิด “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยความเห็นที่ตั้งไว้ถูก ด้วยการอบรมที่มรรคตั้งไว้ถูก นี้เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นตั้งไว้ถูก....”

สุกสูตร มหา. สํ. (๔๒-๔๓) ตบ. ๑๙ : ๑๓ ตท. ๑๙ : ๑๐-๑๑ ตอ. K.S. ๕ : ๙-๑๐

ความสำคัญของจิต

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหนึ่ง ที่ถือว่าจิตใจเป็นสิ่งสำคัญ พระพุทธองค์ทรงสอนเกี่ยวกับการรักษาจิตไว้อย่างไรบ้าง?

“..... ดูก่อนคฤหบดี เมื่อบุคคลรักษาจิตไว้ แม้กายกรรมก็เป็นอันรักษา แม้วจีกรรม... มนโนกรรมก็เป็นอันรักษา เมื่อเขารักษากายกรรม วจีกรรม.... มโนกรรม แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม แม้วจีกรรม.... มโนกรรม... ก็เป็นอันไม่ชุ่ม เมื่อเขามี กายกรรม..... วจีกรรม.... มโนกรรม..... ไม่ชุ่ม แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่เสียแม้วจีกรรม.... มโนกรรมก็เป็นอันไม่เสีย เมื่อเขามีกายกรรม วจีกรรม.... มโนกรรม ไม่เสีย ความตายก็เป็นการตายดี การทำกาละก็งาม ดูก่อนคฤหบดีเปรียบเหมือนเมื่อเรือนซึ่งมุงไว้เรียบร้อย แม้ยอดเรือนก็เป็นอันรักษา แม้ไม้กลอนฝาเรือน.... ก็เป็นอันรักษา แม้ยอดเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ไม้กลอน ฝาเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ยอดเรือนก็เป็นของไม่ผุ แม้ไม้กลอน ฝาเรือนก็เป็นของไม่ผุ....ฯ”

กูฏสูตร ที่ ๑ ติ. อํ. (๕๔๙) ตบ. ๒๐ : ๓๓๕-๓๓๖ ตท. ๒๐ : ๒๙๓-๒๙๔ ตอ. G.S. I : ๒๔๐

ความสำคัญของจิตที่ตั้งไว้ถูก-ผิด

จิตที่ตั้งไว้ผิดหรือถูก มีผลดีหรือเสียอย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เดือยข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เลย์ ที่เขาตั้งไว้ผิด เมื่อถูกเหยียบย่ำด้วยมือหรือเท้า จักทำลายมือหรือเท้า หรือจักให้ห้อเลือด นี้มิใช่เรื่องที่จะเป็นไปได้เพราะเหตุใด เพราะเดือยนั้นตั้งไว้ผิดฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้งด้วยจิตที่ตั้งไว้ผิด นี้มิใช้เรื่องที่จะเป็นไปได้ เพราะเหตุไร? เพราะจิตตั้งไว้ผิด...แต่การที่ภิกษุจักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้งด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก นี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะเหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ถูก...”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๔๒-๔๓) ตบ. ๒๐ : ๙ ตท. ๒๐ : ๗-๘ ตอ. G.S. ๑ : ๕-๖

ความสำคัญของจิตใจ

มีบางคนกล่าวว่า ในบรรดาการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจนั้น การกระทำทางกายสำคัญที่สุด เพราะก่อให้เกิดผลเห็นได้ชัด เช่น ฆ่าเขาตายด้วยกาย ย่อมมีผลเสียหายมากกว่ากล่าวอาฆาตด้วยวาจา และการคิดจะฆ่าด้วยใจ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไรในเรื่องนี้?

“..... ดูก่อนตัปสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จำแนกออกแล้วเป็นส่วนละอย่างต่างกันเหล่านี้ เราบัญญัติมโนกรรมว่ามีโทษ มาก กว่า ในการทำบาปกรรม ในการเป็นไปแห่งบาปกรรม เราจะบัญญัติ กาย กรรม วจี กรรม ว่า มี โทษ มาก เหมือน มโน กรรม หา มิ ได้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว อุบาลีคฤหบดีผู้เป็นสาวกของนิครนถ นาฏ บุตร ก็ ยัง ยืน ยัน อยู่ นั่น เอง ว่า กายกรรมมี โทษ มาก กว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญในความข้อนั้นเป็นไฉน นิครนถ์ในโลกนี้เป็นคนอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก ห้ามน้ำเย็น ดื่มแต่น้ำร้อน เมื่อเขาไม่ได้น้ำเย็นจะต้องตาย ดูก่อนคฤหบดี ก็นิครนถ นาฏ บุตร บัญญัติความเกิดของนิครนถ์ผู้นี้ ณ ที่ไหนเล่า?” อุบาลีคฤหบดี “..... ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เทวดาชื่อว่ามโนสัตว์มีอยู่นิครนถ์นั้นย่อมเกิดในเทวดาจำพวกนั้น.... เพราะนิครนถ์ผู้นั้นเป็นผู้มีใจเกาะเกี่ยวทำกาละ....” ก็เป็นอันว่า อุบาลีคฤหบดีย่อมรับว่ามโนกรรมสำคัญกว่า แต่เขายังยืนยันต่อไปว่า กายกรรมสำคัญกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน นิครนถ์ในโลกนี้ พึงเป็นผู้สำรวมด้วยการสังวรโดยส่วน ๔ คือ ห้ามน้ำทั้งปวง ประกอบด้วยการห้ามบาปทั้งปวง กำจัดบาปด้วยการห้ามบาปทั้งปวง อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว เมื่อเขาก้าวไป ถอยกลับ ย่อมถึงการฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆ เป็นอันมากดูก่อนคฤหบดี นิครนถนาฏบุตรบัญญัติ วิบากเช่นไรแก่นิครนถ์ผู้นี้?” อุบาลี “ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ นิครนถนาฏบุตรมิได้บัญญัติกรรม อันเป็นไปโดยไม่เจาะจงว่ามีโทษมากเลย” พระผู้มีพระภาค “ดูก่อนคฤหบดี ก็ถ้าจงใจเล่า?” อุบาลี “.... เป็นกรรมมีโทษมาก” พระผู้มีพระภาค “... ก็นิครนถนาฏบุตรเจตนาลงในสวนไหน?” อุบาลี “... นิครนถนาฏบุตรบัญญัติเจตนาลงในส่วนมโนทัณฑะ” (มโน กรรม) ก็เป็นอันว่า อุบาลีคฤหบดี ยอมรับด้วยถ้อยคำของตนเองว่ามโนกรรมสำคัญกว่า แต่ก็ยังยืนยันว่ากายกรรมสำคัญกว่าต่อไปอีก พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บ้านนาฬันทานี้ เป็นบ้านมั่งคั่งเป็นบ้านเจริญ มีชนมาก มีมนุษย์เกลื่อนกล่น.... พึงมีบุรุษคนหนึ่งเงื้อดาบมา เขาพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เขาจักทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในบ้านนาฬันทานี้ ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกัน ให้เป็นกองเนื้ออันเดียวกัน โดยขณะหนึ่ง โดยครู่หนึ่ง ดูก่อนคฤหบดี ท่านจักสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นจะสามารถทำสัตว์เท่าที่มีอยู่ในหมู่บ้านนาฬันทานี้ให้เป็นลานเนื้ออันเดียวกันได้หรือ?” เมื่ออุบาลีทูลว่า ทำไม่ได้ พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต พึงมาในบ้านนาฬันทานี้.... พึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักทำบ้านนาฬันทานี้ให้เป็นเถ้า ด้วยจิตคิดประทุษร้ายดวงเดียว ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์.... นั้น จะสามารถทำบ้านนาฬันทานี้ให้เป็นเถ้า ด้วยจิตประทุษร้ายดวงหนึ่งได้หรือหนอ?” อุบาลีคฤหบดียอมรับว่าทำได้ ซึ่งแสดงให้เป็นว่ามโนกรรมสำคัญกว่าแต่ก็ยังยืนยันต่อไปว่ากายกรรมสำคัญกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญกว่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ป่าทัณฑดี ป่ากาลิคะ ป่ามาตังคะ เกิดเป็นป่าไปท่านได้ฟังมาแล้วหรือ? อุบาลี “.... ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว....” พระผู้มีพระภาค “... ท่านได้ฟังมาว่าอย่างไร เกิดเป็นป่าไปเพราะเหตุไร?” อุบาลี “... เพราะใจประทุษร้าย อันพวกเทวดาทำเพื่อฤาษี” ในที่สุด อุบาลีคฤหบดีก็ยอมรับว่ามโนกรรมสำคัญกว่า และประกาศตนเป็นสาวกของพระบรมศาสดา

ความสำคัญของจิตใจ

จิตใจของมนุษย์มีความสำคัญอย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่ไม่อบรมแล้ว....ไม่กระทำให้ผ่องใสแล้ว...ไม่เพิ่มพูนพัฒนาแล้ว... ย่อมไม่ควรแก่การงาน...ย่อมเป็นไปเพื่อความเสียหายใหญ่....ย่อมนำทุกข์มาให้เหมือนจิต.... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่ไม่อบรมแล้ว....กระทำให้ผ่องใสแล้ว...เพิ่มพูนพัฒนาแล้ว...ย่อมควรแก่การงาน... ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่....ย่อมนำสุขมาให้เหมือนจิต....

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๒๒-๓๑) ตบ. ๒๐ : ๕-๗ ตท. ๒๐ : ๕-๖ ตอ. G.S. ๑ : ๔-๕

ความสุขระดับต่างๆ

ทางพระพุทธศาสนาจัดแบ่งความสุขออกเป็นระดับต่างๆ อย่างไรบ้าง?

“..... ดูก่อนอานนท์ กามคุณ ๕ นี้เป็นไฉน คือรูปอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ..... เสียงอันจะพึงรู้ด้วยโสต.... กลิ่นอันจะถึงรู้ด้วยฆานะ... รสอันจะพึงรู้ด้วยชิวหา... โผฏฐัพพะอันจะพึงรู้ด้วยกาย อันสัตว์ปรารถนาใคร่พอใจเป็นที่รัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูก่อนอานนท์นี้แลกามคุณ ๕ สุขโสมนัสอันใด ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นี้ สุขและโสมนัสนี้ เรากล่าวว่ากามสุข “ดูก่อนอานนท์ เราไม่ยอมรับรู้ถ้อยคำของผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเสวยสุขโสมนัส มีกามสุขนี้เป็นอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่ “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่า สุขนี้เป็นไฉน.... ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร ปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้..... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่า และประณีตกว่าสุขนี้ยังมีอยู่.... สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่า สุขนี้เป็นไฉน ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตใจภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่นี้แลอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้.... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้นเป็นไฉน ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลายสรรเสริญกว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข นั้นแล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้..... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้นเป็นไฉน ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุ จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสและโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้..... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้นเป็นไฉน.... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุ วิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยมนสิการว่าวิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้..... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้นเป็นไฉน.... ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยมนสิการว่า หน่อยหนึ่งไม่มีเพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะได้โดยประการทั้งปวงอยู่นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้..... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้นเป็นไฉน.... ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บรรลุเนวสัญญานาสัญญาตนฌาน เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะได้ โดยประการทั้งปวงอยู่ นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้..... “ดูก่อนอานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนั้นเป็นไฉน.... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญาตนะได้ โดยประการทั้งปวงอยู่นี้แล อานนท์ สุขอื่นที่ดียิ่งกว่าและประณีตกว่าสุขนี้.....

พหุเวทนิยสูตร ม. ม. (๑๐๐-๑๐๒) ตบ. ๑๓ : ๙๖-๙๙ ตท.๑๓ : ๘๗-๘๙ ตอ. MLS. II : ๖๖-๖๙

ความหมายของขันธ์แต่ละอย่าง

คำว่า รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ แต่ละอย่างมีความหมายอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะกระทบกระทั่ง (คำบาลีว่า รุปฺปติ อรรถกถาแปลไว้หลายอย่าง เช่น เบียดเบียน กระทบ กดขี่ ทำลาย หรือแตกสลาย ใน ตท. แปลไว้ว่า สลายไป) จึงเรียกว่ารูป กระทบกระทั่งกับอะไร กระทบกระทั่งกับหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง กระหายบ้าง เพราะสัมผัสแหงเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง “เพราะอะไรจึงเรียกว่า เวทนา เพราะรู้สึกอะไร รู้สึกเป็นสุขบ้าง รู้สึกเป็นทุกข์บ้าง รู้สึกกลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง “เพราะอะไรจึงเรียกว่า สัญญา เพราะจำได้หมายรู้ จึงเรียกว่าสัญญา จำได้หมายรู้อะไร จำได้หมายรู้สีเขียวบ้าง สีเหลืองบ้าง สีแดงบ้าง สีขาวบ้าง “เพราะอะไรจึงเรียกว่า สังขาร เพราะปรุงแต่ง สังขตธรรม จึงเรียกว่าสังขาร ปรุงแต่งสังขตธรรมคืออะไร ปรุงแต่งสังขตธรรมคือ รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ “เพราะอะไรจึงเรียกว่า วิญญาณ เพราะรับรู้ (ตท. แปลว่า รู้แจ้ง) จึงเรียกว่าวิญญาณ รับรู้อะไร รับรู้รสเปรี้ยวบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสหวานบ้าง รสขื่นบ้าง รสไม่ขื่นบ้าง รสเค็มบ้าง รสไม่เค็มบ้าง”

ขัชชนิสูตร ขันธ. สํ. (๑๕๙) ตบ. ๑๗ : ๑๐๕-๑๐๖ ตท. ๑๗ : ๙๕ ตอ. K.S. ๓ : ๗๒-๗๔

ความหมายของพระธรรมคุณ

พระธรรมคุณที่ว่า ธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน นั้นมีความหมายแค่ไหน?

“.....ดูก่อนสิวกะ การที่ท่าน ทราบชัดโลภะที่มีอยู่ภายในว่า โลภะมีอยู่ในภายในของเรา หรือ ทราบชัดโภคะที่ไม่มีอยู่ภายในว่า โลภะไม่มีอยู่ภายในของเรา..... ทราบชัดโทสะที่มีอยู่ภายในว่า โทสะมีอยู่ภายในของเรา..... ทราบชัดโทสะที่ไม่มีอยู่ภายในว่า โทสะไม่มีอยู่ภายในของเรา..... ทราบชัดโมหะที่มีอยู่ภายในว่า โมหะมีอยู่ภายในของเรา..... ทราบชัดโมหะที่ไม่มีอยู่ภายในว่า โมหะไม่มีอยู่ภายในของเรา..... ทราบชัดธรรมที่ ประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่ภายในว่า ธรรมที่ประกอบด้วย..... โลภะ โทสะ โมหะ มีอยู่ภายในของเรา..... ทราบชัดธรรมที่ ประกอบด้วย โลภะ โทสะ โมหะ ที่ไม่มีอยู่ภายในว่า ธรรมที่ประกอบด้วย..... โลภะ โทสะ โมหะ ไม่มีอยู่ภายในของเรา.....อย่างนี้แล เป็นธรรมอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ฯ”

สันทิฏฐสูตร ที่ ๑ ฉ. อํ. (๓๑๘) ตบ. ๒๒ : ๓๙๙ ตท. ๒๒ : ๓๖๙-๓๗๐ ตอ. G.S. III : ๒๕๓-๒๕๔

ความหมายของสัพพัญญู

คำว่า “สัพพัญญู” ผู้รู้สิ่งทั้งปวง ซึ่งเป็นพระนามประการหนึ่งของพระพุทธเจ้านั้นหมายความว่า พระองค์ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในสากลจักรวาลทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น หรือหมายความแค่ไหนแน่?

“....ดูก่อนวัจฉะ ชนที่กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นสัพพัญญู มีปกติเห็นธรรมทั้งปวง ทรงปฏิญาณญาณทัสสนะไม่มีส่วนเหลือว่า เมื่อเราเดินไปก็ดี หยุดอยู่ก็ดี หลับก็ดี ตื่นก็ดี ญาณทัสสนะปรากฏแล้วเสมอติดต่อกันไปดังนี้ ไม่เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้วและชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำที่ไม่มี ไม่เป็นจริง “ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา ๓ ) ดังนี้แล เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง ชื่อว่าพยากรณ์ถูกสมควรแก่ธรรม.... “ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง..... ตลอดสังวัฏวิวัฏกัปเป็นอันมาก ในภพโน้นเรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น... เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการฉะนี้ “ดูก่อนวัจฉะ ก็เราเพียงต้องการเท่านั้น ย่อมจะเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดีตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียน พระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิฉาทิฐิ เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมทิฐิ..... เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ “ดูก่อนวัจฉะ เมื่อบุคคลพยากรณ์ว่า พระสมณโคดมเป็นเตวิชชะ เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่เป็นจริง...”

จูฬวัจฉโคคตสูตร ม. ม. (๒๔๑-๒๔๒) ตบ. ๑๓ : ๒๓๗-๒๓๘ ตท.๑๓ : ๒๐๓-๒๔๒ ตอ. MLS. II : ๑๖๐

ความหมายของสัมมาทิฐิ

ข้อที่ว่าสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบนั้นหมายถึงเห็นอะไร ?

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่งอกุศล และรากเหง้าของอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศล และรากเหง้าของกุศล.... รู้ชัดซึ่งอาหาร (๔ ประการ คือ อาหารคือคำข้าว อาหารคือผัสสะ อาหารคือความจงใจ และอาหารคือความรู้แจ้งทางทวาร ๖) เหตุเกิดแห่งอาหาร (ตัณหา) ความดับอาหาร และทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร (มรรคมีองค์ ๘).... รู้ชัดซึ่งทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางให้พึงความดับทุกข์ .... รู้ชัดซึ่งชราและมรณะเหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ และทางที่จะให้ถึงความดับชราและมรณะ.... รู้ชัดซึ่งชาติ.... ภพ.... อุปาทาน.... ตัณหา....เวทนา.... ผัสสะ.... อายตนะ ๖..... นามรูป.... วิณญาณ..... สังขาร..... อวิชชา ..... อาสวะ..... เหตุเกิดแห่งอาสวะความดับแห่งอาสวะ และทางปฏิบัติเพื่อถึงความดับอาสวะแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฐิ”

สัมมาทิฐิสูตร มู. ม. (๑๑๗-๑๒๘) ตบ. ๑๒ : ๙๐-๑๐๐ ตท.๑๒ : ๗๖-๘๒ ตอ. MLS. I : ๕๘-๗๐

ความหมายของอนัตตา

คำว่า “อนัตตา” มีความหมายว่าอย่างไร

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตนอันเป็นอมตภาพตามทัศนะของฮินดู) ถ้าหากว่า... จักเป็นอัตตาไซร้ รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ นี้คงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธ ทั้งยังจะได้ตามความปรารถนาในรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่า ขอรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ก็เพราะเหตุที่รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นอนัตตา ฉะนั้น.... จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และไม่ได้ตามความปรารถนา....”

ปัญจวัคคิยสูตร ขันธ. สํ. (๑๒๗) ตบ. ๑๗ : ๘๒-๘๓ ตท. ๑๗ : ๗๑-๗๒ ตอ. K.S. ๓ : ๕๙-๖๐

ความหมายของอินทรีย์ ๕

อินทรีย์ ๕ แต่ละอย่างหมายถึงอะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต เรียกว่า สัทธินทรีย์ “อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความสมบูรณ์ด้วยกุศลธรรม มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า วิริยินทรีย์..... “อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเครื่องแยกแยะ อย่างดีเยี่ยม ระลึกได้ จะได้ซึ่งกิจที่ได้กระทำนานแล้ว และคำพูดที่พูดไว้นานแล้ว นี้เรียกว่าสตินทรีย์.... “อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำการสละคืนให้เป็นอารมณ์ แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้ เรียกว่า สมาธินทรีย์.... “อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องกำหนดความเกิด ความดับอันประเสริฐ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์ โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์.....”

วิภังคสูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๘๕๙-๘๖๓) ตบ. ๑๙ : ๒๖๐-๒๖๑ ตท. ๑๙ : ๒๔๕-๒๔๖ ตอ. K.S. ๕ : ๑๗๒-๑๗๓

ความหลุดพ้นผิด

ความหลุดพ้นหรือทางรอด ย่อมมีเฉพาะความหลุดพ้นที่ถูกต้องอย่างเดียว หรือความหลุดพ้นผิดก็มี?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมิจฉัตตะ (การตั้งตนไว้ผิด) จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล ไม่มีการบรรลุสวรรค์และมรรคผล เพราะอาศัยมิจฉัตตะอย่างไร... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นผิด ย่อมมีความดำริผิด ผู้มีความดำริผิด ย่อมมีวาจาผิด ผู้มีวาจาผิด ย่อมมีการงานผิด ผู้มีการงานผิด ย่อมมีการเลี้ยงชีพผิด ผู้มีการเลี้ยงชีพผิด ย่อมมีความพยายามผิด ผู้มีความพยายามผิด ย่อมมีความระลึกผิด ผู้มีความระลึกผิด ย่อมมีความตั้งใจผิด ผู้มีความตั้งใจผิด ย่อมมีความรู้ผิด ผู้มีความรู้ผิด ย่อมมีความหลุดพ้นผิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยมิจฉัตตะ อย่างนี้แล จึงมีการพลาดจากสวรรค์และมรรคผล.....”

มิจฉัตตสูตร ท. อํ. (๑๐๓) ตบ. ๒๔ : ๒๒๖ ตท. ๒๔ : ๒๐๙ ตอ. G.S. V : ๑๔๙

ความเกิดและความดับแห่งทุกข์

ความเกิดและดับไปได้อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาศัยจักษุและรูปเกิดจักขุวิญญาณ อาศัยหูและเสียงเกิดสตวิญญาณ อาศัยจมูกและกลิ่นเกิดฆานวิญญาณ อาศัยลิ้นและรสเกิดชิวหาวิญญาณ อาศัยกายและโผฏฐัพพะเกิดกายวิญญาณ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเกิดเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา นี้เป็นความเกิด แห่งทุกข์ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดับแห่งทุกข์นั้น คือเพราะตัณหานั้นแล ดับเพราสำรอกโดยไม่เหลืออุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสจึงดับ ความดับแห่งความทุกข์ทั้งมวลย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้....”

ทุกขสูตร สฬา. สํ. (๑๕๔-๑๕๕) ตบ. ๑๘ : ๑๐๖-๑๐๗ ตท. ๑๘ : ๙๕-๙๖ ตอ. K.S. ๔ : ๕๒-๕๓

ความเจริญ ๑๐ ประการ

มีหลักฐานอะไรบ้างที่แสดงว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงปฏิเสธโลกอย่างสิ้นเชิง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยความเจริญ ๑๐ ประการ ย่อมเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ และเป็นผู้ถือเอาสิ่งที่เป็นสาระ... ความเจริญ ๑๐ ประการเป็นไฉน คืออริยสาวกย่อมเจริญด้วยนาและสวน ๑ ย่อมเจริญด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก๑ ย่อมเจริญด้วยบุตรและภรรยา ๑ ย่อมเจริญด้วยทาส กรรมการ และคนใช้ ๑ ย่อมเจริญด้วยสัตว์ ๔ เท้า ๑ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ๑ ย่อมเจริญด้วยศีล ๑ ย่อมเจริญด้วยสุตะ ๑ ย่อมเจริญด้วยจาคะ ๑ ย่อมเจริญด้วยปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเมื่อเจริญด้วยความเจริญ ๑๐ ประการนี้ ย่อมเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ....ฯ”

วัฑฒิสูตร ท. อํ. (๗๔) ตบ. ๒๔ : ๑๔๗ ตท. ๒๔ : ๑๓๙-๑๔๐ ตอ. G.S. V : ๙๔

ความเพลิดเพลินและทุกข์

(เทวดาทูลถาม) ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มีทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี ทำไมความเบื่อหน่ายจึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้นั่งแต่ผู้เดียว ?

“ผู้มีทุกข์นั่นแหละจึงมีความเพลิดเพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละจึงมีทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์....”

กกุธสูตรที่ ๘ ส. สํ. (๒๗๑) ตบ. ๑๕ : ๗๖ ตท. ๑๕ : ๗๘ ตอ. K.S. I : ๗๘

ความเห็นผิดคืออย่างไร

ข้อที่ว่าโลภและโกรธเป็นมูลเหตุให้เกิดอกุศลกรรมนั้น พอจะเข้าใจแล้ว แต่ข้อที่ว่าโมหะอันเป็นเหตุให้เกิดมิจฉาทิฐิความเห็นผิดนั้นคือเห็นอย่างไร ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นมิจฉาทิฐิมีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเช่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์พวกที่เกิดผุดขึ้นไม่มี สมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนหมู่สัตว์ให้รู้ตามไม่มีในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าทิฐิวิบัติ.... เพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก.....ฯ”

อยสูตร ติ. อํ. (๕๕๗) ตบ. ๒๐ : ๓๔๕ ตท. ๒๐ : ๓๐๒ ตอ. G.S. I : ๒๗๐

ความเห็นอันถูกต้องของพระสาวก

สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องมีทรรศนะเกี่ยวกับชีวิตอย่างไร จึงจะถือว่าถูกต้องตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง ?

“.....ดูก่อนอัคคิเวสสะ สาวกของเราในพระธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึงทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็เป็นแต่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้ “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตนฯ”

จูฬสัจจกสูตร มู. ม. (๔๐๑) ตบ. ๑๒ : ๔๓๓-๔๓๔ ตท.๑๒ : ๓๕๗-๓๕๘ ตอ. MLS. I : ๒๘๘

ความไม่ประมาทและวิธีเจริญ

ความไม่ประมาทคืออะไร? และจะเจริญได้อย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่ประมาทคืออย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรักษาจิตในท่ามกลางอาสวะและธรรมที่มีอาวะทั้งหลายเมื่อเธอรักษาจิตไว้ได้ในท่ามกลางอาสวะและธรรมที่มีอาสวะทั้งหลาย สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ และแม้ปัญญินทรีย์ ก็ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เป็นอันภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรมอันแรก คือ ความไม่ประมาท เจริญแล้ว เจริญด้วยดีแล้วด้วยประการฉะนี้แล ฯ”

ปติฏฐิตสูตร มหา. สํ. (๑๐๔๔-๑๐๔๖ ) ตบ. ๑๙ : ๓๐๖ ตท. ๑๙ : ๒๘๘ ตอ. K.S. ๕ : ๒๐๗

คาถากันงู

เวลาเราเดินทางในป่า หรือเดินทางในยามค่ำคืน จะทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกงูกัด ?

(ภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดตาย มีคนไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า) “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นชะรอยจะไม่ได้แผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ เป็นแน่ ถ้าเธอพึงแผ่เมตตาจิตไปยังสกุลพญางูทั้ง ๔ ไซร้ เธอก็ไม่พึงถูกงูกัด กาละ (ตาย) ตระกูลพญางูทั้ง ๔ .... คือตระกูลพญางูชื่อวิรูปักข์ ๑ ตระกูลพญางูชื่อเอราปถะ ๑ ตระกูลพญางูชื่อฉัพยาปุตตะ ๑ ตระกูลพญางูชื่อกัณหาโคตมกะ ๑ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแผ่เมตตาจิตไปยังตระกูลพญางู ทั้ง ๔ จำพวกนี้เพื่อคุ้มครองตน เพื่อรักษาตน เพื่อป้องกันตน.....”

อหิสูตร จ. อํ. (๖๗) ตบ. ๒๑ : ๙๔ ตท. ๒๑ : ๘๓-๘๔ ตอ. G.S. II : ๘๑-๘๒

คำสอนของปกุทธะ กัจจายนะ

ท่านศาสดาปกุทธะ กัจจายนะ มีแนวคิดอย่างไร? และแนวคิดนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

“ปกุทธะ กัจจายนะ มีความเห็นว่า มีความเห็นว่า สภาวะ ๗ กองนี้ไม่มีใครทำ ไม่มีใครเป็นเหตุให้ทำ ไม่มีใครเนรมิต ไม่มีใครเป็นเหตุให้เนรมิต เป็นภพไม่มีผล ตั้งอยู่มั่นคงดุจยอด ดุจเสาระเนียด ไม่หวั่นไหว ไม่แปรปรวน ไม่กระทบกระทั่งกันและกัน ไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์แก่กันและกัน “สภาวะ ๗ กองนั้น คืออะไร? คือ กองดิน กองน้ำ กองลม กองไฟ กองสุข กองทุกข์ กองชีวะ.... แม้ผู้ใดจะเอาศาสตราอันคมตัดศีรษะกัน ไม่ชื่อว่าใครปลงชีวิตใคร เป็นแต่ศาสตราสอดเข้าไปตามช่องระหว่างสภาพวะ ๗ กองเท่านั้น “อนึ่ง มีกำเนิดที่เป็นใหญ่ ๑,๔๐๖,๖๐๐ มีกรรม ๕๐๐ กรรม ๕ กรรม ๓กรรม ๑ และกรรมกึ่ง มีทางดำเนิน ๖๒ มีอันตรกัลป์ ๖๒ มีอภิชาติ ๖ ปุริสภูมิ ๘ มีอาชีวะ ๔,๙๐๐ ปริพพาชก ๔,๙๐๐ นาควาส ๔,๙๐๐ อินทรีย์ ๒,๐๐๐ นรก ๓,๐๐๐ รโชธาต ๓๖ สัญญีครรภ์ ๗ อสัญญีครรภ ๗ นิคัณฐครรภ์ ๗ สภาวทิพย์ ๗ มนุษย์ ๗ ปิศาจ ๗ สวะ ๗ ปมใหญ่ ๗ ปมเล็ก ๗๐๐ เหวใหญ่ ๗ เหวเล็ก ๗ ฝันใหญ่ ๗ ฝันเล็ก ๗๐๐ มีมหากัลป์ ๘,๔๐๐,๐๐๐ “ทั้งคนพาลและบัณฑิตท่องเที่ยวเร่ร่อนไปแล้ว จักทำที่สุดทุกข์ได้ ในการท่องเที่ยวนั้น จะหวังว่าเราจักบ่มกรรมที่ยังไม่สุกงอมให้สุกงอมด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยตบะ หรือด้วยพรหมจรรย์ หรือว่าเราจักผลักดันกรรมที่สุกงอมแล้วกระทำให้หมดสิ้นไปเสียดังนี้ไม่ได้เลย ในการท่องเที่ยวไปนั้น ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ที่อาจทำให้สิ้นสุดได้ เหมือนตวงของให้หมดด้วยทะนาน ไม่มีความเสมอและความเจริญ ไม่มีการเพิ่มขึ้นและลดลง พาลและบัณฑิตเร่ร่อนไปเสวยสุขและทุกข์เองเหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไป ย่อมคลี่ออกไปเอง... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มีอยู่เพราะถือมั่นยึดมั่นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ความเห็นอย่างนี้จึงเกิดขึ้นมา”

ทิฏฐิสังยุต โสดาปัตติวรรค ที่ ๑ (๔๓๑) ตบ. ๑๗ : ๒๕๙-๒๖๐ ตท. ๑๗ : ๒๔๑-๒๔๒ ตอ. K.S. ๓ : ๑๗๐-๑๗๑

คำสอนของปุราณกัสสปะ

ท่านศาสดาปุราณกัสสปะมีแนวคิดอย่างไร? และแนวคิดนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

“ปุราณกัสสปะ มีความเห็นว่า เมื่อบุคคลทำเอง ใช้ให้ผู้อื่นทำ ตัดเอง ใช้ให้ผู้อื่นตัด เดือนร้อนเอง ทำให้ผู้อื่นเดือนร้อน เศร้าโศกเอง ทำให้ผู้อื่นเศร้าโศก ลำบากเอง ทำให้ผู้อื่นลำบาก ดิ้นรนเอง ทำให้ผู้อื่นดิ้นรน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ตัดช่อง ปล้นไม่ให้เหลือ ทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียว ซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยว ทำชู้กับภรรยาของเขา พูดเท็จ ผู้ทำเชื่อว่าไม่ได้ทำบาป แม้หากผู้ใดจะให้จักรซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกนสังหารเหล่าสัตว์ในปฐพีนี้ ให้เป็นลานเป็นกองเนื้อเดียวกัน บาปเพราะการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบาปมาถึงเขา แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคาฆ่าเอง ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า บาปที่มีการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา แม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งซ้ายแห่งแม่น้ำคงคาให้ทานเอง ใช้ผู้อื่นให้ ให้บูชาเอง ใช้ให้ผู้อื่นบูชาบุญเพราะการทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขา ไม่มีบุญมาถึงเขา บุญที่เนื่องด้วยการให้ทาน การทรมานอินทรีย์ ความสำรวม การกล่าวคำสัตย์ไม่มีแก่เขา.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มีอยู่เพราะถือมั่นยึดมั่นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ความเห็นอย่างนี้จึงเกิดขึ้นมา”

ทิฏฐิสังยุต โสดาปัตติวรรค ที่ ๑ (๔๒๗) ตบ. ๑๗ : ๒๕๖ ตท. ๑๗ : ๒๓๗-๒๓๘ ตอ. K.S. ๓ : ๑๖๘-๑๖๙

คำสอนของมักขลิ โคสาล

ท่านศาสดามักขลิ โคสาล มีแนวคิดอย่างไร? และแนวคิดนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

“มักขลิ โคสาล มีความเห็นว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหมาย สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมเศร้าหมองเอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมบริสุทธิ์เอง ไม่มีกำลัง ไม่มีความเพียร ไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษ ไม่มีความบากบั่นของบุรุษ สัตว์ทั้งปวง ปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวง ชีวะทั้งปวง ล้วนไม่มีอำนาจ ไม่มีกำลัง ไมมีความเพียร แปรไปตามภาวะแห่งความแน่นอนและความไม่แน่นอน ย่อมเสวยสุขเสวยทุกข์ในอภิชาติ ทั้ง ๖ เท่านั้น.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มีอยู่เพราะถือมั่นยึดมั่นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ความเห็นอย่างนี้จึงเกิดขึ้นมา”

ทิฏฐิสังยุต โสดาปัตติวรรค ที่ ๑ (๔๒๙) ตบ. ๑๗ : ๒๕๗-๒๕๘ ตท. ๑๗ : ๒๓๙-๒๔๐ ตอ. K.S. ๓ : ๑๓๙-๑๗๐

คำสอนของอชิตะ เกสกัมพล

ศาสดาอชิตะ เกสกัมพล มีแนวคำสอนว่าอย่างไร? และแนวคำสอนเช่นนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

“อชิตะ เกสกัมพล มีความเห็นว่า ทานไม่มีผล การบูชาไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มี สัตว์ที่เกิดผุดขึ้น (โอปปาติกะ) ไม่มี สมณะพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งชัดโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งไม่มีในโลก คนเราเป็นแต่เพียงที่ประชุมของมหาภูตรูป ๔ เมื่อใดทำกาลกิริยา(ตาย) เมื่อนั้นธาตุดินก็ไปตามธาตุดิน ธาตุน้ำก็ไปตามธาตุน้ำ ธาตุไฟก็ไปตามธาตุไฟ ธาตุลมก็ไปตามธาตุลม อินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศ บุรุษ ๔ คน รวมเป็น ๕ ทั้งที่วางศพ หามเอาคนตายไป เสียบทสวดสรรเสริญเขามีไปจนถึงป่าช้า กระดูกทั้งหลายกลายเป็นสีเทาดุจสีนกพิราบ เครื่องเซ่นสังเวยทั้งหลายสิ้นสุดลงด้วยเถ้า ท่านนี้เคนเขลาบัญญัติไว้ คนเหล่าใดประกาศลัทธิอัตติกวาท คำของคนเหล่านั้นเป็นคำเหล่าประโยชน์ เป็นคำเท็จ เป็นคำบ่นเพ้อเมื่อร่างกายแตกสลายทั้งพาลและบัณฑิตย่อมขาดสูญพินาศไป หลังจากความตายไม่มีอะไรเลย... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มีอยู่เพราะถือมั่นยึดมั่นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ความเห็นอย่างนี้จึงเกิดขึ้นมา”

ทิฏฐิสังยุต โสดาปัตติวรรค ที่ ๑ (๔๒๕) ตบ. ๑๗ : ๒๕๔ ตท. ๑๗ : ๒๓๔-๒๓๕ ตอ. K.S. ๓ : ๑๑๖-๑๑๗

คิดถึงอะไร เป็นสิ่งนั้น

ภิกษุรูปหนึ่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดแต่โดยย่อ เพื่อจักได้นำไปปฏิบัติต่อไป พระโอวาทย่อว่าอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลย่อมครุ่นคิดในสิ่งใด ย่อมเข้าไปมีส่วนเป็นสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่เข้าไปมีส่วนในสิ่งนั้น.... ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ย่อมเข้าไปมีสวน เป็น รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงรูป (เป็นต้น) นั้น ก็ไม่เข้าไปมีส่วนเป็นรูป (เป็นต้นนั้น)”

ภิกขุสูตร ที่ ๑ ขันธ. สํ. (๗๔-๗๕) ตบ. ๑๗ : ๔๓-๔๔ ตท. ๑๗ : ๓๗-๓๘ ตอ. K.S. ๓ : ๓๒-๓๓

คุณของการกินแต่น้อย

พระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้รับอนุญาตให้บริโภคอาหารเพียงวันละ ๑ หรือ ๒ ครั้งเท่านั้น พระผู้มีพระภาคทรงเป็นประโยชน์อย่างไร จึงทรงบัญญัติให้ภิกษุบริโภคอาหารน้อย?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว เมื่อเราฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว ย่อมรู้สึกคุณคือ ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบา มีกำลัง และอยู่สำราญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายจงมา จงฉันอาหารในเวลาก่อนภัตครั้งเดียวเถิด ด้วยว่าเมื่อเธอทั้งหลายฉันอาหาร ในเวลาก่อนภัตครั้งเดียว จักรู้สึกคุณคือ ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง กายเบามีกำลัง และอยู่สำราญ.....”

ภัททาลิสูตร ม. ม. (๑๖๐) ตบ. ๑๓ : ๑๖๓ ตท.๑๓ : ๑๔๒ ตอ. MLS. II : ๑๐๘

คุณของโลก

มีคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนาเป็นลัทธิเทวนิยม มองโลกแต่ในแง่ร้าย มองเห็นแต่ความทุกข์โศกของโลก มีความจริงเพียงใด?

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณในในโลกนี้จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงกำหนัดยินดีในโลก แต่เพราะคุณในโลกมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดยินดีในโลก " "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าโทษในโลกนี้ไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่พึงเบื่อหน่ายในโลก แต่เพราะโทษในโลกมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในโลก"

อัสสาทสูตร ติ. อํ. (๕๔๕) ตบ. ๒๐ : ๓๓๓-๓๓๔ ตท. ๒๐ : ๒๙๑ ตอ. G.S. I : ๒๓๘.

คุณค่าของการเจริญสมาธิ

พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ของการเจริญสมาธิไว้อย่างไรบ้าง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญปฐวีกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดมือเดียว ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยการกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มาก ซึ่งปฐวีกสิณนั้นเล่า....”

ปสาทกรธัมมาทิปาลี เอ. อํ. (๒๒๔) ตบ. ๒๐ : ๕๔ ตท. ๒๐ : ๕๐ ตอ. G.S. I : ๓๘

คุณค่าของสมถะและวิปัสสนา

การเจริญสมถวิปัสสนามีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเป็นไปในส่วนแห่งวิชชา ธรรม ๒ อย่างเป็นไฉน คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้ วิปัสสนาที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้วย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละอวิชชาได้ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชา ย่อมไม่เจริญด้วยประการฉะนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสำรอกราคะได้ จึงชื่อว่าเจโตวิมุติ เพราะสำรอกอวิชชาได้จึงชื่อว่าปัญญาวิมุต ฯ”

พาลวรรคปฐมปัณณาสก์ร ทุ. อํ. (๒๗๕-๒๗๖) ตบ. ๒๐ : ๗๗-๗๘ ตท. ๒๐ : ๖๙-๗๐ ตอ. G.S. I : ๕๕-๕๖

คุณธรรมสำหรับพระสงฆ์

พระสังฆรัตนะพุทธศาสนิกชนควรถือเป็นสรณะที่พึ่งนั้นต้องประกอบด้วยคุณธรรมกี่ประการ ? อะไรบ้าง?

“..... ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ.... ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรอัญชลีกรรมเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่าธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน? ดูก่อนภัททาลิ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ อันเป็นของพระอเสขะ...... ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ นี้แล ย่อมเป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ ”

ภัททาลิสูตร ม. ม. (๑๗๔) ตบ. ๑๓ : ๑๗๗-๑๗๘ ตท.๑๓ : ๑๕๔-๑๕๕ ตอ. MLS. II : ๑๑๘-๑๑๙

คุณโทษของอายตนะ

อายตนะภายในและภายนอกมีโทษอย่างเดียวหรือว่ามีคุณด้วย ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสุขความยินดีเกิดขึ้นเพราะอาศัย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...นี้เป็นคุณแห่ง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษ การกำจัด การละความยินดีพอใจใน ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...นี้เป็นความสลัดออก “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสุขความยินดีเกิดขึ้นเพราะอาศัย รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ นี้เป็นคุณแห่ง (อายตนะภายนอก ๖) รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่ง (อายตนะภายนอก ๗) การกำจัด การละความยินดีใน รูปฯ เสียงฯ นี้เป็นการสลัดออกแห่ง (อายตนะภายนอก ๖) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเที่ยวแสวงหาคุณแห่ง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ได้พบคุณแห่ง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ได้เห็นอย่างดีแล้วด้วยปัญญา เราได้เที่ยวแสวงหาโทษแห่ง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ได้พบแห่ง (อายตนะภายใน ๖) แล้ว ได้เห็นอย่างดีแล้วด้วยปัญญา ได้เที่ยวแสวงหาวิธีสลัดออกแห่ง (อายตนะภายใน ๖) ได้พบทางสลัดออกแห่ง (อายตนะภายใน ๖) แล้วเห็นด้วยดีแล้วด้วยปัญญา..... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเที่ยวแสวงหาคุณแห่ง รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ได้พบคุณแห่ง (อายตนะภายนอก ๖) แล้ว เราได้เที่ยวแสวงหาโทษแห่ง(อายตนะภายนอก ๖) ได้พบโทษแห่ง (อายตนะภายนอก ๖) แล้ว เราได้แสวงหาวิธีสลัดออกแห่ง (อายตนะภายนอก ๖) ได้พบวิธีสลัดออกแล้ว..... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่ง (อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดยินดีใน (อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) ถ้าโทษแห่ง (อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่เบื่อหน่ายใน (อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) ถ้ามีวิธีสลัดออกซึ่ง (อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) จักไม่มีแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงสลัดออกจาก (อายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖) “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายยังไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งคุณแห่งอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ ว่า เป็นคนซึ่งโทษแห่งอายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖ ว่าเป็นโทษ ซึ่งความสลัดออกว่าเป็นความสลัดออกเพียงใด สัตว์ทั้งหลายเห็นยังไม่เป็นผู้ออกไปจากไป หลุดพ้นจากโลก พร้อมทั้งกาลโลก มารโลก พรหมโลก จากหมู่สัตว์ มีใจหาเขตแดนมิได้อยู่เพียงนั้น...”

ยมกวรรคที่ ๑ สฬา. สํ. (๑๓-๑๘) ตบ. ๑๘ : ๘-๑๖ ตท. ๑๘ : ๗-๑๒ ตอ. K.S. ๔ : ๔-๗

ฆราวาสกับการดำเนินชีวิตชอบ

คฤหัสถ์ที่ยังบริโภคกาม ควรจะดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง จึงจะเป็นการถูกต้อง?

“ดูก่อนนายคามณี ในบุคคลผู้บริโภคตาม ๓ จำพวกนั้น ผู้บริโภคตามที่แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม โดยไม่ใช้วิธีรุนแรง ครั้นแสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรมแล้ว ย่อมเลี้ยงจนให้เป็นสุขโดยไม่เบียดเบียนใคร จำแนกทาน ทำบุญไม่ละโมบ ไม่หลงใหล ไม่ยึดมั่นพัวพันในโภคทรัพย์ มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาในการสลัดทรัพย์ออก ใช้สอยทรัพย์อยู่ “ดูก่อนนายคามณี ผู้บริโภคตามนี้ควรสรรเสริญโดย ๔ สถาน คือ สถานที่ ๑ แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่รุนแรง สถานที่ ๒ เลี้ยงตนให้เป็นสุขสบาย สถานที่ ๓ จำแนกแจกจ่ายและกระทำบุญ สถานที่ ๔ ไม่ละโมบ ไม่หลงใหล ไม่ยึดมั่นพัวพันในโภคทรัพย์ มีปกติเห็นโทษ มีปัญญาในการสลัดทรัพย์ออกใช้สอยทรัพย์อยู่ ดูก่อนนายคามณี บุคคลผู้บริโภคตามเช่นนี้ ควรสรรเสริญโดย ๔ สถานเหล่านี้แล....”

ราสิยสูตร สฬา. สํ. (๖๔๓) ตบ. ๑๘ : ๔๑๔-๔๑๕ ตท. ๑๘ : ๓๖๖ ตอ. K.S. ๔ : ๒๔๐-๒๔๑

ฆราวาสกับการเข้าถึงสวรรค์

พราหมณ์และคฤหบดีชาวเวฬุทวารคาม ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คฤหัสถ์ที่อยู่ครองเรือน นอนแออัดด้วยบุตร ยังทัดทรงดอกไม้ของหอม... ใช้เงินทอง ตายไปแล้วอยากเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ ควรจะปฏิบัติอย่างไร ?

“ ดูก่อนพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เราอยากเป็นอยู่ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ ผู้ใดจะปลงเรา...เสียจากชีวิต ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงปลงคนอื่นที่อยากเป็นอยู่ไม่อยากตาย รักสุขเกลียดทุกข์เสียจากชีวิต ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของคนอื่น อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้ ตนเองย่อมงดเวนจากการฆ่าสัตว์ ย่อมชักชวนผู้อื่นให้งดเว้นย่อมสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้น ความประพฤติทางกายของเขา ย่อมบริสุทธิ์โดยส่วนสามอย่างนี้ “....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงถือเอาสิ่งของที่เรามิได้ให้ด้วยการขโมย ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นมิได้ให้ด้วยอาการขโมย ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากอทินนาทาน ย่อมชักชวนผู้อื่นให้งดเว้น... ย่อมสรรเสริญคุณแห่งการงดเว้น.... “....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงประพฤติผิดในภรรยาของเรา ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร... “....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงทำลายประโยชน์ของเราด้วยการกล่าวเท็จ ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงทำลายประโยชน์ของคนอื่นด้วยการกล่าวเท็จ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากมุสาวาท... “....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงยุยงเราให้แตกจากมิตรด้วยคำส่อเสียด ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงยุยงเราให้แตกจากมิตรด้วยคำส่อเสียด ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากปิสุณาวาจา (คำส่อเสียด)...

“....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงพูดกับเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงพูดกับเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากผรุสวาจา (คำหยาบ).... “....อีกประการหนึ่ง ผู้ใดพึงพูดกับเราด้วยคำเพ้อเจ้อเหลวไหล ข้อนั้นไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา ถ้าเราพึงพูดกับเราด้วยคำเพ้อเจ้อเหลวไหล ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น...อริยสาวกพิจารณาเห็นดังนี้แล้วตนเองย่อมงดเว้นจากคำเพ้อเจ้อเหลวไหล.... “อริยสาวกนั้นประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า....ในพระธรรม....ในพระสงฆ์....ประกอบด้วยศีลอันเป็นที่รักของพระอริยเจ้า... “ ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย เมื่อใดอริยสาวกประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ เมื่อนั้นพึงพยากรณ์ด้วยตนเองได้ว่า เราตัดขาดแล้วจากนรก กำเนิดดิรัจฉาน ปิตติวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาติ....”

เวฬุทวารสูตร มหา. สํ. (๑๔๕๗-๑๔๖๗ ) ตบ. ๑๙ : ๔๔๒-๔๔๖ ตท. ๑๙ : ๔๐๒-๔๐๖ ตอ. K.S. ๕ : ๓๐๕-๓๑๑

ฆราวาสก็มีหวังได้ลิ้มรสนิพพาน

เท่าที่ได้ฟังมานั้น การที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน รู้สึกว่าเป็นกิจที่ทำได้ยากมาก จะต้องสละโลกออกบวช ไปอยู่ในป่าบำเพ็ญศีลสมาธิปัญญาอย่างเคร่งครัด ซึ่งน้อยคนจะกระทำได้ สำหรับฆราวาสที่ยังต้องอยู่ครองเรือนมีหน้าที่ในการเลี้ยงครอบครัว จะปฏิบัติอย่างไรจึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรสแห่งนิพพานสุขบ้าง ?

“.....สาวกของพระอริยเจ้าในศาสนานี้ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราปรารถนาชีวิตไม่คิดอยากตาย ปรารถนาแต่ความสุขสบายเกลียดหน่ายต่อความทุกข์ บุคคลผู้ใดจะพึงปลงเราเสียจากชีวิต ข้อนั้นจะไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แล ถ้าเราจะพึงปลงผู้อื่นเสียจากชีวิต ถึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้นั้น ธรรมอันใดที่ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราธรรมอันนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของคนอื่น....... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วตนก็เว้นเสียจากปาณาติบาต แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากปาณาติบาต และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากปาณาติบาต...... “บุคคลใดจะพึงถือเอาสิ่งของที่เราไม่ให้ซึ่งนับว่าเป็นขโมย ข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แล เราจะถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ให้ ถึงขอนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากอทินนาทานและชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากอทินนาทาน และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการอทินนาทาน... “บุคคลใดจะประพฤติละเมิดในภรยาของเรา ข้อนั้นไม่ถึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะถึงประพฤติละเมิดในภรรยาของผู้อื่น ถึงข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากกาเมสุมิจฉาจาร และพรรณนาคุณของการเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร.... “บุคคลใดจะพึงทำลายประโยชน์ของเราเสียด้วยการพูดปด ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงทำลายประโยชน์ของผู้อื่นเสียด้วยการพูดปด ถึงข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากการพูดปด แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นเสียจากการพูดปดแลกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการพูดปด.... “บุคคลใดจะพึงทำให้เราแตกจากมิตรด้วยการกล่าวส่อเสียด ข้อนั้นก็ไม่พึงเป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงทำผู้อื่นให้แตกจากมิตรด้วยการกล่าวส่อเสียด ถึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้ว ตนก็เว้นเสียจากกการกล่าวส่อเสียด และชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าวส่อเสียด และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าวส่อเสียด “บุคคลใดจะพึงร้องเรียกเราด้วยคำหยาบ ข้อนั้นก็ไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลเราจะพึงร้องเรียกคนอื่นด้วยคำหยาบเล่า พึงข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วตนก็เว้นเสียจากการกล่าวว่าจากหยาบ และชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าววาจาหยาบ และกล่าวพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าววาจาหยาบ.... “บุคคลใดจะพึงร้องเรียกเราด้วยการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ ข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของเราเลย ก็แลจะพึงร้องเรียกผู้อื่นด้วยการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ ข้อนั้นก็จะไม่เป็นที่รักใคร่ชอบใจของผู้อื่น.... แลชักชวนผู้อื่นให้เว้นจากการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ และพรรณนาคุณของการเว้นจากการกล่าววาจาปราศจากประโยชน์ “สาวกของพระอริยเจ้านั้น ประกอบด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ไม่หวั่นไหว... ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระธรรมไม่หวั่นไหว... ประกอบด้วยความเลื่อมใสมั่นในพระสงฆ์ ไม่หวั่นไหว... ประกอบด้วยศีล ทั้งหลายอันพระอริยเจ้ารักใคร่ไม่ให้ขาด ไม่ให้เป็นท่อน ไม่ให้ด่างพร้อย เป็นไทย (ไม่เป็นทาสแหงตัณหา) อันผู้รู้สรรเสริญอันตัณหาแลทิฐิไม่ครอบงำได้เป็นไปเพื่อสมาธิ “เมื่อใด สาวกของพระอริยเจ้า ประกอบด้วยสัทธรรมความชอบเหล่านี้แล้ว... ก็จะพึงพยากรณ์ได้ด้วยตนเองว่า เรามีนรกสิ้นแล้ว เรามีกำเนิดเดียรัจฉานเปรตวิสัย อบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นผู้ถึงต้นกระแสแห่งพระนิพพานแล้ว ไม่มีทางที่จะตกไปในอบายทั้งสี่อย่างแน่นอน เป็นผู้เที่ยงต่อพระนิพพาน เป็นผู้มีอันจะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า” ดังนี้

เวฬุทวารสูตร ม. สํ. (๑๔๕๙-๑๔๖๗) ตบ. ๑๙ : ๔๔๓-๔๔๖ ตท. ๑๙ : ๔๐๓-๔๐๖ ตอ. K.S. V : ๓๐๘-๓๑๑

ฆ่าตัวตายไม่ควรตำหนิเสมอไป

เรื่องมีอยู่ว่า พระฉันนะอาพาธหนัก และคิดจะฆ่าตัวตายด้วยศาสตรา พระสารีบุตรได้เทศนาสั่งสอนและห้ามปรามไว้ แต่ในที่สุดพระฉันนะก็ฆ่าตัวตายจนได้ และได้รับคำตำหนิติเตียนจากญาติมิตรและคนเป็นอันมาก พระสารีบุตรจึงทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงมีทรรศนะว่าอย่างไร?

“ดูก่อนสารีบุตร พระฉันนะยังมีสกุลมิตร สกุลสหายและสกุลที่คอยตำหนิอยู่ก็จริง แต่เราหาเรียกบุคคลว่า ควรถูกตำหนิด้วยเหตุเพียงเท่านี้ไม่...... บุคคลใดแลทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่น บุคคลนั้นเราเรียกว่า ควรถูกตำหนิ ฉันนะภิกษุหามีลักษณะนี้ไม่ ฉันนะภิกษุหาศาสตรามาฆ่าตัว อย่างไม่ควรถูกตำหนิ”

ฉันโนวาทสูตร อุ. ม. (๗๕๓) ตบ. ๑๔ : ๔๗๙ ตท. ๑๔ : ๔๐๗ ตอ. MLS. III : ๓๑๘-๓๑๙

ฆ่าแล้วทำบุญ

บางคนฆ่าสัตว์แล้วนำมาให้ทาน ผลทานของเขาจะเป็นอย่างไร ?

“บุคคลเหล่าหนึ่ง ตั้งอยู่ในกรรมปราศจากความสงบโบยเขา ฆ่าเขา ทำให้เขาเศร้าโศก แล้วให้ทาน ทานนั้นจัดว่า ทานมีหน้านองด้วยน้ำตา จัดว่าทานเป็นไปกับด้วยอาชญา จึงย่อมไม่เท่าพึงส่วนแห่งทานที่ให้ด้วยความสงบ....”

มัจฉริยสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๘๓) ตบ. ๑๕ : ๒๗-๒๘ ตท. ๑๕ : ๒๖-๒๗ ตอ. K.S. I : ๒๙

ฆ่าได้แล้วเป็นสุข

(พราหมณ์ภารทวาชโคตรทูลถาม) บุคคลฆ่าอะไรได้ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ย่อมไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่า ธรรมอะไร เป็นธรรมอันเอก?

“ บุคคลฆ่าความโกรธได้ ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธอันมีมูลเป็นพิษ มีปลายหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก”

ธนัญชานีสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๖๒๙) ตบ. ๑๕ : ๒๓๖ ตท. ๑๕ : ๒๒๓ ตอ. K.S. I : ๒๐๐

จงมีธรรมเป็นที่พึ่ง

เมื่อพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว สามเณรจุนทะผู้เป็นอุปัฏฐากของท่าน ได้นำเอาบาตรและจีวรของท่านไปแจ้งข่าวนั้นให้พระอานนท์ทราบ พระอานนท์ได้พาสามเณรจุนทะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค และแสดงความทุกข์โศกอันใหญ่หลวงของตนต่อพระผู้มีพระภาค ?

“ดูก่อนอานนท์ พระสารีบุตรพาเอาสีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุติขันธ์ หรือวิมุติญาณทัสสนะขันธ์ ปรินิพพานไปด้วยหรือ? หามิได้พระเจ้าข้า... “ดูก่อนอานนท์ ข้อนั้นเราได้บอกเธอทั้งหลายไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่าจักต้องมีการจาก การพลัดพรากความเป็นอื่นไปจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น เราจะพึงได้ตามใจปรารถนาในของรักของชอบใจนี้ได้แต่ที่ไหน สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกสลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ของสิ่งนั้นอย่าได้แตกสลายเลยดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ “ดูก่อนอานนท์ เปรียบเหมือนมีต้นไม้ใหญ่มีแกนยืนต้นอยู่ กิ่งใดใหญ่กว่าเพื่อน กิ่งนั้นพึงทำลายไป ฉันนั้นเหมือนกันแล อานนท์ เมื่อภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มีสาระตั้งมั่นอยู่ พระสารีบุตรได้ปรินิพพานไปแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะพึงได้ตามปรารถนาในเรื่องนี้แต่ที่ไหน เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดำรงชีวิตอยู่เถิด... “ดูก่อนอานนท์ ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในกาลที่เราล่วงไปก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ดำรงชีวิตอยู่ ภิกษุเหล่านั้นผู้ใคร่ต่อการศึกษา จักอยู่เหนือความมืด....”

จนทสูตร มหา. สํ. (๗๓๔-๗๔๐) ตบ. ๑๙ : ๒๑๕-๒๑๗ ตท. ๑๙ : ๒๐๓-๒๐๕ ตอ. K.S. ๕ : ๑๔๑-๑๔๓

จะรู้จักพระอรหันต์ได้ไหม

ฆราวาสผู้อยู่ครองเรือน มีทางจะทราบได้หรือไม่ว่าภิกษุองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ ได้บรรลุมรรคผล?

“.....ดูก่อนคฤหบดี ท่านผู้เป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดเสียดบุตร บริโภคจันทน์จากแคว้นกาสี ทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ยินดีทองและเงินอยู่ พึงรู้ขอนี้ได้ยากว่า ภิกษุเหล่านี้เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นผู้บรรลุอรหัตตมรรค (เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์ และอยากทำบุญให้ทานกับพระอรหันต์ ย่อมมีทางจะให้ได้ถูกต้องฉะนั้น)..... เชิญทานให้สังฆทานเถิด เมื่อท่านให้สังฆทานอยู่ จิตจักเลื่อมใส... เมื่อตายไปจักเข้าพึงสุคติโลกสวรรค์”

ทารุกัมมิกสูตร ฉ. อํ. (๓๓๐) ตบ. ๒๒ : ๔๓๘-๔๓๙ ตท. ๒๒ : ๔๐๑-๔๐๒ ตอ. G.S. III : ๒๗๙

จะรู้ได้อย่างไรว่าอาสวะสิ้นแล้ว

สมมติว่าบุคคลปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นพระขีฌาสพ หมดสิ้นกิเลสอาสวะทั้งปวง ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านสิ้นอาสวะ มีอะไรเป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายให้ทราบบ้าง?

“.....ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการ ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้วปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้ว (มีดังต่อไปนี้) ๑. ภิกษุผู้ขีณาสพ ในธรรมวินัยนี้ เห็นสังขารทั้งปวงแจ่มแจ้ง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง.... ๒. ภิกษุผู้ขีณาสพ เห็นกามทั้งหลายว่าเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง แจ่มแจ้งด้วยปัญญา อันชอบตามความเป็นจริง.... ๓. ภิกษุผู้ขีณาสพ มีจิตน้อมไป โน้มไปโอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวกยินดีแล้วในเนกขัมมะ ปราศจากธรรมอันจะเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวง..... ๔. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญสติปัฏฐาน ๔ อบรมบริบูรณ์ดีแล้ว ๕. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอิทธิบาท ๔ อบรมดีแล้ว ๖. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอินทรีย์ ๕ อบรมดีแล้ว ๗. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญโพชฌงค์ ๗ อบรมดีแล้ว ๘. ภิกษุผู้ขีณาสพ เจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อบรมดีแล้ว.. “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กำลังของภิกษุผู้ขีณาสพ ๘ ประการนี้แล ที่เป็นเหตุให้ท่านผู้ประกอบแล้ว ปฏิญาณความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายได้ว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้วฯ”

พลสูตร ที่ ๒ อ. อํ. (๑๑๘) ตบ. ๒๓ : ๒๒๗-๒๒๘ ตท. ๒๓ : ๑๙๙-๒๐๐ ตอ. G.S. IV : ๑๕๑-๑๕๒

จะละตัณหาด้วยตัณหาได้อย่างไร

อุณณาภพราหมณ์ถามพระอานนท์ว่า ประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร เมื่อพระอานนท์ตอบว่า เพื่อละความยินดีพอใจ (ฉันทะ) และตอบว่า การที่จะละฉันทะได้ ต้องเจริญอิทธิบาท ๔ ซึ่งมีฉันทะอยู่ด้วยอุณณาภพพราหมณ์ จึงตอบว่า จะละฉันทะด้วยฉันทะได้อย่างไร?

“ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น เราจะย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านเห็นควรอย่างไร พึงตอบอย่างนั้น... ท่านควรมีความคิดเห็นในเองนี้อย่างไร ในเบื้องต้นท่านมีความอยากขึ้นมากว่า เราจักไปสู่อาราม เมื่อท่านไปถึงอารามแล้ว ความอยากที่เกิดขึ้นก็ระงับไปมิใช้หรือ?” อุณณาภ “อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ” พระอานนท์ “ในเบื้องต้น ท่านเกิดความเพียร...ความคิด... การตริตรอง ขึ้นมาว่า เราจักไปสู่อารามเมื่อท่านไปถึงอารามแล้ว ความเพียร...ความคิด... การตริตรองนั้น ก็ระงับไปมิใช่หรือ ? อุณณาภ “อย่างนั้น ท่านผู้เจริญ” พระอานนท์ “ดูก่อนพราหมณ์ ก็เหมือนกันนั่นแล ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว นำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วปลงภาระแล้ว.... ภิกษุนั้นในเบื้องต้นก็มีความอยากเพื่อจะบรรลุพระอรหัตตผล... มีความพยายาม เพื่อบรรลุพระอรหัตตผล... มีความคิดเพื่อบรรลุพระอรหัตตผล...มีความไตร่ตรองเพื่อบรรลุพระอรหัตตผล เมื่อบรรลุแล้ว ความอยาก...ความพยายาม...ความคิด...ความไตร่ตรองที่เกิดขึ้นนั้น ก็ระงับไป ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจะมีความคิดเห็นในข้อนั้นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเป็นงานมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด?” อุณณาภ “ท่านอานนท์ เมื่อเป็นเช่นนั้น จะเป็นงานมีที่สิ้นสุดโดยแท้ ไม่ใช่ไม่มีที่สิ้นสุด....”

พราหมณ์สูตร มหา. สํ. (๑๑๖๓-๑๑๖๙ ) ตบ. ๑๙ : ๓๔๙-๓๗๑ ตท. ๑๙ : ๓๒๔-๓๒๖ ตอ. K.S. ๕ : ๒๔๓-๒๔๕

จำชาติก่อนได้ คือจำขันธ์ ๕ ได้

การที่บุคคลบางคนสามารถระลึกชาติก่อนได้นั้น เขาระลึกอะไรได้ และระลึกอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่ง.... ย่อมตามระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ก็ย่อมตามระลึกถึงอุปาทานขันธ์ ทั้ง ๕ หรือ ขันธ์ ใดขันธ์หนึ่ง... คือ ย่อมตามระลึกถึง รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ดังนี้วาในอดีตกาลเราเป็นผู้มี รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ อย่างนี้....”

ขัชชนิสูตร ขันธ. สํ. (๑๕๘) ตบ. ๑๗ : ๑๐๕ ตท. ๑๗ : ๙๔-๙๕ ตอ. K.S. ๓ : ๗๒

จิต มโน วิญญาณ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีทรรศนะเกี่ยวกับกายและจิตอย่างไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะพึงเบื่อหน่าย คล้ายยินดีหรือหลุดพ้นในร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูตทั้ง ๔ นี้ (ย่อมเป็นไปได้) นั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญ ความเสื่อม การเกิด หรือการตาย ของร่างกายอันประกอบด้วยมหาภูต ๔ นี้ ย่อมปรากฏ (ฉะนั้น) ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จึงเบื่อหน่าย คลายความยินดีหรือหลุดพ้นในร่างกายนั้นได้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติใดที่เรียกกันว่าจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง การที่ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จะพึงเบื่อหน่าย คลายความยินดีหรือหลุดพ้นในธรรมชาตินั้น (ย่อมเป็นไปไม่ได้) นั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าธรรมชาตินั้น ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ มาตลอดกาลช้านาน ฉะนั้นปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายความยินดี หลุดพ้นในธรรมชาตินั้นได้เลย

อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๒๓๐) ตบ. ๑๖ : ๑๑๔ ตท. ๑๖ : ๑๐๔ ตอ. K.S. II : ๖๕

จิตสร้างความวิจิตร

เพราะเหตุใดขันธ์ ๕ ของคนและของดิรัจฉานจึงมีความวิจิตรแตกต่างกันออกไป ใครเป็นผู้สร้างความวิจิตรเหล่านั้น?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภาพวิจิตรที่ชื่อว่าจรณะ เธอทั้งหลายเห็นแล้วหรือ? ภาพวิจิตรชื่อจรณะแม้นั้นแล จิตเป็นผู้คิดขึ้นเพราะเหตุนั้น จิตนั้นแหละจึงวิจิตรกว่าภาพวิจิตรชื่อจรณะนั้น.... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นหมู่สัตว์อื่นแม้หมู่หนึ่ง ซึ่งวิจิตรเหมือนสัตว์ในกำเนิดดิรัจฉาน... แม้สัตว์ในกำเนิดดิรัจฉานเหล่านั้นก็เป็นผู้ถูกจิตคิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย จิตนั้นเองจึงวิจิตรกว่าสัตว์ในกำเนิดดิรัจฉาน... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช่างย้อมหรือช่างเขียนเมื่อมีเครื่องย้อมก็ดี ครั่งก็ดี ขมิ้นก็ดี สีเขียวก็ดี สีแดงก็ดี ทั้งเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษ มีอวัยวะใหญ่น้อยครบทุกส่วน ลงที่ผ่านกระดาษเกลี้ยงเกลา หรือที่ฝาหรือที่แผ่นผ้า แม้ฉันใด ปุถุชนผู้ไม่ได้เรียนรู้ ย่อมสร้างรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั่นแหละ ให้เกิดขึ้น”

คัททูลสูตร ที่ ๒ ขันธ. สํ. (๔๒๙) ตบ. ๑๗ : ๑๘๔-๑๘๕ ตท. ๑๗ : ๑๕๙-๑๖๐ ตอ. K.S. ๓ : ๑๒๘-๑๒๙

จิตเดิมใสสะอาด

มีหลักฐานอะไรบ้างแสดงว่าจิตเป็นธรรมชาติใสสะอาด?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแลเศร้าหมองแล้วด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับย่อมรู้ข้อนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ย่อมไม่มีการอบรมจิต....ส่วนอริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมทราบข้อนั้นตามความเป็นจริง ฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีการอบรมจิต....”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๕๒-๕๓) ตบ. ๒๐ : ๑๑-๑๒ ตท. ๒๐ : ๙ ตอ. G.S. ๑ : ๘

จิตเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด

อะไรเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วที่สุด?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียวที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเหมือนจิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้จะเปรียบเทียบให้เห็นว่า จิตเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเพียงใดนั้น ก็กระทำไม่ได้ง่าย....”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๔๙) ตบ. ๒๐ : ๑๑ ตท. ๒๐ : - ตอ. G.S. ๑ : ๗-๘

จุดมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์

จุดมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดม มีอะไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกปริพพาชกผู้ถือลัทธิอื่นพึงถามเธอทั้งหลายว่า.... ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์อะไร เธอทั้งหลายพึงชี้แจงแก่พวกปริพพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อสำรอกราคา....เพื่อละสังโยชน์.... เพื่อถอนอนุสัย...เพื่อรู้รอบสังสารวัฏอันยืดยาว....เพื่อความสิ้นอาสวะ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งผลคือวิชชา และวิมุตติ...เพื่อฌาณทัศนะ เพื่อปรินิพพานอันปราศจากอุปาทาน...”

วิราคสูตร ๙ ในอัญญาติตถิยวรรคที่ ๕ มหา. สํ. (๑๑๗-๑๒๖) ตบ. ๑๙ : ๓๓-๓๕ ตท. ๑๙ : ๓๐-๓๒ ตอ. K.S. ๕ : ๒๕-๒๗

จุดมุ่งหมายของการออกบวช

จุดมุ่งหมายอันแท้จริงการออกบวชคืออะไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ออกบวชเป็นบรรพชิตแล้วโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดออกบวชแล้ว เพื่อรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดจักออกบวชเพื่อรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบันกาล ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ กุลบุตรเหล่านั้นออกบวชอยู่เพื่อรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง....”

กุลตปุตสูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๑๖๕๖ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๑ ตท. ๑๙ : ๔๗๐-๔๗๑ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๒-๓๕๓

จุดมุ่งหมายของการเจริญอริยมรรค

ภิกษุควรเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละธรรมอะไรอีกบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละโอฆะ (ห้วงน้ำใหญ่) ๔ อย่าง คือ กาม... ภพ... ทิฏฐิ... อวิชชา... “เพื่อละอุปาทาน ๕ อย่าง คือ ความยึดมั่นในกาม ๑ ความยึดมั่นในทิฏฐิ ๑ ความยึดมั่นในศีลและพรต ๑ ความยึดมั่นในความถือว่ามีตน ๑ “เพื่อละคันถะ (เครื่องร้อยรัด) ๔ อย่าง คือ อภิชฌา ๑ พยาบาท ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ อิทังสัจจาภินิเวส (ความยึดมั่นว่า นี้คือความจริง) ๑ “เพื่อละอนุสัย ๗ อย่าง คือ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา มานระ ภาวราคะ อวิชชา “เพื่อละกามคุณ ๔ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ “เพื่อละนิวรณ์ ๕ ประการ คือ กามทฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ “เพื่อละอุปาทานขันธ์ ๕ ประการ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ “เพื่อละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ คือ สักกาย ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท “เพื่อละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ ประการ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชา”

โอฆสูตร ในโอฆวรรคที่ ๑๓ มหา. สํ. (๓๓๓-๓๕๒) ตบ. ๑๙ : ๘๘-๙๒ ตท. ๑๙ : ๙๕-๑๐๐ ตอ. K.S. ๕ : ๔๗-๕๐

จุดมุ่งหมายของพรหมจรรย์

จุดมุ่งหมายสำคัญในการประพฤติพรหมจรรย์คืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกปริพพาชกอัญญเดียรถีย์ พึงถามพวกเธออย่างนี้ว่า พวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อประสงค์อะไร.... พวกเธอพึงตอบพวกเขาอย่างนี้ว่า พากเราอยู่เพื่อประพฤติพรหมจรรย์กำหนดรู้ทุกข์ ถ้าพวกเขาถามอย่างนี้ว่า ทุกข์ที่ท่านทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกำหนดรู้นั้นคืออะไร.... พวกเธอพึงตอบพวกเขาอย่างนี้ว่า ทุกข์ คือ ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ทุกข์ คือ ดีใจ รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... ทุกข์ คือ จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... ทุกข์ คือ จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... ทุกข์ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัย”

ติตถิยสูตร สฬา. สํ. (๒๓๘) ตบ. ๑๘ : ๑๗๒-๑๗๓ ตท. ๑๘ : ๑๕๕ ตอ. K.S. ๔ : ๗๘

จุดรวมของอกุศลธรรม

เมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้ว อกุศลธรรมและกุศลธรรมทั้งสิ้นรวมลงในอะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะกล่าวว่ากองอกุศลจะกล่าวให้ถูก ต้องกล่าวถึงนิวรณ์ ๕ เพราะว่ากองอกุศลทั้งสิ้นได้แก่นิวรณ์ ๕.... “เมื่อจะกล่าวว่ากองกุศลจะกล่าวให้ถูก ต้องกล่าวถึงสติปัฏฐาน ๔ เพราะว่ากองกุศลทั้งสิ้นได้แก่สติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง....”

อกุสลราสิสูตร มหา. สํ. (๖๙๖-๖๙๗) ตบ. ๑๙ : ๑๙๖ ตท. ๑๙ : ๑๘๘ ตอ. K.S. ๕ : ๑๒๔

จุดหมายปลายทางของอริยมรรค

อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่บุคคลเจริญเต็มที่แล้วย่อมนำไปสู่อะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่ๆ สายใดสายหนึ่งนี้ คือแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี ทั้งหมดนั้นไหลไปสู่ทิศตะวันออก หลั่งไปสู่ทิศตะวันออก บ่าไปสู่ทิศตะวันออก... ไหลไปสู่สมุทร หลั่งไปสู่สมุทร บ่าไปสู่สมุทรแม้ฉันใด เมื่อภิกษุเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพิ่มพูนอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็เป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพานฉันนั้นเหมือนกัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเจริญอริยมรรคอันมีองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด กำจัดโทสะเป็นที่สุด กำจัดโมหะเป็นที่สุด อันหยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นเบื้องหน้า มีอมตะเป็นที่สุด อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน... “เมื่อภิกษุเจริญอริยมรรคมีองค์ ๓ อย่างนี้แล จึงเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน...”

คังคาปาจีนมินนสูตรฯ ในคังคาเปยยาลที่ ๙ มหา. สํ. (๑๘๙-๒๔๔) ตบ. ๑๙ : ๔๙-๖๑ ตท. ๑๙ : ๕๐-๖๖ ตอ. K.S. ๕ : ๓๒-๓๓

ชาติหน้ามีจริงหรือไม่

ชาติหน้ามีจริงหรือไม่? ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริงหรือไม่ ?

“.....อริยสาวกนั้น มีจิตหาว่าเรามิได้อย่างนี้ มีจิตหาความเบียดเบียนมิได้อย่างนี้ มีจิตไม่เศร้าหมองแล้วอย่างนี้ มีจิตหมดจดแล้วอย่างนี้ เธอย่อมได้ความอุ่นใจ ๔ ประการในชาตินี้ “ความอุ่นใจที่หนึ่งว่า ถ้าโลกเบื้องหน้ามีอยู่ ผลแห่งกรรมมีสัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะซึ่งจะเป็นไปได้ คือเบื้องหน้าแต่กายแตกตายไปแล้ว เราจะได้เข้าไปถึงสุคติโลกสวรรค์ ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่หนึ่ง “ความอุ่นใจที่สองว่า ถ้าโลกเบื้องหน้าไม่มี ผลแห่งกรรมมีสัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีเราก็จะรักษาตนเป็นคนไม่มีเวร ไม่มีความลำบาก ไม่มีทุกข์ มีแต่สุขในชาตินี้ ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สอง “ความอุ่นใจที่สามว่า ถ้าเมื่อบุคคลทำบาป บาปชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว (และจะนำผลคือทุกข์มาให้เรา) เราไม่ได้คิดบาปให้แก่ใครๆ ไหนเลยทุกข์จักมาถูกต้องเรา ผู้ไม่ได้ทำบาป ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สาม “ความอุ่นใจที่สี่ว่า ถ้าเมื่อบุคคลทำบาป บาปชื่อว่าเป็นอันทำแล้ว (และจะนำผลคือทุกข์มาให้เรา) เราก็ได้พิจารณาเห็นคนเป็นคนบริสุทธิแล้วทั้ง ๒ ส่วน ดังนี้ ความอุ่นใจนี้ อริยสาวกได้แล้วเป็นที่สี่ “อริยสาวกมีจิตหาเวรมิได้ หาความเบียดเบียนมิได้ มีจิตไม่เศร้าหมอง มีจิตหมดจดแล้วอย่างนี้ ย่อมได้ความอุ่นใจ ๔ ประการนี้แล ในชาตินี้ฯ”

เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) ติ. อํ. (๕๐๖) ตบ. ๒๐ : ๒๔๗-๒๔๘ ตท. ๒๐ : ๒๑๗-๒๑๘ ตอ. G.S. I : ๑๗๕

ชาติไม่สำคัญ

สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ บูชาไฟที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกาแล้ว นำข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟ มุ่งจะให้เป็นทานแก่คนบางคน เขาเหลือบไปเห็นพระพุทธองค์ นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้า แล้วทูลถามถึงชาติของพระองค์ว่าเป็นชาติอะไร?

“ ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึงความประพฤติเถิดไฟย่อมเกิดจากไม้แล บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำ เป็นมุนี มีความเพียร เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วยหิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะ ประกอบด้วยการปราบปราม พึงที่สุดแห่งเวท มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว ผู้ใดมียัญอันน้อมเข้าไปแล้วบูชาพราหมณ์ผู้นั้น ผู้นั้นย่อมชื่อว่าบูชาพระทักขิเณยยบุคคลโดยกาล”

สุนทริกสูตรที่ ๙ ส. สํ. (๖๖๐) ตบ. ๑๕ : ๒๔๖ ตท. ๑๕ : ๒๓๔ ตอ. K.S. I : ๒๑๐-๒๑๑

ชายตายเพราะหญิง หญิงตายเพราะชาย

รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรมีอิทธิพลเหนือบุรุษ และเหนือสตรีมากที่สุด?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ อื่นแม้แต่อย่างเดียวที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะของสตรีเลย รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ ของสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ อื่นแม้แต่อย่างเดียวที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะของบุรุษเลย รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ ของบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่....”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๑-๑๑) ตบ. ๒๐ : ๑-๒ ตท. ๒๐ : ๑-๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑-๒

ชาวนาพิเศษ

วันหนึ่งกสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเตรียมจะไถนาพระพุทธองค์เสด็จไปบิณฑบาต พราหมณ์เห็นแล้วกล่าวขึ้นว่า เขาเองไถและหว่านแล้วจึงบริโภค และขอให้พระพุทธองค์ไถและหว่านแล้วบริโภคเช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่าเราก็ไถและหว่านแล้วบริโภคเหมือนกัน พราหมณ์จึงกล่าวว่า พระองค์ตรัสว่าเป็นชาวนา แต่เขาไม่เห็นไถของพระองค์เลย ?

“ ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประตักเรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้าด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จโยคะ ไปไม่ถอยหลัง ยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก “นี่การไถ เราไถอย่างนี้แล้ว ย่อมมีอมฤตเป็นผล ครั้นไถอย่างนี้แล้วย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้”

กสิสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๖๗๔) ตบ. ๑๕ : ๒๕๔ ตท. ๑๕ : ๒๔๑ ตอ. K.S. I : ๒๑๗-๒๑๘

ชีวิตกับนครใหญ่

จงเปรียบเทียบให้เห็นว่าชีวิตคล้ายๆ กับเมืองเมืองหนึ่ง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า เมืองชายแดนของพระราชาเป็นเมืองที่มั่นคง มีกำแพงและเชิงเทิน มีประตู ๖ ประตู นายประตูเมืองนั้น เป็นคนฉลาดหลักแหลมมีปัญญา คอยห้ามคนที่ตนไม่รู้จัก อนุญาตให้คนที่ตนรู้จักเข้าไป ราชทูตด่วนคู่หนึ่งมาแต่ทิศบูรพา มาแต่ทิศปัจฉิม มาแต่ทิศอุดร มาแต่ทิศทักษิณ ถึงถามนายประตูนั้นว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าเมืองนี้อยู่ที่ไหน นายประตูนั้นตอบว่า แน่ะท่านผู้เจริญ นั่นเจ้าเมืองนั่งอยู่ ณ ทาง ๔ แพร่ง กลางเมือง ที่นั้นราชทูตคู่นั้นมอบถ้อยคำตามเป็นจริงแก่เจ้าเมือง ถึงดำเนินกลับไปตามทางที่มาแล้ว “ดูก่อนภิกษุ ก็ในอุปมานั้น มีความหมายดังต่อไปนี้ว่า เมือง หมายถึงกายนี้ ที่ประกอบด้วยมหาภูรูป ๔ ซึ่งมีมารดาและบิดาเป็นแดนเกิด เจริญด้วยขาวสุกและนมสด มีอันต้องอบต้องนวดฟั้นเป็นนิตย์ มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา คำว่าประตู ๖ ประตู เป็นชื่อของอวัยวะภายใน ๖ คำว่า นายประตู หมายถึง สติ คำว่าคู่ราชทูตด่วน หมายถึงสมถะและวิปัสสนา คำว่าเจ้าเมืองเป็นชื่อของวิญญาณ คำว่าทาง ๔ แพร่งกลางเมือง หมายถึงมหาภูตรูป ๔ คำว่าถ้อยคำตามเป็นจริง หมายถึงนิพพาน คำว่า ตามทางที่มาแล้วหมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘....”

กึสุกสูตร สฬา. สํ. (๓๔๒) ตบ. ๑๘ : ๒๔๑-๒๔๒ ตท. ๑๘ : ๒๒๖-๒๒๗ ตอ. K.S. ๔ : ๑๒๖-๑๒๗

ชีวิตฆราวาสเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว

ภิกษุควรคิดถึงการดำรงชีวิตอยู่ในโลกอย่างไร จึงจะเกิดความต้องการที่จะบรรลุถึงนิพพาน ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่ามีอสรพิษ ๔ จำพวก มีฤทธิเดชแรงกล้า ถ้ามีบุรุษผู้รักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ ชนทั้งหลาย พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า อสรพิษ ๔ จำพวกนี้ มีฤทธิเดชแรงกล้า ท่านพึงปลุกให้ลุกตามเวลา ให้อาบน้ำตามเวลา ให้กินอาหารตามเวลา ให้เข้าสู่ที่อยู่ตามเวลา เวลาใดอสรพิษ ๔ จำพวกนี้ ตัวใดตัวหนึ่งโกรธขึ้นเวลานั้นท่านก็จะพึงถึงความตาย หรือถึงทุกข์ปางตาย กิจใดที่ท่านควรทำก็จงทำกิจนั้นเสีย “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔ จำพวก นั้นจึงหนีไปที่อื่น ชนทั้งหลาย พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า มีเพชฌฆาตผู้เป็นศัตรู ๕ คน ได้ติดตามมาข้างหลังท่าน พบท่านในที่ใดก็จะฆ่าท่านเสียในที่นั้น กิจใดที่ท่านควรทำก็จงทำกิจนั้นเสีย “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔ จำพวก กลัวเพชฌฆาต ๕ คน จึงหนีไปที่อื่น ชนทั้งหลาย พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า มีเพชฌฆาตคนที่ ๖ ซึ่งเที่ยวไปในอากาศ เงื้อดาบติดตามมาข้างหลังท่าน พบท่านในที่ใด ก็จะตัดศีรษะของท่านเสียในที่นั้น กิจใดที่ท่านควรทำก็จงทำกิจนั้นเสีย “ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวอสรพิษทั้ง ๔ จำพวก กลัวเพชฌฆาต ๕ คน กลัวเพชฌฆาตคนที่ ๖ จึงหนีไปที่อื่น เขาพบบ้านร้างเข้า จึงเข้าไปสู่เรือนร้างว่างเปล่าหลังหนึ่ง ลูบคลำภาชนะว่างเปล่าชนิดหนึ่ง ชนทั้งหลาย พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า มีโจรทั้งหลายคอยฆ่าชาวบ้านเข้ามาสู่บ้างร้างนี้เสมอ กิจใดที่ท่านควรทำก็จงทำกิจนั้นเสีย “ครั้งนั้น บุรุษนั้นกลัวโจรผู้คอยฆ่าชาวบ้าน จึงหนีไปที่อื่น เขาพบห้วงน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง ฝั่งข้างนี้น่ารังเกียจ เต็มไปด้วยภัยอันตราย ฝั่งข้างโน้นเป็นที่เกษมปลอดภัย เรือแพหรือสะพานที่จะข้ามไปฝั่งโน้นไม่มี “ครั้งนั้น บุรุษมีความคิดอย่างนี้ว่า ถ้าอย่างไร เราควรจะมีหญ้า กิ่งไม้ ใบไม้ผูกเป็นแพ เกาะแพนั้น พยายามไปด้วยมือและเท้า ก็พึงถึงฝั่งโน้น ได้โดยสวัสดี ครั้นแล้ว บุรุษนั้นทำตามความคิดของตน ก็ว่ายน้ำข้ามฝากถึงฝั่งโน้น แล้วเป็นพราหมณ์ขึ้นบกไป

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า อสรพิษทั้ง ๔ จำพวกนั้น หมายถึงมหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คำว่าเพชฌฆาตทั้ง ๕ คนนั้น หมายถึงอุปาทานขันธ์ ๕ คำว่าเพชฌฆาตคนที่ ๖ หมายถึงความกำหนัดยินดี คำว่าบ้านร้าง หมายถึงอายตนะภายใน ๖ ถ้าแม้บัณฑิตผู้ฉลาดมีปัญญาใคร่ครวญอายตนะภายใน ๖ นั้น.... ก็จะปรากฏเป็นของว่างเปล่า....สูญทั้งสิ้น “คำว่าโจรผู้ฆ่าชาวบ้านนั้น หมายถึง อายตนะภายนอก ๖ คำว่าห้วงน้ำใหญ่ หมายถึง โอฆะทั้ง ๔ โอฆะคือ กาม โอฆะ คือ ภพ โอฆะ คือ ทิฏฐิ โอฆะ คือ อวิชชา คำว่าฝั่งข้างนี้อันน่ารังเกียจ หมายถึงกายของตน คำว่าฝั่งข้างโน้น หมายถึงพระนิพพาน คำว่าแพนั้น หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ คำว่าพยายามข้ามไปด้วยมือและท้า หมายถึงการปรารภความเพียร คำว่าผู้เป็นพราหมณ์ ถึงฝั่งโน้นแล้วขึ้นบกไป หมายถึงพระอรหันต์”

อาสีวิสสูตร สฬา. สํ. (๓๐๙-๓๑๖) ตบ. ๑๘ : ๒๑๖-๒๑๙ ตท. ๑๘ : ๒๐๗-๒๐๙ ตอ. K.S. ๔ : ๑๐๗-๑๑๐

ชีวิตประเสริฐ

(เทวดาทูลถาม) อะไรหนอเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรหนอที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรหนอเป็นรสดีกว่าบรรดารสทั้งหลาย คนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์ ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ ?

“ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้ ความจริงเท่านั้นเป็นรสที่ดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ”

วิตตสูตรที่ ๓ ส. สํ. (๒๐๓) ตบ. ๑๕ : ๕๘ ตท. ๑๕ : ๕๘ ตอ. K.S. I : ๕๙

ชื่อต่างๆ ของพระอริยบุคคล

พระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาย่อมมีชื่อต่างๆ เช่น สมณะ พราหมณ์ นหาตกะ เวทคู โสตติยะ อริยะ อรหันต์ แต่ละชื่อมีความหมายอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย.... เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันนำให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ให้มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป อันภิกษุนั้นระงับเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า สมณะ” “.....เหล่าอกุศลธรรมอันลามกอันให้เศร้าหมอง... ให้มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป อันภิกษุนั้นลอยเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พราหมณ์.” “.....เหล่าอกุศลธรรมอันลามกอันให้เศร้าหมอง... ให้มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป อันภิกษุนั้นอาบน้ำล้างชำระแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า นหาตกะ.” “.....เหล่าอกุศลธรรมอันลามกอันให้เศร้าหมอง... ให้มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป อันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า เวทคู.” “.....เหล่าอกุศลธรรมอันลามกอันให้เศร้าหมอง... ให้มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป อันภิกษุนั้นให้หลับไปหมดแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า โสตติยะ.” “.....เหล่าอกุศลธรรมอันลามกอันให้เศร้าหมอง... ให้มีชาติ ชรา มรณะ ต่อไป ห่างไกลจากภิกษุนั้น อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า อริยะ.” “.....เหล่าอกุศลธรรมอันลามกอันให้เศร้าหมอง... นำให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า อรหันต์....”

มหาตัณหาสังขยสูตร มู. ม. (๔๗๘) ตบ. ๑๒ : ๕๑๐-๕๑๑ ตท.๑๒ : ๔๑๖-๔๑๗ ตอ. MLS. I : ๓๓๓-๓๓๔

ฌาน ๔ นำไปสู่นิพพานได้

ลำพังการทำสมาธิจนได้ฌาน จะสามารถนำไปสู่นิพพานได้หรือไม่ ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศตะวันออก หลั่งไปสู่ทิศตะวันออก บ่าไปสู่ทิศตะวันออกฉันใด ภิกษุเจริญพอกพูนซึ่งฌาน ๔ ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพานฉันนั้น.... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฌาน ๔ อันภิกษุพึงเจริญเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ (คือ รูป ราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา) เหล่านี้แล”

ฌานสังยุต มหา. สํ. (๑๓๐๑-๑๓๐๔ ) ตบ. ๑๙ : ๓๙๒-๓๙๓ ตท. ๑๙ : ๓๖๐-๓๖๑ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๒

ดวงประทีปของโลก

เพราะเหตุไรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเป็นดวงประทีปของโลก ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจันทร์และพระอาทิตย์ยังไม่เกิดขึ้นในโลกเพียงใด ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันเจิดจ้า และรัศมีอันรุ่งโรจน์ก็ยังไม่มีเพียงนั้น เวลานั้นมีแต่ความมืดมิด ความมืดมัวเป็นหมอกกลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ไม่ปรากฏ เมื่อใดพระจันทร์และอาทิตย์เกิดขึ้นในโลก เมื่อนั้น ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันเจิดจ้าและรัศมีอันรุ่งโรจน์ก็ย่อมมี....ฉันใด “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้นในโลกเพียงใด ความปรากฏแห่งแสงสว่างอันใหญ่ ความรุ่งเรืองอันใหญ่ก็ยังไม่มี เวลานั้นมีแต่ความมืดมิด... การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การกระทำให้ง่าย ซึ่ง อริยสัจจ์ ๔ ก็ยังไม่มีเมื่อใดพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก เมื่อนั้นความปรากกฎแห่งแสงสว่างและความรุ่งเรืองอันยิ่งใหญ่ก็ย่อมมีฉันนั้นเหมือนกัน....”

สุริยูปมาสูตร มหา. สํ. (๑๗๒๑ ) ตบ. ๑๙ : ๕๕๓ ตท. ๑๙ : ๔๙๗ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๔

ดาราศาสตร์ในพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทรรศนะเกี่ยวกับโลกจักรวาลไว้อย่างไรบ้าง ?

“..... ดูก่อนอานนท์ จักรวาลหนึ่งมีกำหนดเท่ากับโอกาส (ช่องว่าง) ที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์ โลกมีอยู่พันจักรวาลก่อน ในโลกพันจักรวาลนั้น มีพระจันทร์พันดวง มีพระอาทิตย์พันดวง มีขุนเขาสิเนารุพันหนึ่ง มีชมพูทวีปพันหนึ่ง มีอมรโคยานทวีปพันหนึ่ง มีอุตรกุรุทวีปพันหนึ่ง มีปุพพวิเทหทวีปพันหนึ่ง มีมหาสมุทร ๔ พัน มีท้าวมหาราช ๔ พัน มีเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัสดีพันหนึ่ง มีพรหมโลกพันหนึ่ง ดูก่อนอานนท์ นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแห่งโลกธาตุอย่างเล็ก ซึ่งมีพันจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาล โลกคูณโดยส่วนพันแหงโลกธาตุอย่างกลางมีล้านจักรวาลนั้น นี้เรียกว่าโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักรวาร “ดูก่อนอานนท์ ตถาคต เมื่อมุ่งหมาย พึงทำโลกธาตุอย่างใหญ่ ประมาณแสนโกฏิจักรวาล ให้รู้แจ้งได้ด้วยเสียง หรือทำให้รู้แจ้งได้เท่าที่มุ่งหมาย....ฯ”

จูฬนีสูตร ติ. อํ. (๕๒๐) ตบ. ๑๙ : ๒๙๒-๒๙๓ ตท. ๑๙ : ๒๕๗-๒๕๘ ตอ. G.S. I : ๒๐๗

ดิรัจฉานกถา

เรื่องที่เป็นดิรัจฉานกถา คือเรื่องเกี่ยวกับอะไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าพูด ดิรัจฉานกถา ซึ่งมีหลายอย่าง คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องงาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อม....”

ดิรัจฉานกถาสูตร มหา. สํ. (๑๖๖๓ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๖ ตท. ๑๙ : ๔๗๕ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๕-๓๕๖

ดูแลตนเท่ากับดูแลผู้อื่น

คนเราย่อมมีการเกี่ยวข้องกับคนอื่นอยู่แทบตลอดเวลา เราควรจะดูแลตนอย่างเดียว หรือจะดูแลผู้อื่นอย่างเดียว หรือจะดูแลทั้งตนทั้งผู้อื่น ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจักรักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตนย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน.... “ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่นอย่างไร? ย่อมรักษาด้วยการซ่องเสพ ด้วยการเจริญด้วยการกระทำให้มาก.... “ก็บุคคลผู้รักษาผู้อื่นย่อมชื่อว่ารักษาตนอย่างไร? ย่อมรักษาด้วยความอดทน ด้วยความเบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ด้วยความเอ็นดู... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาตน และเจริญสติปัฏฐานด้วยคิดว่าเราจักรักษาผู้อื่นดังนี้แล”

เสทกสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๗๕๙-๗๖๒) ตบ. ๑๙ : ๒๒๕ ตท. ๑๙ : ๒๑๑-๒๑๒ ตอ. K.S. ๕ : ๑๔๙

ตรัสว่าคนตายแล้วเกิดจริง

มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า คนตายแล้วเกิดในชาติใหม่จริง ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่ตรัสแบบปริศนาหรือแบบสัญลักษณ์ให้คนคิดหลายชั้น ?

“ภิกษุเมื่อเจริญ เพิ่มพูนซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้ย่อม ระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปป์ เป็นอันมาก บ้างว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตร(นามสกุล) อย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ และที่อ้างอิงด้วยประการฉะนี้ “ภิกษุเมื่อเจริญ เพิ่มพูนอิทธิบาท ๔ อย่างนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี ผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดหมู่สัตว์ที่เป็นไปตามกรรมว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดมั่นการกระทำด้วยมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุริต มโนสุจริต.... เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติ โลก สวรรค์... ย่อมรู้ชัดหมู่สัตว์ที่เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้.....”

ปุพพสูตร มหา. สํ. (๑๑๔๔-๑๑๔๕ ) ตบ. ๑๙ : ๓๔๒-๓๔๓ ตท. ๑๙ : ๓๑๘-๓๑๙ ตอ. K.S. ๕ : ๒๓๗-๒๓๘

ตำแหน่งที่สตรีครองไม่ได้

ตำแหน่งอะไรบ้าง ที่สตรีไม่สามารถจะเข้าดำรงได้?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่สตรีจะถึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ..... จะพึงเป็นมาร....จะพึงเป็นพรหมนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะมีได้...”

อัฏฐานบาลี เอก. อํ. (๑๖๔-๑๖๖) ตบ. ๒๐ : ๓๖-๓๗ ตท. ๒๐ : ๓๕-๓๖ ตอ. G.S. ๑ : ๒๖

ติดขันธ์ ก็ติดบ่วงมาร

เพราะเหตุไรคนจึงติดบ่วงมาร จะพ้นจากบ่วงมารได้อย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุ บุคคลผู้ยังยึด รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มั่นอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่น จึงหลุดพ้นจากมาร.... “.....ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคล คิดสร้างภาพ (ศัพท์บาลีใช้คำว่า “มญฺญมาโน”ภาษาไทยแปรว่า “สำคัญ” ฉบับอังกฤษใช้คำว่า imagining แปรว่า “คิดสร้างภาพ” ซึ่งชัดกว่า) รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ อยู่ก็ต้องถูกมารมักไว้ เมื่อไม่คิดสร้าง จึงหลุดพ้นจากบ่วงมาร “.....ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลเพลิดเพลินรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ อยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลิน จึงพ้นจากมาร....

อุปาทิยสูตร มัญญมานสูตร อภินันทมานสูตร ขันธ. สํ. (๑๓๙, ๑๔๐ ,๑๔๑) ตบ. ๑๗ : ๙๑-๙๔ ตท. ๑๗ : ๗๙-๘๒ ตอ. K.S. ๓ : ๖๔-๖๕

ถ้อยคำที่ภิกษุควรพูดและไม่ควรพูด

ถ้อยคำอะไรที่ภิกษุไม่ควรพูด และถ้อยคำอะไรที่ภิกษุควรพูด ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าพูดถ้อยคำแก่งแย่งกันว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ เรารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้.... ท่านปฏิบัติผิดเราปฏิบัติถูก สิ่งที่ควรพูดก่อน ท่านพูดทีหลัง สิ่งที่ควรพูดทีหลัง ท่านพูดก่อน...ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะถ้อยคำนี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์.... ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย....เพื่อนิพพาน เมื่อเธอทั้งหลายจะพูดควรพูดว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์...”

วิคคาหิตกลาสูตร มหา. สํ. (๑๖๖๒ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๕ ตท. ๑๙ : ๔๗๔ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๕

ถ้าขืนคิดจะเป็นบ้าตาย

ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะสอนเราเสมอว่า ถ้าเราฆ่าวัวในชาตินี้ ชาติหน้าเราจะไปเกิดเป็นวัว ข้าพเจ้ามองไม่เห็นทางเลย ว่าเราจะไปเกิดเป็นวัวได้อย่างไร โปรดอธิบายการทำงานของกรรมที่สามารถติดตามไปให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปด้วย?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งไม่ควรคิด ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่องโลก ๑.... อจินไตย ๔ ประการนี้แล ไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน”

อจินติตสูตร จ. อํ. (๗๗) ตบ. ๒๑ : ๑๐๔ ตท. ๒๑ : ๙๓ ตอ. G.S. II : ๙๘-๙๐

ถ้ารู้อริยสัจจ์ก็ไม่ต้องตามล่าอาจารย์

คนชนิดไหน ไม่มีความมั่นใจในพระสัทธรรมคอยแต่ละหาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ ? และคนชนิดไหนมีความมั่นใจในพระสัทธรรมอย่างแน่นอนมั่นคง ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นต้องคอยมองดูหน้าสมณะหรือพราหมณ์อื่น ด้วยหวังว่าท่านผู้นี้น่าจะรู้น่าจะเห็นอย่างแน่นอน เปรียบเหมือนปุยนุ่นหรือปุยฝายที่เบา ลมพัดเอาได้ง่าย ที่เขาวางไว้บนพื้นอันราบเสมอแล้ว ลมทิศตะวันออกพึงพัดเอาปุยนุ่นหรือปุยฝ้ายนั้นไปทางทิศตะวันตกได้ ลมทิศตะวันตกพึงพัดเอา...ไปทางทิศตะวันออกได้ ลมทิศเหนือพึงพัดเอา...ไปทางทิศใต้ได้ ลมทิศใต้พึงพัดเอา...ไปทางทิศเหนือได้ เพราะเหตุไร เพราะปุยนุ่นหรือปุยฝ้ายนั้นเป็นของเบา... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทางปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ต้องคอยมองดูหน้าของสมณะหรือพราหมณ์อื่น.... เปรียบเหมือนเสาเหล็กหรือเสาหิน มีรากลึกฝังไว้ดีแล้ว ไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ถึงแม้ลมฝนจะอันแรงกล้าจะพัดมาจากทิศตะวันออก....ทิศตะวันตก....ทิศเหนือ...ทิศใต้ก็ไม่สะเทือน สะท้านหวั่นไหวเพราะเหตุไร เพราะรากลึกฝังไว้ดีแล้ว...”

อินทขีลสูตร มหา. สํ. (๑๗๒๒-๑๗๒๓ ) ตบ. ๑๙ : ๕๕๔-๕๕๕ ตท. ๑๙ : ๔๙๘-๔๙๙ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๕

ถ้าไม่ระวังจะตกเป็นทางของอายตนะ

ภิกษุที่ไม่สังวรระวังอาตยนะ ย่อมตกเป็นทาสของอายตนะอย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ได้อบรมไม่ได้พัฒนากายคตาสติ จักษุย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พึงพอใจ...หูย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในเสียงอันเป็นที่พอใจ.... จมูกย่อมฉุดไปในกลิ่นอันน่าพอใจ ลิ้นย่อมฉุดไปในรสอันน่าพอใจ กายย่อมฉุดไปในโผฏฐัพพะอันน่าพอใจ ใจย่อมฉุดไปในธรรมารมณ์อันน่าพอใจรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ อันไม่น่าพอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิด ซึ่งมีวิสัยต่างหาก มีโคจรต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น คือ จับงู จระเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงขมวดปมไว้ตรงกลาง ปล่อยไป... “ทีนั้นแล สัตว์ทั้ง ๖ ชนิด ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน พึงดึงไปหาโคจรและวิสัยของตนๆ งูพึงดึงด้วยคิดว่าเราจักเข้าไปสู่จอมปลวก จระเข้พึงดึงด้วยคิดว่าจักลงน้ำ นกพึงดึงด้วยคิดว่าเราจักบินขึ้นสู่อากาศ สุนัขบ้านพึงดึงด้วยคิดว่าเราจักเข้าบ้าง สุนัขจิ้งจอกพึงดึงด้วยคิดว่าเราจักเข้าสู่ป่าช้า ลิงพึงดึงด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแลสัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ต่างก็จะไปตามวิสัยของจน ๆ พึงลำบาก เมื่อนั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดมีกำลังกว่าสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นพึงอนุวัตรคล้อยตามไปสู่กำลังแห่งสัตว์นั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมไม่น้อมใจไปใน รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ อันน่ารัก เป็นผู้เข้าไปตั้งกายคตาสติไว้ มีใจหาขอบเขตมิได้ ย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุต อันเป็นที่ดับไปอย่างสิ้นเชิง แห่งอกุศลกรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแก่เธอตามความเป็นจริง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิด ซึ่งวิสัยต่างกันแล้วผูกด้วยเชือกเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงผูกไว้ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนแนบ นั่งแนบ นอนแนบหลักหรือเสานั่นเอง คำว่าเสาหรือหลักเป็นชื่อของกายคตาสติเพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่ากายคตาสติ เราทั้งหลายจักอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นยานพาหนะ กระทำให้เป็นที่ตั้งให้มั่นคง สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล”

ฉัปปาณสูตร สฬา. สํ. (๓๔๘-๓๕๐) ตบ. ๑๘ : ๒๔๖-๒๔๙ ตท. ๑๘ : ๒๓๐-๒๓๒ ตอ. K.S. ๔ : ๑๓๐-๑๓๒

ทางปฏิบัติสุดโต่ง ๒ อย่าง

ทางปฏิบัติแบบปลายสุดสองอย่างที่นักบวชในอินเดียสมัยพุทธกาลนิยมปฏิบัติกันอยู่คืออะไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสุดโต่งสองอย่างนี้บรรพชิตไม่ควรเข้าใกล้ ทางสุดโต่งสองอย่างนั้นคืออะไร? คือการประกอบมัวเมาในกามสุข ในสิ่งที่น่าใคร่ทั้งหลายอันต่ำทราม เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบมัวเมาในการทรมานตนให้ลำยาก เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ทางสุดโต่งทั้งสองนั้น ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วที่สร้างดวงตา สร้างฌาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ข้อปฏิบัติอันเป็นทางสายกลางนั้น...คืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล.....”

ตถาคตสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๖๖๔ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๘ ตท. ๑๙ : ๔๗๕ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๖-๓๕๗

ทางปฏิบัติเพื่อกำหนดรู้ทุกข์

จุดมุ่งหมายของการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็คือการกำหนดรู้ทุกข์ แต่มีทางหรือมีวิธีที่จะปฏิบัติเพื่อกำหนดรู้ทุกข์หรือไม่ ? ทางนั้นคืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกปริพพาชกผู้ถือลัทธิอื่นอันพึงถามพวกเธออย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็หนทางมีอยู่หรือ ปฏิปทาเพื่อความรู้รอบซึ่งทุกข์นั้นมีอยู่หรือ เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบอย่างนี้ว่า หนทางมีอยู่ ปฏิปทาเพื่อรู้รอบทุกข์นั้นมีอยู่ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางและปฏิปทาเพื่อรอบรู้ทุกข์นั้น คืออย่างไร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล เป็นหนทาง เป็นปฏิปทาเพื่อความรอบรู้ทุกข์นั้น....”

กิมัตถิยสูตร มหา. สํ. (๒๖-๒๘) ตบ. ๑๙ : ๘-๙ ตท. ๑๙ : ๗ ตอ. K.S. ๕ : ๖

ทางสู่ความดับทุกข์

ก็เมื่อภิกษุเป็นผู้ อยู่ในธรรม แล้ว จะพึงปฏิบัติโดยลำดับขั้นอย่างไร จึงจะบรรลุถึงความดับทุกข์?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเสพเสนาสนะอัน สงัด คือโคนไม้ ภูเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฝาง เธออยู่ในป่าโคนไม้หรือเรือนว่าง ย่อมนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอย่อมละอภิชฌา (ความเพ่งเล็งอยากได้) ในโลกเสีย.... เธอย่อมละความคิดประทุษร้ายคือพยาบาท....เธอย่อมละถีนมิทธะ (ความง่วงเหง่าหาวนอน) เสีย...เป็นผู้มีอาโลกสัญญา มีสติสัมปชัญญะ.... เธอย่อมลุอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายใน.... เธอย่อมละวิจิกิจฉา หมดความสงสัยในธรรมทั้งหลาย.... เธอละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ ซึ่งทำปัญญาให้อ่อนกำลัง แล้วบรรลุ ปฐมฌาน..... ทุติยฌาน.... ตติยฌาน... จตุตถฌาน.... เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวแล้วอย่างนี้ เธอย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยฌาณ เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเหล่านี้อาสวะ เหล่านี้เหตุเกิดอาสวะ นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตของเธอย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีฌานหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก นี้ชื่อว่าชัยชนะ ในสงครามของเธอ...ฯ”

โยธาชีวสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๗๕) ตบ. ๒๒ : ๑๐๔-๑๐๕ ตท. ๒๒ : ๙๔-๙๕ ตอ. G.S. III : ๗๕-๗๖

ทางหนีทุกข์

จงแสดงสายแห่งความทุกข์ และสายแห่งความดับทุกข์ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด เป็นขั้นๆ ไป?

“.....ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นที่อิงอาศัยวิญญาณมีสังขารเป็นที่อิงอาศัย นามรูปมีวิญญาณเป็นที่อิงอาศัย สฬายตนะมีนามรูปเป็นที่อิงอาศัย ผัสสะมีสฬายตนะเป็นที่อิงอาศัย เวทนามีผัสสะเป็นที่อิงอาศัย ตัณหามีเวทนาเป็นที่อิงอาศัย อุปทานมีตัณหาเป็นที่อิงอาศัย ภพมีอุปทานเป็นที่อิงอาศัย ชาติมีภพเป็นที่อิงอาศัย ทุกข์มีชาติเป็นที่อิงอาศัย ศรัทธามีทุกข์เป็นที่อิงอาศัย ความปราโมทย์มีศรัทธาเป็นที่อิงอาศัย ปีติมีปราโมทย์เป็นที่อิงอาศัย ปัสสัทธิมีปีติเป็นที่อิงอาศัย สุขมีปัสสิทธิเป็นที่อิงอาศัย สมาธิมีสุขเป็นที่อิงอาศัย ยถาภูญาณทัสสนะมีสมาธิเป็นที่อิงอาศัย นิพพิทามียถาภูตญาณทัสสนะเป็นที่อิงอาศัย วิราคะมีนิพพิทาเป็นที่อิงอาศัย วิมุตมีวิราคะเป็นที่อิงอาศัย ญาณในธรรมเป็นที่สิ้นไป (อรหัตตผล) มีวิมุติเป็นที่อิงอาศัย”

อุปนิสสูตร นิ. สํ. (๖๙) ตบ. ๑๖ : ๓๗ ตท. ๑๖ : ๓๑-๓๒ ตอ. K.S. II : ๒๖-๒๗

ทานที่มีผลมาก

ควรให้ทานแก่บุคคลเช่นไร จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก?

“ดูก่อนมหาบพิตร แม้หากว่า กุลบุตรออกจากเรือนตระกูลไรๆ เป็นผู้บวชหาเรือนมิได้ และกุลบุตรนั้น เป็นผู้มีองค์ ๕ อันละได้แล้วเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น ย่อมเป็นทานมีผลมากองค์ ๕ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้วเป็นไฉน กามฉันทะอันกุล บุตร นั้น ละ ได้ แล้ว พยาบาทอันกุล บุตร นั้น ละ ได้ แล้ว ถีนมิทธะอันกุล บุตร นั้น ละ ได้ แล้ว อุทธัจจกุกกุจจะอันกุล บุตร นั้น ละ ได้ แล้ว วิจิกิจฉาอันกุล บุตร นั้น ละ ได้ แล้ว องค์ ๕ เหล่านี้อันกุล บุตร นั้น ละ ได้ แล้ว” “กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นไฉน กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะเป็นผู้ประกอบด้วยวิมุติขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบด้วยวิมุติญาณทัสสนะขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้มีองค์ ๕ อันละได้แล้ว ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ดังนี้ ย่อมมีผลมาก...” “ศิลปะการยิงแม่น กำลังเข้มแข็ง และความกล้าหาญมีอยู่ในชายหนุ่มใด พระราชาผู้มีพระประสงค์ด้วยการยุทธ์ พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มเช่นนั้น ไม่พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่กล้าหาญ เพราะเหตุแห่งชาติฉันใด ธรรมคือขันติและโสรัจจะตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคลพึงบูชาบุคคลนั้น ผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ แม้มีชาติทรามฉันนั้นเหมือนกัน” “พึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ ยังผู้พหูสูตร ทั้งหลายให้สำนักอยู่ ณ ที่นั้น พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และสะพานในที่เป็นหล่ม พึงถวายข้าวน้ำ ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลาย ด้วยน้ำใจอันผ่องใส เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ มียอดตั้งร้อย กระหึ่มอยู่ยังแผ่นดินให้ชุ่มโชกแล้ว ย่อมยังที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็มฉันใด ทายกผู้มีศรัทธาเป็นบัณฑิตได้ฟังแล้ว ย่อมจัดหาโภชนาหารมาเลี้ยงวณิพก ด้วยข้าวน้ำให้อิ่มหนำ... ธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น ย่อมยังทายกผู้ให้ ให้ชุ่มชื่น”

อิสสัตถสูตรที่ ๔ ส. สํ. (๔๐๙-๔๑๐) ตบ. ๑๕ : ๑๔๔-๑๔๕ ตท. ๑๕ : ๑๔๐-๑๔๑ ตอ. K.S. I : ๑๒๔-๑๒๕

ทำจริงถึงจริง

ถ้าเราพากเพียรพยายาม แบบวางชีวิตเป็นเดิมพัน เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า เราจะบรรลุมรรคผลหรือไม่?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นคุณค่าของธรรม ๒อย่าง คือ ความไม่ยินดีพอใจในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ (ในเรื่องความนี้ ไม่ควรมีสันโดษ) ความไม่ท้อถอยในความพากเพียร ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเคยตั้งความเพียรไม่ท้อถอยไว้ว่า หนัง เอ็น และกระดูกเท่านั้นจงเหลืออยู่ก็ตามที เนื่องและเลือดในสรีระจงเหือดแห้งไปเถิด ผลใดที่พึงบรรลุถึงด้วยกำลังของบุรุษด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ เมื่อยังไม่บรรลุถึงผลนั้น จักไม่หยุดยั้งความเพียรเสียดังนี้ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพธิฌานของเรานั้นเราบรรลุได้ด้วยความไม่ประมาท ธรรมอันเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เราบรรลุถึงได้ด้วยความไม่ประมาท ถ้าแม้นว่าท่านทั้งหลายพึงตั้งความเพียรไม่ท้อถอย.... แม้เธอทั้งหลายก็จักทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตต้องการปรารถนานั้น ด้วยความรู้ยิ่งเอง ในปัจจุบันชาตินี้ต่อเวลาไม่นานนัก....”

ป. ทุก. อํ. (๒๕๑) ตบ. ๒๐ : ๖๔ ตท. ๒๐ : ๕๘ ตอ. G.S. ๑ : ๖๔

ทำดีด้วยความหวังและไม่หวัง

บางคนกล่าวว่าในการทำความดีไม่ควรตั้งความหวังไว้ จึงจะได้ผล แต่อีกคนหนึ่งกล่าวว่าควรตั้งความหวังไว้จึงจะได้ผล พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไรในเรื่องนี้?

“.....ดูก่อนภูมิชะ ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ที่มีทิฐิผิด มีสังกัปปะผิด มีวาจาผิด มีกัมมันตะผิด มีอาชีวะผิด มีวายามะผิด มีสติผิด มีสมาธิผิด ถ้าแม้ทำความหวังแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ไม่ทำความหวังแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถสามารถจะบรรลุมรรคผล ถ้าแม้ทำความหวังและไม่ทำความหวังประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุมรรคผล..... นั่นเพราะอะไร ดูก่อนภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย “.....ดูก่อนภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการน้ำมัน.... เกลี่ยทรายลงในรางแล้วคั้นไป เอาน้ำพรมไปๆ ถ้าแม้ทำความหวัง...... เขาก็ไม่สามารถจะได้น้ำมัน ถ้าแม้ไม่ทำความหวัง..... เขาก็ไม่สามารถจะได้น้ำมัน “.....ดูก่อนภูมิชะ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง ที่มีทิฐิชอบมีสังกัปปะชอบ มีวาจาชอบ มีกัมมันตะชอบ มีอาชีวะชอบ มีวายามะชอบมีสติชอบ มีสมาธิชอบ ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล ถ้าแม้ไม่ทำความหวังประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็สามารถบรรลุผล “.....ดูก่อนภูมิชะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการน้ำมัน..... เกลี่ยงาป่นลงในรางแล้วคั้นไป...... ถ้าแม้ทำความหวัง...... เขาก็สามารถได้น้ำมัน ถ้าแม้ไม่ทำความหวัง..... เขาก็สามารถได้น้ำมัน.....”

ภูมิชสูตร อุ. ม. (๔๐๙-๔๑๕) ตบ. ๑๔ : ๒๗๖-๒๘๐ ตท. ๑๔ : ๒๔๑-๒๔๔ ตอ. MLS. III : ๑๘๕-๑๘๗

ทำดีไปนรก-ทำชั่วไปสวรรค์

บุคคลกระทำบาปด้วยกาย วาจา ใจ แล้วจะได้ไปเกิดในสุคติเสมอไปหรือ ? และบุคคลกระทำบุญด้วย กาย วาจา ใจ ตายแล้วจะเข้าถึงทุคติสมอไปหรือ ? ถ้าไม่ เพราะเหตุไร?

“.....ดูก่อนอานนท์ เราไม่เห็นด้วยกับวาทะของสมณะ หรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ ท่านผู้เจริญเป็นอันว่า กรรมดีไม่มีวิบากของสุจริตไม่มี แต่วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท สุราเมรัย มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าพึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราเห็นด้วย “ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เรายังไม่เห็นด้วย “แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่เห็นด้วย “แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไป ถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่านี้เราก็ยังไม่เห็นด้วย...... “.....ดูก่อนอานนท์ บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต อทินนาทาน ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอุบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เป็นเพราะว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อน ๆ หรือในกาลภายหลัง หรือว่าในเวลาจะตาย มีมิจฉาทิฐิพรั่งพร้อมสมาทานแล้ว เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก......”

มหากัมมวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๑๑-๖๑๕) ตบ. ๑๔ : ๓๙๖-๓๙๘ ตท. ๑๔ : ๓๓๗-๓๓๙ ตอ. MLS. III : ๒๖๐-๒๖๒

ทำบาปด้วยความจำเป็น

บางครั้งบางคราว คนเราจำต้องทำความชั่ว เพราะความจำเป็น เช่น กระทำเพราะเห็นแก่มารดาบิดาผู้มีอุปการคุณ เป็นต้น ในกรณีเช่นนั้น จะจัดว่าเป็นบาปหรือไม่?

“.....ดูก่อนธนัญชานิ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม ประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งบิดามารดา นายนิริยบาลจะพึงฉุดคร่าเขาผู้นั้นไปยังนรก เพราะเหตุแห่งการประพฤติไม่ชอบธรรมและประพฤติผิดธรรม เขาจะพึงได้ตามความปรารถนาหรือว่า เราเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรมประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งบิดามารดา ขอนายนิริยบาลอย่าพึงฉุดคร่าเราไปสู่นรกเลย หรือมารดาบิดาของผู้นั้นจะพึงได้ตามปรารถนาหรือว่าผู้นี้เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรมประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งการทั้งหลาย ขอนายนิริยบาลอย่าพึงฉุดคร่าเขาไปนรกเลย “.....ดูก่อนธนัญชานิ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม ประพฤติผิดธรรม เพราะเหตุแห่งบุตรและภริยา.... เพราะเหตุแห่งทาสกรรมกร และคนรับใช้...... เพราะเหตุแห่งมิตรและอำมาตย์....... เพราะเหตุแห่งญาติสาโลหิต....... เพราะเหตุแห่งแขก..... เพราะเหตุแห่งปุพพเปตชน...... เพราะเหตุแห่งเทวดา..... เพราะเหตุแห่งพระราชา...... เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงกาย...... เพราะเหตุทำนุบำรุงกาย นายนิริยบาลจะพึงฉุดคร่าเขาผู้นั้นไปยังนรก......เขาจะพึงได้ตามความปรารถนาหรือว่า เราประพฤติไม่ชอบธรรม...... เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงกาย....... ขอนายนิริยบาลอย่าพึงฉุดคร่าเราไปสู่นรกเลย หรือมารดาบิดาของผู้นั้นจะพึงได้ตามปรารถนาหรือว่าผู้นี้เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม..... เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงกาย ขอนายนิริยบาลอย่าพึงฉุดคร่าเขาไปนรกเลย “.....ดูก่อนธนัญชานิ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม....... เพราะเหตุแห่งบิดามารดา กับบุคคลผู้ประพฤติชอบธรรม ประพฤติถูกธรรม เพราะเหตุแห่งมารดาบิดา ไหนจะประเสริฐกว่ากัน “.....ดูก่อนธนัญชานิ การงานอย่างอื่นที่มีเหตุประกอบด้วยธรรม เป็นเครื่องให้บุคคลอาจเลี้ยงมารดาบิดาได้ ไม่ต้องทำกรรมอันลามก และให้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นบุญได้ มีอยู่ฯ”

ธนัญชานิสูตร ม. ม. (๖๗๖-๖๘๖) ตบ. ๑๓ : ๖๒๕-๖๒๙ ตท.๑๓ : ๕๐๙-๕๑๓ ตอ. MLS. II : ๓๗๓-๓๗๕

ทำบาปแล้วได้รับทุกข์ในปัจจุบันเสมอไปหรือ

สมณะพราหมณ์บางพวกมีความเห็น และแนวคำสอนว่าบุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จทุกคน ต้องได้เสวยทุกข์โทมนัสในปัจจุบันดังนี้ ทางพระพุทธศาสนามีทัศนะอย่างไร?

“ดูก่อนนายคามณี บุคคลบางคนในโลกนี้ ปรากฏว่าประดับด้วยดอกไม้ ใส่ตุ้มหู อาบน้ำลูบไล้ดีแล้ว ตบแต่งผมและหนวดแล้ว ให้บำเรอตนด้วยความใคร่กับสตี ดุจดังพระราชา ชนทั้งหลายพูดถึงเขาว่า.... ชายคนนี้ได้ทำอะไร จึงได้รับการบำเรอในความใคร่ด้วยสตีดุจดังพระราชา? ชนทั้งหลายพูดถึง เขาว่า.... ชายคนนี้ ข่มข้าศึกของพระราชาแล้วฆ่ามันเสีย.....ข่มขี่ ลักเอาทรัพย์ของข้าศึกของพระราชา.... ประพฤติผิดในภารยาของข้าศึกของพระราชา... ทำพระราชาให้ทรงพระสรวลได้ด้วยการพูดเท็จ.... พระราชาทรงพอพระทัย ได้ทรงพระราชทานรางวัล ฉะนั้น ชายคนนี้จึงได้รับการบำเรอด้วยความใคร่กับสตรีดุจดังพระราชา “ดูก่อนนายคามณี บุคคลบางคนในโลกนี้ปรากฏว่า ถูกเขามัดแขนไพล่หลังอย่างหนาแน่นด้วยเชือกที่เหนียวแน่น ถูกโกนศีรษะแล้วถูกพาตระเวนไปตามถนน ตามตรอก ด้วยบัณเฑาะว์เสียงดังสนั่น แล้วออกประตูทิศทักษิณ แล้วตัดศีรษะเลียบทางด้านทักษิณ ของพระนคร ชนทั้งหลายได้พูดถึงเขาว่า.... ชายคนนี้ได้ทำอะไรไว้ จึงถูกเขาตัดศีรษะ เสียบทางด้านทักษิณแห่งพระนคร? ชนทั้งหลายกล่าวว่า....ชายคนนี้เป็นคู่เวรของพระราชา ได้ฆ่าชายคนหนึ่งกับหญิงคนหนึ่ง.... ได้ถือเอาของที่เขามิได้ให้จากบ้านบ้างจากป่าบ้าง อันนับเป็นโจรกรรม ประพฤติผิดในกลุสตรีในกุลธิดา.... ทำลายประโยชน์ของคฤหบดีบ้างของบุตรคฤหบดีบ้างด้วยการพูดเท็จ...ฉะนั้น พระราชาจึงรับสั่งให้จับเขาแล้วกระทำกรรมการณ์เห็นปานนั้น.... ดูก่อนนายคามณี ท่านจะเห็นความข้อนี้อย่างไรเหตุการณ์เช่นนี้ท่านเคยได้เห็นหรือเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่ ?” นายคามณี “ข้าพระองค์ทั้งได้เห็น ทั้งได้ยิน ทั้งจักได้ยินฟังต่อไปอีกด้วยพระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้า “ดูก่อนนายคามณี ในบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้กล่าวว่า...บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤตผิดในกาม พูดเท็จทุกคนต้องเสวยทุกขโทมนัสในปัจจุบันดังนี้ เขาเหล่านั้นพูดจริงหรือเท็จ? นายคามณี “พูดเท็จ พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้า “ก็คนทุศีล มีธรรมเลวทรามนั้นเป็นคนปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติชอบเล่า ?” นายคามณี “ปฏิบัติผิด พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้า “ก็พวกที่ปฏิบัติผิดนั้น มีความเห็นผิดหรือเห็นชอบเล่า?” นายคามณี “มีความเห็นผิด พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้า “เป็นการสมควรละหรือที่จะเลื่อมใสศรัทธาในคนที่มีความเห็นผิดเหล่านั้น ?” นายคามณี “ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า”

ปาฏลิยสูตร สฬา. สํ. (๖๕๒-๖๕๙) ตบ. ๑๘ : ๔๒๒-๔๒๖ ตท. ๑๘ : ๓๗๓-๓๗๗ ตอ. K.S. ๔ : ๒๔๗-๒๕๐

ทำบ่อยๆ ดี

พระผู้มีพระภาคเสด็จไปบิณฑบาตที่บ้างอุทัยพราหมณ์ติดกัน ๓ ครั้ง อุทัยพราหมณ์ก็ใส่บาตรทั้ง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๓ ได้กล่าวขึ้นว่า พระสมณโคดมนี้ติดในรส (อาหาร) จึงเสด็จมาบ่อย ๆ?

“ กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อยๆ ฝนย่อมตกบ่อยๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อยๆ แว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญญชาติบ่อย ๆ ยาจกย่อมขอบ่อยๆ ทานบดีก็ให้บ่อยๆ ทานบดีให้บ่อย แล้วก็เข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ ผู้ต้องการน้ำนม ย่อมรีดนมบ่อยๆ ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ บุคคลย่อยลำบากและดิ้นรนบ่อยๆ คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อย ๆ ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อยๆ ก็เพื่อได้มรรค แล้วไม่เกิดอีก ดังนี้”

อุทัยสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๖๘๐) ตบ. ๑๕ : ๒๕๖ ตท. ๑๕ : ๒๔๒-๒๔๓ ตอ. K.S. I : ๒๑๙-๒๒๐

ทำผิดแล้วยอมรับผิด

การกระทำความผิดแล้วยอมรับผิด ผู้กระทำความผิดจะได้รับอภัยโทษหรือไม่ ?

“..... ดูก่อนภัททาลิ เราขอเตือน โทษได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง ไม่ฉลาด ซึ่งได้ประกาศความอุตสาหะขึ้นแล้ว ในเมื่อเรากำลังบัญญัติสิกขาบท ในเมื่อภิกษุสงฆ์กำลังสมาทานอยู่ซึ่งสิกขา แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรมเราจึงรับโทษของเธอนั้น ข้อที่บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไปนี้ เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยะ”

ภัททาลิสูตร ม. ม. (๑๖๕) ตบ. ๑๓ : ๑๖๗ ตท.๑๓ : ๑๔๕ ตอ. MLS. II : ๑๑๑

ทำอย่างไรจะเข้าถึงแก่นพระศาสนา

ธรรมดาต้นไม้ใหญ่ย่อมมีทั้งใบอ่อน สะเก็ด เปลือก กระพี้และแก่น พระพุทธศาสนาซึ่งเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ ก็น่าจะมีเครื่องประกอบเหล่านี้อะไรคือใบอ่อน สะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่นของพระพุทธศาสนา? ภิกษุในพระพุทธศาสนาควรจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะเข้าถึงแก่นพระศาสนา?

“...กุลบุตรบางคนในโลกนี้คิดเห็นว่าเราเป็นผู้อันความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อันโศกแลความร่ำไรแลทุกข์และความเสียใจความคับแค้นทั้งหลายครอบงำแล้ว... เป็นผู้ออกจากเรือนบวชแล้ว ในธรรมวินัยด้วยศรัทธา... ครั้นบวชแล้วอย่างนั้น ให้ลาภสักการะความสรรเสริญเกิดขึ้นอยู่ เธอก็เป็นผู้มีความยินดีเต็มความดำริด้วยลาภสักการะความสรรเสริญนั้น ย่อมยกตนข่มผู้อื่น ... ว่าเราเป็นผู้มีลาภสักการะแลความสรรเสริญ ส่วนภิกษุเหล่าอื่นเป็นผู้ลี้ลับมีศักดานุภาพน้อย ดังนี้ เธอไม่ให้เกิดความพอใจไม่พากเพียร เพื่อทำให้แจ้งธรรมทั้งหลายอันยิ่งกว่าประณีตกว่าลาภสักการะความสรรเสริญนั้น... เรากล่าวบุคคลนี้ว่า เปรียบดังบุรุษต้องการแก่นไม้... เมื่อไปถึงต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่ กระพี้ เปลือกสะเก็ดเสีย เด็ดเอาใบอ่อนที่กิ่งด้วยเข้าใจว่าแก่นถือเอาไป กิจซึ่งควรทำด้วยแก่นไม้ของบุรุษนั้น ก็จักไม่สำเร็จประโยชน์ได้ “...กุลบุตรอีกคนหนึ่ง เห็นทุกข์อย่างนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ออกจากเรือนบวชในธรรมวินัย... ให้ลาภสักการะสรรเสริญเกิดข้นอยู่อย่างนั้น แต่ไม่เป็นผู้มีใจยินดีด้วยลาภสักการะสรรเสริญนั้น... เธอให้ความถึงพร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นอยู่ ครั้นให้ความถึงพร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นผู้มีใจยินดีเต็มความดำริด้วยความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น ไม่พากเพียรเพื่อทำให้แจ้งธรรมทั้งหลายที่ประณีตกว่าศีล เรากล่าวบุคคลนี้ว่าเปรียบดังบุรุษต้องการแก่นไม้... เมื่อไปถึงต้นไม้ใหญ่... ล่วงแก่นกระพี้ เปลือกเสียถากเอาสะเก็ดเข้าใจว่าแก่ถือเอาไปกิจที่ควรทำด้วยแก่นไม้ ของบุรุษนั้นก็จักไม่สำเร็จประโยชน์ได้ “...ผู้หนึ่งครั้นบวชแล้ว ให้ลาภสักการะความสรรเสริญเกิดขึ้นอยู่ให้ความถึงพร้อมด้วยศีล เกิดขึ้นอยู่... แต่ไม่เต็มความดำริด้วยความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น เธอให้ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้น ครั้นให้ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้นแล้ว เธอก็มีใจยินดีเต็มความดำริด้วยความถึงพร้อมด้วยสมาธินั้น ยกตนข่มผู้อื่นเพราะความถึงพร้อมด้วยสมาธินั้น ... ไม่พากเพียรเพื่อทำให้แจ้งธรรมอื่น ซึ่งประณีตกว่าความถึงพร้อมด้วยสมาธิ เรากล่าวบุคคลนี้ว่า เปรียบดังบุรุษต้องการแก่นไม้...เมื่อไปถึงต้นไม้ใหญ่ล่วงแก่น กระพี้ เสีย ถากเอาเปลือกเข้าใจว่าแก่นถือเอาไป กิจซึ่งควรทำด้วยแก่นไม้ของบุรุษนั้น ก็จักไม่สำเร็จประโยชน์ได้ “...ผู้หนึ่งครั้นบวชแล้ว ให้ลาภสักการะความสรรเสริญเกิดขึ้นอยู่ให้ความถึงพร้อมด้วยศีล ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้นแล้ว... แต่ไม่เต็มความดำริด้วยความถึงพร้อมด้วยศีลนั้น เธอให้ญาณทัสสนะคือ ความรู้ความเห็นเกิดขึ้นได้ ครั้นให้ญาณทัสสนะเกิดขึ้นแล้ว เธอก็มีใจยินดี... ย่อมยกตนข่มผู้อื่นด้วย ญาณทัสสนะ นั้น ... ไม่พากเพียรเพื่อทำให้แจ้งธรรมทั้งหลายอื่นซึ่งประณีตกว่า... เรากล่าวบุคคลนี้ว่า เปรียบดังบุรุษต้องการแก่นไม้...เมื่อไปถึงต้นไม้ใหญ่ล่วงแก่น กระพี้ เสีย ถากเอาเปลือกเข้าใจว่าแก่นถือเอาไป กิจซึ่งควรทำด้วยแก่นไม้ของบุรุษนั้น ก็จักไม่สำเร็จประโยชน์ได้ “...กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ครั้นบวชแล้ว ให้ลาภสักการะสรรเสริญเกิดขึ้นอยู่ ... ให้ความถึงพร้อมด้วยศีลแลสมาธิแล ญาณทัสสนะเกิดขึ้นอยู่ เธอก็ไม่เป็นผู้มีใจยินดี... พากเพียรอยู่เพื่อทำให้แจ้งธรรมทั้งหลายอื่นอันประณีตกว่าญาณทัสสนะ ธรรมที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าญาณทัสสนะเป็นไฉน “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย สงัดแล้วจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุฌานที่แรก... ธรรมนี้ยิ่งกว่าประณีตกว่าญาณทัสสนะ “อีกข้อหนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้บรรลุฌานที่สาม... ได้บรรลุฌานที่สี่ ... บรรลุอากาสานัญจายตนอรูปฌาน... บรรลุวิญญาณัญจายตนอรูปฌาน...บรรลุอากิญจัญญายตนอรูปฌาน... บรรลุเนวสัญญานาสัญญานอรูปฌาน... บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ... อาสวะทั้งหลายของภิกษุนั้นสิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา แม้ธรรมนี้ก็ยิ่งกว่า ประณีตกว่าญาณทัสสนะ เรากล่าวบุคคลนี้ว่า เปรียบเหมือนบุรุษต้องการแก่นไม้... เมื่อไปถึงต้นไม้ใหญ่รู้จักว่าแก่น ตัดเอาแต่แก่นเท่านั้นถือเอาไป กิจที่ควรทำด้วยแก่นไม้ของบุรุษนั้น ก็จักสำเร็จประโยชน์ได้ ดังนี้ “พรหมจรรย์นี้มิใช่มีลาภสักการะความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยศีลและสมาธิ แลญาณทัสสนะเป็นอานิสงค์ พรหม จรรย์ นี้ มี เจโต วิมุติ ความที่จิตพ้นวิเศษอันไม่กำเริบนี้แลเป็นประโยชน์ พรหม จรรย์ นี้ มี วิมุติ นั้น เป็น แก่น สาร มีวิมุตินั้นเป็นที่สุดรอบ ๙”

จูฬสาโรปมสูตร มู. ม. (๓๕๕-๓๖๐) ตบ. ๑๒ : ๓๗๗-๓๘๔ ตท.๑๒ : ๓๑๒-๓๑๗ ตอ. MLS. I : ๒๔๗-๒๕๓

ทำอย่างไรจะได้พบกันอีกในชาติหน้า

ถ้าสามีภรรยารักกันมากๆ ในชาตินี้ และปรารถนาจะพบกันอีก ได้เป็นสามีภรรยากันอีกในชาติหน้า จะมีทางเป็นไปได้ไหม? และควรจะปฏิบัติอย่างไร?

“.....ดูก่อนคฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ (ชาติหน้า) ไซร้ทั้งสองคนนั้นแลพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ...”

สมชีวสูตร จ. อํ. (๕๕) ตบ. ๒๑ : ๘๐-๘๑ ตท. ๒๑ : ๗๑ ตอ. G.S. II : ๗๐

ทำอย่างไรจึงจะค้าขายมีกำไร

เพราะเหตุไร คนบางคนค้าขายจึงขาดทุน บางคนไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ บางคนได้กำไรตามที่ประสงค์ บางคนกลับได้ยิ่งกว่าที่มุ่งหมายไว้ ?

“.....ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้ว ย่อมปวารณาว่า ท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด เขากลับไม่ถวายปัจจัยดังที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใด เขาย่อมขาดทุน “.... บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด แต่เขาถวายปัจจัยไม่เต็มตามที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมไม่ได้กำไรตามที่ประสงค์ “.... บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด เขาถวายปัจจัยเต็มตามที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรตามที่ประสงค์ “.... บุคคลบางคนในโลกนี้ เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วย่อมปวารณาว่าท่านจงบอกปัจจัยที่ท่านประสงค์มาเถิด แต่เขาถวายปัจจัยยิ่งกว่าที่ได้ปวารณาไว้ ถ้าเขาเคลื่อนจากอัตภาพนั้นมาสู่ความเป็นมนุษย์นี้ เขาทำการค้าขายอย่างใดๆ เขาย่อมได้กำไรยิ่งกว่าที่ประสงค์

วณิชชสูตร จ. อํ. (๗๙) ตบ. ๒๑ : ๑๐๖ ตท. ๒๑ : ๙๕ ตอ. G.S. II : ๙๑-๙๒

ทำอย่างไรจึงจะฉลาด

เพราะเหตุไร คนบางคนเกิดมาจึงมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เพราะเหตุไร คนบางคน เกิดมาจึงโง่ทึบ?

“บุคคลบางคนย่อมไม่เข้าไปหาสมณพราหมณ์ไต่ถามว่าสิ่งไรเป็นกุศล สิ่งไรเป็นอกุศล สิ่งไรมีโทษ สิ่งไรไม่มีโทษ สิ่งไรควรเสพ สิ่งไรไม่ควรเสพ สิ่งใดที่ข้าพเจ้าทำจะไม่เกื้อกูล จะเป็นทุกข์แก่ข้าพเจ้าสิ้นกาลนาน ก็หรือสิ่งไรที่ข้าพเจ้าทำจะเกื้อกูล จะเป็นสุขแก่ข้าพเจ้าชั่วกาลนาน ดังนี้ครั้นตายไป ย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้โง่เขลา “บุคคลบางคนย่อมเข้าไปหาสมณพราหมณ์ ไต่ถามว่าสิ่งไรเป็นกุศล สิ่งไรเป็นอกุศล สิ่งไรมีโทษ สิ่งไรไม่มีโทษ..... ดังนี้ครั้นตายไป ย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใดๆ จะเป็นผู้เฉลียวฉลาด “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาท (คือผู้รับผล) แห่งกรรมมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความเป็นผู้ต่ำช้าแลประณีตฉะนี้แล”

จุฬกัมมวิภังคสูตร อุ. ม. (๕๘๒-๕๙๕) ตบ. ๑๔ : ๓๗๗-๓๘๔ ตท. ๑๔ : ๓๒๓-๓๒๘ ตอ. MLS. III : ๒๔๙-๒๕๓

ทำอย่างไรจึงจะถูกพุทธประสงค์

ภิกษุที่บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร หรือไม่ควรจะปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้ อยู่ในธรรม อย่างแท้จริง หรือว่าจะปฏิบัติกิจเบื้องต้นอย่างไร จึงจะถูกต้องพระพุทธประสงค์ ?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อติวุตตกะ ชาดก อัพภูธรรม เวทัลละ เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป ละการหลีกออกเร้นอยู่ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน เพราะการเรียนธรรมนั้น ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการเรียน ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม “อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว โดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน.... ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการแสดงธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม “อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว โดยพิสดาร เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน.... ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการสาธยายธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม “อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ได้สดับมาแล้ว ตามที่ได้เรียนมาแล้ว เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ประกอบความสงบใจในภายใน.... ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้มากด้วยการตรึกตรองธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรม “อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเล่มเรียนธรรม คือ สุตตะ... เวทัลละ เธอย่อมปล่อยให้วันคืนล่วงไป... ไม่ละการหลีกออกเร้นอยู่ ประกอบความสงบใจในภายใน.... เพราะการเล่าเรียนธรรมนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมอย่างนี้แล..... “ดูก่อนภิกษุ นั่นโคนต้นไม้ นั่นเรือนว่าง เธอจงเพ่งฌานอย่าประมาท อย่าเป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลัง นี้เป็นอนุสาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลายฯ”

ธรรมวิหาริกสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๗๓) ตบ. ๒๒ : ๙๘-๙๙ ตท. ๒๒ : ๙๘-๙๙ ตอ. G.S. III : ๗๑-๗๒

ทำอย่างไรจึงจะมีรูปงาม

เพราะเหตุไรบางคนจึงมีรูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้ง ๆ ที่มารดาบิดามีรูปงาม เพราะเหตุไรคนบางคนจึงมีรูปร่างสวย มีผิวพรรณงาม ทั้งๆ ที่มารดาบิดามีรูปร่างไม่สวย?

“..... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มักโกรธแค้นมาก ถูกว่าแม้น้อยย่อมขัดใจโกรธ พยาบาทคิดแก้แค้น ทำความโกรธ ความดุร้ายแลความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีผิวพรรณน่าชัง “.... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ไม่มักโกรธแค้นมาก ถูกว่าแม้มากย่อมทำความโกรธ ความดุร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฏ ครั้นตายไปย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกรรมนั้น.... ถ้าภายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีผิวพรรณน่าชม"

ทำอย่างไรจึงจะมีอำนาจมาก

เพราะเหตุไรบางคนจึงมียศ มีอำนาจ มีศักดามาก เพราะเหตุไรคนบางคนจึงมียศ มีอำนาจมีศักดาน้อย?

“..... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มีใจประกอบด้วยความอิจฉาริษยา ย่อมริษยา คิดร้าย ผูกริษยาในลาภสักการะ ในการทำความเคารพในความนับถือกราบไหว้และการบูชาของผู้อื่นทั้งหลาย ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใดๆ จะเป็นผู้มีศักดาน้อย “.... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้มีน้ำใจไม่ริษยา.... ในลาภสักการะ ในการทำความเคารพ ในความนับถือ กราบไหว้ และการบูชาของผู้อื่นทั้งหลาย ครั้นตายไปย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในสุขคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใดๆ จะเป็นผู้มีศักดาใหญ่”

ทำอย่างไรจึงจะรวย

เพราะเหตุไรบางคนจึงยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ ทั้งๆ ที่ทำงานหนัก เพราะเหตุไร คนบางคนจึงร่ำรวยด้วยทรัพย์สมบัติ ทั้งๆ ที่ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ?

“..... บุคคลบางคนย่อมไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องทา ที่นอน ที่อยู่ เครื่องตามประทีป แก่สมณพราหมณ์ ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดในมนุษย์ในที่ใดๆ จะเป็นผู้มีสมบัติน้อย “..... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ให้ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องทา ที่นอน ที่อยู่ เครื่องตามประทีป แก่สมณพราหมณ์ ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายสุคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดในมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีสมบัติมาก”

ทำอย่างไรจึงจะได้เป็นดอกฟ้า

ทำไมคนบางคนจึงเกิดในตระกูลสูง คนบางคนจึงเกิดในตระกูลต่ำ ?

“..... บุคคลบางคนย่อมเป็นผู้ดื้อดึง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้ ผู้ที่ควรกราบไหว้ ไม่ต้อนรับผู้ที่ควรต้อนรับ ไม่ให้ที่นั่งแก่ผู้ที่ควรได้ที่นั่ง ไม่ให้ทางแก่ผู้ควรได้ทาง ไม่สักการะแก่ผู้ควรสักการะ ไม่ทำความเคารพแก่ผู้ควรทำความเคารพ ไม่นับถือผู้ควรนับถือ ไม่บูชาผู้ที่ควรบูชา ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีตระกูลต่ำ “บุคคลบางคนย่อมไม่เป็นผู้ดื้อดึงเย่อหยิ่ง กราบไหว้ผู้ที่ควรกราบไหว้ ต้อนรับผู้ที่ควรต้อนรับ ให้ที่นั่งแก่ผู้ควรได้ที่นั่ง..... บูชาผู้ที่ควรบูชา ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีตระกูลสูง

ทำเองรู้เอง

พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ทางที่จะให้ภิกษุได้อาศัยแล้ว ประกาศความรู้อันสูงว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว....” โดยไม่ต้องอิงอาศัยศรัทธา ความพอใจในการฟังต่อ ๆ กันมา การตรึกตรองตามอาการ หรือความทนต่อการพิสูจน์ด้วยความเห็นใจ มีอยู่หรือไม่?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ... ฟังเสียงด้วยหู... ดมกลิ่นด้วยจมูก... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมรู้ชัดซึ่งราคะ โทสะ โมหะ อันมีอยู่ภายในว่า.... มีอยู่ในภายในของเรา หรือรู้ชัดซึ่งราคะ โทสะ โมหะ อันไม่มีอยู่ในภายในว่า... ไม่มีอยู่ในภายในของเรา.... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้พึงเชื่อด้วยศรัทธา ด้วยความชอบใจของตน ด้วยการได้ฟังต่อๆ กันมากระนั้นหรือ.... ธรรมเหล่านี้พึงทราบได้ด้วยการเห็นด้วยปัญญามิใช่หรือ... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทางให้ภิกษุได้อาศัยประกาศความรู้อันยิ่งโดยไม่ต้องอาศัยศรัทธา โดยไม่ต้องอาศัยความชอบใจของตน โดยไม่ต้องอาศัยการฟังต่อ ๆ กันมา”

ปริยายสูตร สฬา. สํ. (๒๓๙-๒๔๐) ตบ. ๑๘ : ๑๗๓-๑๗๔ ตท. ๑๘ : ๑๕๕-๑๕๗ ตอ. K.S. ๔ : ๘๘-๘๙

ทำไมคนจึงกลัวความตาย

คนเราทุกคนย่อมรู้ว่าความตายเป็นของธรรมดาที่จะหลักเลี่ยงไม่พ้น ถึงกระนั้น ก็ไม่วายที่จะหวาดกลัวความตาย อะไรเป็นเหตุทำให้คนหวาดกลัวความตาย ?

“.....บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความกำหนัดยินดี... ชอบใจ.... รักใคร่.... กระหาย.... เร่าร้อน มีตัณหาในกามทั้งหลายยังไม่หมดสิ้น ครั้นโรคาพาธเจ็บไข้หนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องผู้นั้นเข้า ผู้นั้นก็มีความวิตกอย่างนี้ว่า กายทั้งหลายซึ่งเป็นของรักจักละเราไปเสีย แลเราก็จักละกาย ทั้งหลายซึ่งเป็นที่รักไปหนอ ดังนี้.... เขาย่อมเศร้าโศกลำบากพิไรตรีอกคร่ำครวญ... บุคคลนี้แล.. ย่อมกลัวต่อความตาย ถึงความสะดุ้งต่อความตาย “.....บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความกำหนัดยินดี... พอใจรักใคร่....ในกาย ครั้นโรคาพาธหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องผู้นั้นเข้า ผู้นั้นก็มีความวิตกอย่างนี้ว่า กายทั้งหลายซึ่งเป็นของรักจักละเราไปเสีย แลเราก็จักละกาย ทั้งหลายซึ่งเป็นที่รักไปหนอ ดังนี้.... เขาย่อมเศร้าโศกลำบากพิไรตรีอกคร่ำครวญ... บุคคลนี้แล.. ย่อมกลัวต่อความตาย ถึงความสะดุ้งต่อความตาย “.....บุคคลบางคนในโลกนี้ มีกรรมงามดีไม่ได้ทำไว้แล้ว มีกุศลไม่ได้ทำไว้แล้ว มีกรรมซึ่งจะเป็นที่พึ่งของคนขลาดไม่ได้ทำไว้แล้ว มีบาปได้ทำไว้แล้วมีกรรมของคนละโมบได้ทำไว้แล้ว มีกรรมหยาบได้ทำไว้แล้ว ครั้นโรคาพาธหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องผู้นั้นเข้า ผู้นั้นก็มีความวิตกอย่างนี้ว่า กรรมงามดีไม่ได้ทำไว้แล้ว..... ผู้มีกุศลไม่ได้ทำไว้แล้ว มีกรรมเป็นบาปอันได้ทำไว้แล้ว มีประมาณเพียงใด ตัวเราจะละโลกนี้ไปสู่คติมีประมาณเท่านั้น ดังนี้.... เขาย่อมเศร้าโศกลำบากพิไรตรีอกคร่ำครวญ... ถึงความสะดุ้งต่อความตาย “.....บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความเคลือบแคลง... สงสัย ถึงความแน่ใจในพระสัทธรรม ครั้นโรคาพาธหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องผู้นั้นเข้า ผู้นั้นก็มีความวิตกอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีความเคลือบแคลง... สงสัย ถึงความแน่ใจในพระสัทธรรมแล้ว ดังนี้.... เขาย่อมเศร้าโศกลำบากพิไรตรีอกคร่ำครวญ... บุคคลนี้แล.. กลัวต่อความตาย สะดุ้งต่อความตาย

โยธาชีวรรค จ. อํ. (๑๘๔) ตบ. ๒๑ : ๒๓๕-๒๓๘ ตท. ๒๑ : ๒๐๑-๒๐๓ ตอ. G.S. II : ๑๘๐-๑๘๑

ทำไมคนจึงตายช้า-เร็วต่างกัน

เพราะเหตุไร คนบางคนเกิดมาในโลกนี้จึงมีอายุสั้น ตายตั้งแต่เยาว์วัยเพราะเหตุไร บางคนจึงอายุยืน ตายต่อเมื่อแก่หง่อมเต็มที่แล้ว?

“..... บุคคลบางคนเป็นสตรี หรือบุรุษในโลกนี้ ย่อมเป็นผู้ฆ่าสัตว์มีชีวิต ใจดุร้าย ชอบใจในการฆ่าฟัน ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรก ด้วยกรรมนั้น..... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใดๆ จะเป็นผู้มีอายุสั้น “.....บางคนย่อมเป็นผู้ละเว้นจากปาณาติบาต มีท่อนไม้แลศัสตราอันวางแล้วมีความละอาย มีความเอ็นดู อนุเคราะห์เพื่อความเกื้อกูลในสัตว์ทั้งปวง ครั้นตายไป ย่อมเกิดในสุขคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้น..... ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีอายุยืน....”

ทำไมคนจึงต้องคิดถึงความตาย

ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นเรื่องของความเศร้า ความทุกข์ คนไม่ชอบ ไม่อยากประสบ แม้แต่คิดถึงก็ไม่อยากคิด แต่เหตุไฉนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้พุทธบริษัทพิจารณาธรรมชาติเหล่านี้เสมอ ๆ?

“......ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้น (ว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้) อยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ “......ความมัวเมาในความไม่มีโรค มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้น (ว่าเรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้) อยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในความไม่มีโรคนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ “......ความมัวเมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตด้วย กาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้น (ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้) อยู่เนืองๆ ย่อมละความมัวเมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้”

ฐานสูตร ป. อํ. (๕๗) ตบ. ๒๒ : ๘๒-๘๓ ตท. ๒๒ : ๗๒-๗๓ ตอ. G.S. III : ๕๙-๖๐

ทำไมคนจึงไม่กล้าทำชั่ว

ตามปกติ คนไม่กล้าทำความชั่ว เพราะความกลัวต่อผลบางอย่าง มีเหตุบ้างที่ทำให้คนไม่กล้าทำความชั่ว?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ก็เราแลพึงประพฤติทุจริตด้วยกาย... ด้วยวาจา.... ด้วยใจ ไฉนตัวเราจะไม่พึงติเตียนเราได้ด้วยศีลเล่า ดังนี้ เขากลัวต่อภัยเกิดแต่การติเตียนตัวเอง จึงละกายทุจริต บำเพ็ญกายสุจริต ละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต ละมโนทุจริต บำเพ็ญมโนสุจริต ย่อมรักษาตนให้บริสุทธิ์ “....บุคคลบางคนในโลกนี้ เห็นเจ้านายจับโจรผู้ประพฤติชั่วช้ามาลงกรรมกรณ์ต่าง ๆ คือโบยด้วยแส้บ้าง เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ตีด้วยตะบองสั้นบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง.... บุคคลนั้นจึงมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เจ้านายจับโจรผู้ประพฤติชั่วช้ามาลงกรรมกรณ์ต่างๆ ...เพราะเหตุแห่งกรรมอันลามกเห็นปานใด ถ้าเราจะพึงทำกรรมอันลามกเป็นปานนั้นบ้าง เจ้านายจะพึงจับเราไปลงกรรมกรณ์ต่าง ๆ เห็นปานนั้น.... เขากลัวต่อภัย คืออาญา ไม่กล้าฉกชิงทรัพย์ของผู้อื่น “....บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า วิบากของกายทุจริต.... ของวจีทุจริต... ของมโนทุจริตในภายหน้าชั่วร้าย ก็เราแลพึงประพฤติทุจริตด้วยกาย...ด้วยวาจา ด้วยใจ.. เมื่อกายแตกตายไปเราจะพึงเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เขากลัวต่อทุคติภัย ย่อมละกายไปเราจะพึงเข้าพึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เขากลัวต่อทุคติภัย ยอมละกายทุจริต .... วจีทุจริต... มโนทุจริต... ย่อมบริหารตนให้หมดจดได้...”

ภยสูตร ที่ ๒ จ. อํ. (๑๒๑) ตบ. ๒๑ : ๑๖๒-๑๖๔ ตท. ๒๑ : ๑๔๔-๑๔๕ ตอ. G.S. II : ๑๒๕-๑๒๖

ทำไมจึงสวย รวยทรัพย์ สูงศักดิ์

เพราะเหตุไร สตรีบางคนเกิดมาจึงมีรูปงาม บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ และสูงศักดิ์อีกด้วย?

“.....ดูก่อนพระนางมัลลิกา....มาตุคาม (สตรี) บางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้นใจ ถูกว่าแม้เล็กน้อยก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่กระฟัดกระเฟียด ไม่กระด้างกระเดื่อง... เป็นผู้ให้ทานคือข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ระเบียบ ของหอม..... แก่สมณะหรือพราหมณ์ และเป็นผู้ไม่มีใจริษยาในลาภ สักการะ..... ของผู้อื่น ไม่กีดกัน ไม่ตัดรอน... ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตตภาพนั้น..... กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม..... ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวพรรณดียิ่งนัก ทั้งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากและสูงศักดิ์ฯ”

มหาวรรค จ. อํ. (๑๙๗)

ทำไมจึงสวยแต่ยากจนและต่ำศักดิ์

เพราะเหตุไร สตรีบางคนเกิดมาจึงมีรูปงาม แต่ยากจนขัดสน และต่ำศักดิ์?

“.....ดูก่อนพระนางมัลลิกา....มาตุคาม (สตรี) บางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความแค้นใจ แม้ถูกว่าเล็กน้อยก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว แต่เขาเป็นผู้ไม่ให้ทานคือข้าว น้ำ ผ้า..... แก่สมณะหรือพราหมณ์ และเป็นผู้มีใจริษยาในลาภ สักการะ..... ของผู้อื่น ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้..... ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม..... แต่เป็นคนยากจนขัดสนและต่ำศักดิ์”

มหาวรรค จ. อํ. (๑๙๗)

ทำไมจึงเป็นคนขี้โรค

เพราะเหตุไรบางคนเกิดมาแล้ว จึงมักจะถูกโรคภัยเบียดเบียน แม้จะมีทรัพย์มากและรักษาความสะอาดเท่าไร ก็ไม่พ้นเป็นคนขี้โรค เพราะเหตุไรบางคนจึงมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ยากจนแลไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย ?

“..... คนบางคนย่อมเป็นผู้เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยมือ หรือก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา ครั้นตายไปย่อมเกิดในอบายทุคตินรกด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในอบายทุคตินรก มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีโรคมาก .... คนบางคนย่อมเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยมือหรือก้อนดิน ท่อนไม้ ศัสตรา ครั้นตายไป ย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์ด้วยกรรมนั้น.... ถ้าตายไปไม่เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์ในที่ใด ๆ จะเป็นผู้มีโรคน้อย

ทำไมจึงเรียกว่า “สัตว์”

คำว่า “สัตว์” ในทางพุทธศาสนาหมายถึงอะไร? เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า “สัตว์”?

“ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นผู้ข้องอยู่ในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นผู้ติดพันอยู่ในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่า "สัตว์" “ดูก่อนราธะ เปรียบเหมือนพวกเด็กชายเด็กหญิงที่เล่นอยู่กับเรือนน้อยทำด้วยดิน ตราบใดที่พวกเขายังไม่สิ้นความยินดี ยังไม่สิ้นความพอใจ ยังไม่สิ้นความรัก ยังไม่สิ้นความกระหาย ยังไม่สิ้นความดิ้นรน ยังไม่สิ้นความทะยานอยากในเรือนน้อยทำด้วยดิน ตราบนั้นพวกเขาย่อมอาลัย ย่อมมัวเล่นย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนน้อยทำด้วยดิน แต่ว่าเมื่อใดพวกเด็กชายเด็กหญิงเหล่านั้นสิ้นความยินดี สิ้นความพอใจ ในเรือนน้อยทำด้วยดินเหล่านั้นเมื่อนั้นแลพวกเขาย่อมรื้อ ย่อมยื้อแย่ง ย่อมกำจัด เรือนน้อยทำด้วยเหล่านั้นด้วยมือและเท้า “ดูก่อนราธะ แม้เธอทั้งหลายก็จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำให้เป็นของเล่นไม่ได้ ซึ่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา ฉันนั้นเหมือนกันแล...”

สัตตสูตร ขันธ. สํ. (๓๖๗) ตบ. ๑๗ : ๒๓๒-๒๓๓ ตท. ๑๗ : ๒๐๙-๒๑๐ ตอ. K.S. ๓ : ๑๕๖-๑๕๗

ทำไมพระจึงบวชไม่นาน

พระพุทธเจ้าทรงแสดงมูลเหตุที่ทำให้พระภิกษุในพระพุทธศาสนาลาสิกขาบทไว้อย่างไรบ้าง ?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ด้วยคิดว่าเราถูกชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส ครอบงำ ชื่อว่าตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์เป็นเบื้องหน้า แม้ไฉน การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ทั้งมวลนี้จะพึงปรากฏเธอบวชอย่างนั้นแล้วเพื่อนสพรหมจารีตักเตือนสั่งสอนว่า ท่านพึงก้าวไปอย่างนั้น พึงถอยกลับอย่างนี้ พึงแลดูอย่างนี้ พึงเหลียวอย่างนี้ พึงคู้เข้าอย่างนี้ พึงเหยียดออกอย่างนี้ พึงทรงสังฆาฏิบาตรและจีวรอย่างนี้ เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่าเมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์ มีแต่จะตักเตือนสั่งสอนผู้อื่น ก็ภิกษุเหล่านี้ คราวลูกคราวหลานของเรา สำคัญเราว่าควรตักเตือนสั่งสอน เธอโกรธเคืองแค้นใจบอกคืนสิกขาลาเพศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าภัยคือคลื่นนี้ เป็นชื่อแห่งความโกรธและความแค้นใจ นี้เรียกว่าภัยคือคลื่น “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา.... เธอบวชอย่างนั้นแล้ว เพื่อนสพรหมจารีตักเตือนสั่งสอนว่า สิ่งนี้เธอควรเคี้ยว สิ่งนี้ไม่ควรเคี้ยว สิ่งนี้ควรบริโภค สิ่งนี้ไม่ควรบริโภค สิ่งนี้ควรลิ้ม สิ่งนี้ไม่ควรลิ้ม สิ่งนี้ควรดื่ม สิ่งนี้ไม่ควรดื่ม ของเป็นกัปปิยะเธอควรเคี้ยว ของเป็นอกัปปิยะเธอไม่ควรเคี้ยว.... เธอควรเคี้ยวในกาล.... เธอไม่ควรเคี้ยวในวิกาล... เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์ ปรารถนาสิ่งใดก็เคี้ยวสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใดก็ไม่เคี้ยวสิ่งนั้น.... ย่อมเคี้ยวสิ่งเป็นกัปปิยะบ้าง สิ่งเป็นอกัปปิยะบ้าง... ย่อมเคี้ยวในกาลบ้าง ในวิกาลบ้าง.... คฤหบดีผู้มีศรัทธา ย่อมถวายของควรเคี้ยวหรือของควรบริโภค แม้ใด อันประณีตในกลางวัน ในเวลาวิกาลแก่เราทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้ ย่อมกระทำเสมือนหนึ่งปิดปากแม้ในของเหล่านั้น เธอโกรธเคืองแค้นใจ บอกคืนสิกขาลาเพศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าภัยคือจระเข้นี้แล เป็นชื่อแห่งความเป็นผู้เห็นแก่ท้องนี้เรียกว่าภัยคือจระเข้ “.....กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา.... เธอบวชแล้วอย่างนี้ เวลาเช้านุ่งห่มแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นคฤหบดี ในบ้านหรือนิคมนั้น เพียบพร้อมบำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ เธอคิดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นคฤหัสถ์ เพียบพร้อมบำเรอตนอยู่ด้วยกามคุณ ๕ ก็บริโภคสมบัติในสกุลของเรามีอยู่พร้อม เราอาจเพื่อจะบริโภคโภคะทั้งหลายแลทำบุญได้ ถ้ากระไรเราพึงบอกคืนสิกขาลาเพศ แล้วบริโภคโภคะทั้งหลายและทำบุญเถิดเธอย่อมบอกคืนสิกขาลาเพศ ภิกษุนี้เรียกว่ากลัวต่อภัยคือน้ำวน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าภัยคือน้ำวนนี้ เป็นชื่อของกามคุณ ๕ นี้เรียกภัยคือน้ำวน “.....กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา.... เธอบวชแล้วอย่างนี้ เวลาเช้านุ่งห่มแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม ไม่รักษากาย วาจา ใจ ไม่ตั้งสติ ไม่สำรวมอินทรีย์ เธอเห็นมาตุคาม (หญิง) ในบ้านหรือนิคมนั้น นุ่งไม่เรียบร้อย หรือห่มไม่เรียบร้อย ราคะย่อมรบกวนจิตของเธอ เพราะเห็นมาตุคามนุ่งห่มไม่เรียบร้อย เธอมีจิต อันราคะรบกวน ย่อมบอกคืนสิกขาลาเพศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่าภัยคือปลาฉลามนี้เป็นชื่อของมาตุคาม นี้เรียกว่าภัยคือปลาฉลาม “ภัย ๔ ประการนี้แล กุลบุตรบางคนในโลกนี้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วย ศรัทธา ในธรรมวินัยนี้จะพึงหวังได้”

ภยสูตร ที่ ๒ จ. อํ. (๑๒๒) ตบ. ๒๑ : ๑๖๔ ตท. ๒๑ : ๑๔๕-๑๔๘ ตอ. G.S. II : ๑๒๗-๑๒๙

ทำไมพระจึงลาสิกขา

ภิกษุผู้ปฏิบัติทางจิตใจอย่างแรงกล้า จนได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน และเจโตสมาธิแล้ว จะมีทางสละเพศสึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ได้หรือไม่ ?

“......ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นดุจสงบเสงี่ยม.... อ่อนน้อม... สงบเรียบร้อย ตลอดเวลาที่อาศัยพระศาสนาหรือเพื่อพรหมจรรย์ผู้อยู่ในฐานะเป็นครูรูปใดรูปหนึ่งอยู่ แต่ว่าเมื่อใดเขาหลีกออกไปจากพรศาสนา หลีกออกไปจากเพื่อพรหมจรรย์... เมื่อนั้นเขาย่อมคลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชามหาอำมาตย์ของะรพราคา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกเดียรถีย์อยู่ เมื่อเขาคลุกคลีอยู่ด้วยหมู่ ปล่อยจิตไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบคุย ราคะย่อมรบกวนจิตเขา เขามีจิตถูกราคะรบกวน ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนโคที่เคยกินข้าวกล้า ถูกเขาผูกไว้ด้วยเชือกหรือขังไว้ในคอก ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่าโค.... ตัวนี้จักไม่ลงกินข้าวกล้าอีก “อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ สงัดจากกามสงัดจากอกุศลกรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เขากล่าวว่า เราได้ปฐมฌาน (แต่) คลุกคลีด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ปล่อยจิตไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบคุย ราคะย่อมรบกวนจิตเขา ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนฝนเม็ดใหญ่ตกลงที่ทางใหญ่ ๔ แพร่ง พึงยังฝุ่นให้หายไป ปรากฏเป็นทางลื่น ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่าฝุ่นจักไม่ปรากฏที่ทางใหญ่ ๔ แพร่งโน้นอีก? “อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุทุติฌาน.... เขาย่อมกล่าวว่า เราได้ทุติยฌาน (แต่) คลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนฝนเม็ดใหญ่ตกลงที่สระใหญ่ใกล้บ้านหรือนิคมพึงยังทั้งหอยกาบและหอยโข่ง ทั้งก้อนกรวด และกระเบื้องให้หายไป ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้หอยกาบหอยโข่ง ก้อนกรวดแลกระเบื้อง จักไม่ปรากฏในสระโน้นอีก ? “อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุตติยฌาน... เขากล่าวว่า เราได้ตติยฌาน (แต่) คลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนอาหารค้างคืน ไม่พึงชอบใจแก่บุรุษผู้บริโภคอาหารประณีต ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่าอาหารจักไม่เป็นที่ชอบใจแก่บุรุษชื่อโน้นอีก ? “อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต... เขากล่าวว่า เราได้เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต (แต่) คลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ เปรียบเหมือนพระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชามีจตุรงค์เสนาเดินทางไกลไปพักแรมคืนอยู่ที่ป่าทึบแหงหนึ่ง... เสียงจักจั่นเรไรพึงหายไปเพราะเสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียพลเดินเท้า เสียงกึกก้องแห่งกรอง บัณเฑาะว์ สังข์และพิณ เรา ผู้ใดพึงกล่าว บัดนี้ ที่ป่าทึบแห่งโน้น เสียงจักจั่นเรไร จักไม่มีปรากฏอีก?ฯ”

จิตตหัตถิสารีปุตตสูตร ฉ. อํ. (๓๓๑) ตบ. ๒๒ : ๔๔๐-๔๔๔ ตท. ๒๒ : ๔๐๓-๔๐๗ ตอ. G.S. III : ๒๘๐-๒๘๒

ทำไมพระสาวกจึงเคารพพระศาสดา

เพราะเหตุไร บรรดาพระสาวกของพระพุทธเจ้า จึงมีความเคารพยำเกรงในพระพุทธองค์อย่างสูง นับว่าขณะที่พระองค์กำลังทรงแสดงธรรม ภิกษุแม้รูปเดียวจะไอหรือจามก็ไม่กล้า ?

“ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเราแล้ว พึ่งเราอยู่ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีอาหารน้อย และทรงสรรเสริญความเป็นผู้มีอาหารน้อย อุทายี แต่สาวกทั้งหลายของเรามีอาหารเพียงเท่าโกสะ (จุในผลกระเบา) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งโกสะ ก็มีเพียงเท่าเวลุวะ (จะในผลมะตูม) หนึ่งก็มี เพียงกึ่งเวลุวะก็มี ส่วนเราและ บางครั้งบริโภคอาหารเสมอขอบปากบาตรนี้ก็มี ยิ่งกว่าก็มี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงมีอาหารน้อย... บรรดาสาวกของเราผู้มีอาหารเพียงเท่าโกสะหนึ่งบ้าง..... เพียงกึ่งเวลุวะบ้าง ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ อุทายี แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุล ทรงจีวรเศร้าหมอง เธอเหล่านั้นเลือกเก็บเอาผ้าเก่าแต่ป่าช้าบ้าง แต่กองหยากเยื่อบ้าง แต่ที่เขาทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ บ้าง มาทำเป็นสังฆาฎิ ส่วนเราแล บางคราวก็ใช้คหบดีจีวรที่เนื้อแน่น....... ถ้าสาวก ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยจีวรตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ทรงผ้าบังสุกุล..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้.... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร คือเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร....... เธอเหล่านั้น เมื่อเข้าไปถึงละแวกบ้านแล้ว ถึงใครจะนิมนต์ด้วยอาสนะก็ไม่ยินดีมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็ฉันในที่นิมนต์ แต่ล้วนเป็นข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่เขาเก็บเมล็ดดำออกแล้ว มีแกงกับหลายอย่าง ถ้าสาวก ทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพ...เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยบิณฑบาตตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือบิณฑบาตเป็นวัตร.......ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร ถืออยู่กลางแจ้งเป็นวัตร เธอเหล่านั้น ไม่เข้าสู่ที่มุงตลอดแปดเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งอยู่ในเรือนยอดที่ฉาบทาทั้งข้างในข้างนอก ลมเข้าไม่ได้ มีลิ่มชิดสนิท มีหน้าต่างเปิดปิดได้ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา เพราะเข้าใจว่า พระสมณโคดมทรงสันโดษด้วยเสนาสนะตามมีตามได้ บรรดาสาวกของเราที่ถือโคนต้นไม้เป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา “ ดูก่อนอุทายี ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงเคารพ สักการะ.......เรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... แต่สาวกทั้งหลาย ของเราเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือเสนาสนะอันสงัด ถือป่าชัฏอยู่ เธอเหล่านั้นย่อมมาประชุมในท่ามกลางสงฆ์ เฉพาะเวลาสวดปฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนมีอยู่ ส่วนเราแล บางครั้งก็อยู่เกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ถ้าสาวกทั้งหลายจะพึงสักการะเคารพเรา ด้วยเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้สงัดและทรงสรรเสริญความเป็นผู้สงัด...... บรรดาสาวกของเราที่ถืออยู่ป่าเป็นวัตร..... ก็จะไม่เคารพสักการะ... เรา “ ดูก่อนอุทายี มีธรรม ๕ ประการอย่างอื่นอันเป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะเคารพเรา ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน? “ ดูก่อนอุทายี สาวกทั้งหลายของเราในธรรมวินัยนี้ ย่อมสรรเสริญในพระอธิศีลว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มีศีล ประกอบด้วยศีลขันธ์อย่างยิ่ง........ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะความรู้ความเห็นที่แท้จริงว่า พระสมณโคดมเมื่อทรงรู้เองก็ตรัสว่ารู้ เมื่อทรงเห็นเองก็ตรัสว่าเห็น ทรงแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง มิใช่ทรงแสดงธรรมเพื่อความไม่รู้ยิ่ง ทรงแสดงธรรมมีเหตุ มิใช่ทรงแสดงไม่มีเหตุ ทรงแสดงธรรมมีความอัศจรรย์ มิใช่ทรงแสดงไม่มีความอัศจรรย์...... “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ย่อมสรรเสริญในเพราะปัญญาอันยิ่งว่า พระสมณโคดมทรงมีพระปัญญา ทรงประกอบด้วยปัญญาขันธ์อย่างยิ่ง.... “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง สาวกทั้งหลายของเรา ผู้อันทุกข์ท่วมท้นแล้ว..... เธอเหล่านั้นเข้ามาหาเราแล้วถามถึงทุกขอริยสัจ...... ถามถึงทุกขสมุทัยอริยสัจ........ ทุกขนิโรธอริยสัจ.......... ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ..... เราอันเธอเหล่านั้นถาม...... ก็พยากรณ์ให้ยังจิตของเธอให้ยินดีด้วยการพยากรณ์ปัญหา “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสติปัฏฐานสี่......... “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญสัมมัปปธานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอิทธิบาทสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอินทรีย์ห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญพละห้า....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญโพชฌงค์เจ็ด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญวิโมกข์แปด....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญอภิภายตนะแปดประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญกสิณายตนะสิบประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเจริญฌานสี่....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายของเรานี้แลมีรูปประกอบด้วยมหาภูตสี่ เกิดแต่บิดามารดา...... มีอันทำลายและกระจัดกระจายเป็นธรรมดา และวิญญาณของเรานี้ก็อาศัยอยู่ในกายนี้ เนื่องอยู่ในกายนี้.... เปรียบเหมือนแก้วไพฑูรย์อันงาม...... มีด้ายเขียวเหลืองแดงขาวหรือนวล ร้อยอยู่ในนั้น..... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญา ...... “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปเกิดแต่ใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบถ้วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง..... เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง ...... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้บรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี อีกประการหนึ่ง เราได้บอกปฏิปทาแก่สาวกทั้งหลายแล้วสาวกทั้งหลายของเราปฏิบัติตามแล้ว ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด คือเสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์....... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ..... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก....... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ..... ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ....... สาวกของเราเป็นอันมาก จึงได้บรรลุบารมีอันเป็นที่สุดแห่งอภิญญาอยู่ “ ดูก่อนอุทายี ธรรมห้าประการนี้แล เป็นเหตุให้สาวกทั้งหลายของเราสักการะ เคารพ นับถือ บูชาแล้วพึ่งเราอยู่”

มหาสกุลุทายิสูตร ม. ม. (๓๒๕-๓๕๔) ตบ. ๑๓ : ๓๑๘-๓๔๐ ตท.๑๓ : ๒๖๘-๒๘๖ ตอ. MLS. II : ๒๐๘-๒๒๒

ทำไมพระหนุ่มบางองค์จึงบวชได้นาน

พระเจ้าอุเทนแห่งนครโกสัมพี ตรัสถามพระปิณโฑละภารทวาชะ ว่า เพราะเหตุไร พระภิกษุที่ยังหนุ่มแน่น ยังไม่หมดความระเริงในกามทั้งหลาย จึงสามารถบวชประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้นาน หรือจนตลอดชีวิต ?

“ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงถือว่าเป็นมารดา ในสตรีปูนมารดา จงถือว่าเป็นพี่สาว-น้องสาว ในสตรีปูนพี่สาวน้องสาว จงถือว่าเป็นธิดา ในสตรีปูนธิดา.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (ถ้ายังไม่ได้ผล) เธอทั้งหลายจงพิจารณากายนี้แล เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องล่างตังแต่ปลายผมลงมา อันมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้แล คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ดับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร ดังนี้...... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (ถ้าทำอย่างนั้นแล้วยังไม่ได้ผล) เธอทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จงรักษาจักขุนทรีย์..... จงรักษาโสตินทรีย์.... จงรักษาฆานินทรีย์... จงรักษาชิวหินทรีย์...จงรักษากายินทรีย์... จงรักษามนินทรีย์.... อย่าเอาใจใส่ต่อเครื่องหมายใหญ่ อย่าเอาใจใส่ต่อรายละเอียดปลีกย่อย....”

ภารทวาชสูตร สฬา. สํ. (๑๙๗-๑๙๘) ตบ. ๑๘ : - ตท. ๑๘ : ๑๒๕-๑๒๘ ตอ. K.S. ๔ : ๑๓๙-๑๔๒

ทำไมสตรีจึงไม่ควรบวช

พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีบวชเป็นภิกษุณีก็จริงแต่ทรงบัญญัติข้อปฏิบัต ิอันยิ่งยวดไว้ให้ภิกษุณีปฏิบัติ จนในที่สุดก็ปรากฏว่าภิกษุณีได้หายสาบสูญไปจากวงการพระพุทธศาสนา อันเป็นเหตุผลแสดงว่าพระพุทธองค์ไม่ประสงค์จะให้สตรีได้บวชในพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงมีเหตุผลอย่างไรจึงไม่ประสงค์ให้สตรีบวช?

“.....ดูก่อนอานนท์ หากมาตุคาม (สตรี) จักไม่ได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์ก็ยังจะตั้งอยู่ได้นาน สัทธรรมพึงดำรงอยู่ได้ ๑,๐๐๐ ปี แต่เพราะมาตุคามออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว พรหมจรรย์จะไม่ตั้งอยู่นาน ทั้งสัทธรรมก็จักดำรงอยู่เพียง ๕๐๐ ปี “.....ดูก่อนอานนท์ ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่มีหญิงมากชายน้อย ตระกูลนั้นถูกพวกโจรกำจัดง่าย แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น จักไม่ตั้งอยู่นานฉันนั้นเหมือนกัน อนึ่ง ขยอกลงในนาข้าวที่สมบูรณ์ นาข้าวนั้นย่อมตั้งอยู่นาน เพลี้ยลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ ไร่อ้อยนั้นย่อมตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด มาตุคามได้ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้น ย่อมไม่ตั้งอยู่นาน ฉันนั้นเหมือนกัน “อนึ่ง บุรุษกั้นคันสระใหญ่ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้น้ำไหลออกแม้ฉันใด เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการ ไม่ให้ภิกษุณีก้าวล่วงตลอดชีวิตเสียก่อน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ”

โคตมีสูตร อ. อํ. (๑๔๑) ตบ. ๒๓ : ๒๘๖-๒๘๗ ตท. ๒๓ : ๒๕๔ G.S. IV : ๑๘๕

ทำไมอาสวะจึงไม่สิ้น

การบรรลุมรรคผล หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง รู้สึกว่าเป็นกิจที่ทำได้ยากมาก เพราะเหตุไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ข้อนั้นเพราะเหตุไร จะพึงกล่าวได้ว่าเพราะไม่ได้เจริญ เพราะไม่ได้เจริญอะไร เพราะไม่ได้เจริญ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ “เปรียบเหมือนแม่ไก่ มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้น แม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ดี แม่ไก่นั้นแม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูกของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปาก เจาะกระเปาะไข่ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นไม่สามารถจะใช้ปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปากเจาะกระเปาะไข่ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะแม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอฟักไม่ดีฉะนั้น....”

ภาวนาสูตร ส. อํ. (๖๘) ตบ. ๒๓ : ๑๒๖-๑๒๗ ตท. ๒๓ : ๑๑๓-๑๑๔ ตอ. G.S. IV : ๘๒-๘๓

ทำไมไม่สวยแต่รวยและสูงศักดิ์

ทำไมสตรีบางคนเกิดมาจึงมีรูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ แต่มีทรัพย์สมบัติมากและมีศักดิ์สูง ?

“.....ดูก่อนพระนางมัลลิกา....มาตุคาม (สตรี) บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากไปด้วยความแค้นใจ ถูกว่าแม้เล็กน้อยก็ขัดเคือง ฉุนเฉียว กระฟัดกระเฟียด.... แต่เขาเป็นผู้ให้ทานคือข้าว น้ำ ยวดยาน แก่สมณะหรือพราหมณ์ และเป็นผู้มีใจไม่ริษยาในลาภ สักการะ..... ของผู้อื่น ไม่กีดกันตัดรอน.... ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตตภาพนั้นมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม รูปชั่ว ไม่น่าดู แต่เป็นคนมั่งมีทรัพย์มาก มีโภคทรัพย์สมบัติและสูงศักดิ์”

มหาวรรค จ. อํ. (๑๙๗)

ทิฐิเกี่ยวกับอัตตา และอนัตตา

ทิฐิเกี่ยวกับอัตตา และอนัตตา?

“...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย .... เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญขึ้น..... ปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า ...ต่อจากหน้า 005 “เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ ทิฐิอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาทิฐิ ๖ ย่อมเกิดขึ้น ... แก่ปุถุชนนั้นว่า (๑) อัตตาของเรามีอยู่หรือว่า (๒) อัตตาของเราไม่มี (๓) เราย่อมรู้อัตตาด้วยอัตตา หรือว่า (๔) เราย่อมรู้อนัตตาด้วยอัตตา หรือว่า (๕) เราย่อมรู้อัตตาด้วยอนัตตา ..... (๖) อัตตาของเรานี้ได้เป็นผู้เสวย (ในอดีต) ย่อมเสวย (ในปัจจุบัน) วิบากของกรรมทั้งดีทั้งชั่วในอารมณ์นั้นๆ ก็ตนของเรานี้นั้นเป็นของเที่ยง ยั่งยืนติดต่อ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาจักตั้งอยู่อย่างนั้น เสมอด้วยสิ่งยั่งยืนแท้ ข้อนี้เรากล่าวว่าทิฐิ ชัฏคือทิฐิ ทางกันดารคือทิฐิ เสี้ยนหนามคือทิฐิ ความดิ้นรนคือทิฐิ สิ่งที่ประกอบสัตว์ไว้ คือทิฐิ.... เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ผู้ประกอบด้วย ทิฐิ สังโยชน์ ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมพ้นจากทุกข์ ...มีต่อหน้า 007

ทิพยจักษุมีได้จริง

ตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระปัญจวัคคีย์ทั้งห้าได้ทอดทิ้งพระสมณ ศากย มุนี หนีไปก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นระยะทางไกลมาก พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่า พระปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และเสด็จไปโปรดถูกที่?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... เราจึงคิดว่า เราจะแสดงธรรม เป็น ครั้ง แรก แก่ ใคร หนอ ใครจักทราบชัดธรรมนี้ได้โดยเร็ว เราจึงคิดว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้อุปัฎฐากเราผู้กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ เป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากนัก ถ้าไฉน เราพึงแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่พวกเธอ เราจึงคิดว่า บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ เราก็รู้ได้ว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีด้วยทิพยจักษุที่บริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ครั้นเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาพอสมควรแล้ว จึงได้ออกจาริกไปเมืองพาราณสี... ฯ

ปาสราสิสูตร มู. ม. (๓๒๔) ตบ. ๑๒ : ๓๒๘ ตท.๑๒ : ๒๖๙ ตอ. MLS. I : ๒๑๔.

ที่พึ่งของชาวพุทธ

อะไรคือที่พึ่งอันแท้จริงของชาวพุทธ และจะพึ่งได้อย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอจะมีจนเป็นที่พึ่ง.... มีธรรมเป็นที่พึ่ง....จะต้องพิจารณาโดยรอบคอบว่า ความโศก ความคร่ำครวญ ความระทม ความแค้นใจ ความแห่งใจ มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ย่อมพิจารณาเห็น รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ว่าเป็นต้น เห็นตนว่ามีรูป (เป็นต้น) เห็นรูป (เป็นต้น) ในตน ย่อมเห็นตนในรูป (เป็นต้น) รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั้นของเขาย่อมแปรไป.....ความโศก ความคร่ำครวญ ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุรู้ว่า รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ไม่เที่ยง แปรปรวนไป.... ดับไป เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบดังนี้ว่ารูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ในกาลก่อนและในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวน เป็นธรรมดาดังนี้ ย่อมละความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ได้ เพราะละความโศกได้จึงไม่เดือดร้อน เพราะไม่เดือดร้อนจึงอยู่เป็นสุข ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า เป็นผู้ดับเย็นแล้วอย่างครบถ้วน”

อัตตทีปสูตร ขันธ. สํ. (๘๗-๘๘) ตบ. ๑๗ : ๕๓-๕๔ ตท. ๑๗ : ๔๖-๔๗ ตอ. K.S. ๓ : ๓๗-๓๘

ทุกข์ดับที่ไหน

ทุกข์ย่อมเกิดจากตาเห็นรูปเป็นต้นแล้วเกิด จักขุ วิญญาณ และผัสสะ เวทนา ตัณหา โดยลำดับ ถ้าจะดับทุกข์จะดับที่ไหน ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งทุกข์เป็นไฉน เพราะอาศัยจักขุเป็นวิญญาณ.... เพราะอาศัยหูและเสียง จึงเกิดโสตวิญญาณ.... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น จึงเกิดฆานวิญญาณ.... .... เพราะอาศัยลิ้นและรส จึงเกิดชิวหาวิญญาณ........ เพราะอาศัยกาย และโผฏฐัพพะ จึงเกิดกายวิญญาณ........ เพราะอาศัยใจและธรรมจึงเกิดมโนวิญญาณ.... จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ (คือจักษุ+รูป+จักขุวิญญาณ) เป็นผัสสะ เพราะพาผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับ เพราะสำรอกโดยเหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราภพดับชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.... ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์....

ทุขนิโรธสูตร นิ. สํ. (๑๖๓) ตบ. ๑๖ : ๘๗ ตท. ๑๖ : ๗๙-_Q ตอ. K.S. II : ๕๐

ทุกข์ทั้งนั้น

(มารเป็นผู้ถาม) สัตว์นี้ใครเป็นผู้สร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์บังเกิดในที่ไหน สัตว์ดับไปในที่ไหน?

“ดูก่อนมาร เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ เหมือนอย่างว่าเพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมีฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมีฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ”

วชิราสูตรที่ ๑๐ ส. สํ. (๕๕๔) ตบ. ๑๕ : ๑๙๘-๑๙๙ ตท. ๑๕ : ๑๙๐ ตอ. K.S. I : ๑๗๐

ทุกข์พิเศษของสตรี

สตรีมีความทุกข์พิเศษเฉพาะเพศ ๕ ประการคืออะไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามมีความทุกข์พิเศษ ที่ตนจะต้องเสวยนอกเหนือไปจากบุรุษ ๕ ประการ “มาตุคามในโลกนี้ เมื่อยังสาวย่อมไปสู่สกุลผัว โดยปราศจากเหล่าญาติ ๑.... “มาตุคามต้องมีระดู นี้เป็นทุกข์พิเศษข้อที่ ๒ “มาตุคามต้องมีครรภ์ นี้เป็นทุกข์พิเศษข้อที่ ๓ “มาตุคามต้องคลอดบุตร นี้เป็นทุกข์พิเศษข้อที่ ๔ “มาตุคามต้องบำเรอบุรุษ นี้เป็นทุกข์พิเศษข้อที่ ๕”

อาเวณิกสูตร สฬา. สํ. (๔๖๒-๔๖๖) ตบ. ๑๘ : ๒๙๗ ตท. ๑๘ : ๒๗๔ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖๒-๑๖๓

ทุกข์เกิดจากยึดถือขันธ์ ๕ เป็นต้น

ความยึดถือขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ก่อให้เกิดทุกข์อย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ในโลกนี้มิได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ย่อมเห็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ว่าเป็นตน ย่อมเห็นตนมีรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ย่อมเห็นรูป (เป็นต้น) ในตน ย่อมเห็นตนในรูป (เป็นต้น) รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณของเขานั้นย่อมแปรปรวนไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป เพราะเหตุที่รูป (เป็นต้น) ของเขาแปรปรวนและเป็นอย่างอื่นไป วิญญาณ(จิต) ของเขาจึงพลอยผันแปรไปตามความผันแปรแห่งรูป (เป็นต้นนั้น) ความสะดุ้งและความทุกข์อันเกิดแต่ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปรแห่งรูป (เป็นต้น) ย่อมเข้าครอบงำจิตของปุถุชนนั้น เพราะจิตถูกครอบงำ ปุถุชนนั้นย่อมมีความหวาดเสียว มีความลำบากใจ มีความห่วงใย และความสะดุ้งอยู่ เพราะความถือมั่น... ความสะดุ้งและความถือมั่นย่อมมีอย่างนี้แล....”

อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๑ ขันธ. สํ. (๓๑-๓๓) ตบ. ๑๗ : ๒๐-๒๒ ตท. ๑๗ : ๑๗-๑๙ ตอ. K.S. ๓ : ๑๖-๑๘

ทุกข์เกิดจากอายตนะภายนอก

ทุกข์เกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ได้อย่างไร ?

“ดูก่อนมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้ด้วยจักษุ เสียงที่จะพึงรู้ด้วยหู ....กลิ่นที่จะพึงรู้ด้วยจมูก.. รสที่จะพึงรู้ด้วยลิ้น... โผฏฐัพพะที่จะถึงรู้ด้วยกาย... ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญ หมกมุ่น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์นั้นอยู่.... ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เพราะความเพลิดเพลิน จึงเกิดทุกข์ “ดูก่อนมิคชาละ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่หมกมุ่นรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์นั้นอยู่.... ความเพลิดเพลินย่อมดับ ทุกข์จึงดับ

มิคชาลสูตร ที่ ๒ สฬา. สํ. (๖๘-๖๙) ตบ. ๑๘ : ๔๕-๔๖ ตท. ๑๘ : ๓๖-๓๗ ตอ. K.S. ๔ : ๑๘-๑๙

ทุกข์เพราะความมี

(เทวดากล่าวเป็นเชิงแสดงทรรศนะของตน) คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย คนมีโค ย่อมยินดีเพราโคทั้งหลายเหมือนกันฉันนั้น เพราะอุปธิ (อรรถกถาว่า หมายถึง ขันธ์ กาม กิเลส กรรม) เป็นความดีของตน บุคคลนั้นไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มีความยินดีเลย?

“บุคคลผู้มีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลายบุคคลมีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉันนั้น เพราะอุปธิเป็นความเศร้าโศกของคน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย”

นันทิสูตรที่ ๑ นันทวรรคที่ ๒ ส.สํ. (๒๖-๒๗) ตบ. ๑๕ : ๙ ตท. ๑๕ : ๘-๙ ตอ. K.S. I : ๑๐

ทุกข์ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ทุกข์ทั้งหลายมี ชาติ ชรา มรณะ เป็นต้น ใครเป็นเจ้าของ ? เราจะกล่าวว่าทุกข์เป็นของเรา? เราจะกล่าวว่าทุกข์เป็นของเราดังนี้จะได้หรือไม่ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวว่า ชรา มรณะเป็นไฉน และชรามรณะนี้เป็นของใคร หรือพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นอย่างอื่น และชรามรณะนี้เป็นของผู้อื่น คำทั้งสองของผู้นั้นมีเนื้อความอย่างเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะเท่านั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีทิฐิว่า ชีพก็อันนั้น ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี หรือเมื่อมีทิฐิว่าชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง ความอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมไม่มี ดูก่อนภิกษุ ตถาคตย่อมแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสองนั้น ดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะฯ”

อวิชชาปัจจยสูตร นิ. สํ. (๑๒๙) ตบ. ๑๖ : ๗๒-๗๓ ตท. ๑๖ : ๖๕-๖๖ ตอ. K.S. II : ๔๓-๔๔

ธรรม 3 ประการ

ธรรม 3 ประการ เป็นไปเพื่อเบียดเบียน ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียน ?

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ เป็นไปทั้งเพื่อเบียดเบียนตนเอง เป็นไปทั้งเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เป็นไปทั้งเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่นทั้งสองฝ่าย ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล เป็นไปทั้งเพื่อเบียดเบียนตนเอง เป็นไปทั้ง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เป็นไปทั้งเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่เป็นไป เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่นทั้งสองฝ่ายธรรม ๓ ประการ เป็นไฉน คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แล ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่เป็น ไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่นทั้งสองฝ่าย ฯ"

อัตตสูตร ติก. อํ. (๔๕๖) ตบ. ๒๐ : ๑๔๔ ตท. ๒๐ : ๑๓๐ ตอ. G.S. ๑ : ๙๙

ธรรมคุ้มครองโลก

ธรรม ๒ ประการ คือ หิริและโอตตัปปะช่วยผู้ครองโลกอย่างไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมฝ่ายขาว ๒อย่าง นี้ย่อมคุ้มครองโลก คือ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ เข้าธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ไม่พึงคุ้มครองโลก การนับถือกันว่ามารดา น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ ภรรยาของครูไม่พึงปรากฏในโลกนี้ โลกจักถึงความสำส่อนเหมือนพวกแพะ แกะ ไก่ หมู สุนัขบ้าน และสุนัขจิ้งจอก.... แต่เพราะธรรมฝ่ายขาว ๒ อย่างนี้ยังคุ้มครองโลกอยู่ ฉะนั้นการนับถือกันว่า มารดา น้า ป้า ภรรยาของอาจารย์ ภรรยาของครู จึงมีปรากฏอยู่ในโลก....”

ป. ทุก. อํ. (๒๕๕) ตบ. ๒๐ : ๖๕-๖๖ ตท. ๒๐ : ๕๙-๖๐ ตอ. G.S. ๑ : ๔๖

ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น

มีบางคนกล่าวว่า หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ “ธรรมทั้งปวงที่ไม่ควรยึดมั่น” ดังนี้ พระพุทธองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร?

“.....ดูก่อนจอมเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ถ้าข้อนั้นภิกษุได้สดับแล้ว ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ครั้นทราบชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี เธอย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความหน่าย พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมสะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนจอมเทพ กล่าวโดย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้ว ในธรรมเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา มีความสำเร็จอันยิ่งยวด ถึงที่สุดอันยิ่งยวด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ ”

จูฬตัณหาสังขยสูตร มู. ม. (๔๓๙) ตบ. ๑๒ : ๔๗๐-๔๗๑ ตท.๑๒ : ๓๘๒-๓๘๓ ตอ. MLS. I : ๓๑๐-๓๑๑

ธรรมที่ควรมนสิการคืออริยสัจจ์ ๔

ธรรมที่ควรมนสิการคืออริยสัจจ์ ๔

“ …. อริยสาวกนั้นย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้เรากล่าวว่าจะพึงละได้เพราะการเห็น”

ธรรมที่ควรรู้และทำให้แจ้งและทำให้เจริญ

ธรรมอะไรที่ควรกำหนดรู้ และกระทำให้แจ้งและทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งคืออะไร ? คือธรรมที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ คือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน คือ รูป.... เวทนา.... สัญญา.... สังขาร.... วิญญาณ.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรละด้วยปัญญายิ่งคืออะไร ? คืออวิชชาและภวตัณหา.... “....ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งคืออะไร? คือ วิชชาและวิมุติ “....ก็ธรรมที่ควรทำให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งคืออะไร? คือ สมถะและวิปัสสนา “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อเจริญ.... เพิ่มพูนอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงละธรรมที่ควรละ จึงทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง... จึงเจริญธรรมที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง....”

อาคันตุกาคารสูตร มหา. สํ. (๒๙๐-๒๙๕) ตบ. ๑๙ : ๗๗-๗๙ ตท. ๑๙ : ๘๓-๘๔ ตอ. K.S. ๕ : ๔๑-๔๒

ธรรมที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม

ธรรมอะไรเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาเสื่อม?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ เพื่อความอันตรธานแห่งสัทธรรม เหมือนความประมาท...เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน...เหมือนความเป็นผู้มักมาก... เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ...เหมือนการพิจารณาโดยไม่รอบคอบ...เหมือนความไม่รู้ตัว.... เหมือนความมีมิตรชั่ว...เหมือนการประกอบอกุศลเนืองๆ....การไม่ประกอบกุศลธรรม....”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๑๑๕-๑๓๐) ตบ. ๒๐ : ๒๓-๒๕ ตท. ๒๐ : ๑๙-๒๒ ตอ. G.S. ๑ : ๑๒

ธรรมที่ทำให้เกิดในพรหมโลก

คนเจริญธรรมอะไร ตายแล้วจึงไปเกิดในพรหมโลก?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในอดีตกาลนานมาแล้ว ข้าพระองค์ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระสัมมาสัมพุทธจ้าถามว่า กัสสปะ แม้ในเวลานั้นคนทั้งหลายรู้จักข้าพระองค์ว่า สหกะภิกษุเพราะเหตุที่อินทรีย์ ๕ เหล่านี้อันข้าพระองค์เจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ข้าพระองค์จึงคลายกามฉันทะในกามทั้งหลายเสียได้ เมื่อตายไปได้เข้าถึงสุคติพรหมโลก แม้ในพรหมโลกนั้น พรหมทั้งหลายก็รู้จักข้าพระองค์ว่า สหัมบดีพรหม สหัมบดีพรหม....”

พรหมสูตร มหา. สํ. (๑๐๕๐ ) ตบ. ๑๙ : ๓๐๘ ตท. ๑๙ : ๒๘๙-๒๙๐ ตอ. K.S. ๕ : ๒๐๘

ธรรมที่ภิกษุควรรู้ กำจัด และ ละ

มีธรรมอะไรบ้างที่ภิกษุควรกำหนดรู้ ควรกำจัดและควรละ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุควรเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อรู้รอบ เพื่อความสิ้นไปเพื่อการละ ความถือตัว ๓ อย่าง คือ ถือ เราประเสริฐกว่าเขา๑ เราเสมอเขา๑ เราเลวกว่าเขา๑ “เพื่อละอาสวะ ๓ อย่าง คือ กามาสวะ ๑ ภวาสวะ / อวิชชาสวะ ๑..... “เพื่อละภพทั้ง ๓ คือ กามภพ ๑ รูปภพ ๑ อรูปภพ ๑.... “เพื่อละทุกข์ ๓ ประการ คือ ความทุกข์เกิดจากความสบายกาย ๑ ความทุกข์เกิดจากสังขาร ๑ ความทุกข์เกิดจากความแปรปรวน ๑.... “เพื่อละเสาเขื่อน ๓ อย่าง คือ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑..... “เพื่อละเวทนา ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑.... “เพื่อละตัณหา คือ กามตัณหา ๑ ภาวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑.....”

วิธาสูตร ในเอสนาวรรคที่ ๑๒ มหา. สํ. (๓๑๓-๓๓๒) ตบ. ๑๙ : ๘๔-๘๗ ตท. ๑๙ : ๘๙-๙๗ ตอ. K.S. ๕ : ๔๔-๔๗

ธรรมที่มีคุณและโทษอันยิ่งใหญ่

ธรรมอะไรมีโทษอันยิ่งใหญ่ และธรรมอะไรมีคุณอันยิ่งใหญ่ ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่เป็นไปเพื่อความเสียหายใหญ่ เหมือนความประมาท...เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน...เหมือนความเป็นผู้มักมาก... เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ...เหมือนการพิจารณาโดยไม่รอบคอบ...เหมือนความไม่รู้ตัว.... เหมือนความมีมิตรชั่ว...เหมือนการประกอบอกุศลเนืองๆ.... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ เหมือนความไม่ประมาท...เหมือนความเป็นผู้ปรารภความเพียร...เหมือนความเป็นผู้มักน้อย... เหมือนความเป็นผู้สันโดษ...เหมือนการพิจารณาโดยรอบคอบ...เหมือนความรู้ตัว.... เหมือนความมีมิตรดี...เหมือนการประกอบกุศลเนืองๆ....”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๘๓-๙๘) ตบ. ๒๐ : ๑๘-๒๑ ตท. ๒๐ : ๑๕-๑๗ ตอ. G.S. ๑ : ๑๑

ธรรมที่ส่งเสริมกันและกัน

พระอานนท์ทูลถามว่า ธรรมอย่างหนึ่งทำให้ธรรม ๔ อย่างบริบูรณ์ ธรรม ๔ อย่างทำให้ ธรรม ๖ อย่างบริบูรณ์ ธรรม ๗ อย่าง ทำให้ธรรม ๒ อย่างบริบูรณ์ คืออะไร?

“ดูก่อนอานนท์ ธรรมอย่างหนึ่ง คือสมาธิ อันประกอบด้วยอานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ย่อมทำให้สติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ อันภิกษุเจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ย่อมทำอวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์”

อานันทสูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๑๓๘๑ ) ตบ. ๑๙ : ๔๑๗ ตท. ๑๙ : ๓๘๑-๓๘๒ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙๑-๒๙๒

ธรรมที่อาศัยของอินทรีย์

ทำอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญานั้น จะเห็นได้ในธรรมอะไรบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ คือสัทธา พึงเห็นได้ในองค์ ๔ แห่งโสดาบัน (คือเชื่อในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในอริยตักตศีล) อินทรีย์ คือวิริยะ พึงเห็นได้ในสัมมัปปธาน ๔ อินทรีย์ คือสติ พึงเห็นได้ในสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์คือสมาธิ พึงเห็นได้ฌาน ๔...”

ทัฏฐัพพสูตร มหา. สํ. (๘๕๓-๘๕๖) ตบ. ๑๙ : ๒๕๙-๒๖๐ ตท. ๑๙ : ๒๔๕ ตอ. K.S. ๕ : ๑๗๑-๑๗๒

ธรรมเครื่องปิดประตูอบาย

ธรรมอะไรที่สามารถปิดประตูอบายได้อย่างเด็ดขาด?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักพรรดิเสวยราชสมบัติเป็นอิสราธิบดีในทวีปทั้ง ๔ สวรรคตแล้ว ย่อมเข้าพึงสุคติโลกสวรรค์..ได้เป็นสหายของพวกเทพชั้นดาวดึงส์.... ท้าวเธอประกอบด้วยธรรม ๔ ประการก็จริง ถึงกระนั้น ท้าวเธอก็ยังไม่พ้นจากนรก จากกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน จากปิตติวิสัย จากอบาย ทุคติ วินิบาต “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวก แม้จะเลี้ยงอัตตภาพด้วยคำข้าวที่หามาได้ด้วยลำแข้ง นุ่งห่มผ้าที่เศร้าหมอง เธอประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ถึงกระนั้นเธอก็พ้นจากนรก จากกำเนิดดิรัจฉาน จากปิตติวิสัย จากอบายทุคติ วินิบาต ธรรม ๔ ประการคืออะไร อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า (๑) ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม (๑) ความเลื่อมใสอันไม่หวันไหวในพระสงฆ์ (๑) ประกอบด้วยศีลอันเป็นที่รักของพระอริยเจ้าไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างพร้อย เป็นไท วิญญูชนสรรเสริญ ไม่มัวหมอง นำไปสู่สมาธิ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย... การได้ทวีปทั้ง ๔ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของการได้ธรรม ๔ ประการ....”

ราชาสูตร มหา. สํ. (๑๔๑๑-๑๔๑๓ ) ตบ. ๑๙ : ๔๒๘-๔๒๙ ตท. ๑๙ : ๓๙๑-๓๙๒ ตอ. K.S. ๕ : ๒๙๖-๒๙๗

ธรรมเครื่องพึงกระแสพระนิพพาน

องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุถึงกระแสแห่งพระนิพพานคืออะไรบ้าง ?

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุกระแสแห่งพระนิพพาน คือ การคบสัตบุรุษ ๑ การฟังธรรม ๑ การพิจารณาอย่างรอบคอบ ๑ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑... อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล...ชื่อว่าธรรมเปรียบดังกระแส...ผู้ใดประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ผู้นี้เรียกว่าผู้ถึงกระแส...”

สารีปุตตสูตร มหา. สํ. (๑๔๒๘-๑๔๓๒ ) ตบ. ๑๙ : ๔๓๔-๔๓๕ ตท. ๑๙ : ๓๙๖ ตอ. K.S. ๕ : ๓๐๒

ธรรมเป็นเครื่องหมายพาลและบัณฑิต

ธรรมอะไรเป็นเครื่องหมายบอกว่าเป็นพาลหรือบัณฑิต?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมีกรรมเป็นเครื่องกำหนดบัณฑิตมีกรรมเป็นเครื่องกำหนดปัญญา ย่อมแสดงออกในความประพฤติของคน...บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการ พึงทราบว่า เป็นคนพาล ธรรม ๓ ประการคืออะไร กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑... บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ พึงทราบว่าเป็นบัณฑิต ธรรม ๓ ประการ คือ อะไร คือ กายสุจริต ๑ วจีสุจริต ๑ มโนสุจริต ๑....”

ลักขณสูตร ติก. อํ. (๔๔๑) ตบ. ๒๐ : ๑๒๘ ตท. ๒๐ : ๑๑๕ ตอ. G.S. ๑ : ๘๘

ธาตุ ๔ เปลี่ยนสภาพได้

ในทางวิทยาศาสตร์ คำว่าธาตุ (Element) หมายถึง ปรมาณูซึ่งมีจำนวนอิเล็กตรอนและโปรตอนจำกัด เช่น ธาตุไฮโครเจนมีอิเล็กตรอนและโปรตอนอย่างละหนึ่ง ถ้าเราเปลี่ยนให้มันมีอิเล็กตรอน ๒ และโปรตอน ๒ มันจะกลายเป็น ธาตุฮีเลียม (Helium) ไป ไม่ใช่ไฮโครเจนฉะนั้นธาตุในทางวิทยาศาสตร์ อาจจะเปลี่ยนเป็นธาตุอื่นๆ ได้ ธาตุในทางพระพุทธศาสนาเปลี่ยนได้หรือไม่ ?

“..... ดูก่อนอานนท์ มหาภูติ ๔ (หมายถึงธาตุใหญ่ทั้ง ๔) คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) พึงเป็นอย่างอื่นได้ แต่พระอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอย่างมั่นคงไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า... ในพระธรรม... ในพระสงฆ์ ไม่พึงเป็นอย่างอื่นไปได้เลย....”

สมาทปกสูตร ติ. อํ. (๕๑๕) ตบ. ๒๐ : ๒๘๖-๒๘๗ ตท. ๒๐ : ๒๕๑ ตอ. G.S. I : ๒๐๒-๒๐๓

นรกมีจริงหรือ

มีบางคนยืนยันว่า นรกสวรรค์ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ดังนี้ ข้อนี้เป็นความจริงเพียงใด?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแลประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก...... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์โทมนัสที่บุรุษถูกแทงด้วยหอกสามร้อยเล่มเป็นเหตุ กำลังเสวยอยู่นั้นเปรียบเทียบทุกข์ของนรก ยังไม่ถึงแม้ความคณนา ยังไม่ถึงแม้ส่วนแห่งเสี้ยว ยังไม่ถึงแม้การเทียบกันได้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านายนิรยบาลจะให้คนพาลนั้นกระทำเหตุชื่อการจำ ๕ ประการคือ ตรึงตะปูเหล็กแดงที่มือข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ ที่เท้าข้างที่ ๑ ข้างที่ ๒ และที่ทรวงอกตรงกลาง คนพาลนั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า....... และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด “.....เหล่านายนิรยบาล จะจับคนพาลนั้นขึงพืดแล้วเอาผึ่งถาก คนพาลนั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า...... “.....เหล่านายนิรยบาล จะจับคนพาลนั้น เอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่าง แล้วถากด้วยพร้า คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า...... “.....เหล่านายนิรยบาล จะเอาพาลนั้นเทียมรถ แล้วให้วิ่งกลับไปกลับมาบนแผ่นดินที่มีไฟติดทั่ว ลุกโพลง โชติช่วง คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า...... “.....เหล่านายนิรยบาล จะให้คนพาลนั้นปีนขึ้นปีนลง ซึ่งภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ ที่มีไฟติดทั่วลุกโพลง โชติช่วง คนพาลนั้นจะเสวยเทวทนาอันเป็นทุกข์กล้า...... “.....เหล่านายนิรยบาล จะจับคนพาลนั้น เอาเท้าขึ้นข้างบน เอาหัวลงข้างล่าง แล้วพุ่งลงไปในหม้อทองแดงที่ร้อน มีไฟติดทั่ง ลุกโพลง โชติช่วง คนพาลนั้นจะเดือนเป็นฟองอยู่ในหม้อทองแดงนั้น เมื่อเขาเดือดเป็นฟองอยู่ จะพล่านขึ้นข้างบนครั้งหนึ่งบ้าง พล่านลงข้างล่างครั้งหนึ่งบ้าง พล่านไปด้านขวาครั้งหนึ่งบ้าง พล่านลงข้างล่างครั้งหนึ่งบ้าง จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์กล้า เจ็บแสบอยู่ในหม้อทองแดงนั้น และยังไม่ตายตราบเท่าบาปกรรมยังไม่สิ้นสุด “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านายนิรยบาล จะจับโยนคนพาลนั้นเข้าไปในมหานรก ก็มหานรกนั่นแล มีสี่มุมสี่ประตู แบ่งไว้โดยส่วนเท่ากัน มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบไว้ด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรกใหญ่นั้น ล้วนแล้วด้วยเหล็ก ลุกโพลง ประกอบด้วยไฟแผ่ไปตลอดร้อยโยชน์รอบด้น ประดิษฐานอยู่ทุกเมื่อ”

พาลปัณฑิตสูตร อุ. ม. (๔๗๒-๔๗๕) ตบ. ๑๔ : ๓๑๔-๓๑๖ ตท. ๑๔ : ๒๖๙-๒๗๒ ตอ. MLS. III : ๒๑๑-๒๑๒

นินทา-ว่าร้าย

ตามปกติ การนินทาลับหลังก็ดี การว่าร้ายต่อหน้าก็ดี ถือกันว่าเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำในเรื่องนี้ไว้อย่างไร ?

“ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่ถึงกล่าววาทะลับหลัง ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในประการแรกนั้น พึงทราบว่า วาทะลับหลังใด ไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่พึงกล่าววาทะลับหลังนั้นเป็นอันขาด แม้ทราบว่าวาทะลับหลังใด จริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็พึงสำเนียกเพื่อจะไม่กล่าววาทะลับหลังนั้น พึงเป็นผู้รู้จักกาลเพื่อจะกล่าววาทะลับหลังนั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในประการหลังนั้น พึงทราบว่า คำล่วงเกินต่อหน้าใด ไม่เป็นจริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่พึงกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้นเป็นอันขาด แม้ทราบว่าคำล่วงเกินต่อหน้าใดจริง แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ก็พึงสำเนียกเพื่อจะไม่กล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้นและทราบว่า คำล่วงกินต่อหน้าใดจริง แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ในเรื่องนั้น พึงเป็นผู้รู้จักกาล เพื่อจะกล่าวคำล่วงเกินต่อหน้านั้น....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๖๐) ตบ. ๑๔ : ๔๒๘-๔๒๙ ตท. ๑๔ : ๓๖๕ ตอ. MLS. III : ๒๘๑-๒๘๒

นิพพานธาตุคืออะไร

นิพพานธาตุอมตธรรมคืออะไร? ทางไปสู่อมตธรรม คืออะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความกำจัด ความกำจัดโทสะ ความกำจัดโมหะ นี้เป็นชื่อแห่งนิพพานธาตุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อมตภาพ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเรียกว่าทางที่จะให้ถึง อมตภาพ....”

ภิกขุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๓๑-๓๒) ตบ. ๑๙ : ๙-๑๐ ตท. ๑๙ : ๘ ตอ. K.S. ๕ : ๗

นิวรณ์ ๕ ระงับเมื่อใด

ทำอย่างไรนิวรณ์ ๕ จึงจะระงับ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดอริยสาวกมุ่งต่อพระธรรม ใส่ใจพิจารณาด้วยใจทั้งหมดโสตลงฟังธรรม สมัยนั้น นิวรณ์ ๕ ย่อมไม่มีแก่เธอ โพชฌงค์ ๗ ย่อมพึงความเจริญบริบูรณ์”

อาวรณานิวรณ์สูตร มหา. สํ. (๔๙๒) ตบ. ๑๙ : ๑๓๔ ตท. ๑๙ : ๑๓๖ ตอ. K.S. ๕ : ๗๙

นิโรธดับอะไร

อริยสัจจ์ที่ ๓ คือ นิโรธ ที่แปลว่าความดับนั้น คือ ดับอะไร?

“.....ดูก่อนอานนท์ รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง เป็นสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา... มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา... มีความดับไปเป็นธรรมดา ความดับแห่ง รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั้นเรียกว่า นิโรธ... ความดับแห่งธรรมเหล่านี้แลเรียกว่า นิโรธ...”

อานันทสูตร ขันธ. สํ. (๔๘) ตบ. ๑๗ : ๓๐-๓๑ ตท. ๑๗ : ๒๗ ตอ. K.S. ๓ : ๒๓-๒๔

บันไดสู่อรหัตตผล

ภิกษุในพระพุทธศาสนาควรจะปฏิบัติโดยลำดับขั้นอย่างไร จึงจะได้บรรลุมรรคผล?

“.....ท่านจงเป็นผู้มีศีล ระวังในปาฏิโมกข์อยู่ เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยมารยาทและธรรมเป็นโคจร จงเป็นผู้มีปกติเห็นภัยในโทษแม้เล็กน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย “..... ท่านจงเป็นผู้มีทวารอันระวังแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย (สำรวมอินทรีย์ อย่าถือนิมิต (ของรูปนั้น) ไว้ อย่าถือโดยอนุพยัญชนะ ซึ่งเป็นเหตุให้เหล่าอกุศลธรรมอันลามกมีอภิชฌาและโทมนัส เป็นต้น ไหลตามบุคคลผู้ไม่ระวังอินทรีย์คือตา...... จงปฏิบัติเพื่อระวังอินทรีย์ถือนัยน์ตานั้น...... ได้ยินเสียงด้วยหู แล้วดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ต้องโผฏฐัพพะ (สัมผัส) ด้วยกายแล้ว รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว อย่าถือนิมิต (ของอารมณ์นั้นๆ ) ไว้อย่าถือโดยอนุพยัญชนะ “...... ท่านจงเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ พิจารณาโดยอุบายอันชอบแล้ว เสพโภชนาหาร (พิจารณาว่า) เราเสพโภชนะนี้ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อให้ร่างกายสดใส ไม่ใช่เพื่อให้ร่างกายผุดผ่อง เพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อปราศจากความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยการเสพโภชนะนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสีย และจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น “...... ท่านจงประกอบความเพียรของผู้ตื่นอยู่ ท่านจงชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากอาวรณิยธรรม ด้วยการเดิน ด้วยการนั่งสิ้นวันยังค่ำ จงชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณิยธรรม ด้วยการเดิน ด้วยการนั่งตลอดยามต้นแห่งราตรีถึงยามกลางแห่งราตรี พึงสำเร็จการนอนอย่างราชสีห์โดยข้างเบื้องขวา วางเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ผูกใจหมายจะลุกขึ้น ถึงยามสุดแห่งราตรี จงกลับลุกขึ้น ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณิยธรรม ด้วยการเดิน ด้วยการนั่ง “...... ท่านจงมาตามพร้อมด้วยสติและสัมปชัญญะในอันก้าว ในอันถอย ในอันแล ในอันเหลียว ในอันคู้ ในอันเหยียด ในอันทรงสังฆาฏิบาตรจีวร ในอันกิน ดื่มเคี้ยวแลจิบ ในอันถ่ายอุจจาระแลปัสสาวะ ในอันเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด แลนิ่ง ท่านจงเป็นคนรู้ตัวกระทำ (ทุกๆอย่าง) “...... ท่านจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า ดง โคน ต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำในเขา ป่าช้า ป่าเปลี่ยว ที่แจ้ง ลอมฟาง ในปัจฉาภัตต์ (นอกเพล) เธอกลับมาจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงตั้งสติไว้เฉพาะหน้า... ย่อมทำจิตใจให้บริสุทธิ์ จากอภิชฌา ย่อมทำจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายเพราะพยาบาท....... มีจิตปราศจากถีนมิทธะแล้ว มีสติสัมปชัญญะ มีสำคัญในอาโลกกสิณอยู่ ทำจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ ) ทำจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา (ความสงสัยลังเล) ละนิวรณ์ทั้ง ๕ อันเป็นอุปกิเลสแห่งจิต เป็นเครื่องทำปัญญาให้ถอยกำลังเหล่านี้แล้ว สงัดจากกามารมณ์ สงัดจากอกุศลธรรมนั่นเทียว.....บรรลุปฐมฌาน..... บรรลุทุติยฌาน..... บรรลุตติยฌาน...... บรรลุจตุตถฌาน “ภิกษุเหล่าใดแล ยังเป็นเสขบุคคล ยังไม่ได้ถึงอรหัตตมรรคแล้ว ปรารถนาพระนิพพานเป็นที่สิ้นโยคะ ไม่มีธรรมอื่นจะยิ่งกว่า วาจาพร่ำสอนเช่นนี้ ของเรา มีอยู่ในภิกษุเหล่านั้น “ส่วนภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว เป็นผู้อยู่จบแล้ว มีกิจควรทำให้ทำเสร็จแล้ว มีภาระอันปลงเสียแล้ว ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในอัตตภาพนี้ ทั้งสติแลสัมปชัญญะ แก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น”

คณกโมคคัลลานสูตร อุ. ม. (๙๔-๑๐๐) ตบ. ๑๔ : ๘๒-๘๕ ตท. ๑๔ : ๖๗-๗๐ ตอ. MLS. III : ๕๒-๕๕

บางครั้งก็ควรงดการบำเพ็ญเพียร

ขึ้นชื่อว่าเป็นพระภิกษุแล้ว จะต้องบำเพ็ญเพียรเพื่อมรรคผลเรื่อยไป หรือว่ามีกาลสมัยพิเศษที่ภิกษุไม่ควรบำเพ็ญเพียร?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นคนแก่ ถูกชราครอบงำ นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่หนึ่ง “อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้อาพาธ ถูกพยาธิครอบงำ นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่สอง “อีกประการหนึ่ง สมัยที่มีข้างแพง ข้าวเสียหาย มีบิณฑบาต หาได้ยาก ไม่สะดวกที่จะยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยการแสวงหาบิณฑบาต นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่สาม “อีกประการหนึ่ง สมัยมีภัย มีความกำเริบในป่าดง ชาวชนบทพากันขึ้นยานพาหนะอพยพไป นี้เป็นสมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่สี่ “อีกประการหนึ่ง สมัยที่สงฆ์แตกกัน.... ย่อมมีการด่ากันและกัน บริภาษกันและกัน มีการใส่ร้ายกันและกัน มีการทอดทิ้งกันและกัน คนผู้ไม่เลื่อมใส ในหมู่สงฆ์นั้น ย่อมเลื่อมใส และคนบางพวกที่เลื่อมใสอยู่แล้ว ย่อมเป็นอื่นไป นี้เป็นเวลาที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียรข้อที่ ๕ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยที่ไม่ควรบำเพ็ญเพียร ๕ ประการ มีดังนี้แล ฯ

สมยสูตร ป. อํ. (๕๔) ตบ. ๒๒ : ๗๕-๗๖ ตท. ๒๒ : ๖๖-๖๘ ตอ. G.S. III : ๕๔-๕๕

บาดาลในพุทธศาสนา

คนเชื่อกันว่าใต้มหาสมุทรมีบาดาล บาดาลในทางพุทธศาสนาหมายถึงอะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ ย่อมพูดว่าในมหาสมุทรมีบาดาล... ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มี ไม่ปรากฏ.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า บาดาล นี้เป็นชื่อของทุกขเวทนาที่เป็นไปในสรีระแล ปุถุชนผู้ไม่ได้เรียนรู้ถูกทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมโศกเศร้าลำบาก คร่ำครวญ ทุบอกร่ำร้อง ถึงความหลงเพ้อ ปุถุชนผู้ไม่ได้เรียนรู้นี้เรากล่าวว่าไม่โผล่มาจากบาดาล ไม่ถึงแผ่นดินแข็ง..... “ส่วนอริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้แล้ว ถูกทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่โศกเศร้า อริยสาวก ผู้ได้เรียนรู้แล้วนี้ เรากล่าวว่า โผล่พ้นจากบาดาลและบรรลุถึงฝั่งแผ่นดิน......”

ปาตาลสูตร สฬา. สํ. (๒๖๕) ตบ. ๑๘ : ๒๕๕-๒๕๖ ตท. ๑๘ : ๒๓๘-๒๓๙ ตอ. K.S. ๔ : ๑๓๘

บำบัดทุกข์เวทนาด้วยพลังจิต

ได้ทราบวา เวลาประชวรหนัก บางคราวพระพุทธเจ้าทรงบำบัดทุกขเวทนาด้วยพลังจิต พระองค์ทรงกระทำอย่างไร?

“ดูก่อนอานนท์ สมัยใดตถาคตเข้าเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต เพราะไม่ได้กระทำไว้ในใจ ซึ่งนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนา บางอย่างแล้วอยู่สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมผาสุก เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่างมีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่างมีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง...”

คิลานสูตร มหา. สํ. (๗๑๑) ตบ. ๑๙ : ๒๐๕ ตท. ๑๙ : ๑๙๕ ตอ. K.S. ๕ : ๑๓๓

บำเพ็ญสมาธิทำไม

การบำเพ็ญสมาธินั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อจะทำลายกิเลส แล้วบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์เท่านั้นหรือ? หรือว่ามีจุดมุ่งหมายอย่างอื่นด้วย ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนามีอยู่ ๔ ประการ คือ สมาธิภาวนาที่บุคคลเจริญแล้วเพิ่มพูนแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อให้เกิดจากเป็นแจ้งด้วยญาณ ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อ (ความสมบูรณ์แห่ง) สติสัมปชัญญะ ๑.... ย่อมเป็นไปเพื่อความหมดสิ้นแห่งอาสวะ ๑.....”

สมาธิสูตร จ. อํ. (๔๑) ตบ. ๒๑ : ๕๗ ตท. ๒๑ : ๕๒ ตอ. G.S. II : ๕๑-๕๓

บุคคล ภิกษุ ผู้มีความหวัง

บุคคลเช่นใดเรียกว่าผู้มีความหวัง? ภิกษุ เช่นใดเรียกว่าผู้มีความหวัง ?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีหวังเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโอรสของพระราชา มหากษัตริย์ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้ เป็นผู้ควรอภิเษก แต่ยังไม่ได้รับการอภิเษก ถึงความ ไม่หวั่นไหว เขาได้ฟังข่าวว่า กษัตริย์ผู้มีพระนามอย่างนี้ถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็น กษัตริย์ เขาย่อมคิดดังนี้ว่า ถึงตัวเราก็จักถูกพวกกษัตริย์อภิเษกให้เป็นกษัตริย์สักคราวหนึ่ง โดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้มีหวัง" ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีหวังเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม เธอได้สดับข่าวว่า ภิกษุชื่อนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เธอย่อมคิดดังนี้ว่า แม้เราก็จัก ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองใน ปัจจุบัน เข้าถึงอยู่สักคราวหนึ่งโดยแท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้มีหวัง" ฯ ”

สรนียสูตร อํ. (๔๕๑) ตบ. ๒๐ : ๑๓๔-๑๓๕ ตท. ๒๐ : ๑๒๒ ตอ. G.S. ๑ :

บุคคล ภิกษุ ผู้ไม่มีความหวังใดๆ

บุคคลเช่นใดเรียกว่าผู้ไม่มีความหวังใดๆ?

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ปราศจากความหวังเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาในโลกนี้ เป็นกษัตริย์ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว พระองค์ได้สดับข่าวว่า กษัตริย์ผู้มีพระนาม อย่างนี้ ถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์ พระองค์หาทรงพระดำริดังนี้ไม่ว่า ถึงตัวเราก็จักถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็นกษัตริย์สักคราวหนึ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุใด เพราะพระองค์ซึ่งแต่ก่อนยังมิได้รับการอภิเษก ได้มีการอภิเษกสงบไปแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "บุคคลผู้ปราศจากความหวัง" ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก แม้ฉันใด ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปราศจากความหวังเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น พระอรหันตขีณาสพ เธอได้สดับข่าวว่า ภิกษุชื่อนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอย่อมไม่คิด ดังนี้ว่า ถึงเราก็จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สักคราวหนึ่งโดยแท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ ความหวังในวิมุติของเธอผู้ยังไม่หลุดพ้นในก่อนนั้นระงับแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า "บุคคลผู้ปราศจากความหวัง" ฯ”

สรนียสูตร อํ. (๔๕๑) ตบ. ๒๐ : ๑๓๔-๑๓๕ ตท. ๒๐ : ๑๒๒ ตอ. G.S. ๑ :

บุคคลที่ควรยำเกรง

(มานัตถัทธพราหมณ์ทูลถาม) ไม่ควรทำมานะ (เย่อหยิ่งต่อ) ในใคร ควรมีความเคารพในใคร พึงยำเกรงใคร บูชาใครด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี ?

“ ไม่ควรทำมานะในมารดาบิดา พี่ชายและในอาจารย์ เป็นที่ ๔ พึงมีความเคารพในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรงบุคคลเหล่านั้น บูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี บุคคลพึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เพราะอนุสัยนั้น”

มานัตถัทธสูตรที่ ๕ ส. สํ. (๖๙๙) ตบ. ๑๕ : ๒๖๒ ตท. ๑๕ : ๒๔๒-๒๔๘ ตอ. K.S. I : ๒๒๖

บุคคลผู้สิ้นหวัง

บุคคลเช่นไรเรียกว่าบุคคลผู้สิ้นหวัง?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้หมดหวังเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ บังเกิดในสกุลต่ำ คือ สกุลจัณฑาล สกุลคนเป่าปี่ (ขอทาน)สกุลนายพรานป่า สกุลช่างรถ หรือสกุลกุลีเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็นสกุลที่ยากจน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีความเป็นไปฝืดเคือง มีของกินและเครื่องนุ่งห่มหาได้โดยฝืดเคือง และเขาเป็นคนมีผิวพรรณหม่นหมองไม่น่าดู ต่ำเตี้ย มากด้วยความป่วยไข้ เป็นคนบอด เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นโรคอัมพาต หาข้าวน้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องตามประทีป ไม่ได้ เขาได้ฟังข่าวว่า กษัตริย์ผู้มีพระนามอย่างนี้ ถูกพวกกษัตริย์อภิเษกแล้วด้วยการอภิเษก ให้เป็นกษัตริย์ เขาหาคิดอย่างนี้ไม่ว่า ถึงตัวเราก็จักถูกพวกกษัตริย์อภิเษกด้วยการอภิเษกให้เป็น กษัตริย์สักครั้งหนึ่งแน่แท้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า "บุคคลผู้หมดหวัง" ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้หมดหวังเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนทุศีล มีธรรมเลวทราม ไม่สะอาด มีสมาจารที่พึงระลึกด้วยความรังเกียจมีการงานปกปิด ไม่ใช่ สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารี แต่ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารี เน่าในภายใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นดังหยากเยื่อ เธอได้สดับข่าวว่า ภิกษุชื่อนี้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เธอหาคิดดังนี้ ไม่ว่าแม้เราก็จักทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า"บุคคลผู้หมดหวัง" ฯ ”

ภิกษุสูตร ติก. อํ. (๔๕๒) ตบ. ๒๐ : ๑๓๕-๑๓๖ ตท. ๒๐ : ๑๓๒ ตอ. G.S. ๑ : ๙๒

บ่อเกิดแห่งทุกข์

ความทุกข์เกิดขึ้นโดยวิธีใด?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นไฉนเพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์..เพราะอาศัยหูและเสียง.... เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น.... เพราะอาศัยลิ้นและรส.... เพราะอาศัยกาย และโผฏฐัพพะ.... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะพาผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา.... นี้แล เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์....

ทุขนิโรธสูตร นิ. สํ. (๑๖๒) ตบ. ๑๖ : ๘๖-๘๗ ตท. ๑๖ : ๗๙ ตอ. K.S. II : ๕๐

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ

ปฏิจจสมุปบาทและอริยสัจ ๔ มีความสัมพัน์กันอย่างไรหรือไม่ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะถือมั่นธาตุ ๖ ปถวี อาโปเตโช วาโย อากาศ วิญญาณ สัตว์จึงลงสู่ครรภ์ เมื่อมีการลงสู่ครรภ์ ถึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เราบัญญัติว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้ทุกข์เกิด นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ แก่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจเป็นไฉน คือ แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชรา... มรณะ... โสกะ.... ปริเทวะทุกข์... โทมนัส... อุปายาส... การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก...การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก.... ความปรารถนาสิ่งใดมิได้สมหวัง... ก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ..... โสกะ.... ปริเทวะทุกข์... โทมนัส... อุปายาส... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจชอบ”

ติตถสูตร ติ. อํ. (๕๐๑) ตบ. ๒๐ : ๒๒๗-๒๒๘ ตท. ๒๐ : ๒๐๐-๒๐๑ ตอ. G.S. I : ๑๖๐-๑๖๑

ปฏิปักษ์ของธรรมต่างๆ

ธรรมต่างๆ ย่อมจะมีธรรมเป็นคู่กัน โปรดแสดงให้เห็นว่าธรรมอะไรมีอะไรเป็นปฏิปักษ์บ้าง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นผู้ยินดีในที่สงัด ๑ การประกอบสุภนิมิต เป็นปฏิปักษ์ต่ออสุภนิมิต ๑ การดูมหรสพที่เป็นข้าศึก เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้คุ้มครองอินทรีย์ในทวารทั้งหลาย ๑ การติดต่อกับมาตุคาม เป็นปฏิปักษ์ต่อพรหมจรรย์ ๑ เสียงเป็นปฏิปักษ์ต่อปฐมฌาน ๑ วิตกวิจารเป็นปฏิปักษ์ต่อทุติยฌาน ๑ ปีติเป็นปฏิปักษ์ต่อตติยฌาน ๑ ลมอัสสาสะปัสสาสะเป็นปฏิปักษ์ต่อ จตุตถฌาน ๑ สัญญาและเวทนาเป็นปฏิปักษ์ต่อสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ๑ ราคะเป็นปฏิปักษ์ โทสะเป็นปฏิปักษ์ ๑....”

กัณฏกสูตร ท. อํ. (๗๒) ตบ. ๒๔ : ๑๔๕ ตท. ๒๔ : ๑๓๘ ตอ. G.S. V : ๙๒

ประหยัดให้ถูกทาง

พระพุทธองค์ทรงส่งเสริมการประหยัดทรัพย์ แต่จะประหยัดอย่างไรจึงจะเป็นการถูกต้อง ?

“ดูก่อนมหาบพิตร อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้วไม่ยังตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ไม่ยังมารดาบิดาให้ได้รับความสุข..... ความอิ่มหนำ ไม่ยังบุตรและภริยาให้ได้รับความสุข..... ความอิ่มหนำ ไม่ยังมิตรและอำมาตย์ให้ได้รับความสุข..... ความอิ่มหนำ ไม่ยังทาสกรรมกรให้ได้รับความสุข..... ความอิ่มหนำ ไม่ยังทักษิณา อันมีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ ให้ตั้งอยู่ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้นของเขา ที่มิได้ใช้สอยโดยชอบอย่างนี้พระราชาทั้งหลายย่อมนำไปบ้าง โจรทั้งหลายย่อมนำไปบ้าง ไฟย่อมไหม้เสียบ้าง น้ำย่อมพัดไปเสียบ้าง ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รักย่อมนำไปบ้างฯ “ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่มิได้ใช้สอยโดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงความหมดสิ้นไป โดยมิได้รับการบริโภค

ปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙ ส. สํ. (๓๘๗) ตบ. ๑๕ : ๑๓๐-๑๓๑ ตท. ๑๕ : ๑๒๖-๑๒๗ ตอ. K.S. I : ๑๑๕

ประโยชน์ของการเจริญสมาธิ

การเจริญสมาธิมีประโยชน์อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ เพราะเมื่อภิกษุมีจิตเป็นสมาธิแล้ว สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏตามความเป็นจริง ก็อะไรเล่าปรากฏตามความเป็นจริง คือตาย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยงตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัย ย่อมปรากฏตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง....”

ชีวกัมพวนสูตรที่ ๑ สฬา. สํ. (๒๔๙) ตบ. ๑๘ : ๑๘๑ ตท. ๑๘ : ๑๖๒ ตอ. K.S. ๔ : ๙๑-๙๒

ประโยชน์ของการเดินจงกรม

วิธีการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน เพื่อทำจิตให้สงบระงับนั้น มีอยู่หลายวิธี การเดินจงกรมก็เป็นวิธีหนึ่ง อยากทราบว่าพระพุทธองค์ทรงเห็นประโยชน์อย่างไร จึงทรงแนะนำให้ภิกษุเดินจงกรม?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือภิกษุผู้เดินจงกรมย่อมเป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล ๑ ย่อมเป็นผู้อดทนต่อการบำเพ็ญเพียร ๑ ย่อมเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ อาหารที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมย่อยไปโดยดี ๑ สมาธิที่ได้เพราะการเดินจงกรมย่อมตั้งอยู่ได้นาน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ในการเดินจงกรมมี ๕ ประการฉะนี้แลฯ”

จังกมสูตร ป. อํ. (๒๙) ตบ. ๒๒ : ๓๑ ตท. ๒๒ : ๒๘ ตอ. G.S. III : ๒๑

ประโยชน์ของจิตที่ใสสะอาด

จิตที่ใสสะอาด ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรบ้าง?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง ถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้างในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะน้ำไม่ขุ่นฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง รู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้จักประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ คือ อุตริมนุสสธรรมอันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อันเป็นของพระอริยะได้ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ข้อนั้นเป็นเรื่องที่จะเป็นไปได้ เพราะเหตุไร เพราะจิตไม่ขุ่นมัว...”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๔๗) ตบ. ๒๐ : ๑๐-๑๑ ตท. ๒๐ : ๘-๙ ตอ. G.S. ๑ : ๗

ประโยชน์ของสมาธิ

การเจริญสมาธิ มีประโยชน์อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิเถิด ภิกษุผู้มีจิตเป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง รู้อะไรตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริงว่า ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ไม่เที่ยง รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ไม่เที่ยง จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ.. จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... สุขเวทนา.... ทุกขเวทนา.... อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะสัมผัสเหล่านั้นเป็นปัจจัย เป็นของไม่เที่ยง....”

สมาธิสูตร สฬา. สํ. (๑๔๗) ตบ. ๑๘ : ๙๙-๑๐๐ ตท. ๑๘ : ๘๗-๘๘ ตอ. K.S. ๔ : ๔๘

ปริพพาชกกับพระพุทธเจ้า

พวกปริพพาชกก็อ้างว่า เขาก็สอนเรื่องนิวรณ์ ๕ และ โพชฌงค์ ๗ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า อะไรเป็นข้อแตกต่างระหว่างพระพุทธเจ้ากับพวกปริพพาชก ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเดียรถีย์.... ผู้มีวาทะอย่างนี้เธอทั้งหลายควรถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ปริยาย (วิธีอธิบาย) ที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วจะกลายเป็น ๑๐ อย่าง หรือที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้ว จะกลายเป็น ๑๔ อย่าง มีอยู่หรือ? พวกปริพพาชก ถูกเธอทั้งหลายถามแล้วอย่างนี้จักแก้ไม่ได้เลย และจักถึงความอึดอัดอย่างยิ่ง เพราะเหตุไร? เพราะนั่นเป็นปัญหาในเรื่อง มิใช่วิสัยของพวกปริพพาชก “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิธีอธิบายที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วจะกลายเป็น ๑๐ อย่าง คืออย่างไร? “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้กามฉันทะที่เป็นภายในก็เป็นนิวรณ์ แม้กามฉันทะที่เป็นภายนอกก็เป็นนิวรณ์ แม้โดยปริยายนี้ กามฉันทนิวรณ์ก็เป็น ๒ อย่าง แม้พยาบาทภายใน แม้พยาบาทภายนอก ก็เป็นนิวรณ์ พยาบาทนิวรณ์ ก็เป็น ๒ อย่าง แม้ถีนะ แม้มิทธะก็เป็นนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์นั้นก็เป็น ๒ อย่าง แม้อุทธัจจะก็เป็นนิวรณ์ แม้กุกกุจจะก็เป็นนิวรณ์....อุทธัจจะกุกกุจจะนิวรณ์ก็เป็น ๒ อย่าง วิจิกิจฉาในธรรมที่เป็นภายในก็เป็นนิวรณ์ แม้วิจิกิจฉาในธรรมภายนอกก็เป็นนิวรณ์.... วิจิกิจฉานิวรณ์ก็เป็น ๒ อย่าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คือปริยายที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วกลายเป็น ๑๐ อย่าง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริยายที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วกลายเป็น ๑๔ คือ อย่างไร? “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สติในธรรมภายใน...แม้สติในธรรมภายนอก ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์... ดังนี้สติสติสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ แม้ธรรมทั้งหลายในภายใน... แม้ธรรมทั้งหลายในภายนอก ที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาด้วยปัญญาก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์...ธัมมวิจนสัมโพชฌงค์....วิริยโพชฌงค์... ก็เป็น ๒ อย่าง... แม้ปีติที่ไม่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติสัมโพชฌงค์ .... ปีติสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง... แม้ความสงบกาย... แม้ความสงบจิตก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง .... แม้สมาธิที่มีวิตกเป็น ๒ อย่าง แม้อุเบกขาในธรรมภายใน.... แม้อุเบกขาในธรรมภายนอกเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์...อุเบกขาสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้คือวิธีอธิบายที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วกลายเป็น ๑๔ อย่าง”

ปริยายสูตร มหา. สํ. (๕๕๑-๕๖๗) ตบ. ๑๙ : ๑๕๒-๑๕๕ ตท. ๑๙ : ๑๕๓-๑๕๕ ตอ. K.S. ๕ : ๙๒-๙๔

ปัจจัยการอาศัยกัน

ปัจจยาการทั้ง ๑๒ ช่วง ตั้งแต่อวิชชาถึงชาติ ชรา มรณะต่างอาศัย ซึ่งกันและกัน จึงดำรงอยู่ได้ หรือว่ามีช่วงใดช่วงหนึ่ง ซึ่งอาจอยู่ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องอาศัยช่วงอื่น?

“ ท่านผู้มีอายุ ไม้อ้อ ๒ กำพึงตั้งอยู่ได้ เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล “ถ้าไม้อ้อ ๒ กำนั้น พึงเอาออกเสียกำหนึ่ง อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ถ้าดึงอีกกำหนึ่งออก อีกกำหนึ่งก็ล้มไป ฉันใด เพราะนามรูปดับ วิญญาณดับนามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฉันนั้นแล”

สัมมสสูตร นิ. สํ. (๒๖๖) ตบ. ๑๖ : ๑๓๘-๑๓๙ ตท. ๑๖ : ๑๒๕-๑๒๖ ตอ. K.S. II : ๘๐-๘๑

ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์

ญาติ โภคะ ยศ กับปัญญา อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเสื่อมแห่ง ญาติ.... ความเสื่อมแห่งโภคะ... ความเสื่อมแห่งยศเป็นเรื่องเล็กน้อย ความเสื่อมแห่งปัญญาเป็นเรื่องร้ายแรงกว่าความเสื่อมทั้งหลาย “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจริญด้วย ญาติ.... ความเจริญด้วยโภคะ... ความเจริญด้วย ยศเป็นเรื่องเล็กน้อย ความเจริญด้วย ปัญญาเป็นเรื่องเลิศกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเจริญด้วยความเจริญแห่งปัญญา”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๗๗-๘๑) ตบ. ๒๐ : ๑๗-๑๘ ตท. ๒๐ : ๑๔ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐-๑๑

ปัญหาที่พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบ

เมื่อปริพพาชกวัจฉโคตร เข้าไปทูลถามพระพุทธองค์ว่าอัตตามีหรือไม่มี พระพุทธองค์ทรงนิ่งไม่ได้ตอบ เพราะเหตุไรพระพุทธองค์จึงไม่ทรงตอบ ?

“ดูก่อนอานนท์ ถ้าเราจะพึงตอบว่า อัตตามีอยู่ คำตอบนั้นจักไปเข้าข้างพวกสมณพราหมณ์ผู้เป็นสัสสตทิฏฐิ (เห็นว่าเที่ยงแท้ยั่งยืน) ถ้าจะพึงตอบว่า อัตตาไม่มี คำตอบนั้นก็จักไม่เข้าข้างสมณพราหมณ์ ผู้เป็นอุจเฉททิฏฐิ (เห็นว่าตายแล้วสูญ) “ดูก่อนอานนท์ เมื่อเราถูกปริพพาชกวัจฉโคตรถามว่า อัตตามีอยู่หรือถ้าจะพึงตอบว่า อัตตามีอยู่ คำตอบนั้นจักสอดคลองกับความเกิดขึ้นแห่งญาณที่ว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” หรือ?” “หามิได้ พระเจ้าข้า” “ดูก่อนอานนท์ ถ้าหากเราจะพึงตอบว่า อัตตาไม่มีคำตอบนั้น คงจักเป็นไปเพื่อความงุนงงแก่ปริพพาชกวัจฉโคตร ผู้งุนงงอยู่แล้วว่า เมื่อก่อนอัตตาของเรามีแน่นอน บัดนี้อัตตานั้นกลับไม่มี ดังนี้”

อานนทสูตร สฬา. สํ. (๘๐๑) ตบ. ๑๘ : ๔๘๖-๑๘๗ ตท. ๑๘ : ๔๒๙-๔๓๐ ตอ. K.S. : ๒๘๑-๒๘๒

ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ

ได้ทราบว่ามีปัญหาบางประเภทที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาดังกล่าวนั้นมีอะไรบ้าง? และเพราะเหตุไรพระพุทธองค์ไม่ทรงตอบ?

“... ดูก่อนมาลุงกยบุตร... เธอทั้งหลายจงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงจำปัญหาที่เราพยากรณ์... อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ดูก่อนมาลุงกยบุตร ทิฐิว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มีไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ ดังนี้เราไม่พยากรณ์... ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ดูก่อน มาลุงกยบุตร เหตุนั้น เราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น” “... ดูก่อนมาลุงกยบุตร... อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ดูก่อนมาลุงกยบุตร ความเห็นว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้เราพยากรณ์ ก็เพราะเหตุไรเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหม จรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้น เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น” “... ดูก่อนมาลุงกยบุตร... บุคคลใดแลจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์แก่เรา (ซึ่งทิฐิ ๑๐ ประการนั้น) เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ตถาคตไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลยและบุคคลนั้นพึงทำกาละ (ตาย) ไปโดยแท้ ดูก่อนมาลุงกยบุตร เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอมาตย์ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษผู้ยิงเรานั้นว่า เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร...มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้... สูงต่ำหรือปานกลาง... ดำขาวหรือผิวสองสี อยู่บ้าน นิคมหรือนครโน้นเพียงใด เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้นเป็นชนิดมีแร่หรือเกาทัณฑ์... สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอ ผิวไม้ ไผ่ เอ็น ป่าน หรือเยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม่ปลูก ทางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้นเขาเสียบด้วยขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูง หรือนกชื่อว่าสิถิลหนุ (คางหย่อน) เกาทัณฑ์นั้นเขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่าง หรือลิง... ลูกธนูชนิดที่ยิงเรานั้นเป็นชนิดอะไร ดังนี้เพียงใด เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น ดูก่อนมาลุงกยบุตร บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้บุรุษนั้นพึงทำกาละไปฉันใด ดูก่อนมาลุงกยบุตร บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์ทิฐิ ๑๐ นั้น ฯลฯ แก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหม จรรย์ ใน พระผู้มีพระภาคเพียงนั้น ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น”

จูฬมาลุงโกยวาทสูตร ม. ม. (๑๕๐-๑๕๒) ตบ. ๑๓ : ๑๔๗-๑๕๒ ตท.๑๓ : ๑๓๒-๑๓๕ ตอ. MLS. II : ๙๙-๑๐๑

ปิดประตูนรก

ทำอย่างไร จึงจะเชื่อแน่ได้ว่า คนจะไม่ตกนรก และจะไม่เกิดในอบายภูมิอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด?

“ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการของอริยสาวกสงบแล้ว เมื่อนั้นอริยสาวสกย่อมประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง และญายธรรมอย่างประเสริฐ อริยสาวกเห็นดีแล้วแทงตลอดด้วยปัญญา อริยสาวกนั้นหวังอยู่ พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเอง ได้ว่าเราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำหนดสัตว์เดียรัจฉานสิ้นแล้ว มีปิตติวิสัยสิ้นแล้ว มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว เราเป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงจะตรัสรู้ในภายหน้า “ภัยเวร ๕ ประการสงบแล้วเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี บุคคลผู้ฆ่าสัตว์.... บุคคลผู้ลักทรัพย์.... บุคคลผู้ประพฤติผิดในกาม..... บุคคลผู้พูดเท็จ.... บุคคลผู้ตั้งอยู่ในความประมาท เพื่อดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ย่อมประสบภัยเวรใดอันมีในชาตินี้บ้าง อันมีชาติหน้าบ้าง ย่อมเสวยทุกข์ทางใจคือโทมนัสบ้างเพราะปาณาติบาต.... เพราะอทินนาทาน.... เพราะกาเมสุมิจฉาจาร.... เพราะมุสาวาท.... เพราะการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยเป็นเหตุ.... กาเมสุมิจฉาจาร.... มุสาวาท.... การดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ภัยเวร ๕ ประการนี้สงบแล้ว “อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรม อันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า.... ในพระธรรม.... ในพระสงฆ์.... ย่อมประกอบด้วยศีล ที่พระอริยเจ้าปรารถนา ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อมเป็นไทย อันวิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่ครอบงำได้ เป็นไปเพื่อสมาธิ อริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมอันเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่างนี้..... “ก็ญายธรรมอันประเสริฐ อันอริยสาวกเห็นดีแล้ว แทงตลอดดีแล้วด้วยปัญญาเป็นไฉน ดูก่อนคฤหบดี อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ถึงปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างดีว่า เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับด้วย ประการดังนี้ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ฯลฯ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้ ก็เพราะอวิชชาดับ.... สังขารจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมีด้วยประการอย่างนี้ “ดูก่อนคฤหบดี เมื่อใดแล ภัยเวร ๕ ประการนี้ของอริยสาวกสงบแล้วเมื่อนั้นอริยสาวกย่อมประกอบด้วยธรรมเป็นองค์แห่งโสดาปัตติ ๔ อย่าง และญายธรรมย่อมประเสริฐนี้... อริยสาวกนั้น หวังอยู่พึงพยากรณ์ตนด้วยตนเองได้ว่า เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว....”

ปัจจเวรภยสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๑๕๑-๑๕๕) ตบ. ๑๖ : ๘๒-๘๓ ตท. ๑๖ : ๗๕-๗๗ ตอ. K.S. II : ๔๗-๔๘

ผลกรรมและผู้กระทำ

คน ๒ คน ทำกรรมอย่างเดียวกัน แต่ได้รับผลต่างกันมีหรือไม่ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมไว้อย่างไร? เขาจะต้องเสวยกรรมนั้นอย่างนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้นั้นย่อมมีไม่ได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมไม่ปรากฏ ส่วนผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษนี้ทำกรรมที่จะต้องเสวยผลไว้ด้วยอาการใดๆ เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นด้วยอาการนั้น ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้นั้นย่อมมีได้ โอกาสที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบย่อมปรากฏ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคลในโลกนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำบาปกรรมเพียงเล็กน้อยเช่นนั้นแหละ บาปกรรมนั้นย่อมได้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนที่มา บุคคลเช่นไร ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา มีคุณน้อย มีอัตตภาพเล็ก มีอัตตภาพอยู่เป็นทุกข์เพราะวิบากเล็กน้อย บุคคลเห็นปานนี้ทำบาปกรรมแม้เล็กน้อย บาปกรรมนั้นก็นำเขาเข้านรก “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลเช่นไรเล่า ทำบาปกรรมเล็กน้อยเช่นนั้น เหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะส่วนมาก “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้อบรมกาย อบรมศีล อบรมจิต อบรมปัญญา มีคุณไม่น้อย มีอัตตภาพใหญ่ มีธรรมเป็นเครื่องอยู่หาประมาณมิได้ บุคคลเช่นนี้ ทำบาปกรรมเช่นนั้นเหมือนกัน บาปกรรมนั้นให้ผลทันตาเห็น แต่ส่วนน้อยไม่ปรากกฎ ปรากฏเฉพาะแต่ส่วนมาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในขันใบน้อย.... น้ำในขันเล็กน้อยนั้น พึงมีรสเค็ม ดื่มกินไม่ได้ (ส่วนบาปกรรมเล็กน้อยของบุคคลผู้อบรมกายเป็นต้นแล้วนั้น) เปรียบเหมือนบุรุษพึงใส่ก้อนเกลือลงในแม่น้ำคงคา (น้ำในแม่น้ำคงคาก็คงไม่เค็ม ดื่มกินได้ เพราะเป็นห้วงน้ำใหญ่....”

โสณกสูตร ติ. อํ. (๕๔๐) ตบ. ๒๐ : ๓๒๐-๓๒๒ ตท. ๒๐ : ๒๘๐-๒๘๑ ตอ. G.S. I : ๒๒๗-๒๒๘

ผลของศรัทธาในพระพุทธเจ้า

ในศาสนาฝ่ายเทวนิยม ผู้ใดมีความเชื่อและความรักในพระผู้เป็นเจ้า ผู้นั้นย่อมมีหวังเข้าสู่สวรรค์ ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไรบ้าง?

“....บุคคลใดมีเพียงความเชื่อ เพียงความรักเราบุคคลนั้นทั้งหมดเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

ผลแห่งการละกิเลส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะ บาง เบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล. จบ อลคัททูปมสูตรที่ ๒

อลคัททูปมสูตร มู. ม. (๒๘๘) ตบ. ๑๒ : ๒๘๑ ตม. ๑๒ : ๒๓๐ ตอ. MLS. I : ๑๒๘

ผัสสาหารคืออะไร

ผัสสาหาร อาหารคือการสัมผัส ซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาหารทั้ง ๔ นั้น คืออย่างไร? เราควรจะมีท่าทีความรู้สึกต่อผัสสาหารนั้นอย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่าแม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกินหากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกสัตว์จำพวกที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ กัดกินอยู่ร่ำไป ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้ง ๓ ได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใด ที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว”

ปุตตมังสสูตร นิ. สํ. (๒๔๓) ตบ. ๑๖ : ๑๒๐ ตท. ๑๖ : ๑๐๙ ตอ. K.S. II : ๖๙

ผู้ชนะที่แท้จริง

อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ ได้ทราบว่าพราหมณ์ผู้ร่วมนามสกุลภารทวาชหลายคน ได้จากเรือนไปบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าก็โกรธ จึงตรงไปด่าบริภาษพระผู้มีพระภาคถึงพระเวฬุวัน แต่พระผู้มีพระภาคทรงนิ่งเสีย ไม่ได้โต้ตอบ ฝ่ายพราหมณ์เมื่อเป็นพระผู้มีพระภาคทรงนิ่ง ก็ดีใจประกาศว่าเราชนะท่านแล้ว เราชนะท่านแล้ว?

“ชนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าวชนะทีเดียว แต่ความอดกลั้นได้ เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ ผู้ใดโกรธ ตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลผู้โกรธแล้ว เพราะการโกรธตอบนั้น บุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ สงบอยู่ได้ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ แก่ตนและแก่ผู้อื่น เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย คือของตนและของผู้อื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า เป็นคนเขลา ดังนี้”

อสุรินทกสูตรที่ ๓ ส. สํ. (๖๓๖) ตบ. ๑๕ : ๒๔๐ ตท. ๑๕ : ๒๒๗ ตอ. K.S. I : ๒๐๔

ผู้ที่ไม่เถียงกับใครๆ

คนเราที่ไม่รู้ความจริงแท้ ย่อมมีความเห็นแตกต่างกันและทะเลาะวิวาททุ่มเถียงกัน มีคนประเภทใดบ้างที่ไม่ทุ่มเถียงกับใครๆ?

“อัคคิเวสสนะ เวทนา ๓ อย่างนี้คือ สุขเวทนา ๑ ทุกขเวทนา ๑ อทุกขมสุขเวทนา ๑ อัคคิเวสสนะ สมัยใดได้เสวยสุขเวทนาในสมัยนั้นไม่ได้เสวยทุกขเวทนา ไม่ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่สุขเวทนาเท่านั้น ในสมัยใดได้เสวยทุกขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยไม่ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา ได้เสวยแต่ทุกขเวทนา เท่านั้น ในสมัยใดได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยแต่ทุกขเวทนา ได้เสวย อทุกขมสุขเวทนา “อัคคิเวสสนะ สุขเวทนา...... ทุกขเวทนา....... อทุกขมสุขเวทนา.....ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่งขึ้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คล้ายไปดับไปเป็นธรรมดา “อัคคิเวสสนะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายทั้งใน ทั้งสุขเวทนา ทั้งทุกขเวทนา ทั้งอทุกขมสุขเวทนา เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี อัคคิเวสสนะ ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่วิวาทแก่งแย่งกับใคร ๆ โวหารใดที่ชาวโลกพูดกันก็พูดไปตามโวหารนั้น แต่ไม่ยึดมั่นด้วยทิฐิ”

ทีฆมขสูตร ม. ม. (๒๗๓) ตบ. ๑๓ : ๒๖๗-๒๖๘ ตท.๑๓ : ๒๒๖-๒๒๗ ตอ. MLS. II : ๑๗๙-๑๘๐

ผู้บิณฑบาตควรคิดอย่างไร

ในการบิณฑบาตเลี้ยงชีพ พระภิกษุควรจะคิดอย่างไร และควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะถูกต้อง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรทั้งหลายมุ่งต่อประโยชน์ อาศัยอำนาจแห่งประโยชน์ จึงเข้าสู่ภาวะแห่งการเลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตนี้แล ไม่ใช่เป็นคนหนีราชทัณฑ์ หนีโจร ไม่ใช่มีหนี้ ไม่ใช้ผู้มีภัย ไม่ใช่ไม่มีอาชีพ.... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรนี้บวชแล้วเพราะคิดว่า เราทั้งหลายถูก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปยาส ครอบงำแล้ว ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว เป็นผู้มีทุกข์ประจำแล้ว ไฉนหนอ พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ปรากฏได้ .... แต่ว่ากุลบุตรนั้นมากไปด้วยความโลภจัด มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย มิจิตพยาบาท มีความดำริที่ถูกทำให้เสียหายแล้ว มีสติหลงลืมไม่มีสัมปชัญญะ มีใจไม่เป็นสมาธิ มีจิตผันแปร ไม่สำรวมอินทรีย์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนเช่นนี้เสื่อมแล้วจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ด้วยไม่ทำประโยชน์ คือความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ด้วย เรากล่าวว่าเขาเปรียบด้วยดุ้นฟืน ในที่เผาศพซึ่งติดไฟทั้งสองข้าง ตรงกลางเปื้อนด้วยคูถ จะใช้เป็นฟืนในบ้านก็ไมได้ จะใช้เป็นฟืนในป่าก็ไม่ได้”

ปิณโฑลยสูตร ขันธ. สํ. (๑๖๗) ตบ. ๑๗ : ๑๑๓ ตท. ๑๗ : ๑๐๐ ตอ. K.S. ๓ : ๗๘-๗๙

ผู้เป็นหนึ่งในโลก

บุคคลผู้เป็นหนึ่ง ไม่มีสองในโลกคือใคร? เกิดมาเพื่ออะไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เป็นเอกเมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก...เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.... ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกหาได้ยากในโลก ....บุคคลเป็นเอกเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้น เป็นอัจฉริยมนุษย์....การลวงลับไปของบุคคลผู้เป็นเอกเป็นเหตุแห่งความเสียใจของคนเป็นอันมาก ....บุคคลผู้เป็นเอก...ย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่มีที่สอง ไม่มีใครเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ...เป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย....ความปรากฏแห่งบุคคลผู้เป็นเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุใหญ่ แห่งแสงสว่างใหญ่ แห่งความรุ่งโรจน์ใหญ่แห่งอนุตตริยะ ๖ เป็นการกระทำให้แจ้งปฏิสัทภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดธาตุเป็นอันมากและธาตุต่าง ๆ เป็นการทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล บุคคลเป็นผู้เอกคือใคร? คือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๑๓๙-๑๔๔) ตบ. ๒๐ : ๒๕-๓๐ ตท. ๒๐ : ๒๖-๒๗ ตอ. G.S. ๑ : ๑๔-๑๕

ผู้เสวยอารมณ์ของอินทรีย์ ๕

อุณณาภพราหมณ์กราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวร่วมของอินทรีย์ ๕ ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และอะไรเป็นผู้เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนั้น?

“ดูก่อนพราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้มีอารมณ์ต่างกัน มีทางโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นทางโคจรของกันและกัน....อินทรีย์ ๕ ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (มโน) ย่อมเป็นที่ยึดเหนี่ยวร่วมของอินทรีย์ ๕ ประกานี้ และใจ ย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้... สติเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งใจ วิมุติเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งสติ นิพพานเป็นที่ยึดเหนี่ยวแห่งวิมุต ด้วยว่าพรหมจรรย์ที่บุคคลอยู่จบแล้วมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง มีนิพพานเป็นเบื้องหน้า มีนิพพานเป็นที่สุด....”

อุณณาภพราหมณสูตร มหา. สํ. (๖๒๘-๙๗๑ ) ตบ. ๑๙ : ๒๘๘-๒๘๙ ตท. ๑๙ : ๒๗๒-๒๗๓ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙๒-๑๙๓

ผู้เสียสละนั้นดีแล้วหรือ

คนบางคนชอบสละเวลาของตนทำประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างเดียว เพิกเฉยละเลยประโยชน์ของตน ชาวโลกสรรเสริญว่าเป็นคนเสียสละ เห็นแก่ส่วนรวมควรได้รับการยกย่อง พระพุทธองค์ทรงยกย่องคนประเภทนี้อย่างไรหรือไม่ ?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก คือบุคคลผู้ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนด้วย เพื่อประโยชน์ผู้อื่นด้วย ๑ .... บรรดาบุคคล ๔ จะพวกนี้ บุคคลผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เป็นผู้เลิศ เป็นผู้วิเศษ เป็นประธาน อุดม และเป็นผู้ประเสริฐ....”

ฉลาวาตสูตร จ. อํ. (๙๕) ตบ. ๒๑ : ๑๒๔-๑๒๕ ตท. ๒๑ : ๑๑๒-๑๑๓ ตอ. G.S. II : ๑๐๔-๑๐๕

ผู้แทนพระพุทธองค์

ก่อนแต่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าได้ทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งประมุขสงฆ์ แทนพระองค์หรือไม่? ถ้าไม่ พระสงฆ์ได้ประชุมตกลงกันแต่งตั้งใครเป็นประมุขหรือไม่ ? ถ้าไม่พระสงฆ์จะได้อะไรเป็นที่พึ่ง?

“.....ดูก่อนพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ทรงเห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ ทรงแต่งตั้งไว้ว่า เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่านทั้งหลาย ซึ่งอาตมภาพทั้งหลายจะพึงเข้าไปหาได้ในบัดนี้ “.....ดูก่อนพราหมณ์ ไม่มีเลยแม้สักรูปหนึ่ง อันสงฆ์ที่เป็นภิกษุผู้เถระมากรูปด้วยกันสมมติแล้ว แต่งตั้งไว้ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไปแล้ว ภิกษุรูปนี้จัดเป็นที่พึ่งอาศัยของเราทั้งหลาย...... “.....ดูก่อนพราหมณ์ อาตมภาพทั้งหลายมิใช่ไม่มีที่พึ่งอาศัยเลย พวกอาตมภาพมีที่พึ่งอาศัยคือมีธรรมเป็นที่พึ่งอาศัย”

โคปกโมคคัลลาน ปญ สูตร อุ. ม. (๑๐๘-๑๐๙) ตบ. ๑๔ : ๙๑-๙๒ ตท. ๑๔ : ๗๕-๗๖ ตอ. MLS. III : ๕๙-๖๐

ผู้ไม่มีโชคได้พบพระพุทธศาสนา

มีคนประเภทไหนบ้าง ที่ไม่มีโชคได้พบพระพุทธศาสนา ได้ประพฤติพรหมจรรย์ และได้ลิ้มรสความสุขอันเกิดจากการปฏิบัติธรรม?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม.... และธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมทรงแสดง นำความสงบมาให้.... แต่บุคคลผู้นี้เขาถึงนรกเสีย... “อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงปิตติวิสัยเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรมและธรรมอันพระผู้มีพระภาคย่อมแสดง นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลผู้นี้เข้าถึงเทพนิกายผู้มีอายุยืนชั้นใดชั้นหนึ่งเสีย....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม..... นำความสงบมาให้ .... แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในปัจจันตชนบท และอยู่ในพวกมิลักขะไม่รู้ดีรู้ชอบ.... อันเป็นสถานที่ไม่มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปมา....

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... แต่บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขาเป็นมิจฉาทิฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่ผุดเกิดขึ้น (โอปปาติก) ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กระทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก “อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... บุคคลนี้กลับมาเกิดในมัชฌิมชนบท แต่เขามีปัญญาทราม บ้าใบ้ ไม่สามารถรู้อรรถแห่งสุภาษิต และทุภาษิต

“อีกประการหนึ่ง ตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกนี้.... เป็นผู้จำแนกธรรม.... แต่พระตถาคตมิได้แสดง ถึงบุคคลผู้นี้จะเกิดในมัชฌมิชนบท และมีปัญญาไม่บ้าใบ้ ทั้งสามารถจะรู้อรรถแห่งสุภาษิตและทุภาษิต....”

อักขณสูตร อ. อํ. (๑๑๙) ตบ. ๒๓ : ๒๒๙-๒๓๐ ตท. ๒๓ : ๒๐๑-๒๐๒ G.S. IV : ๑๕๒-๑๕๓

ผู้ไม่วิวาทกับใคร

มีผู้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงขัดแย้งกับโลกในการสั่งสอน จริงหรือไม่?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับโลกแต่โลกย่อมวิวาทกับเรา บุคคลผู้สอนแต่ธรรมอยู่ไม่วิวาทกับใครๆ ในโลก สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวสิ่งนั้นว่าไม่มี สิ่งในที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เรากล่าวสิ่งนั้นว่ามี..”” “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี คืออะไร? คือ รูปที่เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตในโลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวรูปนั้นว่าไม่มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เที่ยง ยั่งยืน โลกสมมติว่าไม่มี แม้เราก็กล่าวว่าไม่มี.... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี คืออะไร? คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่บัณฑิตในโลกสมมติว่ามี แม้เราก็กล่าวว่า มี....

ปุปผสูตร ขันธ. สํ. (๒๓๘) ตบ. ๑๗ : ๑๖๙-๑๗๐ ตท. ๑๗ : ๑๔๘ ตอ. K.S. ๓ : ๑๑๗

ผู้ไม่สำคัญหมายย่อมไม่ถือมั่น

ข้อปฏิบัติอันเหมาะสมแก่การกำจัดความถือตนเกี่ยวกับสิ่งทั้งปวงด้วยอำนาจ ตัณหา มานะทิฏฐิ คืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระศาสนานี้ย่อมไม่สำคัญหมาย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ย่อมไม่สำคัญหมายในตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ย่อมไม่สำคัญหมายจากตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ย่อมไม่สำคัญหมายว่าตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... เป็นของเราย่อมไม่สำคัญหมาย รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ย่อมไม่สำคัญหมายในรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ย่อมไม่สำคัญหมายแต่รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ย่อมไม่สำคัญหมายว่า รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เป็นของเรา ย่อมไม่สำคัญ จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... ย่อมไม่สำคัญหมายใน (วิญญาณทั้ง ๖ นั้น) เป็นของเรา ย่อมไม่สำคัญหมายจักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... ย่อมไม่สำคัญหมายใจ (สัมผัสทั้ง ๖ นั้น) ย่อมไม่สำคัญหมายแต่ (สัมผัสทั้ง ๖ นั้น) ย่อมไม่สำคัญหมายว่า (สัมผัสทั้ง ๖ นั้น) เป็นของเรา ย่อมไม่สำคัญหมายสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา อันมี (สัมผัสทั้ง ๖ นั้น) เป็นปัจจัย ย่อมไม่สำคัญหมายใน (เวทนาทั้ง ๓ นั้น) ย่อมไม่สำคัญหมายแต่ (เวทนาทั้ง ๓ นั้น) ย่อมไม่สำคัญหมายว่า เวทนาทั้ง ๓ นั้นเป็นของเรา “ย่อมไม่สำคัญหมายสิ่งทั้งปวง ในสิ่งทั้งปวง แต่สิ่งทั้งปวง ย่อมไม่สำคัญ หมายว่าสิ่งทั้งปวงเป็นเของเรา บุคคลผู้ไม่สำคัญหมายอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไปถือมั่นย่อมไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัวย่อมดับทุกข์เย็นสนิทเฉพาะตน....”

สารูปสูตร สฬา. สํ. (๓๓) ตบ. ๑๘ : ๑๗-๒๘ ตท. ๑๘ : ๒๐-๒๑ ตอ. K.S. ๔ : ๑๑-๑๒

พรหมจรรย์และที่สุดแห่งพรหมจรรย์

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าพรหมจรรย์ๆ ดังนี้ ก็พรหมจรรย์เป็นไฉน ที่สุดแห่ง พรหมจรรย์เป็นไฉน?

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นพรหมจรรย์ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์

ภิกขุสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๒๙-๓๐) ตบ. ๑๙ : ๙ ตท. ๑๙ : ๘ ตอ. K.S. ๕ : ๖-๗

พรหมลิขิตมีหรือไม่

สมณพราหมณ์บางพวกยืนยันว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ดี ที่บุคคลได้รับเสวยอยู่นั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าอยู่ยิ่งใหญ่เป็นเหตุดังนี้ พระพุทธองค์ทรงเห็นอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์..... พวกที่มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้น ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นเหตุจริงหรือ ถ้าสมณพราหมณ์พวกนั้น.... ปฏิญญาว่าจริง เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น เพราะการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นเหตุ ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าสัตว์.... จักต้องลักทรัพย์...... จักต้องประพฤติกรรมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์..... จักต้องพูดเท็จ..... จักต้องพูดคำส่อเสียด.... จักต้องพูดคำหยาบ..... จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ..... จะต้องมากไปด้วยอภิชฌา...... จักต้องมีจิตพยาบาท..... มิจฉาทิฏฐิ..... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรค์ ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เป็นสำคัญ ความพอใจหรือความพยายามว่า กิจนี้ควรทำหรือไม่ว่ากิจนี้ไม่ควรทำ ย่อมจะมีไม่ได้.....ฯ”

พรหมวิหารของปริพพาชกกับของพุทธ

พวกปริพพาชกกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ละนิวรณ์ทั้ง ๕ แล้วสอนให้เจริญเมตตา แผ่เมตตาไปตลอดทิศทั้ง ๔ และเบื้องล่างเบื้องบน..... สอนให้เจริญและแผ่กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยวิธีเดียวกัน ส่วนพวกปริพพาชกก็สอนแบบเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จะมีอะไรเป็นข้อแตกต่างกันเล่า ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกปริพพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้เธอทั้งหลายพึงถามอย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุติ... กรุณาเจโตวิมุติ... มุทิตาเจโตวิมุติ... อุเบกขาเจโตวิมุติ... ที่บุคคลเจริญแล้วอย่างไรมีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด? พวกปริพาชกถูกเธอถามอย่างนี้แล้วจักแก้ไม่ได้เลย.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมตตาเจโตวิมุติ บุคคลเจริญแล้วอย่างไร....มีอะไรเป็นดีที่สุด ? ภิกษุในธรรมวินี้ย่อมเจริญองค์แห่งการตรัสรู้คือสติ.... ธัมมวิจยะ.... วิริยปีติปัสสัทธิ... สมาธิอุเบกขา อันประกอบด้วยเมตตา อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสลัด ถ้าเธอหวังอยู่ว่าเราพึงเห็นว่าปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูล... ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูล... ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูลและสิ่งปฏิกูล... ไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูลอยู่ เธอก็ย่อมมีความคิดเห็นเช่นนั้น... ถ้าหวังอยู่ว่า เราพึงแยกสิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้งสองนั้นออกเสียแล้ววางใจเป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ก็ย่อมมีใจเป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรืออีกอย่างหนึ่งเธอย่อมเข้าถึงศุภวิโมกข์อยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเมตตาเจโตวิมุติว่า มีศุภวิโมกข์เป็นอย่างยิ่ง เพราะภิกษุนั้นยังไม่แทงตลอดวิมุติอันยอดยิ่งในธรรมวินัย ปัญญาของเธอยังเป็นโลกีย์ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันประกอบด้วยกรุณา ถ้าเธอหวังอยู่ว่าเราพึงเห็นว่า ปฏิกูลในสิ่งไม่ปฏิกูล... พึงเห็นว่าไม่ปฏิกูลในสิ่งปฏิกูลและไม่ปฏิกูล ก็ย่อมมีความคิดเห็นเช่นนั้น... เราพึงแยกสิ่งไม่ปฏิกูลและปฏิกูลทั้ง ๒ นั้นออกเสียแล้ววางใจเป็นกลาง หรืออีกนัยหนึ่ง เพราะล่วงรูปสัญญาเสียโดยประการทั้งปวง เพราะปฏิฆสัญญาดังไป เพราะไม่ทำนานัตตสัญญาไว้ในใจ เธอคำนึงอยู่ว่า อากาศไม่มีที่สิ้นสุด ย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนะอยู่...เรากล่าวว่า กรุณาเจโตวิมุติ มีอากาสานัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยมุทิตา อาศัยวิเวก วางใจเป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่ หรืออีกอย่างหนึ่ง เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะเสียอย่างสิ้นเชิง เธอคำนึงอยู่ว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ย่อมบรรลุวิญญาณณัญจายตนะอยู่....เรากล่าวว่า มุติตาเจโตวิมุติ มีวิญญาณนัญจายตนะเป็นอย่างยิ่ง... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์..... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอุเบกขา ...ย่อมวางใจเป็นกลาง มีสติสัมปชัญญะในสิ่งทั้งสองนั้นอยู่.... เพราะล่วงวิญญาณณัญจายตนะเสียอย่างสิ้นเชิง เธอคำนึงอยู่ว่าอะไรนิดหนึ่งก็ไม่มี ย่อมบรรลุอากิญจัญญายตนะอยู่....เรากล่าวว่า อุเบกขาเจโตวิมุติ มีกิญจัญญายตนะเป็นอย่างยิ่ง...”

เมตตาสูตร มหา. สํ. (๕๗๖-๖๐๐) ตบ. ๑๙ : ๑๕๙-๑๖๖ ตท. ๑๙ : ๑๕๘-๑๖๔ ตอ. K.S. ๕ : ๙๘-๑๐๒

พรหมโลกมีจริง

พรหมโลกมีจริงหรือ? พระพุทธองค์ตรัสยืนยันไว้ที่ไหนว่าพรหมโลกมีจริง?

“...ดูก่อนมาณพ บุรุษผู้เกิดแล้วทั้งเจริญแล้วในบ้านนฬการคามนั้น ถูกถามถึงหนทางของบ้านนฬการคามนั้น ไม่พึงชักช้าหรือตกประหม่าและ ตถาคตถูกถามถึงพรหมโลกหรือปฏิปทาเครื่องให้ถึงพรหมโลก ก็ไม่ชักช้าหรือประหม่าเช่นเดียวกัน” “...ดูก่อนมาณพ เราย่อมรู้จักทั้งพรหม ทั้งพรหมโลก และปฏิปทาเครื่องให้ถึงพรหมโลก อนึ่ง ผู้ปฏิบัติด้วยประการใด จึงเข้าถึงพรหมโลกเราย่อมรู้ชัดซึ่งประการนั้นด้วย...”

สุภสูตร ม. ม. (๗๒๙) ตบ. ๑๓ : ๖๖๓-๖๖๔ ตท.๑๓ : ๕๔๑-๕๔๒ ตอ. MLS. II : ๓๙๕

พระธรรมกถึกแท้

พระภิกษุที่เรียกว่าพระธรรมกถึก (ผู้สอนธรรม) นั้นคืออย่างไร ? ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม? ทำอย่างไรจึงจะเรียกว่าผู้ถึงนิพพานในปัจจุบัน ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ควรจะเรียกว่าพระธรรมกถึก “หากภิกษุ ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ควรจะเรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม “หากภิกษุ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไซร้ ควรจะเรียกว่า ผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน”

ธรรมกถึกสูตร ขันธ. สํ. (๓๐๒) ตบ. ๑๗ : ๑๙๘-๑๙๙ ตท. ๑๗ : ๑๗๔ ตอ. K.S. ๓ : ๑๓๙-๑๔๐

พระธรรมวินัยแท้และของปลอม

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากมายเหลือหลาย อาจจะมีคำสอนของศาสนาอื่นหรือคนอื่นแทรกแซงอยู่บ้าง เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอันไหนเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันไหนไม่ใช่?

“.....ดูก่อนอุบาลี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว เธอพึงทรงธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่เป็นคำสั่งสอนของพระศาสนา ส่วนธรรมเหล่าใด.... เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว.... นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา”

วินัยวรรค ส. อํ. (๘๐) ตบ. ๒๓ : ๑๔๕-๑๔๖ ตท. ๒๓ : ๑๒๘-๑๒๙ ตอ. G.S. IV : ๙๖-๙๗

พระพรหมของบุตร

ใครเป็นพระพรหม เป็นอาจารย์เบื้องต้นและเป็นสมณะของบุตร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลใดบุตรบูชาบิดามารดาในเรือนตน สกุลนั้นมีพรหม.... มีอาจารย์เบื้องต้น... มีอาหุไนยบุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า “พรหม” คำว่า “บุพพาจารย์” คำว่า “อาหุไทยบุคคล” นี้เป็นชื่อของมารดาและบิดา เพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง สอนให้ลูกรู้จักโลกนี้ “มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเยกว่าพรหมว่าบุพพาจารย์ ว่าอาหุไนยบุคคล เพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงนมัสการและสักการะมารดาบิดาด้วย ข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การอบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการล้างเท้าทั้งสอง เพราะการปรนนิบัติมารดาบิดานั่นแล บัณฑิตย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์....”

พรหมสูตร ติก. อํ. (๖๗๐) ตบ. ๒๐ : ๑๖๗-๑๖๘ ตท. ๒๐ : ๑๕๐ ตอ. G.S. ๑ : ๑๑๔-๑๑๕

พระพุทธศาสนากับการอยู่ป่า

ในที่มาหลายแห่ง พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการอยู่ป่า ทรงแนะนำให้ภิกษุอยู่ป่า แต่ว่าภิกษุควรจะอยู่ป่าเสมอไปหรือ ? หรือว่ามีข้อยกเว้นอะไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเข้าไปอาศัยป่าชัฏแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ เมื่อเธอเข้าไปอาศัยป่าชัฏนั้นอยู่ สติที่ยังไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ก็ไม่พึงความสิ้นไป และภิกษุนั้นไม่ได้บรรลุธรรมอันปลอดโปร่งจากโยคะอย่างสูงที่ยังไม่บรรลุด้วย ส่วนปัจจัยเครื่องอุดหนุนชีวิต คือจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขารเหล่าใดที่บรรพชิตจำต้องนำมาบริโภค ปัจจัยเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นได้โดยยาก.... ดูก่อนภิกษุทั่งหลาย ภิกษุนั้นควรหลีกไปเสียจากป่าชัฏนั้น ในเวลากลางคืนหรือในเวลากลางวันก็ตาม ไม่ควรอยู่....ฯ ”

วนปัตถสูตร มู. ม. (๒๓๕) ตบ. ๑๒ : ๒๑๒-๒๑๓ ตท.๑๒ : ๑๗๓ ตอ. MLS. I : ๑๓๖-๑๓๘

พระพุทธศาสนาก็ส่งเสริมทรัพย์

มีบางคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนาสอนจะให้คนออกจากโลกท่าเดียว ไม่ส่งเสริมการมีโภคทรัพย์ จริงหรือไม่?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลสองตาเป็นไฉน บุคลบางคนในโลกนี้ มีนัยน์ตาเป็นเหตุได้โภคทรัพย์ที่ยังไม่ได้ ทำโภคทรัพย์ที่ได้แล้วให้ทวีมากขึ้น ทั้งมีนัยน์ตาเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งที่เป็นกุศล และอกุศล รู้ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษ รู้ธรรมที่เลวและประณีต รู้ธรรมที่มีส่วนเปรียบด้วยธรรมฝ่ายดำและฝ่ายขาว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าคนสองตา.....”

อันธสูตร ติ. อํ. (๔๖๘) ตบ. ๒๐ : ๑๖๓ ตท. ๒๐ : ๑๔๖ ตอ. G.S. I : ๑๑๒

พระพุทธองค์กับชราภาพ

พระกายของพระพุทธองค์สง่างามอยู่ตลอดพระชนมชีพหรือรู้จักแก่ชราคร่ำคร่าเหมือนคนทั่วไป ?

“สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ปราสาทของนางวิสาขาบิดามารดา ในบุพพาราม ใกล้นครสาวัตถี ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น แล้วประทับนั่งผินพระปฤษฎางค์ ผิงแดดในที่มีแสงแดดส่องจากทิศตะวันตกอยู่ ครั้งนั้นท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค... ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว บีบนวดพระกายของพระผู้มีพระภาคด้วยฝ่ามือ พลางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์เวลานี้พระฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาคไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน พระสรีระก็หย่อนย่นเป็นเกลียว พระกายก็ค้อมไปข้างหน้า และความแปรปรวน ของอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น ก็ปรากฏอยู่” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ในความเป็นหนุ่มสาวก็มีความแก่อยู่แล้วตามธรรมชาติ ในความไม่มีโรค ก็มีความเจ็บไข้อยู่แล้วตามธรรมชาติ ในชีวิตก็มีความตายอยู่แล้วตามธรรมชาติ....”

ชราสูตร มหา. สํ. (๙๖๒-๙๖๔ ) ตบ. ๑๙ : ๒๘๗ ตท. ๑๙ : ๒๗๑ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙๑-๑๙๒

พระพุทธองค์กับวรรณะ

อินเดียในสมัยพุทธกาล มีการถือชั้นวรรณะกันอย่างเคร่งครัด เฉพาะอย่างยิ่งพวกพราหมณ์ถือว่าตนเป็นวรรณะสูงสุด เป็นโอรสของพรหม เกิดแต่ปากพรหม พระพุทธเจ้าทรงมีทรรศนะอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?

“.....ดูก่อนอัสสลายนะ ก็นางพราหมณีของพราหมณ์ทั้งหลายมีระดูบ้าง มีครรภ์บ้าง คลอดบุตรบ้าง ให้บุตรดื่มนมบ้าง ปรากฏอยู่ ก็พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เกิดจากช่องคลอดเหมือนกัน ยังกล่าวอย่างนี้ว่าพราหมณ์เท่านั้นเป็นวรรณะประเสริฐ วรรณะอื่นเลว พราหมณ์เท่านั้นเป็นวรรณะขาว วรรณะอื่นดำ พราหมณ์เท่านั้นเป็นบุตรพรหม เป็นโอรสพรหมเกิดแต่ปากของพรหม เกิดแต่พรหมอันพรหมนิรมิต เป็นทายาทของพรหม......”

อัสสลายนสูตร ม. ม. (๖๑๖) ตบ. ๑๓ : ๕๖๐ ตท.๑๓ : ๔๕๘-๔๕๙ ตอ. MLS. II : ๓๔๑

พระพุทธองค์กับเวลาของพระองค์เอง

พระพุทธเจ้าทรงกระทำพุทธกิจ แสดงธรรมโปรดคนทุกชั้นวรรณะตลอดเวลา หรือทรงมีเวลาเป็นของพระองค์เอง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลีกเร้นอยู่สักสามเดือน ใครๆ ไม่พึงเข้ามาหาเรา เว้นแต่ภิกษุผู้นำบิณฑบาตมาส่งรูปเดียว....”

อิจฉานังคลสูตร มหา. สํ. (๑๓๖๓ ) ตบ. ๑๙ : ๔๑๒ ตท. ๑๙ : ๓๗๗ ตอ. K.S. ๕ : ๒๘๙

พระพุทธองค์ทรงรับรองการตายแล้วเกิด

มีหลักฐานอะไรบ้างที่แสดงว่าพระพุทธองค์ทรงรับรองว่ามีการตายแล้วเกิดจริง ?

“เพราะไม่เห็นอริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง เราและท่านทั้งหลายได้ท่องเที่ยวไปในชาตินั้น ๆ ตลอดกาลนาน อริยสัจจ์ ๔ เหล่านี้เราและท่านทั้งหลายเห็นแล้ว ตัณหาที่จะนำไปสู่ภพถอนขึ้นได้แล้ว รากแห่งทุกข์ถูกตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี”

วัชชิสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๖๙๙ ) ตบ. ๑๙ : ๕๔๑ ตท. ๑๙ : ๔๘๗ ตอ. K.S. ๕ : ๓๖๖

พระพุทธองค์รู้มากกว่าที่สอน

มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้ความจริงด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ความจริงทางวิทยาศาสตร์ แต่พระองค์มิได้ทรงสอนไว้ ?

“สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ สีสปาวันใกล้เมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหยิบเอาใบประดู่ลายสองสามใบไว้ในพระหัตถ์ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสถามว่า....” ใบประดู่ลายสองสามใบที่เราถือด้วยฝ่ามือกับใบที่บนต้น ไหนจะมากกว่ากัน” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ใบประดู่ลายที่พระผู้มีพระภาคทรงถือว่า...มีประมาณน้อย ที่บนต้นมีมากกว่า พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งที่เรารู้แล้วมิได้บอกเธอทั้งหลายมีมาก เพราะเหตุไรจึงไม่บอก เพราะสิ่งนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่เบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์.... เหตุนั้นเราจึงไม่บอก”

ลีสปาสูตร มหา. สํ. (๑๗๑๒ ) ตบ. ๑๙ : ๕๔๘ ตท. ๑๙ : ๔๙๓ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๐

พระพุทธองค์ไม่มีคำสอนพิเศษเพื่อใคร

พระพุทธเจ้าทรงมีคำสอนพิเศษที่สงวนไว้สำหรับพระสาวกบางประเภทหรือไม่ ? และทรงมีคำสอนพิเศษที่จะประกาศแก่พระสงฆ์สาวกก่อนจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานหรือไม่ ?

“ดูก่อนอานนท์ บัดนี้ภิกษุสงฆ์จะมาหวังอะไรในเราอีกเล่า ? พระธรรมเราแสดงไว้แล้วโดยไม่มีนอกไม่มีใน “ดูก่อนอานนท์ ในธรรมทั้งหลายของตถาคต ย่อมไม่มีกำมือแห่งอาจารย์ (สิ่งที่อาจารย์กำไว้เป็นความลับ) ผู้ใดพึงมีความดำริอย่างนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์ หรือว่า ภิกษุสงฆ์มีเราเป็นที่อิงอาศัย ผู้นั้นพึงปรารภภิกษุสงฆ์กล่าวประกาศเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างแน่นอน “ดูก่อนอานนท์ ตถาคตไม่เคยมีความดำริอย่างนี้เลยว่า เราจะบริหารภิกษุสงฆ์ หรือว่า ภิกษุสงฆ์มีเราเป็นที่อิงอาศัย ฉะนั้นตถาคตจักปรารภภิกษุสงฆ์กล่าวประกาศเรื่องใดเรื่องหนึ่งทำไมเล่า ? บัดนี้เราก็แก่เฒ่าเป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว วัยของเราล่วงเข้าแปดสิบปีแล้ว เกวียนเก่ายังจะใช้ไปได้ ก็เพราะการซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ฉันใด กายของตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน...”

คิลานสูตร มหา. สํ. (๗๑๐) ตบ. ๑๙ : ๒๐๔-๒๐๕ ตท. ๑๙ : ๑๙๔-๑๙๕ ตอ. K.S. ๕ : ๑๓๑-๑๓๒

พระพุทธเจ้ากับการบำเพ็ญตบะ

นายบ้านชื่อราสิยะทูลถามพระพุทธองค์ว่ามีผู้กล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าทรงตำหนิการบำเพ็ญตบะทุกชนิด จริงหรือไม่?

“ดูก่อนนายคามณี ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมติเตียนตบะทั้งปวง ด่าว่าก้าวร้าวผู้บำเพ็ญตบะ ผู้ดำรงชีพอย่างเศร้าหมอง โดยส่วนเดียวดังนี้ ชนเหล่านั้นไม่เป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าวและกล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ คำไม่จริง “ดูก่อนนายคามณี บุคคลผู้บำเพ็ญตบะ ๓ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก คือ บุคคลผู้มีตบะ.... บางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยคิดว่า ถ้ากระไรเราพึงบรรลุกุศลธรรม พึงทำให้แจ้งซึ่งอุตริมนุสธรรมที่เป็นญาณทัศนะวิเศษชั้นเยี่ยมอย่างบริบูรณ์อันนี้ เขาย่อมทรมานตนเอง ย่อมทำตัวเองให้เร่าร้อน แต่ก็ไม่บรรลุกุศลธรรม ไม่ทำให้แจ้งซึ่งอุตรมนุสธรรม (คนประเภทนี้) พึงถูกติเตียน โดย ๓ สถาน คือ สถานที่ ๑... ทรมานตนเองให้ลำบาก สถานที่ ๒... ไม่ได้บรรลุกุศลธรรม สถานที่ ๓.... ไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งอุตริมนรุสธรรม... “ดูก่อนนายคามณี บุคคลผู้บำเพ็ญตบะ บางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิต ทรมานตนเอง บรรลุกุศลอย่างเดียว ไม่ได้กระทำให้แจ้งซึ่งอุตริมนุสธรรม (คนประเภทนี้) ควรถูกติเตียน โดย ๒ สถาน คือ สถานที่ ๑... ทรมานตนเองให้ลำบาก สถานที่ ๒...ไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งอุตริมนรุสธรรม... ควรได้รับสรรเสริญสถานเดียว คือ ได้บรรลุกุศลธรรม “ดูก่อนนายคามณี บุคคลผู้บำเพ็ญตบะ บางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิต ทรมานตนเอง ได้บรรลุกุศลอย่างเดียว และทำให้แจ้งซึ่งอุตริมนุสธรรม (คนประเภทนี้) พึงถูกตำหนิ โดยสถานเดียว คือ ทำตัวให้เร่าร้อนกระวนกระวาย ควรได้รับสรรเสริญ โดย ๒ สถาน คือ ได้บรรลุกุศลธรรมและกระทำให้แจ้งซึ่งอุตริมนุสธรรมได้ “ดูก่อนนายคามณี ธรรม ๓ อย่างนี้เป็นธรรมเนื่องในปัจจุบัน อันวิญญูชนพึงเห็นเอง คือการที่บุคคลมีใจกำหนัด การที่บุคคลถูกความโกรธประทุษร้ายแล้ว การที่บุคคลหลงมัวเมาแล้วตั้งใจที่จะเบียดเบียนตนเองบ้าง ตั้งใจที่จะเบียดเบียนผู้อื่นบาง ตั้งใจที่จะเบียดเบียนทั้งตนเองทั้งผู้อื่นบ้าง เพราะราคะเป็นเหตุ เพราะโทสะเป็นเหตุ เพราะโมหะเป็นแหตุ เมื่อละราคา โทสะ โมหะได้แล้ว ย่อมตั้งใจที่จะเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น นี้เป็นธรรมเนื่องด้วยปัจจุบัน อันวิญญูชนพึงเห็นเอง....”

ราสิยสูตร สฬา. สํ. (๖๔๔-๖๔๘) ตบ. ๑๘ : ๔๑๕-๔๑๘ ตท. ๑๘ : ๓๖๗-๓๖๙ ตอ. K.S. ๔ : ๒๔๑-๒๔๔

พระพุทธเจ้ากับปัญหาทางอภิปรัชญา

ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงนิยมตอบโต้กับใครในปัญหาทางอภิปรัชญา อันลึกซึ้งที่ไม่มีประโยชน์ทางปฏิบัติโดยตรงเป็นความจริงหรือไม่ ? พระราธะทูลถาม “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?”

“ดูก่อนราธะ ความเห็นชอบมีประโยชน์ให้เบื่อหน่าย พระราธะ “ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า” พุทธดำรัส “ดูก่อนราธะ ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ให้คลาย กำหนัด” พระราธะ “ความคลายกำหนัดมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า” พุทธดำรัส “ดูก่อนราธะ ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ให้หลุดพ้น” พระราธะ “ความหลุดพ้นเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า” พุทธดำรัส “ดูก่อนราธะ เธอถามปัญหาเลยขอบเขตไปเสียแล้ว เธอไม่สามารถจะเอาที่สุดของปัญหาได้ ดูก่อนราธะ พรหมจรรย์เป็นคุณชาติ หยั่งลงสู่นิพพาน มีพระนิพพานเป็นที่สุด...”

มารสูตร ขันธ. สํ. (๓๖๖) ตบ. ๑๗ : ๒๓๑ ตท. ๑๗ : ๒๐๘-๒๐๙ ตอ. K.S. ๓ : ๑๕๕-๑๕๖

พระพุทธเจ้ากับศาสดามักขลิโคสาล

พระพุทธเจ้าทรงมีทัศนคติต่อศาสนามักขลิโคสาลอย่างไร ?

“ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นบุคคลอื่นแม้แต่คนเดียวที่ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนหมู่มากเพื่อความฉิบหาย... เพื่อความทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหมือนกับโมฆบุรุษชื่อว่ามักขลินี้เลย “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลใส่ลอบไว้ที่ปากทางน้ำเพื่อไม่ใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เพื่อความเสื่อม ความพินาศแก่ปลาเป็นอันมากแม้ฉันใด โมฆบุรุษชื่อว่ามักขลิก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เป็นดังลอบสำหรับดักมนุษย์ เกิดขึ้นแล้วในโลก....เพื่อความทุกข์ เพื่อความเสื่อม เพื่อความพินาศ แก่สัตว์เป็นอันมาก”

เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง เอก. อํ. (๑๙๔) ตบ. ๒๐ : ๔๔-๔๕ ตท. ๒๐ : ๔๓ ตอ. G.S. ๑ : ๒๙-๓๐

พระพุทธเจ้าทรงทำนายอนาคตพระสาวก

มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงทำนายอนาคตของพระอริยสาวกผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นทำนองรับรองว่ามีชีวิตภายหลังความตาย?

“ ดูก่อนอานนท์ ภิกษุชื่อสาฬหะมรณภาพแล้ว บรรลุถึงเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติที่ไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย เพราะรู้ยิ่งเองในปัจจุบันเข้าไปสงบอยู่แล้ว (ในนิพพานธาตุ) ภิกษุณีชื่อนันทามรณภาพแล้วเป็นโอปปาติกะ เนื่องจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป จักปรินิพพานใน (พรหมโลกชั้นสุทธาวาส) นั้น จักไม่กลับมาจากโลกนั้นอย่างแน่นอน...อุบาสกชื่อสุทัตตะกระทำกาละแล้ว เป็นพระสกิทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป และบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะได้มาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียวแล้วจักกระทำที่สุดทุกข์...อุบาสิกาชื่อสุชาดา กระทำกาละแล้วเป็นพระโสดาบันพระสังโยชน์ ๓ สิ้นไป มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้จักตรัสรู้ในกาลข้างหน้า “ดูก่อนอานนท์ การที่มนุษย์กระทำกาละนี้มิใช่ของแปลกเลย แต่เมื่อคนแต่ละคนทำกาละแล้ว เธอเข้ามาถามเรื่องนั้นกะเรา นี้เป็นความลำบากของอนาคต....”

คิญชกาวสถสูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๑๔๗๐-๑๔๗๑ ) ตบ. ๑๙ : ๔๔๗ ตท. ๑๙ : ๔๐๗ ตอ. K.S. ๕ : ๓๑๒

พระพุทธเจ้าทรงรับรองโลกอื่น

มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่ามีโลกอื่น นอกจากโลกของเรา?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนท่อนไม้ที่บุคคลขว้างขึ้นไปบนอากาศแล้ว บางคราวเอาโคนตกลงมาก็มี บางคราวเอากลางตกลงมากก็มี บางคราวเอาปลายตกลงมาก็มีฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้นไว้ มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ ได้แล่นไปอยู่ ท่องเที่ยวไปอยู่บางคราวจากโลกนี้ไปสู่ปรโลกก็มี บางคราวจากปรโลกมาสู่โลกนี้ก็มีฉันนั้นเหมือนกัน......”

ทัณฑสูตร มหา. สํ. (๑๗๑๖ ) ตบ. ๑๙ : ๕๕๐ ตท. ๑๙ : ๔๙๔ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๑-๓๗๒

พระพุทธเจ้าทรงรู้วิธีเหาะได้

พระพุทธเจ้าทรงเหาะเหินเดินอากาศได้จริงหรือไม่ ถ้าจริงทรงกระทำได้โดยวิธีใด ?

“ ดูก่อนอานนท์ เราทราบอยู่ว่าเรา เข้าสู่พรหมโลกด้วยกายที่สำเร็จแต่ใจ ด้วยอำนาจฤทธิ์ได้.... เรารู้อยู่ว่า เราเข้าสู่พรหมโลกด้วยกายอันประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้ เพราะอาศัยฤทธิ์ได้... “ ดูก่อนอานนท์ สมัยในตถาคตตั้งกายไว้ในจิตหรือรวมจิตตั้งไว้ที่กาย ก้าวลงสู่ความเห็นว่าสุขและความเห็นว่าเบาในกาย สมัยนั้นกายของตถาคตย่อมเบากว่าปกติ อ่อนกว่าปกติ ควรแก่การงานกว่าปกติ และผุดผ่องกว่าปกติ เปรียบเหมือนก้อนเหล็กเผาไฟอยู่ตลอดวัน ย่อมเบากว่าปกติ อ่อนกว่าปกติ และผุดผ่องกว่าปกติ... “ ดูก่อนอานนท์ สมัยใดตถาคตตั้งกายลงไว้ในจิตหรือรวมจิตตั้งลงในกาย....สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมออกจากแผ่นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลยตถาคตนั้นย่อมแสดงฤทธิ์ ได้หลายอย่าง....เปรียบเหมือนปุยนุ่นหรือปุยฝ้ายซึ่งเป็นเชื้อธาตุที่เบา ย่อมลอยจากแผ่นดินขึ้นสู่อากาศได้โดยไม่ยากเลย....”

อโยคุฬสูตร มหา. สํ. (๒๑๐๘-๒๑๑๓ ) ตบ. ๑๙ : ๓๖๓-๓๖๕ ตท. ๑๙ : ๓๓๕-๓๓๖ ตอ. K.S. ๕ : ๒๕๒-๒๕๓

พระพุทธเจ้าทรงเคารพอะไร

พระพุทธเจ้าจัดว่าเป็นพระบรมศาสดาของโลก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ทรงเคารพใคร? หรือว่าไม่ทรงเคารพใครเลย ?

“.... บุคคลผู้ไม่มีที่เคารพ ที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราจะพึงสักการะเคารพอาศัยสมณะ หรือพราหมณ์ใครผู้ใดอยู่หนอ ? ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้มีพระดำริว่า “เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่า เรายังไม่เห็นสมณหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยศีลยิ่งกว่าตนในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ “เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งสมาธิที่ยังไม่บริบูรณ์.... เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์.... เพื่อความบริบูรณ์แห่งวิมุติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์.... เพื่อความบริบูรณ์ แห่งวิมุติญาณทัสสนะขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่าเรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่น ที่ถึงพร้อมด้วยสมาธิ.... ที่ถึงพร้อมด้วยปัญญา.... ที่ถึงพร้อมด้วยวิมุติ..... ที่ถึงพร้อมด้วยวิมุติญาณทัสสนะยิ่งกว่าตนในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ “อย่างกระนั้นเลย เราควรสักการะเคารพธรรมที่เราตรัสรู้นั่นแหละ แล้วอาศัยอยู่”

คารวสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๕๖๐) ตบ. ๑๕ : ๒๐๓-๒๐๕ ตท. ๑๕ : ๑๙๔-๑๙๕ ตอ. K.S. I : ๑๗๕

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้สิ่งเดียวกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกยุคทุกสมัยตรัสรู้อะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีตกาล ได้ตรัสรู้แล้วตามความเป็นจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น ได้ตรัสรู้แล้วซึ่งอริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง ถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคตกาล จักตรัสรู้ตามความเป็นจริง ถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งในปัจจุบัน ตรัสรู้อยู่ตามความเป็นจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น ตรัสรู้อยู่ซึ่งอริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง...”

อรหัตสูตร มหา. สํ. (๑๗๐๔ ) ตบ. ๑๙ : ๕๔๓-๕๔๔ ตท. ๑๙ : ๔๘๙ ตอ. K.S. ๕ : ๓๖๗

พระพุทธเจ้ายังมีอายตนะ แต่ไม่ติดในอายตนะ

พระโกฏฐิกะ ถามพระสารีบุตรว่า ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... และ รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... ต่างเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวผูกมัดซึ่งกันและกันหรืออย่างไร ?

“ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ ตาเป็นเครื่องผูกมัดรูป และรูปเป็นเครื่องผูกมัดตาหามิได้... หูเป็นเครื่องผูกมัดเสียง และเสียงเป็นเครื่องผูกมัดหูก็หามิได้ ... จมูกเป็นเครื่องผูกมัดกลิ่น และกลิ่นเป็นเครื่องผูกมัดจมูกหามิได้... ลิ้นเป็นเครื่องผูกมัดรส และรสเป็นเครื่องผูกมัดกายก็หามิได้... ใจเป็นเครื่องผูกมัดธรรมารมณ์ และธรรมารมณ์เป็นเครื่องผูกมัดใจก็หามิได้... “ความพอใจรักใคร่ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป.... อาศัยหูและเสียง....อาศัยจมูกและกลิ่น...อาศัยลิ้นและรส....อาศัยกายและโผฏฐัพพะ... อาศัยใจและธรรมารมณ์นั้นต่างหาก เป็นเครื่องผูกมัดในจักษุและรูปเป็นต้นนั้น... “ท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือนโคดำและโคขาวที่เขาผูกโยงไว้ด้วยเชือกหรือด้วยสายแอกเส้นเดียว ใครเล่าจะพึงพูดได้ว่า โคดำเป็นเครื่องผูกมัดโคขาว หรือโคขาวเป็นเครื่องผูกมัดโคดำ ที่แท้เชือกและสายแอกเส้นเดียวที่ใช้ผูกโยงโคทั้งสองนั้น และเชื่อว่าเป็นเครื่องผูกมัดในโคทั้งสองนั้น.... “ท่านผู้สูงอายุ ถ้าจักษุเป็นเครื่องผูกมัดรูป หรือรูปจักเป็นเครื่องผูกมัดจักษุ ฯลฯ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบไม่พึงมีปรากฏได้ “ดูก่อนท่านโกฏฐิกะ พระเนตรของพระผู้มีพระภาคมีอยู่แท้ พระองค์ก็ทรงเห็นรูปด้วยพระเนตร.... ยังทรงฟังเสียงด้วยพระโสต... ยังทรงสูดกลิ่นด้วยพระนาสิก... ยังทรงลิ้มรสด้วยพระชิวหา... ยังทรงถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย.... ยังทรงรู้ธรรมารมณ์ด้วยพระมนัส แต่พระองค์ก็ไม่มีความพอใจรักใคร่ พระองค์ทรงมีจิตหลุดพ้นแล้ว...”

โกฏฐิกสูตร สฬา. สํ. (๒๙๕-๒๙๘) ตบ. ๑๘ : ๒๐๓-๒๐๖ ตท. ๑๘ : ๑๙๗-๑๙๙ ตอ. K.S. ๔ : ๑๐๑-๑๐๒

พระพุทธเจ้าอยู่ด้วยวิชชาและวิมุติ

กุณฑลิยปริพพาชกทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระสมณโคดมทรงมีอะไรเป็นอานิสงส์ดำรงชีวิตอยู่ ?

“ดูก่อนกุณฑลิยะ ตถาคตมีวิชชาและวิมุติเป็นผลานิสงส์อยู่ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ อันบุคคลเจริญแล้วย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์... สุจริต ๓ อันบุคคลเจริญแล้วย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์.... อินทรีย์สังวรอันบุคคลเจริญแล้ว ... ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์...."

กุณฑลิยสูตร มหา. สํ. (๓๙๔-๓๙๖) ตบ. ๑๙ : ๑๐๕-๑๐๖ ตท. ๑๙ : ๑๑๐-๑๑๑ ตอ. K.S. ๕ : ๖๐-๖๑

พระพุทธเจ้าอาจอยู่ได้ตลอดกัลป์

พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงหรือวา ถ้ามีพระประสงค์ พระพุทธองค์อาจจะทรงพระชนม์อยู่ได้เป็นเวลาถึง ๑ กัลป์?

“ดูก่อนอานนท์ เมืองเวสาลีเป็นที่น่ารื่นรมย์ อุเทนเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ โคตมกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ สัตตัมพะเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ พหุปุตตกเจดีย์ก็เป็นที่น่ารื่นรมย์ อิทธิบาท ๔ อันผู้ใดผู้หนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นยาน กระทำให้เป็นฐาน ให้คล่องแคล่วแล้วสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อปรารถนาอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลป์ หนึ่งหรือเกินกว่ากัลป์หนึ่ง....”

เจติยสูตร มหา. สํ. (๑๑๒๔ ) ตบ. ๑๙ : ๓๓๓ ตท. ๑๙ : ๓๑๒-๓๑๓ ตอ. K.S. ๕ : ๒๓๐-๒๓๑

พระพุทธเจ้าเพียงแต่บอกหนทาง

บริษัท ๔ ที่เกิดร่วมยุคกับพระพุทธองค์ ได้ฟังธรรมเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธองค์ นับว่าเป็นผู้มีโชคอันประเสริฐ น่าจะได้สำเร็จมรรคผลทั้งหมด แต่ไฉนจึงได้บรรลุแต่เพียงบางคนเท่านั้น?

“.....ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนบุรุษผู้ปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์พึงมาในสำนักของท่าน เขาเข้ามาหาท่านแล้วพูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะไปยังกรุงราชคฤห์ ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า ดูก่อนพ่อมหาจำเริญ มาเถิด ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ท่านจงไปตามทางนั้นชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเป็นบ้านชื่อโน้น..... ไปตามทางชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักเป็นนิคมชื่อโน้น...... จักเห็นสวนที่น่ารื่นรมย์...... จักเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ ภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ของเมืองราชคฤห์ บุรุษนั้นอันท่านแนะนำสั่งสอนอยู่อย่างนี้จำทางผิด กลับเดินไปเสียตรงกันข้าม ต่อมาบุรุษคนที่สอง ปรารถนาจะไปเมืองราชคฤห์ พึงมาในสำนักของท่าน.... แล้วพูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ...... ขอท่านจงชี้ทางไปเมืองราชคฤห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ท่านพึงบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า...... ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์....... บุรุษนั้นอันท่านแนะนำพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ พึงไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี ดูก่อนพราหมณ์ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยในเมื่อเมืองราชคฤห์ดำรงอยู่ ทางไปเมืองราชคฤห์ก็ดำรงอยู่ ท่านผู้ชี้แจงก็ดำรงอยู่ แต่ก็บุรุษอันท่านแนะนำพร่ำสั่งอยู่อย่างนี้ คนหนึ่งจำทางผิด กลับเดินไปทางตรงกันข้าม คนหนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์โดยสวัสดี ?” คณกโมคคัลลานะ “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรได้ ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้บอทาง” “ดูก่อนพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่ เราผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่ แต่ก็สาวกของเราอันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้ บางพวกเพียงส่วนน้อยยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จเยี่ยมยอด บางพวกก็ไม่ยินดี ดูก่อนพราหมณ์ ในเรื่องนี้เราจะทำอย่างไรได้ ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกหนทางให้”

คณกโมคคัลลาน ปญ สูตร อุ. ม. (๑๐๒-๑๐๓) ตบ. ๑๔ : ๘๖-๘๗ ตท. ๑๔ : ๗๑-๗๒ ตอ. MLS. III : ๕๖

พระพุทธเจ้าในฐานะคนธรรมดา

เท่าที่ศึกษาจากพุทธประวัติ รู้สึกว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นบุคคลพิเศษ เต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ผิดสามัญมนุษย์ มีลักษณะอะไรบ้างที่แสดงว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดา?

“.....ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้นเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา (ซึ่งพระนันทกะกำลังแสดงธรรมอยู่) ประทับยืนรอจนจบการแสดง ณ ซุ้มประตุด้านอก ครั้นทรงทราบว่าการแสดงจบแล้วทรงกระแอมไอและทรงเคาะที่ลิ่มประตู ภิกษุเหล่านั้นเปิดประตูให้พระผู้มีพระภาคลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วตรัสกะพระนันทกะว่า ดูก่อนนัทกะ ธรรมบรรยายของเธอที่ยาวมาก แจ่มแจ้งแก่ภิกษุ เรายืนฟังจนจบ การแสดงที่ซุ้มประตูด้านนอก หลังของเราย่อมเมื่อย ....”

นันทกสูตร น. อํ. (๒๐๘) ตบ. ๒๓ : ๓๗๑-๓๗๒ ตท. ๒๓ : ๓๒๙-๓๓๐ G.S. IV : ๒๓๗-๒๓๘

พระพุทธเป็นหนึ่งกับพระธรรม

มีผู้กล่าวว่าพระพุทธเจ้ากับพระธรรม (โลกุตรธรรม) เป็นอันเดียวกัน ถ้าเห็นอย่างหนึ่ง ก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง จริงหรือไม่?

“.....ดูก่อนวิกกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม วิกกลิเป็นความจริง บุคคลเห็นธรรมก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม....”

วิกกลิสูตร ขันธ. สํ. (๒๑๖) ตบ. ๑๗ : ๑๔๗ ตท. ๑๗ : ๑๒๙ ตอ. K.S. ๓ : ๑๐๓

พระภิกษุกับการรับเงินและทอง

ราชบริษัทในเมืองราชคฤห์สนทนากันว่า เงินและทองเป็นสิ่งควรแก่พระภิกษุ พระภิกษุยังยินดีในเงินและทอง และย่อมรับเงินและทองได้ นายบ้านนามว่ามณีจูฬกะได้ยินเช่นนั้น จึงปฏิเสธคำกล่าวหานั้นแล้วภายหลังได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ และทูลถามว่าที่เขาปฏิเสธไปนั้นถูกต้องหรือไม่ ?

“ดีละ นายคามณี เมื่อท่านตอบอย่างนั้นเป็นอันกล่าวตามที่เรากล่าว ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง และคราวตอบธรรมถูกต้องเหมาะสม ... เพราะว่าทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีในเงินและทอง ห้ามเสียซึ่งเพชรนิลจินดาและทอง ปราศจากเงินและทอง “ดูก่อนนายคามณี กามคุณทั้ง ๕ ควรแก่ผู้ใด เงินและทองย่อมควรแก่ผู้นั้นท่านพึงจำข้อนี้ไว้อย่างเด็ดขาดเถิด ว่า ข้อนั้นไม่ใช่สมณธรรม ไม่ใช่ธรรม ของสมณศากยบุตร นายคามณี เรากล่าวยืนยันอย่างนี้ว่า ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวงหาหญ้า ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้ ผู้ต้องการหาเกวียนพึงแสวงหาเวียน ผู้ต้องการบุรุษจึงแสวงหาบุรุษ แต่เรามิได้กล่าวโดยปริยายใด ๆ เลยว่า พระศากยบุตรพึงยินดีและแสวงหาเงินและทอง....”

มณีจุฬาสูตร สฬา. สํ. (๖๒๓-๖๒๖) ตบ. ๑๘ : ๔๐๑-๔๐๓ ตท. ๑๘ : ๓๕๕-๓๕๗ ตอ. K.S. ๔ : ๒๓๐-๒๓๒

พระสาวกผู้เลิศในด้านต่างๆ

พระสาวกองค์ไหน ได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็นเลิศในทางไหนบ้าง ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นเอตทัคคะของบรรดาภิกษุสาวกผู้อาวุโส (รู้ราตรีนาน) “พระสารีบุตร เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุสาวกผู้มีปัญญาใหญ่ “พระมหาโมคคัลลานะ เป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้มีฤทธิ์ “พระมหากัสสปะ เป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้ทรงธุดงค์ “พระอนุรุทธะ เป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้มีทิพยจักษุ “พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร เป็นเอตทัคคะในบรรดาผู้เกิดในตระกูลสูง “พระลกุณฏก ภัททิยะ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีเสียงไพเราะ “พระปิณโฑล ภารทวาชะ เป็นเลศในทางบันลือสีหนาท “พระปุณณมันตานีบุตร เป็นเลิศในบรรดาพระธรรมกถึก “พระมหากัจจานะ เป็นเลิศในบรรดาผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร “พระจุลลปันถกะ เป็นเลิศในบรรดาผู้นฤมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ และผู้ฉลาดในวัฒนาการทางจิตใจ “พระมหาปันถกะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ฉลาดในวิวัฒนาการทางปัญญา “พระสุภูติ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีปกติอยู่ด้วยไม่มีกิเลส และผู้เป็นทักขิไณยบุคคล “พระเรวต ขทิรวนิยะ เป็นเลิศในบรรดาผู้อยู่ป่าเป็นวัตร “พระกังขาเรวตะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ยินดีในฌาน “พระโสณโกฬิวิสะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ปรารภความเพียร “พระโสณกุฎิกัณณะ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีถ้อยคำไพเราะ “พระสีวลี เป็นเลิศในบรรดาผู้มีลาภมาก “พระวักกลิ เป็นเลิศในบรรดาผู้พ้นกิเลสได้ด้วยศรัทธา “พระราหุล เป็นเลิศในบรรดาผู้ใคร่ต่อการศึกษา “พระรัฐปาละ เป็นเลิศในบรรดาผู้บวชด้วยศรัทธา “พระกุณฑธานะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ได้สลากอันดับหนึ่ง “พระวังคีสะ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีปฏิภาณ “พระอุปเสน วังคันตบุตร เป็นเลิศในบรรดาผู้เป็นที่น่าเลื่อมใสรอบด้าน “พระทัพพมัลลบุตร เป็นเลิศในบรรดาผู้จัดแจงเสนาสนะ “พระปิลินทวัจฉะ เป็นเลิศในบรรดาผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย “พระพาหิยะ ทารุจีริยะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน “พระกุมารกัสสปะ เป็นเลิศในบรรดาผู้แสดงธรรมได้วิจิตร “พระมหาโกฏฐิตะ เป็นเลิศในบรรดาผู้บรรลุปฏิสัมภิทา “พระอานนท์ เป็นเลิศในบรรดาผู้เป็นพหูสูต ผู้มีสติ ผู้มีคติ ผู้มีความเพียร ผู้เป็นอุปัฏฐาก “พระอุรุเวลกัสสปะ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีบริษัทมาก “พระกาฬุทายี เป็นเลิศในบรรดาผู้ทำให้สกุลเลื่อมใส “พระพักกุละ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีอาพาธน้อย “พระโสภิตะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ระลึกชาติก่อนได้ “พระอุบาลี เป็นเลิศในบรรดาผู้ทรงพระวินัย “พระนันทนะ เป็นเลิศในบรรดาผู้สั่งสอนนางภิกษุณี “พระนันทะ เป็นเลิศในบรรดาผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย “พระมหากัปปินะ เป็นเลิศในบรรดาผู้สั่งสอนภิกษุ “พระสาคต เป็นเลิศในบรรดาผู้ฉลาดในเตโชธาตุ “พระราธะ เป็นเลิศในบรรดาผู้มีปฏิภาณแจ่มแจ้ง “พระโมฆราชะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง “พระมหาปชาบดี โคตมี เป็นเลิศกว่าภิกษุณีผู้อาวุโส “พระนางเขมาภิกษุณี เป็นเลิศในบรรดาผู้มีปัญญา “พระอุบลวัณณาเถรี เป็นเลิศในบรรดาผู้มีฤทธิ์ “พระปฏาจาราภิกษุณี เป็นเลิศในบรรดาผู้ทรงวินัย “พระธัมมทินนา เป็นเลิศในบรรดาพระธรรมกถึก “พระนันทาภิกษุณี เป็นเลิศในบรรดาผู้ยินดีในฌาน “พระโสณาภิกษุณี เป็นเลิศในบรรดาผู้ปรารภความเพียร “พระสกุลาภิกษุณี เป็นเลิศในบรรดาผู้มีทิพยจักษุ “พระภัททากปิลานี เป็นเลิศในบรรดาผู้ระลึกชาติก่อนได้ “พระภัททา กุณฑลเกสา เป็นเลิศในบรรดาผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน “พระภัททา กัจจานา เป็นเลิศในผู้บรรดาได้บรรลุอภิญญาใหญ่ “พระกีสาโคตมี เป็นเลิศในบรรดาผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง “พระสคาลมาตา เป็นเลิศในบรรดาพ้นกิเลสได้ด้วยศรัทธา “พ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะ เป็นเลิศกว่าอุบาสก อุบาสิกา ผู้ถึงสรณะก่อน “สุทัตตอนาถปิณฑิกคฤหบดี เป็นเลิศในบรรดาผู้ถวายทาน “จิตต คฤหบดีชาวเมืองมัจฉิกะสัณฑะ เป็นเลิศในบรรดาผู้เป็นธรรมกถึก “หัตถก อุบาสกชาวเมืองอาฬวี เป็นเลิศในบรรดาผู้สงเคราะห์บริษัทด้วยปัจจัย ๔ “เจ้ามหานามศากยะ เป็นเลิศในบรรดาผู้ถวายรสอันประณีต “อุคคะ คฤหบดีชาวเมืองเวสาลี เป็นเลิศในบรรดาผู้ถวายโภชนะเป็นที่ชอบใจ “อุคคะคฤหบดี เป็นเลิศในบรรดาผู้อุปัฏฐากสงฆ์ “สุรัมพัฏฐะ เศรษฐีบุตร เป็นเลิศในบรรดาผู้เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น “หมอชีวกโกมารภัจจ เป็นเลิศในบรรดาผู้คนเลื่อมใสแล้ว “นกุลปิตาคฤหบดี เป็นเลิศในบรรดาผู้คุ้นเคย “นางสุชาดา ธิดาของเสนานีกุฎมพี เป็นเลิศในบรรดาผู้ถึงสรณะก่อน “นางวิสาขา บิดามารดา เป็นเลิศในบรรดาผู้ถวายทาน “นางชุชชุตรา เป็นเลิศในบรรดาผู้เป็นพหูสูต “นางสามาวดี เป็นเลิศในบรรดาผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา “นางอุตตรา นันทมาดา เป็นเลิศในบรรดาผู้ยินดีในฌาน “นางสุปปวาสา โกลยธีตา เป็นเลิศในบรรดาผู้ถวายรสอันประณีต “นางสุปปิยา อุบาสิกา เป็นเลิศในบรรดาผู้อุปัฏฐากคนป่วย “นางกาติยานี เป็นเลิศในบรรดาผู้เลื่อมใสอย่างแน่นแฟ้น “นางนกุลมาตา คฤหปตานี เป็นเลิศในบรรดาผู้คุ้นเคย “นางกาสี อุบาสิกาชาวกุรรฆระ เป็นเลิศในบรรดาผู้เลื่อมใสเพราะได้ยินได้ฟังตามคนอื่น.....”

(พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 12 อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๔) เอตทัคคบาลี เอก. อํ. (๑๔๖-๑๕๒) ตบ. ๒๐ : ๓๑-๓๔ ตท. ๒๐ : ๒๘-๓๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑๖-๒๕

พระอรหันต์ กับ โพชฌงค์ ๗

พระอรหันต์ใช้โพชฌงค์ ๗ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องอยู่(วิหารธรรม) ในชีวิตประจำวันอย่างไร?

“ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย บรรดาโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เราประสงค์จะอยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อใดๆ ในเวลาเช้า... ในเวลาเที่ยง... ในเวลาเย็น... ก็อยู่ด้วยโพชฌงค์ข้อนั้นๆ “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าสติโพชฌงค์.... ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์..... วิริยสัมโพชฌงค์... ปีติสัมโพชฌงค์... ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์... สมาธิสัมโพชฌงค์... อุเบกขาสัมโพชฌงค์... มีอยู่แก่เราหาประมาณมิได้ อันเราปรารภดีแล้ว ... เมื่อตั้งอยู่เรา ก็รู้ว่าตั้งอยู่....เมื่อเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าเคลื่อนไป เพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัย “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา มีหีบผ้าเต็มไปด้วยผ้าสีต่างๆ พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาประสงค์จะนุ่งห่มผ้าชุดใด ๆ ในเวลาเช้า... ในเวลาเที่ยง... ในเวลาเย็น...ก็นุ่งห่มผ้านั้น ๆ ได้ฉะนั้น....”

วัตตสูตร มหา. สํ. (๓๘๔-๓๘๗) ตบ. ๑๙ : ๑๐๒-๑๐๓ ตท. ๑๙ : ๑๐๗-๑๐๘ ตอ. K.S. ๕ : ๕๘-๕๙

พระอรหันต์กับการเข้าฌาน

ในการปฏิบัติสมาธิจนถึงขั้นฌาน พระอรหันต์ท่านเข้าฌาน อยู่ในฌาน และออกจากฌานหรือไม่? เพราะเหตุใด?

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ผมไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้เข้าปฐมฌานอยู่ หรือว่าเข้าปฐมฌานแล้ว หรือว่าออกจากปฐมฌานแล้ว เนื่องจากว่าพระสารีบุตรมีอายุถอนอหังการ มมังการ มานะได้นานแล้ว”

สารีปุตตสังยุต ขันธ. สํ. (๕๐๙) ตบ. ๑๗ : ๒๙๑ ตท. ๑๗ : ๒๗๙ ตอ. K.S. ๓ : ๑๘๖

พระอรหันต์กับพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้ากับพระอรหันตสาวกเหมือนกันและแตกต่างกันในแง่ไหนบ้าง

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หลุดพ้นเพราะเบื่อหน่าย... คลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะความถือมั่นในรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ คนจึงเรียกว่า สัมมาสัมพุทธะ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้ หลุดพ้นด้วยปัญญา หลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย... คลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นในรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ คนจึงเรียกว่า ปัญญาวิมุต “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้ จะมีอะไรเป็นข้อแปลกกัน มีอะไรเป็นลักษณะเฉพาะ มีอะไรเป็นเหตุแตกต่างกัน ระหว่างพระตถาคตผู้อรหันต์สัมมาสัมพุทธะกับภิกษุผู้เป็นปัญญาวิมุต “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้นำทางที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทำทางที่ยังไม่มีใครรู้ให้รู้ บอกทางที่ยังไม่มีใครบอกเป็นผู้รู้แจ้งหนทาง เข้าใจทางฉลาดในทาง “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสาวกทั้งหลายในบัดนี้เป็นผู้เดินตามทาง เป็นผู้มาภายหลัง อันนี้แลเป็นข้อแปลกกัน.....”

พุพธสูตร ขันธ. สํ. (๑๒๕-๑๒๖) ตบ. ๑๗ : ๘๑-๘๒ ตท. ๑๗ : ๗๐ ตอ. K.S. ๓ : ๕๗-๕๘

พระอรหันต์กับภาษาสามัญ

พระอรหันต์ที่พ้นจากการสมมติและบัญญัติแล้ว เวลาพูดกับสามัญชนใช้ภาษาอะไรพูด ?

“ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่น พูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาดทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน”

อรหันตสูตรที่ ๕ ส.สํ. (๖๕) ตบ. ๑๕ : ๒๑ ตท. ๑๕ : ๑๙ ตอ. K.S. I : ๒๑-๒๒

พระอรหันต์ทำกรรมหรือไม่

คนที่ปราศจากโลภะ โทสะ โมหะแล้ว กระทำกรรมจะถือว่าเป็นกรรมหรือไม่ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมที่กระทำด้วย อโลภะ.... อโทสะ.... อโมหะ.... เกิดแต่ อโลภะ.... อโทสะ.... อโมหะ.... มี อโลภะ.... อโทสะ.... อโมหะ.... เป็นแดนเกิดเมื่อโลภะ.... โทสะ.... โมหะ สิ้นไปแล้ว กรรมนั้นก็เป็นอันละแล้ว มีมูลรากที่ถอนขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำให้เป็นสิ่งที่ไม่มี ทำให้เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปไม่ได้อีกแน่นอน... เปรียบเหมือนบุรุษพึงเอาไฟเผาเมล็ดพืชที่ไม่แตกหักเน่าเปื่อย.... ครั้นแล้วก็ทำให้เป็นผล แล้วโปรยไปตามลมพายุ หรือลอยเสียในแม่น้ำที่มีกระแสไหลเชี่ยว พึงเป็นพืชที่ถูกถอนรากขึ้นทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา...”

นิพพานสูตร ติก. อํ. (๔๗๓) ตบ. ๒๐ : ๑๗๒-๑๗๓ ตท. ๒๐ : ๑๕๓-๑๕๔ ตอ. G.S. ๑ : ๑๑๘-๑๑๙

พระอรหันต์นิพพานแล้วไปไหน

คนธรรมดาตายแล้วย่อมเกิดในภพต่างๆ ตามกรรม ส่วนพระอรหันต์ผู้สิ้นกรรมแล้ว ไปเกิดที่ไหน?

“....ดูก่อนวัจฉะ คำว่า จะเกิดดังนี้ไม่ควรเลย.... คำว่า ไม่เกิดดังนี้ก็ไม่ควร.... คำว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ดังนี้ก็ไม่ควร.... คำว่าเกิดก็มีใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ก็ไม่ควร “.....ธรรมนี้เป็นธรรมลุ่มลึก ยากที่จะเป็นยากที่จะรู้ สงบระงับประณีตไม่ใช่ธรรมที่จะหลั่งถึงได้ด้วยความตรึกละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ธรรมนั้นอันท่านผู้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีความพอใจเป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความเพียรในทางอื่น อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น รู้ได้โดยยากดูก่อนวัจฉะ...... เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้..... ถ้าไฟลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านท่านจะพึงรู้หรือไม่ว่าไฟนี้ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรา” วัจฉะ “ข้าพเจ้าพึงรู้ว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรา” พุทธะ “...... ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านนี้อาศัยอะไรจึงลุกเล่า ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร? วัจฉะ “......ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรานี้ อาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้จึงลุกอยู่” พุทธะ “......ถ้าไฟนั้นพึงดับไปต่อหน้าท่าน ท่านพึงรู้หรือว่า ไฟนี้จะดับไปต่อหน้าเราแล้ว?” วัจฉะ “ ...... ข้าพเจ้าพึงรู้ว่าไฟนี้ดับไปต่อหน้าเราแล้ว.....” พุทธะ “......ไฟที่ดับไปต่อหน้าท่านแล้วนั้นไปยังทิศไหนจากทิศนี้.... ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?” วัจฉะ “...... ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อคือหญ้าและไม้จึงลุกแต่เพราะเชื้อนั้นสิ้นไป และเพราะไม่มีของอื่นเป็นเชื้อ ไฟนั้นจึงถึงความนับว่า ไม่มีเชื้อ ดับไปแล้ว” พุทธะ “......ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะรูปใด...... เพราะเวทนาใด....... เพราะสัญญาใด........ เพราะสังขารใด เพราะวิญญาณใด รูป...... เวทนา...... สัญญา.....สังขาร..... วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เห็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความมี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูป....... เวทนา...... สัญญา.... สังขาร...... วิญญาณ มีคุณอันลึกอันใคร ๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มีไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้”

อัคคิวัจฉโคตตสูตร ม. ม. (๒๔๘-๒๕๑) ตบ. ๑๓ : ๒๔๕-๒๔๘ ตท.๑๓ : ๒๐๙-๒๑๑ ตอ. MLS. II : ๑๖๕-๑๖๖

พระอรหันต์สิ้นชีพแล้วไปไหน

พระอรหันต์ผู้สิ้นกิเลสอาสวะแล้ว เมื่อสิ้นชีพดับขันธ์ ย่อมขาดสูญหมดสิ้นไป ไม่เกิดอีกใช่หรือไม่?

“.....ดูก่อนท่านยมกะ รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? พระยมกะ “ไม่เที่ยง ท่านสารีบุตร” พระสารีบุตร “.....ดูก่อนท่านยมกะท่านเห็นว่า รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นสัตว์เป็นบุคคลหรือ? พระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านสารีบุตร” พระสารีบุตร “.....ดูก่อนท่านยมกะท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลมีใน รูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ หรือไม่? พระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านสารีบุตร” พระสารีบุตร “.....ดูก่อนท่านยมกะท่านเห็นว่าสัตว์บุคคลนี้นั้นไม่มีมี รูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ หรือ? พระยมกะ “ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านสารีบุตร” พระสารีบุตร “.....ดูก่อนท่านยมกะ โดยที่จริง โดยที่แท้ ท่านจะค้นหาสัตว์ บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันชาตินี้ก็ยังไม่ได้ ควรแลหรือที่ท่านจะยืนยันว่า.... พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมหายสูญ ย่อมหมดสิ้นไป ย่อมไม่เกิดอีก.... ดูก่อนท่านยมกะ ถ้าชนเหล่าพึงถามท่านว่า ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ขีณาสพ เมื่อตายไปแล้วเป็นอย่างไร ท่าน.... จะพึงกล่าวแก้ว่าอย่างไร?” พระยมกะ “ข้าแต่ท่านสารีบุตร ผมฟังกล่าวแก้อย่างนี้ว่ารูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นดับไปแล้ว ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้แล้ว” พระสารีบุตร “.....ดูก่อนท่านยมกะ พระอริยสาวกผู้ใดเรียนรู้แล้ว ฉลาดในอริยธรรม ย่อมไม่เห็น รูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีรูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ย่อมไม่เห็นรูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ในตน ย่อมไม่เห็นตนในรูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งรูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณอันไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง อันเป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ อันเป็นอนัตตาว่าเป็นอนัตตา อันปัจจัยปรุงแต่งว่าปัจจัยปรุงแต่ง อันเป็นผู้ฆ่าว่าเป็นผู้ฆ่า เขาย่อมเข้าไปยึดมั่นถือมั่นซึ่ง รูป....เวทนา...สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตัวตนของเรา อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้นอันอริยสาวกไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน”

ยมกสูตร ขันธ. สํ. (๑๙๙-๒๐๗) ตบ. ๑๗ : ๑๓๔-๑๔๐ ตท. ๑๗ : ๑๑๘-๑๒๓ ตอ. K.S. ๓ : ๙๓-๙๙

พระอริยบุคคล ๓ ประเภท

พระอริยบุคคล ๓ ประเภท คือ กายสักขี (ผู้ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย) ทิฏฐิปัตตะ (ผู้ได้ความเห็นถูก) และสัทธาวิมุต (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา) พระสวิฏฐะเห็นว่าพวกสัทธาวิมุติดีกว่า เพราะมีสัทธินทรีย์ รุนแรง พระมหาโกฐิตะเห็นว่า พวกกายสักขีดีกว่า เพราะมีสมาธินทรีย์รุนแรง ส่วนพระสารีบุตรเห็นว่าพวกทิฏฐิปัตตะดีกว่า เพราะมีปัญญินทรีย์รุนแรง ทั้ง ๓ ท่านจึงพร้อมกันไปกราบทูลพระพุทธองค์เพื่อพระพุทธวินิจฉัย ?

“ดูก่อนสารีบุตร การที่จะพยากรณ์ในเรื่องนี้โดยส่วนเดียวว่า บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลนี้เป็นผู้งามกว่า ประณีตกว่าดังนี้ ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย เพราะมีฐานะเป็นไปได้ดังนี้ คือ ขณะที่บุคคลผู้สัทธาวิมุติปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ บุคคลกายสักขีและทิฏฐิปัตตะ ก็พึงเป็นพระสกทาคามีหรืออนาคามี.... ขณะที่บุคคลทิฏฐิปัตตะกำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ บุคคลผู้สัทธาวิมุติก็เป็นพระสากทาคามีหรือพระอนาคามี และแม้บุคคลผู้กายสักขีก็อาจเป็นพระสกทาคามี หรือพระอนาคามี....การที่จะระบุลงไปในเรื่องนี้อย่างนี้อย่างเด็ดขาดว่า ในบุคคล ๓ จำพวกนั้น บุคคลผู้นี้เป็นผู้งามกว่าและประณีตกว่า ไม่ใช่จะทำได้โดยง่ายเลย....”

สวิฏฐสูตร ติก. อํ. (๔๖๐) ตบ. ๒๐ : ๑๕๐-๑๕๑ ตท. ๒๐ : ๑๓๖-๑๓๗ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๒-๑๐๑

พระอริยะกับคนธรรมดา

คฤหัสถ์บางคนไม่เชื่อว่า ภิกษุที่ออกบรรพชาอุสมบทประพฤติพรหมจรรย์จะได้รู้ได้เห็น ได้เสวยธรรมวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เห็นคุณค่าของการประพฤติพรหมจรรย์ ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไร?

“.....ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ข้อที่ความข้อนั้นเขา (สมณะ) รู้ เขาเห็น เขาบรรลุ เขาทำให้แจ้งกันได้ด้วยเนกขัมมะ แต่พระราชกุมารชยเสนะยังอยู่ท่ามกลางกาม ยังบริโภคกาม ถูกกามวิตกกิน ถูกความเร่าร้อนเพราะกามเผา ยังขวนขวายในการแสวงหากาม จักทรงรู้ หรือจักทรง หรือจักทรงเห็น หรือจักทรงทำให้แจ้ง ความข้อนั้นได้ นั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ “.....ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เปรียบเหมือนภูเขาใหญ่ไม่ห่างไกลบ้านหรือนิคมสหายสองคนออกจากบ้านหรือนิคมนั้น ไปยังภูเขาลูกนั้นแล้ว..... สหายคนหนึ่งยืนที่เชิงภูเขาเบื้องล่าง อีกคนหนึ่งขึ้นไปข้างบนภูเขา สหายที่ยืนตรงเชิงภูเขาข้างล่าง เอ่ยถามสหายผู้ยืนบนภูเขานั้นอย่างนี้ว่า แนะเพื่อน เท่าที่เพื่อนยืนบนภูเขานั้น เพื่อนเห็นอะไร สหายคนนั้นตอบอย่างนี้ว่า เพื่อนเอ๋ย เรายืนบนภูเขาแล้ว เห็นสวนป่าไม้ภูมิภาคและสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ “สหายข้างล่างกล่าวอย่างนี้ว่า แนะเพื่อน ข้อที่เพื่อนยืนบนภูเขาแล้ว เห็น สวน ป่าไม้ ภูมิภาค และสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสเลย “สหายที่ยืนบนภูเขาจึงลงมายังเชิงเขาข้างล่าง แล้วจูงแขนสหายคนนั้นให้ขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้น ให้สบายใจครู่หนึ่งแล้ว เอ่ยถามสหายนั้นว่า แนะเพื่อน เท่าที่เพื่อนยืนบนภูเขาแล้ว เพื่อนเห็นอะไร? “สหายคนนั้นตอบอย่างนี้ว่า แนะเพื่อ เรายืนบนภูเขาแล้ว แลเห็นสวน ป่าไม้ ภูมิภาค และสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์.....”

ทันตภูมิสูตร อุ. ม. (๓๙๒-๓๙๔) ตบ. ๑๔ : ๒๖๒-๒๖๔ ตท. ๑๔ : ๒๒๙-๒๓๑ ตอ. MLS. III : ๑๗๖-๑๗๗

พระเสขะอาจเสื่อมได้

พระเสขะจะเสื่อมจากมรรคผลชั้นต่ำได้หรือไม่ เพราะอาศัยอะไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้เป็นไปเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้ยังเป็นพระเสขะ ธรรม ๒ อย่างคืออะไร คือ ความโกรธ ๑ ความผูกโกรธไว้ ความลบหลู่ท่าน ๑ ความดีเสมอ ๑ ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑.... มายา ๑ โอ้อ้วด ๑... ความไม่ละอายบาป ๑ ความไม่เกรงกลัวบาป ๑....

พระสูตรนอกปัณณาสก์ ทุก. อํ. (๔๒๙) ตบ. ๒๐ : ๑๒๑ ตท. ๒๐ : ๑๐๘ ตอ. G.S. ๑ : ๘๒-๘๓

พระเสขะและพระอเสขะ

พระเสขะ (ผู้ยังต้องศึกษา ยังไม่ใช่อริยบุคคลชั้นอรหันต์) กับพระอเสขะ (ผู้ไม่ต้องศึกษาได้บรรลุมรรคผลแล้ว) มีข้อปฏิบัติที่จะต้องปฏิบัติต่างกันอย่างไร ?

“.....ถูกละๆ สารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือ ขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลาดกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญญา มีความดับเป็นธรรมดา ดูก่อนสารีบุตร บุคคลชื่อว่าเป็นเสขะได้ ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล “ดูก่อนสารีบุตร ก็บุคคลชื่อว่าได้ตรัสรู้ธรรมแล้วเป็นไฉน ดูก่อนสารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือขันธปัญจกที่เกิดขึ้นแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะความไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่เกิดแล้วเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาดันชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้วย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นซึ่งขันธปัญจกที่มีความดับเป็นธรรมดา ดูก่อนสารีบุตร บุคคลได้ชื่อว่า ตรัสรู้ธรรมแล้วด้วยการอย่างนี้แล.....”

ภูตมิทสูตร นิ. สํ. (๑๐๒-๑๐๓) ตบ. ๑๖ : ๕๘-๕๙ ตท. ๑๖ : ๕๑-๕๒ ตอ. K.S. II : ๓๖-๓๗

พระเสขะและพระอเสขะ

พระอริยสาวกเช่นไรเรียกว่าพระเสขะ พระอริยสาวกเช่นใดเรียกว่าพระอเสขะ ?

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ บุคคลที่จะชื่อว่าเป็นพระเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้เป็นส่วนๆ ...บุคคลที่จะชื่อว่าเป็นพระอเสขะ เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ได้บริบูรณ์...”

ปเทสสูตรและสมัตตสูตร มหา. สํ. (๗๘๑-๗๘๔) ตบ. ๑๙ : ๒๓๓-๒๓๔ ตท. ๑๙ : ๒๑๙-๒๒๐ ตอ. K.S. ๕ : ๑๕๓-๑๕๔

พระโสดาบัน ๒ ประเภท

พระโสดาบัน ประเภทสัทธานุสารี และ ธัมมานุสารี มีคุณสมบัติอย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ.. จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... เวทนาเกิด แต่จักขุสัมผัส... แต่โสตสัมผัส... แต่ฆานสัมผัส... แต่ชิวหาสัมผัส... แต่กายสัมผัส... แต่มโนสัมผัส... รูปสัญญา... สัททสัญญา... คันธสัญญา... รสสัญญา... โผฏฐัพพะสัญญา... ธัมมสัญญา... รูปเจตนา.... สัททเจตนา... คันธเจตนา... รสเจตนา... โผฏฐัพพะเจตนา... ธัมมเจตนา... รูปตัณหา.... สัททตัณหา... คันธตัณหา... รสตัณหา... โผฏฐัพพะตัณหา... ธัมมตัณหา... ปฐวีธาตุ... อาโปธาตุ... เตโชธาตุ... วาโยธาตุ... อากาศธาตุ... วิญญาณธาตุ...รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่เที่ยง มีอันแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเป็นธรรมดา “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเชื่อมั่นไม่หวั่นไหว ซึ่งธรรมเหล่านี้ อย่างนี้เราเรียกบุคคลผู้นี้ว่า สัทธานุสารี (ผู้ดำเนินไปในศรัทธา) ก้าวลงสู่สัมมัตนิยาม (แนวทางอันมั่นคงแห่งความเป็นมนุษย์สมบูรณ์) ก้าวลงสู่ภูมิแห่งสัปบุรุษล่วงภูมิแห่งปุถุชน ไม่มีทางจะทำกรรมที่จะนำไปสู่นรก กำเนิดเดียรัจฉาน วิสัยแห่งเปรต จักไม่ทำกาละ (ตาย) ตราบเท่าที่ยังไม่ได้ทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลมีใดธรรมเหล่านี้ที่ทนทานต่อการพิจารณาด้วยปัญญาได้ตามสมควร เราเรียกบุคคลนี้ว่า ธัมมานุสารี (ผู้ดำเนินไปในธรรม) ผู้ได้รู้เห็นธรรมเหล่านี้อย่างนี้ เรากล่าวผู้นี้ว่า เป็นโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า....”

โอกกันตสังยุต ขันธ. สํ. (๔๖๙-๔๗๘) ตบ. ๑๗ : ๒๗๘-๒๘๒ ตท. ๑๗ : ๑๖๓-๑๖๗ ตอ. K.S. ๓ : ๑๗๗-๑๗๙

พวกเดียวกันคบกัน

ตามปกติ คนที่มีอะไรคล้ายกันย่อมคบหาสมาคมกันใช่หรือไม่ ? พระผู้มีพระภาคตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายย่อมคบค้ากันย่อมสมาคมกัน โดยธาตุทีเดียว คือสัตว์จำพวกที่ไม่มีศรัทธา ย่อมคบค้ากัน.... กับสัตว์จำพวกที่ไม่มีหิริ สัตว์จำพวกที่ไม่มีโอตตัปปะ ย่อมคบค้ากัน... กับสัตว์จำพวกที่ไม่มีโอตตัปปะ สัตว์จำพวกที่มีสุตะน้อย ย่อมคบค้ากัน.... กับสัตว์จำพวกที่มีสุตะน้อย สัตว์จำพวกเกียจร้านย่อมคบค้ากัน..... กับสัตว์จำพวกเกียจคร้าน สัตว์จำพวกมีสติหลงลืม ย่อมคบค้ากัน....กับสัตว์จำพวกมีสติหลงลืม สัตว์จำพวกมีปัญญาทราม ย่อมคบค้ากัน..... กับสัตว์จำพวกมีปัญญาทราม แม้ในอดีตกาล.... แม้ในอนาคตกาล... แม้ในปัจจุบันกาล....”

อสัทธมูลกสูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๓๔๗) ตบ. ๑๖ : ๑๙๑-๑๙๒ ตท. ๑๖ : ๑๗๕-๑๗๖ ตอ. K.S. II : ๑๑๐-๑๑๑

พิธีส่งวิญญาณไปสวรรค์ของพราหมณ์

นายบ้านชื่อสิพันธกบุตร ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพวกพราหมณ์ชาวปัจฉาภิ ผู้ถือหม้อน้ำคล้องพวงมาลัยดอกไม้ ผู้ล้างบาปด้วยน้ำ ผู้บูชาไฟ สามารถทำพิธีปลูกคนตายที่ถึงวาระสุดท้ายแล้วให้เป็นขึ้นทำไม เขารู้ตัวแล้วส่งเขาขึ้นสวรรค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าสามารถทำได้เช่นนั้นหรือไม่ ?

“ดูก่อนนายคามณี ถ้าอย่างนั้น เราจักย้อนถามท่านในปัญหาข้อนี้ ท่านจะเป็นความข้อนั้นอย่างไร บุรุษในโลกนี้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อมากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หมู่มหาชนมาประชุมกันแล้ว พึงสวดวิงวอนสรรเสริญประนมมือเดินเวียนผู้นั้น กล่าวว่า ขอบุรุษผู้นี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ท่านจะเห็นความข้อนั้นอย่างไร บุรุษผู้นี้เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะเหตุการณ์สวดวิงวอน.... การสรรเสริญ หรือการประนมมือเดินเวียนรอบนั้นหรือ ?” “ไม่ใช่อย่างนี้ พระเจ้าข้า” “ดูก่อนนายคามณี เปรียบเหมือนบุรุษโยนหินก้อนหนาใหญ่ลงในห้วงน้ำลึก หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอน ว่า ขอจงลอยขึ้นมาเถิดท่านก้อนหิน ท่านจะคิดเห็นอย่างไรก้อนหินนั้นถึงจะลอยขึ้นเพราะเหตุการณ์สวดวิงวอนของหมู่มหาชนบ้างหรือ ?” “ไม่ใช่อย่างนี้ พระเจ้าข้า” “ดูก่อนนายคามณี ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ฯลฯ แม้หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้วสวดวิงวอนว่า ขอบุรุษผู้นี้เมื่อตายไป จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็ตาม แต่บุรุษนั้นเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรกโดยแท้....”

ภูมกสูตร สฬา. สํ. (๕๙๘-๕๙๙) ตบ. ๑๘ : - ตท. ๑๘ : ๓๔๒-๓๔๓ ตอ. K.S. ๔ : ๒๑๘-๒๑๙

พิธีอุทยคามินีของพราหมณ์

นายคามณี อสิพันธกบุตรกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า นิครนถ์นาฏบุตรสอนว่า ใครก็ตามที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดเท็จ จะต้องเข้าถึงอบายและนรกอย่างแน่นอน กรรมใดที่คนทำเป็นส่วนมากจนเป็นนิสัย จะนำเขาเข้าสู่นรก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นอย่างไร?

“ดูก่อนนายคามณี นิครนถ์นาฏบุตรแสดงธรรมแก่พวกสาวกว่า กรรมใดมาก กรรมนั้นย่อมนำบุคคลไป เมื่อเป็นเช่นนั้น จักไม่มีใครไปอบาย ตกนรกตามคำของนิครนถ์นาฏบุตร “ดูก่อนนายคามณี ท่านจะเป็นความข้อนั้นเป็นอย่างไร บุรุษผู้ฆ่าสัตว์ ถือเอาของที่เขามิได้ให้ ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้กล่าวเท็จ ในกลางคืนก็ดี ในกลางวันก็ดี รวมทั้งสมัยและมิใช่สมัยก็ดี เวลาไหนมากกว่า? เวลาฆ่าสัตว์ หรือเวลาไม่ฆ่าสัตว์? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลาที่เขาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จน้อยกว่า เวลาที่เขาไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดเท็จมากกว่าโดยแท้” “ดูก่อนนายคามณี เมื่อเป็นเช่นนี้จักไม่มีใครไปสู่อบาย ตกนรกตามคำของนิครนถ์นาฏบุตรที่ว่ากรรมใด ๆ มีมาก เขาจักถูกกรรมนั้นนำไป.... “ดูก่อนนายคามณี ส่วนพระตถาคตอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ทรงตำหนิการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดเท็จ และตรัสว่า จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ โดยอเนกปริยายสาวกผู้เลื่อมใสในพระศาสดานั้น ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิปาณาติบาต และตรัสว่า จงเว้นจากปาณาติบาต สัตว์ที่เราฆ่ามีอยู่มากมาย ข้อนั้นไม่ดีไม่งาม เราพึงเดือดร้อนเพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย บาปกรรมนั้นจักเป็นอันยกเลิกไม่ได้ เขาพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมละปาณาติบาตนั้นด้วย ย่อมงดเว้นจากปาณาติบาตต่อไปด้วย เป็นอันว่าเขาละบาปกรรมก้าวล่วงบาปกรรมได้ด้วยประการอย่างนี้”

อสังทสูตร สฬา. สํ. (๖๐๘-๖๑๘) ตบ. ๑๘ : ๓๙๐-๓๙๙ ตท. ๑๘ : ๓๔๗-๓๕๒ ตอ. K.S. ๔ : ๒๒๓-๒๒๗

พิธีอุทยาคามินีของพราหมณ์

พวกพราหมณ์ ปฏิบัติพิธีอุทยาคามินีอย่างไร? เพื่อประโยชน์อะไร ? พระพุทธองค์ทรงมีทัศนะต่อพีธีนั้นอย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติปฏิปทาชื่อ อุทยาคามนี พวกเขาชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญ มาเถิด จงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก อย่าหลีกเลี่ยงบ่อ เหว ตอ ที่ที่มีหนาม หลุมคู บ่อโสโครกใกล้บ้าน ท่านตกไปในที่ใดพึงรอความตายในที่นั้นด้วยวิธีอย่างนี้ เมื่อกายแตกตายไป ท่านจักเข้าพวกพราหมณ์นั้น เป็นทางดำเนินของคนพาล เป็นทางเดินของคนหลง ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับ ความสงบระงับ ความรู้ยิ่ง ความตรัสรู้ และนิพพาน....”

พราหมณ์สูตร มหา. สํ. (๑๔๘๒-๑๔๘๓ ) ตบ. ๑๙ : ๔๕๒-๔๕๓ ตท. ๑๙ : ๔๑๑-๔๑๒ ตอ. K.S. ๕ : ๓๑๕

พุทธกับพรหมณ์

ทางพุทธศาสนามีทัศนะต่อการปฏิบัติของพราหมณ์อย่างไร ?

“พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมอันเก่าแก่ได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สูงสุดด้วยศีล เป็นผู้เก่าแก่กว่า เพราะครอบงำความโกรธเสียได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นอันคุ้มครองรักษาทวารทั้งหลายได้เป็นอย่างดี พราหมณ์เหล่าใดระลึกถึงธรรมอันเก่าแก่ได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ยินดีในธรรมและฌาน พราหมณ์ผู้ทอดทิ้งธรรมอันเก่าแก่เหล่านี้เสียมัวเมาด้วยโคตรตระกูลว่า “เรามาสวดมนต์กันเถิด” ย่อมประพฤติผิดทาง พราหมณ์ที่ถูกความโกรธครอบงำ อาชญาอาวุธในตนมากมาย ประพฤติผิดในผู้อ่อนแอและผู้แข็งแรง ย่อมเป็นผู้เหล่าประโยชน์ เนื่องจากคุ้มครองทวาร ดุจสมบัติที่ได้ในความฝัน “วัตรที่ปลง เช่น การอดอาหาร การนอนบนหนาม การอาบน้ำในเวลาเช้า พระเวททั้ง ๓ การนุ่งหนังเสือ ทั้งเล็บ การไว้ชฏา การคลุกฝุ่น การสวดมนต์ ศีลและพรต การบำเพ็ญตบะ การแสร้างทำ ไม้เท้าอันคด การสรงสนาน และการล้างปาก เหล่านี้เป็นเครื่องหมายวรรณะแห่งพราหมณ์ เป็นการบำเพ็ญเพื่ออามิสเล็กน้อย ที่พวกพราหมณ์กระทำแล้ว “ส่วนจิตอันตั้งมั่นดีแล้ว ผ่องใส ไม่หม่นหมอง ไม่เหี้ยมโหดในสัตว์ ทั้งปวง ข้อนั้นเป็นทางแหงการถึงความเป็นพรหม”

โสหิจจสูตร สฬา. สํ. (๒๐๖) ตบ. ๑๘ : ๑๔๘-๑๔๙ ตท. ๑๘ : ๑๓๒-๑๓๓ ตอ. K.S. ๔ : ๗๔-๗๕

พุทธจริยาวัตร

ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงเป็นบุคคลตัวอย่างในด้านกิริยามารยาท อันงดงาม พระพุทธองค์ ทรงมี พุทธจริยาวัตร อย่าง ไร บ้าง?

“... และพระโคดมพระองค์นั้น เมื่อจะเสด็จดำเนินทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน ไม่ทรงยกพระบาทไกลนัก ไม่ทรงวางพระบาทใกล้นัก ไม่เสด็จดำเนินเร็วนัก ไม่เสด็จดำเนินช้านัก เสด็จดำเนินพระชานุไม่กระทบพระชานุ ข้อพระบาทไม่กระทบข้อพระบาท ไม่ทรงยกพระอุรุสูง ไม่ทรงทอดพระอุรุไปข้างหลัง ไม่ทรงกระแทกพระอุรุ ไม่ทรงส่ายพระอุรุ เมื่อเสด็จดำเนิน พระกายส่วนบนไม่หวั่นไหว ไม่เสด็จดำเนินด้วยกำลังพระกาย” “เมื่อทอดพระเนตร ทรงทองพระเนตรด้วยพระกายทั้งหมด ไม่ทรงทอดพระเนตรขึ้นเบื้องบน ไม่ทรงทอดพระเนตรลงเบื้องต่ำ เสด็จดำเนินไม่ทรงเหลียวแล ทรงทอดพระเนตรประมาณชั่วแอก ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงมีญาณทัสสนะอันไม่มีอะไรกั้นเมื่อเสด็จเข้าสู่ละแวกบ้าน ไม่ทรงยืดพระกายไม่ทรงย่อพระกาย ไม่ทรงห่อพระกาย ไม่ทรงส่ายพระกาย เสด็จเข้าประทับนั่งอาสนะไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก ไม่ประทับนั่งเท้าพระหัตถ์ ไม่ทรงพิงพระกายที่อาสนะ เมื่อประทับนั่งในละแวกบ้าน ไม่ทรงคะนองพระหัตถ์ ไม่ทรงคะนองพระบาท ไม่ประทับนั่งชันพระชานุ ไม่ประทับนั่งซ้อนพระบาท ไม่ประทับนั่งยันพระหนุ เมื่อประทับนั่งในละแวกบ้าน ไม่ทรงครั่นคร้าม ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่ทรงขลาด ไม่ทรงสะดุ้ง ทรงปราศจากโลมชาติชูชัน ทรงเวียนมาในวิเวก เมื่อประทับนั่งในละแวกบ้าน” “เมื่อทรงรับน้ำล้างบาตร ไม่ทรงชูบาตร ขึ้น รับ ไม่ทรงลดบาตรลงรับ ไม่ทรงจ้องบาตรคอยรับ ไม่ทรงแกว่งบาตรรับ ทรงรับน้ำล้างบาตรไม่น้อยนัก ไม่มากนัก ไม่ทรงล้างบาตรดังขลุกๆ ไม่ทรงหมุนบาตรล้าง ไม่ทรงวางบาตรที่พื้น ทรงล้างบาตรบนพระหัตถ์ เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว ก็เป็นอันทรงล้างบาตรแล้ว เมื่อทรงล้างบาตรแล้ว เป็นอันล้างพระหัตถ์แล้ว ทรงเทน้ำล้างบาตรไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก และทรงเทไม่ให้น้ำกระเซ็น” “เมื่อทรงรับข้าวสุก ไม่ทรงชูบาตร รับ ไม่ทรงลดบาตรลงรับ ไม่ทรงจ้องบาตรคอยรับ ไม่ทรงแกว่งบาตรรับ ทรงรับข้าวสุกไม่น้อยนัก ไม่มากนัก ทรงรับกับข้าวเสวยอาหารพอประมาณกับข้าว ไม่ทรงน้อมคำข้าวให้เกินกว่ากับ ทรงเคี้ยวคำข้าวในพระโอษฐ์สองสามครั้งแล้วทรงกลืน เยื่อข้าวสุกยังไม่พระโอษฐ์ ทรงน้อมคำข้าวเข้าไปแต่กึ่งหนึ่ง ทรงทราบรสได้อย่างดี เสวยอาหาร แต่ไม่ทรงทราบด้วยดีด้วยอำนาจความกำหนัดในรส เสวยอาหารประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือไม่เสวยเพื่อเล่น ๑ ไม่เสวยเพื่อมัวเมา ๑ ไม่เสวยเพื่อประดับ ๑ ไม่เสวยเพื่อตกแต่ง ๑ เสวยเพียงเพื่อดำรงพระกายนี้ไว้ ๑ เพื่อยังพระชนมชีพให้เป็นไป ๑ เพื่อป้องกันความลำบาก ๑ เพื่อทรงอนุเคราะห์พรหมจรรย์ ๑ ด้วยทรงพระดำริว่าเพียงเท่านี้จักกำจัดเวทนาเก่าได้ จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ร่างกายของเราจักเป็นไปโดยสะดวก จักไม่มีโทษ และจักมีความอยู่สำราญ” “เมื่อเสวยภัตตาหารเสร็จแล้ว เมื่อจะทรงรับน้ำล้างบาตร ไม่ทรงชูบาตร ขึ้น รับ... ไม่ทรงวางบาตรที่พื้น ทรงวางในที่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก จะไม่ทรงต้องการบาตรก็หามิได้ แต่ก็ไม่ตามรักษาบาตรจนเกินไป” “เมื่อเสวยเสร็จแล้ว ประทับนิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ทรงยังเวลาแห่งการอนุโมทนาให้ล่วงไป เสวยเสร็จแล้วก็ทรงอนุโมทนา ไม่ทรงติเตียนภัตนั้นไม่ทรงหวังภัตอื่น ทรงชี้แจงให้บริษัทนั้นเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจ หาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้วทรงลุกจากอาสนะเสด็จไป ไม่เสด็จเร็วนักไม่เสด็จช้านัก ไม่ผลุนผลันเสด็จไป ไม่ทรงจีวรสูงเกินไป ไม่ทรงจีวรต่ำเกินไป ไม่ทรงจีวรติดแน่นพระกาย ไม่ทรงจีวรกระจุยกระจายจากพระกาย ทรงจีวรไม่ให้ลมพัดแหวกได้ ฝุ่นละอองไม่ติดพระกาย เสด็จถึงพระอารามแล้วประทับนั่ง ครั้นประทับนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ถวายแล้ว จึงทรงล้างพระบาทไม่ทรงประกอบการประดับพระบาท ทรงล้างพระบาทแล้วประทับนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เบื้องพระพักตร์ ไม่ทรงดำริเพื่อเบียดเบียนพระองค์เอง ไม่ทรงดำริเพื่อเบียนเบียนผู้อื่น ไม่ทรงดำริเพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย... เมื่อประทับอยู่ในพระอาราม ทรงแสดงธรรมในบริษัท ไม่ทรงยอบริษัท ไม่ทรงรุกรานบริษัท ทรงชี้แจงให้บริษัทเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ทรงมีพระสุร เสียง อัน ก้อง เปล่ง ออก จาก พระ โอษฐ์ ประกอบด้วยธรรมีกถา ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือสละสลวย ๑ รู้ได้ชัดเจน ๑ ไพเราะ ๑ ฟังง่าย ๑ กลมกล่อม ๑ ไม่พร่า ๑ พระสุรเสียงลึก ๑ มีกังวาน ๑ บริษัทจะอย่างไร ก็ทรงให้เข้าใจด้วยพระสุรเสียงได้ พระสุรเสียงมิได้ก้องออกนอกบริษัท...”

พรหมายุสูตร ม. ม. (๕๘๙) ตบ. ๑๓ : ๕๓๓-๕๓๗ ตท.๑๓ : ๔๓๘-๔๔๐ ตอ. MLS. II : ๓๒๒-๓๒๖

พุทธทำนาย

ตามเรื่องในพระคัมภีร์ มีปรากฏอยู่เสมอว่า เมื่อภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรือ อุบาสิกา คนใดคนหนึ่งตายลง พระผู้มีพระภาคมักจะตรัสว่า เขาได้ไปเกิดใหม่ในภาพนั้นๆ การที่พระพุทธองค์ทรงทำนายเช่นนี้ มีพระพุทธประสงค์อย่างไร?

“....ดูก่อนอนุรุทธะ ตถาคตย่อมพยากรณ์สาวกทั้งหลายผู้ทำกาละไปแล้ว ในภพที่เกิดทั้งหลายว่า สาวกชื่อโน้นเกิดแล้วในภพโน้นสาวกชื่อโน้นเกิดแล้วในภพโน้นดังนี้ เพื่อให้คนพิศวงก็หามิได้ เพื่อเกลี้ยกล่อมคนก็หามิได้ เพื่ออานิสงส์ คือลาภสักการะและความสรรเสริญก็หามิได้ ด้วยความประสงค์ว่าคนจงรู้จักเรานี้ก็หามิได้ ดูก่อนอนุรุทธะ กุลบุตรทั้งหลายผู้มีศรัทธา มีความยินดีมาก มีปราโมทย์มากมีอยู่ กุลบุตรเหล่านั้นได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้ว จะน้อมจิตไปเพื่อความเป็นอย่างนั้นบ้าง ข้อนั้นย่อมมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่กุลบุตรเหล่านั้น สิ้นกาลนาน......”

นฬกปานสูตร ม. ม. (๑๙๘) ตบ. ๑๓ : ๒๐๖-๒๐๗ ตท.๑๓ : ๑๗๘ ตอ. MLS. II : ๑๓๘

พุทธทำนายเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

ความเจริญหรือเสื่อมแห่งพระพุทธศาสนาท่านว่า ย่อมขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของพุทธบริษัททั้ง ๔ เฉพาะอย่างยิ่งภิกษุบริษัทซึ่งเป็นผู้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ภิกษุประพฤติปฏิบัติอย่างไรจะชื่อว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบจีวรดีงาม เมื่อชอบจีวรดีงาม ก็จักละความเป็นผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร จักละเสนาสนะอันสงัดคือป่า และป่าชัฏ จะประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคมและราชธานี และจักถึงการแสวงหาไม่สมควร อันไม่เหมาะสมต่าง ๆ เพราะเหตุจีวร.... “อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบบิณฑบาตที่ดีงาม..... จักละความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร..... จักประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคมและราชธานี แสวงหาบิณฑบาตที่มีรสเลิศด้วยปลายลิ้น แลจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร ไม่เหมาะสมต่างๆ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต.... “อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ชอบเสนาสนะที่ดีงาม..... จักละความเป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร..... จักประชุมกันอยู่ที่บ้าน นิคมและราชธานี แลจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร ไม่เหมาะสมต่าง ๆ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ.... “อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้คลุกคลีด้วยภิกษุณีนางสิกขมานา แลสมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลี... พึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมองบางอย่าง หรือจักบอกคืนสิกขา เวียนมาเพื่อเป็นคฤหัสถ์ “อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้คลุกคลีด้วยอารามิกบุรุษ แลสมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลี... พึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ประกอบการบริโภคของที่สะสมไว้มีประการต่าง ๆ จักกระทำนิมิตแม้อย่างหยาบที่แผ่นดินบ้าง ที่ปลายของเขียวบ้าง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล.... อันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้นฯ”

อนาคตสูตร ที่ ๔ ป. อํ. (๘๐) ตบ. ๒๒ : ๑๒๔-๑๒๕ ตท. ๒๒ : ๑๐๗-๑๐๘ ตอ. G.S. III : ๘๖-๘๗

พุทธปฏิภาณ

ทุกครั้งที่มีผู้มาถามปัญหาธรรมกับพระพุทธเจ้า ปรากฏว่าพระองค์ทรงตอบปัญหานั้น ๆ ได้อย่างแจ่มแจ้งทันที อยากทราบว่าพระพุทธองค์ทรงทราบปัญหานั้นด้วยญาณแล้วคิดคำตอบไว้ล่วงหน้า หรือทรงตอบปัญหานั้นๆ ในขณะนั้นนั่นเอง?

“..... ดูก่อนราชกุมาร ถ้าอย่างนั้นในข้อนี้ อาตมาภาพจักกลับถามพระองค์บ้าง ข้อนี้ควรแก่พระองค์อย่างใด พระองค์พึงพยากรณ์ข้อนั้นอย่างนั้น.... พระองค์เป็นผู้ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถหรือ ?” อภยราชกุมาร “.... หม่อมฉันเป็นผู้ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถ” พระผู้มีพระภาค “... ชนทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระองค์แล้ว พึงทูลถามอย่างนี้ว่า ส่วนน้อยใหญ่ของรถอันนี้ชื่ออะไร การพยากรณ์ปัญหาของชนเหล่านั้น พระองค์พึงตรึกด้วยใจไว้ก่อนว่า ชนทั้งหลายเข้ามาหาเราแล้วจักถามอย่างนี้เราอันชนเหล่านั้นถามอย่างนี้ จักพยากรณ์อย่างนี้ หรือว่าการพยากรณ์อย่างนั้น พึงแจ่มแจ้งกะพระองค์โดยทันที ?” อภยราชกุมาร “.... เพราะหม่อมฉันเป็นทหารรถรู้จักดี ฉลาดในส่วนน้อยใหญ่ของรถ ส่วนน้อยใหญ่ของรถทั้งหมด หม่อมฉันทราบดีแล้ว ฉะนั้นการพยากรณ์ปัญหานั้น แจ่มแจ้งแก่หม่อมฉันโดยทันทีทีเดียว” พระผู้มีพระภาค “ฉันนั้นเหมือนกันแล ราชกุมาร กษัตริย์ผู้บัณฑิตก็ดี พราหมณ์ผู้บัณฑิตก็ดี คฤหบดีผู้บัญฑิตก็ดี ผูกปัญหาแล้งจักเข้ามาถามตถาคต การพยากรณ์ปัญหานั้นย่อมแจ่มแจ้งตถาคตทันที ข้อนั้นเพราเหตุไร เพราะความที่ธรรมธาตุนั้น ตถาคตแทงตลอดดีแล้ว การพยากรณ์ปัญหานั้น จึงแจ่มแจ้งแก่ตถาคตโดยทันที”

อภยราชกุมารสูตร ม. ม. (๙๕) ตบ. ๑๓ : ๙๒-๙๓ ตท.๑๓ : ๘๓-๘๔ ตอ. MLS. II : ๖๓-๖๔

พุทธศาสนาเป็นคำสอนแบบลบจริงหรือ

ชาวยุโรปบางคนเห็นว่า พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนแบบลบ (Negative) ประกาศการไม่กระทำ (อกริยวาท) ไม่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ไม่สู้กับโลก มีแต่สอนให้หนีจากโลก เป็นความจริงหรือไม่เพียงใด?

“.....ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวการไม่กระทำดังนี้ เชื่อว่ากล่าวชอบนั้นมีอยู่ เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการไม่ทำซึ่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวการไม่กระทำ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว

“.....ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ ดังนี้ เชื่อว่ากล่าวชอบนั้นมีอยู่ เพราะเรากล่าวความขาดสูญ แห่ง ราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความขาดสูญ แห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่างนี้แล เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าวฯ”

เวรัญชสูตร อ. อํ. (๑๐๑) ตบ. ๒๓ : ๑๗๕-๑๗๖ ตท. ๒๓ : ๑๕๔ ตอ. G.S. IV : ๑๑๙

พุทโธวาทสำหรับคนใกล้ตาย

พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทแก่คนป่วยใกล้ต่อความตายไว้อย่างไรบ้าง ?

“ดูก่อนทีฆาวุ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเราจักมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า....ในพระธรรม...ในพระสงฆ์....จักประกอบด้วยศีลอันเป็นที่รักของพระอริยเจ้า... ท่านตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นองค์ประกอบแห่งพระโสดาบัน ๔ เหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรมอันเป็นส่วนแห่งวิชชา ๖ ประการให้ยิ่งขึ้น... คือ ท่านจงพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงว่าเป็นของไม่เที่ยง มีความหมายรู้ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นทุกข์ มีความหมายรู้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นอนัตตา มีความหมายรู้ในการละ...ในการคลายความกำหนัดยินดี...ในความดับทุกข์ ดูก่อนทีฆาวุ ท่านพึงศึกษาอย่างนี้แหละ....”

ทีฆาวุสูตร มหา. สํ. (๑๔๑๙-๑๔๒๑ ) ตบ. ๑๙ : ๔๓๑-๔๓๒ ตท. ๑๙ : ๓๙๓-๓๙๔ ตอ. K.S. ๕ : ๒๙๙-๓๐๐

พ่อค้าที่เจริญก้าวหน้า

พ่อค้าที่ประสบความเจริญก้าวหน้า มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ประการ ย่อมถึงความมีโภคทรัพย์มากมายเหลือเฟือโดยไม่นานเลย องค์ ๓ ประการคืออะไร? พ่อค้าในโลกนี้เป็นผู้มีจักษุ ๑ จัดธุรการงานดี ๑ ถึงพร้อมด้วยคนที่พึ่งพาอาศัยได้ ๑ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าชื่อว่าเป็นคนมีจักษุอย่างไร....พ่อค้าในโลกนี้ย่อมรู้สิ่งที่จะพึงซื้อขาย สิ่งที่พึงขายนี้ซื้อมาเท่านี้ ขายไปเท่านั้น จักเป็นทุนเท่านี้ เป็นกำไรเท่านี้.... “พ่อค้าชื่อว่าจัดธุระการงานดีอย่างไร... พ่อค้าในโลกนี้เป็นคนฉลาดที่จะซื้อและขายสิ่งที่ตนจะพึงซื้อขาย... “พ่อค้าชื่อว่าถึงพร้อมด้วยคนที่จะพึ่งพาอาศัยได้อย่างไร... พ่อค้าในโลกนี้อันคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีผู้มั่งคั่งที่ได้ทราบว่าพ่อค้าผู้นี้เป็นคนมีจักษุ จัดธุระดีสามารถเลี้ยงบุตรภริยา และใช้เงินคืนเราได้ตามเวลา ต่างก็เชิญชวนพ่อค้านั้นด้วยทรัพย์ว่า ท่านพ่อค้าผู้สหาย แต่นี้ไปท่านจงนำเอาทรัพย์ไปเลี้ยงบุตรภริยาและใช้คืนให้แก่เราตามเวลา.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พ่อค้าผู้ประกอบด้วยองค์ ๓ ประการนี้แล ย่อมถึงความมีโภคะมากมายเหลือเฟือโดยไม่นานเลย...”

ปาปณิกสูตรที่ ๒ ติก. อํ. (๔๕๙) ตบ. ๒๐ : ๑๔๖-๑๔๗ ตท. ๒๐ : ๑๓๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๐-๑๐๑

ภรรยา ๗ ประเภท

พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกภรรยาไว้กี่ประเภท มีอะรบ้าง ? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาตนั้น เป็นอย่างไร? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยโจร นั้น มีลักษณะอย่างไร? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยนายนั้น มีลักษณะอย่างไร? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยแม่นั้น มีลักษณะอย่างไร? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาวนั้น มีลักษณะอย่างไร ? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยเพื่อนนั้น มีลักษณะอย่างไร? ที่ว่าภรรยาเสมอด้วยทาสีนั้น มีลักษณะอย่างไร?

“......ดูก่อนสุชาดา ภรรยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้... คือ ภรรยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ ภรรยาเสมอด้วยโจร ๑ ภรรยาเสมอด้วยนาย ๑ ภรรยาเสมอด้วยแม่ ๑ ภรรยาเสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ ภรรยาเสมอด้วยเพื่อน ๑ ภรรยาเสมอด้วยทาสี ๑ “.....ภรรยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าวธกาภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยเพชฌฆาต” “.....สามีของหญิงประกอบด้วยศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภรรยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าโจรภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยโจร” “.....ภรรยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบข่มขี่สามีผู้ขยันขันแข็ง ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าอัยยภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยนาย” “.....ภรรยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่ามาตาภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยแม่” “.....ภรรยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายาบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าภคินีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว” “.....ภรรยาใดในโลกนี้ เห็นสามีและชื่นชมยินดีเหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตร ปฏิบัติสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าสขีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยเพื่อน” “.....ภรรยาสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจสามี ภรรยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่าทาสีภริยา ภรรยาผู้เสมอด้วยทาสี”

ภริยาสูตร ส. อํ. (๖๐) ตบ. ๒๓ : ๙๓-๙๕ ตท. ๒๓ : ๘๗-๘๘ ตอ. G.S. IV : ๕๗-๕๘

ภัยของพระพุทธศาสนา

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีภัย เมื่อภัยเกิดขึ้นย่อมทำลายสิ่งนั้น ๆ ให้เสียหายหรือพินาศ พระพุทธศาสนาก็น่าจะมีภัยเช่นเดียวกัน อยากทราบว่าภัยของพระพุทธศาสนามีอะไรบ้าง?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญาจักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตรแม้เหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา ก็จักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตร แม้เหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย..... “อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... จะให้นิสัยแก่กุลบุตรเหล่านั้น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตรแม้เหล่านั้นในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้น ก็จักไม่อบรมกาย... ศีล... จิต... ปัญญา เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย ย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย..... “อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... เมื่อแสดงอภิธรรมกถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่ธรรมที่ผิด ก็จักไม่รู้สึก เพราะเหตุนี้แล การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม..... “อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... พระสูตรต่างๆ ที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ เป็นสูตรลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตาธรรม พระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ก็จักไม่ฟังด้วยดี.... จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ จักไม่ใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้น ว่าควรศึกษาเล่าเรียน แต่ว่าสูตรต่างๆ ที่นักกวีแต่งไว้ ประพันธ์เป็นบทว่า มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะสละสลวย เป็นพาหิรกถา เป็นสาวกภาษิต เมื่อสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ จักฟังด้วยดี... เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย..... “อีกประการหนึ่ง ในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย....ศีล.... จิต.....ปัญญา.... ภิกษุผู้เถระจักเป็นผู้มักมาก มีความประพฤติย่อหย่อนเป็นหัวหน้าในความล่วงละเมิด ทอดธุระในความสงัด จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง.... ประชุมชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง แม้ประชุมชนนั้นก็จะเป็นผู้มักมาก..... เพราะเหตุนี้แล การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย..... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้แล.... อันเธอทั้งหลายถึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้น”

อนาคตสูตร ที่ ๓ ป. อํ. (๗๙) ตบ. ๒๒ : ๑๒๑-๑๓๒ ตท. ๒๒ : ๑๐๔-๑๐๖ ตอ. G.S. III : ๘๔-๘๕

ภัยใหญ่ของมนุษย์

(เทวดาทูลถาม) อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรของเขาหนอย่อมวิ่งพล่าน อะไรของเขาหนอเวียนว่ายไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่ของเขา ?

“ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของเขา”

ปฐมชนสูตรที่ ๕ ส.สํ. (๑๖๗) ตบ. ๑๕ : ๕๑ ตท. ๑๕ : ๕๐ ตอ. K.S. I : ๕๒

ภาระหนักของมนุษย์

ภาระอันหนักของมนุษย์คืออะไร? จะปลงลงได้อย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ คือ ภาระ อุปาทานขันธ์ ๕ คืออะไร? คือ รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นี้เรียกว่า ภาระ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้แบกภาระคือใคร? ผู้แบกภาระ คือ บุคคล... ที่มีชื่ออย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ นี่เรียกว่า ผู้แบกภาระ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปกรณ์สำหรับแบกภาระคืออะไร ? ตัณหาที่นำไปเกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดยินดี ทำให้หลงเพลิดเพลินในภพนั้น ๆ กล่าวคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหานี้ เรียกว่า อุปกรณ์ เครื่องแบกภาระ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การปลงภาระคืออย่างไร? คือการดับตัณหา สิ้นความกำหนัดอย่างสิ้นเชิง การสละทอดทิ้งหลุดพ้นจากตัณหาอย่างไม่มีเยื่อใยนี้ เรียกว่า การปลงภาระลง...”

ภารสูตร ขันธ. สํ. (๔๙) ตบ. ๑๗ : ๓๒ ตท. ๑๗ : ๒๘ ตอ. K.S. ๓ : ๒๔-๒๕

ภาษาท้องถิ่น

ภาษาท้องถิ่นย่อมแตกต่างกันไป ทั้งคำพูดและสำเนียง ก่อให้เกิดความลำบากในการประกาศพระศาสนา พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำให้พระสาวกปฏิบัติต่อภาษาท้องถิ่นอย่างไร?

“ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า ไม่พึงปรักปรำภาษาชนบท ไม่พึงล่วงเลยคำพูดสามัญเสียนั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อย่างไรเล่าเป็นการปรักปรำภาษาชนบท และเป็นการล่วงเลยคำพูดสามัญ? “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภาชนะนั้นและในโลกนี้ ในบางชนบทเขาหมายรู้ว่าปาตี ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปัตตะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่าปิฏฐะในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า สระวะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า หโลสะ ในบางชนบทเขาหมายรู้ว่า โปณะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า หนะ ในบางชนบท เขาหมายรู้ว่า ปิปิละ ภิกษุพูดปรักปรำ โดยประการที่ชนทั้งหลาย หมายรู้เรื่องภาชนะนั้นกันดังนี้ ในชนบทนั้นๆ โดยกำลังและความแน่ใจว่านี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นการปรักปรำภาษาชนบท และเป็นการล่วงเลยคำพูดสามัญ.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๖๒) ตบ. ๑๔ : ๔๒๙-๔๓๐ ตท. ๑๔ : ๓๖๖ ตอ. MLS. III : ๒๘๒

ภิกษุควรหัวเราะหรือไม่

ได้ทราบมาว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ไม่มีการหัวเราะมีแต่ยิ้มแย้มเท่านั้น พระภิกษุควรจะหัวเราะหรือไม่?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การขับร้องคือ การร้องไห้ในวินัยของพระอริยเจ้า การฟ้อนรำคือ ความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยเจ้าการหัวเราะจนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยเจ้า เพราะเหตุนั้น และ จงละเสียโดยเด็ดขาดในการขับร้องฟ้อนรำ เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม ก็ควรแต่เพียงยิ้มแย้ม”

โรณสูตร ติ. อํ. (๕๔๗) ตบ. ๒๐ : ๓๓๕ ตท. ๒๐ : ๒๙๒ ตอ. G.S. I : ๒๓๙

ภิกษุที่ควรเข้าไปหา

ภิกษุผู้มีคุณสมบัติเช่นไร เราควรเข้าไปหาและเมื่อเข้าไปหาแล้วจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ด้วยวิมุติ ด้วยวิมุตญาณทัสสนะ การได้เห็น ได้ฟัง ได้เข้าไปหา ได้เข้าไปนั่งใกล้ การระลึกถึง การบวชตามภิกษุเหล่านั้น แต่ละอย่างเรากล่าวว่ามีอุปการะมา เพราะเหตุไร เพราะว่าผู้ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้วย่อมหลีกออกอยู่ด้วย ๒ วิธี คือ หลีกออกด้วยกาย ๑ หลีกออกด้วยจิต ๑ เธอหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้วย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกตรองธรรมนั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดภิกษุหลีกออก ระลึก ด้วยถึงธรรมอยู่อย่างนั้น เมื่อนั้นสติสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญบริบูรณ์ เธอมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้นตรวจตรา พิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา.... “เมื่อใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น เมื่อนั้นธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว....เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญาความเพียรอันไม่ย่อหย่อน เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว.... “เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุถึงความเจริญบริบูรณ์ ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร.... “เมื่อปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุถึงความเจริญบริบูรณ์ กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจประกอบไปด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ “เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุถึงความเจริญบริบูรณ์ จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุขย่อมตั้งมั่น... “เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุถึงความเจริญบริบูรณ์ เธอย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยดี..... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้นด้วยดี เมื่อนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์....”

สีลสูตร มหา. สํ. (๓๗๓-๓๘๑) ตบ. ๑๙ : ๙๘-๑๐๐ ตท. ๑๙ : ๑๐๕-๑๐๖ ตอ. K.S. ๕ : ๕๕-๕๗

ภิกษุผู้ทำลายพระพุทธศาสนา

ภิกษุเช่นใดเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม.... สิ่งที่มิใช่วินัยว่าเป็นวินัย ...แสดงคำที่พระตถาคตมิได้กล่าวไว้ ตรัสไว้ว่าพระตถาคตกล่าวไว้ตรัสไว้...แสดงธรรมที่พระตถาคตมิได้ทรงประกอบว่าพระตถาคตทรงประกอบ ....แสดงสิ่งที่พระตถาคตมิได้ทรงบัญญัติว่าพระตถาคตทรงบัญญัติ.... ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่เป็นความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความเสียหาย มิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเป็นอันมาก เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายทั้งย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก และย่อมยังสัทธรรมนี้ให้อันตรธาน”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๑๓๑-๑๓๒) ตบ. ๒๐ : ๒๕-๒๖ ตท. ๒๐ : ๒๒-๒๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑๒

ภิกษุผู้มีชื่อเสียงควรทำอะไร

ภิกษุผู้มีชื่อเสียง ควรทำและไม่ควรทำอย่างไรจึงจะถูกต้องกับพระธรรมวินัย ?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีชื่อเสียงประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อม ปฏิบัติเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อมิใช่สุขแก่ชนเป็นอันมากเพื่อความพินาศแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ ชักชวนในกายกรรมที่ไม่สมควร ๑ ชักชวนในวจีกรรมที่ไม่สมควร ๑ ชักชวนในธรรม ที่ไม่สมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีชื่อเสียงประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อม ปฏิบัติเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อมิใช่สุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความพินาศแก่ชนเป็น อันมาก เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีชื่อเสียงประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมปฏิบัติเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อ สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการเป็นไฉนคือ ชักชวนในกายกรรม ที่สมควร ๑ ชักชวนในวจีกรรมที่สมควร ๑ ชักชวนในธรรมที่สมควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีชื่อเสียงประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ย่อมปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อสุขแก่ ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่ชนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ”

ญาตกสูตร ติก. อํ. (๔๕๐) ตบ. ๒๐ : ๑๓๓-๑๓๔ ตท. ๒๐ : ๑๒๑ ตอ. G.S. ๑ : ๙๐

ภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอย่างไร

การเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีได้อย่างไร?

“ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มิได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือว่า เรากำลังเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือว่าเราเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว โดยที่แท้ จิตของภิกษุนั้นเป็นจิตที่ได้รับการอบรมไว้ก่อนแล้ว จนกระทั่งจิตนั้นสามารถนำภิกษุนั้นเข้าสู่สภาพตถัตตา (คือ ภาวะเช่นนั้น ภาวะไม่มีชื่อ อันหมายถึงนิพพาน)”

กามภูสูตรที่ ๒ สฬา. สํ. (๕๖๓) ตบ. ๑๘ : ๓๖๑ ตท. ๑๘ : ๓๒๔ ตอ. K.S. ๔ : ๒๐๑-๒๐๒

มนุษย์ไปเกิดเป็นสัตว์ได้

ตามหลักวิวัฒนาการ มนุษย์เจริญมาจากสัตว์ และจะกลับไปเห็นสัตว์ไม่ได้อีก ทางพระพุทธศาสนามีทรรศนะในเรื่องนี้อย่างไร?

“ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และชั้นสู่หนทางนั้นจักเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน โดยสมัยต่อมา เราเห็นบุคคลนั้นเบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงแล้วซึ่งกำเนิดดิรัจฉาน เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อนด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์.... เปรียบเหมือนหลุมคูถลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยคูถ ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผาครอบงำเหน็ดเหนื่อย.... มุ่งมาสู่หลุมคูถนั้นแหละ โดยหนทางสายเดียว บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้มีจักษุนั้น พึงเห็นเขาตกลงในหลุมคูถนั้น เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ ฉันนั้นเหมือนกันแลฯ ”

มหาสีนหนาทสูตร มู. ม. (๑๗๒) ตบ. ๑๒ : ๑๕๐-๑๕๑ ตท.๑๒ : ๑๑๙ ตอ. MLS. I : ๙๙-๑๐๐

มหาบุรุษคือคนประเภทไหน

ที่เรียกว่า มหาบุรุษ ในทางพระพุทธศาสนานั้นหมายถึงคนประเภทไหน ?

“ดูก่อนสารีบุตร เราเรียกว่า มหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิตหลุดพ้น เราไม่เรียกว่า มหาบุรุษ เพราะเป็นผู้มีจิตยังไม่หลุดพ้น “ดูก่อนสารีบุตร ก็บุคคลเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นภายในกายอยู่เป็นปกติ...พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เป็นปกติ.... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่เป็นปกติ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เป็นปกติ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย.....จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่น “ดูก่อนสารีบุตร บุคคลเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นอย่างนี้แล เราเรียกว่ามหาบุรุษ ...”

มหาปุริสสูตร มหา. สํ. (๗๒๔-๗๒๕) ตบ. ๑๙ : ๒๑๑ ตท. ๑๙ : ๒๐๐ ตอ. K.S. ๕ : ๑๓๗-๑๓๘

มหาสมุทรในพุทธศาสนา

คำว่า “มหาสมุทร”ตามความหมายของคนธรรมดาและตามความหมายทางพุทธศาสนาหมายถึงอะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ย่อมกล่าวว่า “มหาสมุทร” มหาสมุทรนั้นไม่ชื่อว่าเป็นมหาสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า มหาสมุทรนั้นเป็นเพียงแอ่งน้ำใหญ่ เป็นห้วงน้ำใหญ่ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นมหาสมุทรของบุรุษ ..... กำลังของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ .....บุคคลใดย่อมอดกลั้นกำลังอันเกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ นั้นได้ บุคคลนี้เรียกว่าพราหมณ์ สามารถข้ามมหาสมุทร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งมีทั้งคลื่นมีทั้งน้ำวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ แล้วขึ้นถึงฝั่งยืนอยู่บนบกได้ อยู่จนพรหมจรรย์ ถึงที่สุดแห่งโลกข้ามถึงฝั่งแล้ว"

สมุทรสูตรที่ ๑ สฬา. สํ. (๒๘๕-๒๘๖) ตบ. ๑๘ : ๑๙๖ ตท. ๑๘ : ๑๙๑ ตอ. K.S. ๔ : ๙๗-๙๘

มีขันธ์ ๕ ก็มีทุกข์

ขันธ์ ๕ กับทุกข์เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรคทั้งหลาย เป็นความปรากฏแห่งชรา มรณะ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดับ ความสงบระงับความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นสงบระงับแห่งโรคทั้งหลาย เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชรา มรณะ

อุปปาทสูตร ขันธ. สํ. (๖๖-๖๗) ตบ. ๑๗ : ๓๙-๔๐ ตท. ๑๗ : ๓๔ ตอ. K.S. ๓ : ๓๐

มีทุกข์แต่ไม่มีผู้เสวย

อเจลกัสสปปริพพาชกได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าทุกข์จนทำเองหรือผู้อื่นทำให้ หรือทั้งตนทั้งผู้อื่นทำ หรือไม่ใช่ทั้งตนทั้งผู้อื่นทำ ? พระผู้มีพระภาคทรงห้ามว่า อย่างกล่าวอย่างนั้น อเจลกัสสปทูลถามต่อไปว่า ทุกข์ไม่มีหรือ? พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกข์มีแน่ และพระองค์ทรงรู้จักดี เมื่ออเจลกัสสปทูลขอให้อธิบายทุกข์ พระพุทธองค์ตรัสตอบดังต่อไปนี้....

“.....ดูก่อนกัสสป เมื่อบุคคลถืออยู่ นั่นผู้กระทำ นั้นผู้เสวย ถ้าเราจักกล่าวว่า ทุกข์ตนกระทำเอง ดังนี้ อันนี้เป็นสัสสตทิฐิไป “เมื่อบุคคลถูกเวทนาทิ่มแทงอยู่ (ย่อมเข้าใจไป) ว่า ผู้กระทำคนหนึ่งผู้เสวยเป็นอีกคนหนึ่ง ถ้าเราจักกล่าวว่า ทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ดังนี้ อันนี้เป็นอุจเฉททิฐิไป “.....ดูก่อนกัสสป ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้น ว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ.... นามรูป... สฬายตนะ.... ผัสสะ.... เวทนา.... อุปาทาน.... ภพ.... ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้ “เพราะอวิชชานั่นแหละดับ ด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ สฬายตนะดับ.... ผัสสะ.... เวทนา.... อุปาทาน.... ภพ.... ชาติ.... ชรา..... มรณะ....จึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.....”

อเจลกัสสปสูตร นิ. สํ. (๕๐) ตบ. ๑๖ : ๒๔-๒๕ ตท. ๑๖ : ๑๖-๒๐ ตอ. K.S. II : ๑๖

มีผู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักมายากล

นายบ้านนามว่าปาฏลิยะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า มีคนบางพวกกล่าวหาว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จักมายากลดังนี้ เป็นความจริงหรือไม่?

“ดูก่อนนายคามณี ชนเหล่าใดเหล่า...ว่าพระสมณโคดมทรงรู้จักมายากล ดังนี้ ชนเหล่านั้นเป็นอันกล่าวแล้วด้วยคำที่เรากล่าว ย่อมไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง...” คามณี “ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นความจริงซิ สหายเอ๋ย แม้เราจะไม่เชื่อคำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า พระสมณโคดมทรงรู้มายากล พระสมณโคดมทรงเป็นนักมายากลจริง ๆ” พระพุทธเจ้า “ดูก่อนนายคามณี ผู้ใดแลพูดอย่างนี้ว่าเราย่อมรู้จักมายากล ผู้นั้นย่อมมุ่งหมายกล่าวว่าเราเป็นนักมายากล ดังนี้หรือ ?” คามณี “ข้อนั้นเป็นอย่างนั้นแล พระผู้มีพระภาค....” พระพุทธเจ้า “ ถ้าอย่างนั้นเราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้ ท่านชอบใจอย่างไรพึงตอบอย่างนั้น... ท่านย่อมรู้จักลูกจ้างผู้มีมวยผมยาวแห่งชาวโกลิยะหรือ ?” คามณี “ข้าพระองค์ ย่อมรู้จักพระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้า “ลูกจ้างผู้มีมวยผมยาวแห่งชาวโกลิยะเหล่านั้น มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร?” คามณี “เพื่อป้องกันพวกโจรแก่ชาวโกลิยะ และเพื่อส่งข้าวสาส์นของชาวโกลิยะ.... พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้า “นายคามณี ท่านรู้จักลูกจ้างผู้มีมวยผมยาวในนิคมของชาวโกลิ ในฐานะเป็นผู้มีศีลหรือเป็นผู้ทุศีล?” คามณี “....เป็นผู้ทุศีล มีธรรมอันเป็นบาป พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้า “ดูก่อนนายคามณี ผู้ใดแลพึงพูดอย่างนี้ว่า นายบ้านนามว่าปาฏลิยะรู้จักพวกลูกจ้างผู้มีมวยผมยาวแห่งชาวโกลิยะ ซึ่งเป็นคนทุศีล มีธรรมอันเลวทราม แม้นาบ้านปาฏลิยะก็เป็นคนทุศีลมีธรรมเลวทราม ดังนี้ผู้นั้นเมื่อพูดอยู่เช่นนั้นชื่อว่าพูดชอบหรือหนอ ?” คามณี “หาเป็นเช่นนั้นไม่ พระเจ้าข้า พวกลูกจ้างผู้มีมวยผมยาวแห่งชาวโลกิยะเป็นพวกหนึ่ง ข้าพระองค์เป็นพวกหนึ่ง....” พระพุทธเจ้า “ดูก่อนนายคามณี ท่านแลยังได้เพื่อที่จะกล่าววว่า นายคามณีปาฏลิยะย่อมรู้จักลูกจ้าง.... ผู้มีศีลชั่ว ผู้มีธรรมอันเป็นบาป แต่นายคามณีปาฏลิยะหาได้เป็นคนทุศีล มีธรรมอันเป็นบาปไม่ ไฉนตถาคตจึงไม่ได้เพื่อที่จะกล่าวว่า พระตถาคตทรงรู้จักมายากล แต่พระตถาคตหาได้เป็นนักมายากลไม่ ดังนี้เล่า?”

ปาฏลิยสูตร สฬา. สํ. (๖๔๙-๖๕๐) ตบ. ๑๘ : ๔๑๘-๔๒๐ ตท. ๑๘ : ๓๗๐-๓๗๒ ตอ. K.S. ๔ : ๒๔๕-๒๔๖

มีอาหารแต่ไม่มีผู้กิน

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หมู่สัตว์ดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ๔ อย่างคือ ๑. กวฬึงการาหาร ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร พระโมลิยผัคคุณะได้ทูลถามว่า ใครเป็นผู้กินวิญญาณาหาร ?

“.....ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่ากลืนกิน (วิญญาณาหาร) ถ้าเรากล่าวว่า “กลืนกิน” ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า ใครหนอย่อมกลืนกิน? แต่เรามิได้กล่าวอย่างนั้น “....ผู้ใดพึงถามเรา อย่างนี้ว่า วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่ออะไรหนอ ? อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า วิญญาณาหาร ย่อมมีเพื่อความบังเกิดใหม่ในภพต่อไป เมื่อวิญญาณาหาร นั้นเกิดมีแล้ว จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ.... เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา... เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา.... เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน.... เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ.... เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมี ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสอุปายาส..... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการฉะนี้”

ผัคคุณสูตร นิ. สํ. (๓๒-๓๖) ตบ. ๑๖ : ๑๕-๑๗ ตท. ๑๖ : ๑๒-๑๔ ตอ. K.S. II : ๙-๑๑

มโนสัญเจตนาหารคืออะไร

มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือความตั้งใจ ซึ่งเป็นอาหารอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาหารทั้ง ๔ นั้น คืออย่างไร? เราควรกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้อย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็มโนสัญเจตนาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่า มีหลุมถ่านเพลิงอยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษเต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควัน ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่ง อยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์เดินมา บุรุษ ๒ คน มีกำลัง จับเขาที่แขนข้างละคน คร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจ อยากจะไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ ก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหาร ได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เมื่ออริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว”

ปุตตมังสสูตร นิ. สํ. (๒๔๓) ตบ. ๑๖ : ๑๒๐-๑๒๑ ตท. ๑๖ : ๑๑๐ ตอ. K.S. II : ๖๙

ยอดของความรัก

(เทวดากล่าวเป็นเชิงแสดงทรรศนะของตน) ความรักเสมอด้วยความรักบุตรไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยโคไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ย่อมไม่มี สระทั้งหลายมีทะเลเป็นยอด?

“ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม”

นันถิปุตตสมสูตร ส.สํ. (๒๘-๒๙) ตบ. ๑๕ : ๙ ตท. ๑๕ : ๙ ตอ. K.S. I : ๑๐

ยอดของทาน

(เทวดาทูลถาม) บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง?

“บุคคลให้อาหารชื้อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ป ระทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ และผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม”

กินททสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๑๓๘) ตบ. ๑๕ : ๔๔ ตท. ๑๕ : ๔๒ ตอ. K.S. I : ๔๓

ยอดของภรรยา

(เทวดากล่าวเป็นเชิงแสดงทรรศนะ) กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์สองเท้า โคประเสริฐสุดกว่าสัตว์สี่เท้า ภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เกิดก่อน บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ?

“พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์สองเท้า “สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุกกว่าสัตว์สี่เท้า “ภรรยาที่ปรนนิบัติดีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย “บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย”

ขันติยสูตร ส.สํ. (๓๐-๓๑) ตบ. ๑๕ : ๑๐ ตท. ๑๕ : ๙-๑๐ ตอ. K.S. I : ๑๑

ยอดของมิตร

(เทวดาทูลถาม) อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน อะไรเป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น อะไรเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า ?

“พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน สหายเป็นมิตรของผู้มีธุระเกิดขึ้นเนือง ๆ บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า”

มิตรสูตรที่ ๓ ส.สํ. (๑๖๓) ตบ. ๑๕ : ๕๐-๕๑ ตท. ๑๕ : ๕๐ ตอ. K.S. I : ๕๑-๕๒

ยอดของอสัตตบุรุษ

คนเช่นไรชื่อว่าเป็นยอดของอสัตตบุรุษ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อสัตตบุรุษคืออย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด มีความดำริผิด มีวาจาผิด มีการงานผิด มีการเลี้ยงชีพผิด มีความพยายามผิด มีการตั้งสติผิด มีการทำสมาธิผิด บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อสัตตบุรุษ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ อสัตตบุรุษผู้ยิ่งกว่าอสัตตบุรุษเป็นย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีความเห็นผิด มีความดำริผิด มีวาจาผิด มีการงานผิด มีการเลี้ยงชีพผิด มีความพยายามผิด มีการตั้งสติผิด มีการทำสมาธิผิด และมีความหมายหลุดพ้นผิดอีกด้วย บุคคลเหล่านี้เรียกว่า อสัตตบุรุษยิ่งกว่าอสัตตบุรุษ

อุปปาทสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๗๔-๗๕) ตบ. ๑๙ : ๒๔ ตท. ๑๙ : ๒๑ ตอ. K.S. ๕ : ๘

ยอดของโพธิปักขิยธรรม

ธรรมอะไรเป็น ยอดของโพธิปักขิยธรรม?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ในกำเนิดดิรัจฉานเหล่าใด บรรดามี ราชสีห์ ราชาแห่งสัตว์โลกกล่าวว่า เป็นยอดของสัตว์เหล่านั้น เพราะมีพลัง มีความเร็ว และความกล้าหาญฉันใด บรรดาโพธิปักขิยธรรมทั้งปวง ปัญญินทรีย์ เรากล่าวว่าเป็นยอดแห่งโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น เพราะเป็นไปเพื่อความตรัสรู้”

โกสลสูตร มหา. สํ. (๑๐๒๔ ) ตบ. ๑๙ : ๓๐๑ ตท. ๑๙ : ๒๘๔ ตอ. K.S. ๕ : ๒๐๒-๒๐๓

ยอดปรารถนาของสตรี

อะไรคือยอดปรารถนาของสตรี และทำอย่างไรจึงจะได้สิ่งที่ปรารถนานั้น ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๕ ประการนี้ อันมาตุคามผู้ได้ทำบุญไว้แล้ว อาจจะได้โดยง่าย ฐานะ ๕ ประการคืออะไร? คือ ความปรารถนาที่ว่า ขอเราพึงเกิดในสกุลอันเหมาะสม ๑ ขอเราพึงไปสู่สกุล (ได้สามี) ที่เหมาะสม ๑ ขอเราพึงอยู่ครองเรือนโดยไม่มีหญิงร่วมสามี ๑ ขอเราพึงมีบุตร ๑ ขอเราพึงประพฤติครอบงำสามีได้ ๑...”

วิสารทสูตร สฬา. สํ. (๔๙๔) ตบ. ๑๘ : ๓๐๘ ตท. ๑๘ : ๒๘๔-๒๘๕ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖๘

ยอดแห่งธรรมทั้งปวง

ยอดแห่งธรรมทั้งปวงคืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี มี ๔ เท้าก็ดี มีมากเท้าก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์เหล่านั้นฉันใด.... “รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลาย ผู้สัญญาจรไปบนแผ่นดินชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งหมดนั้นย่อมถึงความประชุมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างบัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้นเพราะเป็นรอยใหญ่แม้ฉันใด... “กลอนแห่งเรือนยอดอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งหมดนั้นย่อมไปสู่ยอด น้อมไปสู่ยอด ประชุมเข้าที่ยอด ยอดแห่งเรือนยอดนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากลอนเหล่านั้นแม้ฉันใด.. “กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้นฉันนั้นเหมือนกัน.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ไม่ประมาทแล้ว พึงหวังข้อนี้ได้ คือจักเจริญอริยมรรคอันมีองค์ ๘ จักเพิ่มพูนอริยมรรคมีองค์ ๘....”

ตถาคตสูตรที่ ๑ ฯลฯ ในอัปปมาวรรคที่ ๑๐ มหา. สํ. (๒๔๕-๒๕๕) ตบ. ๑๙ : ๖๒-๖๕ ตท. ๑๙ : ๖๗-๗๐ ตอ. K.S. ๕ : ๓๓-๓๕

ยานอันประเสริฐในพุทธศาสนา

พระอานนท์เห็นชาณุสโสณี พราหมณ์ในชุดขาว นั่งรถสีขาว เทียมด้วยม้าสีขาว มีเครื่องประดับทุกอย่างขาวล้วน จนคนทั้งหลายแล้วออกปากชมว่าเป็นยานอันประเสริฐ จึงทูลถามพระพุทธองค์ว่า พระองค์จะทรงชี้ให้เห็นยานอันประเสริฐในพระพุทธศาสนาได้หรือไม่ ?

“ดูก่อนอานนท์ เราอาจชี้ให้เห็นได้ถ้าว่ายานอันประเสริฐเป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เองเรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง ดูก่อนอานนท์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วมีการกำจัด ราคะ โทสะ โมหะเป็นที่สุด...”

พราหมณ์สูตร มหา. สํ. (๑๒-๒๒) ตบ. ๑๙ : ๕-๗ ตท. ๑๙ : ๔-๖ ตอ. K.S. ๕ : ๔-๕

ยาอายุวัฒนะ

จะมีวิธีบริหารกายอย่างไร จึงจะทำให้อายุยืน?

“มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า ครองอายุได้ยืนนาน”

โทณปากสูตรที่ ๓ ส. สํ. (๓๖๕) ตบ. ๑๕ : ๑๑๙ ตท. ๑๕ : ๑๑๖-๑๑๗ ตอ. K.S. I : ๑๐๘

รักตนให้ถูกทาง

คนทุกคนย่อมรักตนยิ่งกว่าคนอื่นสิ่งอื่น แต่ส่วนมากรักตนแล้วไม่รู้ว่าจะปฏิบัติต่อตนอย่างไร พระผู้มีพระภาคทรงแนะวิธีปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้?

“.....ถูกแล้วๆ มหาบพิตร เพราะว่าชนบางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ารักตน ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายมีความรักตน ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ชื่อว่าไม่มีความรักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุอะไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเขาเหล่านั้นย่อมทำความเสียหายแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น พวกเขาเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน “ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริต ด้วยกาย วาจา ใจ พวกเหล่านั้นชื่อว่ารักตน ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้วา เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นพวกเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน ข้อนั้นเป็นเหตุอะไร ก็เพราะเหตุว่าชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดีความเจริญให้แก่ชนผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเหล่านั้นย่อมทำความดีความเจริญแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น ฉะนั้นพวกเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน”

ปิยสูตรที่ ๔ ส. สํ. (๓๓๕) ตบ. ๑๕ : ๑๐๓-๑๐๔ ตท. ๑๕ : ๑๐๒ ตอ. K.S. I : ๙๘

รากฐานของสุขและทุกข์

มิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิเป็นรากฐานของสุขและทุกข์อย่างไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายกรรม....วจีกรรม...มโนกรรม... ที่ประกอบกระทำตามความเห็น (ที่ผิด) เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และการกระทำทั้งปวงของบุคคลผู้มีความเห็นผิดธรรมทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นไปเพื่อทุกข์ ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะทิฏฐิเป็นของเลวทราม “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดาก็ดี เมล็ดบวบขมก็ดี เมล็ดน้ำเต้าขมก็ดี ที่เขาหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดิน รสน้ำทั้งหมดที่มันดูดซึมเอาย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขม เพื่อความเป็นของขื่น เพื่อความไม่น่ายินดีเพราะเหตุใด เพราะเมล็ดพืชเป็นของเลว...ฉะนั้น “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายกรรม....วจีกรรม...มโนกรรม... ที่ประกอบกระทำตามความเห็น (ที่ผิด) เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และการกระทำทั้งปวงของบุคคลผู้มีความเห็นชอบ.... ทั้งหมดย่อมเป็นไปเพื่อผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ....เพื่อความสุข นั้นเพราะเหตุไร เพราะความเห็นเจริญดี “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพันธุ์อ้อยก็ดี พันธุ์ข้าวสาลีก็ดี พันธ์จันทน์ก็ดี ที่เขาหมกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดิน รสน้ำทั้งหมดที่มันดูดซึมเอาย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของหวาน น่ายินดี น่าชื่นใจ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเมล็ดพันธ์ดีฉันนั้นเหมือนกัน”

เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง เอก. อํ. (๑๘๙-๑๙๐) ตบ. ๒๐ : ๔๒-๔๓ ตท. ๒๐ : ๔๑-๔๒ ตอ. G.S. ๑ : ๒๘-๒๙

รากเหง้าของกรรม

อะไรคือรากเหง้าของกรรม และกรรมจะได้ผลเมื่อใด?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๓ ประการนี้เป็นเหตุให้เกิดกรรม เหตุ ๓ ประการคืออะไร? คือโลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมที่กระทำด้วยความโลภ เกิดแต่ความโลภ มีความโลภเป็นเหตุ มีความโลภเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในทีที่อัตตภาพของเขาเกิดขึ้น กรรมนั้นให้ผลในที่ใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้นในที่นั้น ในปัจจุบันนี้เองหรือในตอนอื่นๆ... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรมที่กระทำด้วยความโกรธ..... ความหลง เกิดแต่ความโกรธ... ความหลง.... ย่อมให้ผลในที่ที่อัตตาภาพของเขาเกิดขึ้น กรรมนั้นให้ผลในที่ใด เขาจะต้องเสวยผลกรรมนั้นในที่นั้นในปัจจุบันนี้เองหรือในตอนต่อ ๆ ไป.... “เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ไม่แตกหัก ไม่เน่าเสีย ไม่เสียหายเพราะลมและแดด ยังไม่แก่น เก็บงำไว้ดี เขาหว่านลงไปบนพื้นดินที่เตรียมไว้เป็นอย่างดี ในนาที่ดี ทั้งฝนก็ตกดีตามฤดูกาล เมล็ดพืชเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์โดยแท้ทีเดียว....”

นิพพานสูตร ติก. อํ. (๗๔๓) ตบ. ๒๐ : ๑๗๑-๑๗๒ ตท. ๒๐ : ๑๕๒-๑๕๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑๑๗-๑๑๘

รู้มากๆ เพียงพอหรือยัง

ความเป็นพหูสูต คือได้เรียนรู้มาก พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นมงคลประการหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นพหูสูตอย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่? มีอะไรที่มีจะต้องเรียนรู้อีก ?

“....บุคคลบางคนในโลกนี้ เล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ ไวยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชากด อัพภูตธรรม เวทัลละ เขาไม่รู้ทั่วถึงตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ บุคคลนี้เป็นดุจวลาหก (เมฆ) คำราม แต่ไม่ให้ฝนตก... “.....การก้าว การถอย การเหลียว การแล การคู้ การเหยียด การทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวรของบุคคลบางคนในโลกนี้ ล้วนน่าเลื่อมใส แต่เขาไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ บุคคล (นี้) เป็นดุจห้วงน้ำตื้นเงาลึก... เป็นดุจหม้อเปล่าที่เขาปิดไว้.... เป็นดุจมะม่วงดิบผิวสุก... เป็นดุจหนูขุดรูแต่ไม่อยู่....”

วลาหกสูตรที่ ๖ กุมภสูตร อุทกหรทสูตร อัมพสูตร มูสิกาสูตร จ. อํ. (๑๐๒-๑๐๗) ตบ. ๒๑ : ๑๓๖-๑๔๖ ตท. ๒๑ : ๑๒๑-๑๒๖ ตอ. G.S. II : ๑๑๐-๑๑๓

รู้อย่างไร อาสวะจึงจะสิ้น

ทางพุทธศาสนาถือว่า ความรู้เห็นแจ้งจะทำให้อาสวะ ทั้งหลายสิ้นไปได้ รู้อย่างไร เห็นอย่างไร อาสวะทั้งหลายจึงจะสิ้นไป?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ผู้มิได้รับรู้แล้ว....ย่อมพิจารณาเห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน.... ก็การพิจารณาเห็นดังนั้นและเป็นสังขาร... สังขาร... สังขารนั้นเกิดจากตัณหา ตัณหานั้นเกิดจากเวทนา เวทนานั้นเกิดจากการถูกต้องแห่งอวิชชา... “ปุถุชน ย่อมไม่พิจารณาเห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน.... แต่พิจารณาเห็นว่าตนมีรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ การพิจารณาเห็นดังนั้นก็เป็นสังขาร “ปุถุชน ย่อมไม่พิจารณาเห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน.... ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่าตนมีรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ แต่พิจารณาเห็นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ก็การพิจารณาเห็นดังนั้นก็เป็นสังขาร “ปุถุชน ย่อมไม่พิจารณาเห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน.... ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่าตนมีรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ แต่ว่าพิจารณาเห็นตนในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ก็การตามเห็นดังนั้นแลเป็นสังขาร “ปุถุชน ย่อมไม่พิจารณาเห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน.... แต่มีความเห็นอย่างนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น เรานั้นละโลกนี้ไปแล้วจักเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา... ก็มีความเห็นว่าเที่ยงแท้เช่นนั้นก็เป็นสังขาร... “ปุถุชน ย่อมไม่พิจารณาเห็น รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ว่าเป็นตน.... เป็นผู้ไม่มีความเห็นเช่นนี้ว่า ตนก็อันนั้น โลกก็อันนั้น แต่ว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า ถ้าเราพึงมีของ ของเราก็ไม่พึงมี เราจักไม่มีของ ของเราก็จักไม่มี.... ก็ความเห็นว่าขาดสูญเช่นนั้นก็เป็นสังขาร... “ปุถุชน... เป็นผู้ไม่มีความเห็นว่า ถ้าเราไม่พึงมีของของเราก็ไม่พึงเรา เราจักไม่มีของ ของเราก็จักไม่มี.... แต่ว่ายังเป็นผู้มีความสงสัยเคลือบแคลง ไม่แน่ใจสัทธรรม.... ก็ความเห็นผู้มีความสงสัยเคลือบแคลง...เช่นนั้นก็เป็นสังขาร.... “ก็สังขารนั้นมีอะไรเป็นเหตุ? สังขารนั้นเกิดจากตัณหา ตัณหาเกิดจากเวทนา เวทนาเกิดจากการถูกต้องแห่งอวิชชา ด้วยประการฉะนี้แล แม้สังขารนั้นก็ไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้นแม้ ตัณหา เวทนา ผัสสะ อวิชชา นั้นไม่เที่ยง มีปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยเหตุเกิดขึ้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปโดยลำดับ”

ปาลิเลยยสูตร ขันธ. สํ. (๑๗๔-๑๘๑) ตบ. ๑๗ : ๑๑๖-๑๒๑ ตท. ๑๗ : ๑๐๓-๑๐๗ ตอ. K.S. ๓ : ๘๒-๘๔

ร่างกายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ร่างกายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า “คัณฑะ” นี้ เป็นชื่อของกายนี้ อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ ซึ่งมีมารดาบิดา เป็นแดนเกิดเติบโตขึ้นเพราะข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี นวดฟั้นแตกสลาย กระจัดกระจายเป็นธรรมดา คำว่า “รากเหง้าแห่งกาย” นี้เป็นชื่อของ ตัณหา ตัณหาอันภิกษุละเสียแล้ว ทำรากให้ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา...”

อุทกสูตร สฬา. สํ. (๑๕๑) ตบ. ๑๘ : ๑๐๓-๑๐๔ ตท. ๑๘ : ๙๒ ตอ. K.S. ๔ : ๕๐

ฤกษ์ยามในพระพุทธศาสนา

ทางพระพุทธศาสนามีการสอนให้ถือฤกษ์ถือยามในการทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่ ?

“.....สัตว์ทั้งหลายประพฤติชอบในเวลาใด เวลานั้นชื่อว่าเป็นฤกษ์ดี มงคลดี สว่างดี รุ่งดี ขณะดี ยามดี.... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย.... ด้วยวาจา.... ด้วยใจในเวลาเช้า เวลาเช้าก็เป็นเวลาเช้าที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย.... ด้วยวาจา.... ด้วยใจในเวลาเที่ยง เวลาเที่ยงก็เป็นเวลาเที่ยงที่ดีของสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย..... ด้วยวาจา... ด้วยใจในเวลาเย็น เวลาเย็นก็เป็นเวลาเย็นที่ดีของสัตว์เหล่านั้น...”

สุปุพพัณหสูตร ติ. อํ. (๕๙๕) ตบ. ๒๐ : ๓๗๘-๓๗๙ ตท. ๒๐ : ๓๓๕ ตอ. G.S. I : ๒๗๒

ฤทธิเดชปาฏิหาริย์เป็นไปได้จริง

พระพุทธเจ้าทรงรังรองไว้จริงหรือว่า เรื่องของฤทธิเดชปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริง?

“ภิกษุเมื่อเจริญ เพิ่มพูนซึ่งอิทธิบาท ๔ อย่างนี้ย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏขึ้นมาก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุผ่านฝาผนัง กำแพงภูเขาไปได้โดยไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงใต้แผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำ ไม่ทำให้น้ำแยกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ด้วยฝ่ามือก็ได้ ให้พลังทางกายไปจนถึงพรหมโลกก็ได้... ย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์ และเสียงมนุษย์ ทั้งอยู่ใกล้และไกล ด้วยโสตธาตุ อันเป็นทิพย์อันบริสุทธิ์ เหนือโสตของมนุษย์ธรรมดา... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น คนอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคา.... โทสะ... โมหะ... ก็รู้ว่าจิตมีราคา.... โทสะ... โมหะ... จิตไม่มีมีราคา.... โทสะ... โมหะ... ก็รู้ว่าจิตมีราคา.... โทสะ... โมหะ...”

ปุพพสูตร มหา. สํ. (๑๑๔๑-๑๑๔๒ ) ตบ. ๑๙ : ๓๔๐-๓๔๑ ตท. ๑๙ : ๓๑๘ ตอ. K.S. ๕ : ๒๓๖-๒๓๗

ลักษณะพระนิพพาน

จงแสดงลักษณะของพระนิพพานว่ามีอย่างไรบ้าง?

“ดิน น้ำ ลม ไฟ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายยอมกลับแต่ที่นี้ วัฏฏะย่อมเป็นไปในที่นี้ นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้”

สรสูตรที่ ๗ ส.สํ. (๗๑) ตบ. ๑๕ : ๒๒ ตท. ๑๕ : ๒๑ ตอ. K.S. I : ๒๓

ลักษณะอื่นๆ ของคนพาล

คนพาลมีลักษณะอื่นๆ อะไรอีกบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ พึงทราบว่าเป็นคนพาล... คือไม่เห็นโทษว่าเป็นโทษ ๑ เห็นโทษว่าเป็นโทษแล้วไม่ยอมแก้ไข ๑ เมื่อผู้อื่นชี้ให้เห็นโทษ ก็ไม่ยอมรับตามธรรม ๑.... ถามปัญหาโดยไม่รอบคอบ ๑ ตอบปัญหาโดยไม่รอบคอบ ๑ ไม่อนุโมทนา ปัญหาที่ผู้อื่นตอบอย่างรอบคอบ ด้วยบทพยัญชนะที่เหมาะสมสละสลวยตรงประเด็น ๑....”

อัจจยสูตรและอโยนิโสสูตร ติก. อํ. (๔๔๓-๔๔๔) ตบ. ๒๐ : ๑๓๐ ตท. ๒๐ : ๑๑๓-๑๑๗ ตอ. G.S. ๑ : ๘๙

ลำดับการออกสัญญาเวทยิตนิโรธ

การออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ มีได้อย่างไร? สังขารต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างไร? ผัสสะอะไรเกิดขึ้น? จิตตน้อมไปสู่อะไร ? อะไรเป็นอุปการะแก่สัญญาเวทยิตนิโรธ?

“ดูก่อนคฤหบดี ภิกษุเมื่อจะออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ได้คิดอย่างนี้ว่า เราจักออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือว่าเรากำลังออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือว่าเราออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้ว โดยที่แท้จิตของภิกษุนั้นเป็นสภาพได้รับการอบรมไว้ก่อน จนสามารถนำภิกษุนั้นเข้าสู่สภาพตถัตตาได้.... “ดูก่อนคฤหบดี เมื่อภิกษุออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ จิตตสังขารเกิดก่อน ต่อจากนี้กายสังขารจึงเกิด ต่อจากนั้นวจีสังขารจึงเกิด.... “ดูก่อนคฤหบดี ผัสสะ ๓ อย่าง คือ สุญญผัสสะ อนิมิตตผัสสะ อัปปณิหิตผัสสะ ย่อมถูกต้องภิกษุผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ... จิตของภิกษุผู้ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ ย่อมน้อมไปสู่วิเวก... ธรรม ๒ อย่าง คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ย่อมมีอุปการะมากแก่สัญญาเวทยิตนิโรธ”

กามภูสูตรที่ ๒ สฬา. สํ. (๕๖๖-๕๗๐) ตบ. ๑๘ : ๓๖๒-๓๖๔ ตท. ๑๘ : ๓๒๕-๓๒๖ ตอ. K.S. ๔ : ๒๐๒-๒๐๓

ลำดับการเห็นด้วยสัจจะ

การเห็น อริยสัจจ์ ๔ จะต้องเห็นไปโดยลำดับหรือว่าเห็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นอันเห็นสัจจะอื่น ๆ ด้วย?

“ดูก่อนภิกษุท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ผมได้ฟังมาได้รับมา ในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเชื่อว่าเห็นทุกขสมุทัย แม้ทุกขนิโรธ แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาด้วย ผู้ใดเห็นทุกขสมุทัย ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ แม้ทุกขนิโรธ แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ผู้ใดย่อมเห็นทุกขนิโรธ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นแม้ทุกข์ แม้ทุกขสมุทัย แม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเห็นแม้ทุกข์ แม้ทุกขสมุทัย แม้ทุกขนิโรธ...”

ควัมปติสูตร มหา. สํ. (๑๗๑๑ ) ตบ. ๑๙ : ๕๔๖-๕๔๗ ตท. ๑๙ : ๔๙๒ ตอ. K.S. ๕ : ๓๖๙

วัฏสงสารที่ไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย

เราอาจจะทราบได้ไหมว่า เราเริ่มเกิดขึ้นในวัฏสงสารเมื่อใดและจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า บุรุษตัวทอนหญ้าไม้ กิ่งไม้ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดมัดละ ๔ นิ้ว วางไว้ สมมติว่านี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเราโดยลำดับ มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้น ไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่าหญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไปข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฏพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนาน ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เหตุเพียงเท่านี้พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้”

ติณกัฏฐสูตร นิ. สํ. (๔๒๑-๔๒๒) ตบ. ๑๖ : ๒๑๒ ตท. ๑๖ : ๑๙๙ ตอ. K.S. II : ๑๑๘-๑๑๙

วาระสุดท้ายของโลก

นักวิทยาศาสตร์คำนวณว่า โลกของเราจะมีอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีแล้วก็จะแตกดับ ทางพระพุทธศาสนาแสดงเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม.... ควรเบื่อหน่าย.... ควรคลานกำหนัด.... ควรหลุดพ้น “ขุนเขาสิเนรุโดยยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝนไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติป่าไม้ใหญ่ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ “.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่สองปรากฏ...แม่น้ำลำคลองทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ “.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ...แม่น้ำสายใหญ่ ๆ คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรพู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ “.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ...แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรพู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง.... ไม่มีน้ำ “.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ...น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี.... ๗๐๐ โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ๖ ชั่วต้นตาลก็มี.... ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังจะเหลืออยู่ ๗ ชั่วคน ๖ ชั่วคน.... เพียงเขา... เพียงรอยเท้าโค “.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๖ ปรากฏ...แผ่นดินใหญ่นี้และเขาสินเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น ฉะนั้น “.....โดยล่วงไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ...แผ่นดินใหญ่นี้และเขาสินเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน.... เมื่อแผ่นดินใหญ่และเขาสิเนรุ ถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า..... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย..... สังขารทั้งหลาย.... เป็นสภาพไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย.... ควรคลานกำหนัด.... ควรหลุดพ้นในสังขารทั้งปวง

สุริยสูตร ส. อํ. (๖๓) ตบ. ๒๓ : ๑๐๒-๑๐๕ ตท. ๒๓ : ๙๕-๙๗ ตอ. G.S. IV : ๖๔-๖๘

วิญญาณมีจริงหรือ

ศาสนาพราหมณ์ถือว่า ในตัวคนเรามี “วิญญาณ” อันถาวรซึ่งเป็นตัวตนแท้ เป็นผู้พูด ผู้ทำ ผู้รู้ ผู้เสวยผลกรรม ผู้เกิดในภพใหม่ ในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อย่างไร?

“.....ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูก่อนโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวโดยปริยายเห็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัยมิได้มี ดูก่อนโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสบบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูก่อนโมฆบุรุษ ความเห็นของเธอจักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับ (เรียกชื่อ) ด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าจักขวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะ และกลิ่นเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ วสิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์เกิดขึ้น ก็เรียกว่ามโนวิญญาณ เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟไม้ ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหญ้า ไฟอาศัยมูลโคติดขึ้น ก็ถือความนับว่าไฟโคมัย ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟแกลบ ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟหยากเยื่อ ฉันใด “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันและวิญญาณอาศัยปัจจัยใด ๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ ”

มหาตัณหาสังขยสูตร มู. ม. (๔๔๓) ตบ. ๑๒ : ๔๗๖-๔๗๗ ตท.๑๒ : ๓๘๗-๓๘๘ ตอ. MLS. I : ๓๑๔-๓๑๕

วิญญาณอมตะมีหรือไม่

ชาวพุทธบางคนเชื่อว่า วิญญาณเป็นอมตภาพ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้จักตาย ความเชื่อเช่นนั้นถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาหรือไม่ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณย่อมเกิดมีขึ้นเพราะอาศัยธรรมเป็นคู่กัน จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูป โสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยหูและเสียง ฆานวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นเพราะลิ้นและรส กายวิญญาณย่อมเกิดมีขึ้นเพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ มโนวิญญาณย่อมเกิดมีขึ้นเพราะอาศัยใจและธรรมารมณ์ ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนมีความเป็นอื่นไปรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนมีความเป็นอย่างอื่นไป จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ..ที่เกิดเพราะอาศัยปัจจัยอันไม่เที่ยง จักเป็นของเที่ยงได้แต่ที่ไหน? “ดูก่อนภิกษุทั่งหลาย บุคคลถูกกระทบแล้วจึงเสวยเวทนา ถูกกระทบแล้วจึงคิด ถูกกระทบแล้วจึงจำได้หมายรู้ แม้ธรรมเหล่านี้ก็เคลื่อนไหว เสื่อมสิ้นไม่เที่ยงแปรปรวน...”

ทวยสูตร ที่ ๒ สฬา. สํ. (๑๒๔-๑๒๗) ตบ. ๑๘ : ๘๕-๘๗ ตท. ๑๘ : ๗๓-๗๕ ตอ. K.S. ๔ : ๓๙-๔๐

วิญญาณอาศัยขันธ์ ๕

วิญญาณจะมีอยู่โดยไม่ต้องอาศัยขันธ์ ๕ ได้หรือไม่ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้ายึดรูป พึงดำรงอยู่ได้ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง เข้าไปซ่องเสพด้วยความยินดี พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์... วิญญาณที่เข้ายึดเวทนา... สัญญา.... สังขาร...พึงดำรงคงอยู่ได้ วิญญาณที่มี รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...เป็นอารมณ์ มี รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร... เป็นที่ตั้ง เข้าไปซ่องเสพ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร ) ด้วยความยินดี พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่าเราจักบัญญัติการมา การไป การจุติ การอุปบัติ หรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ โดยไม่ต้องอาศัยรูป เวทนา สัญญา สังขารดังนี้ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุละราคะในรูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญาณธาตุได้แล้ว อารมณ์ (แห่งวิญญาณ) ก็เป็นอันตัดขาดเพราะละราคะนั้นได้ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งย่อมไม่งอกงาม ไม่สร้างต่อ (อนภิสงฺขจฺจ) ย่อมหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงตั้งมั่นเพราะตั้งมั่นจึงอิ่มเอิบ (สนฺตุสิตํ) เพราะอิ่มเอิบจึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้งจึงดับเย็นสนิทเฉพาะตน ภิกษุนั้นย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ครบถ้วนแล้ว กิจที่ควรทำได้เสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อให้เกิดผลเช่นนี้ไม่มีอีกแล้ว”

อุปายสูตร ขันธ. สํ. (๑๐๕) ตบ. ๑๗ : ๖๖ ตท. ๑๗ : ๕๙ ตอ. K.S. ๓ : ๔๕-๔๖

วิญญาณอาศัยรูป

วิญญาณธาตุ ต้องอาศัย รูป เวทนา สัญญา สังขารอย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุพืช ๕ อย่างนี้... คือ พืชงอกจากเหง้า ๑ พืชงอกจากลำต้น ๑ พืชงอกจากข้อ ๑ พืชงอกจากยอด ๑ พืชงอกจากเมล็ด ๑ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พืช ๕ อย่างนี้ มิได้ถูกทำลาย ไม่เน่า ไม่ถูกลม แดด ทำให้เสีย ยังเพาะขึ้น ที่เขาเก็บไว้อย่างดี แต่ไม่มีดิน ไม่มีน้ำ พืช ๕ อย่างนี้พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ ? ไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็พืช ๕ อย่างนี้.... ที่เขาเก็บไว้อย่างดี และมีดิน มีน้ำ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือ? ....ได้ พระพุทธเจ้าข้า “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเห็นที่ตั้งทั้ง ๔ ของวิญญาณ (คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร) เหมือนธาตุดิน พึงเห็นความยินดีเพลิดเพลินเหมือนธาตุน้ำ พึงเห็นวิญญาณพร้อมด้วยอาหารเหมือนพืช ๕ อย่าง...ฯ”

พืชสูตร ขันธ. สํ. (๑๐๖) ตบ. ๑๗ : ๖๗ ตท. ๑๗ : ๕๙ ตอ. K.S. ๓ : ๔๖-๔๗

วิญญาณาหารคืออะไร

การที่ท่านจัดวิญญาณว่าเป็นอาหารชนิดหนึ่งนั้น หมายเอาวิญญาณชนิดไหน และวิญญาณาหารมีลักษณะอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร ? เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้ว แสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะ ด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระแระแสงรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยกันประหารนักโทษคนนั้น ด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า “ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะเขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน “ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะเขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งวอย่านี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกสามร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุเท่านั้นมิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไย ถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอก สามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดวิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว”

ปุตตมังสสูตร นิ. สํ. (๒๔๔) ตบ. ๑๖ : ๑๒๑-๑๒๒ ตท. ๑๖ : ๑๑๐-๑๑๑ ตอ. K.S. II : ๗๐

วิธีการลงโทษโจรในสมัยพุทธกาล

การลงโทษโจรในสมัยพุทธกาล มีวิธีการอย่างไรบ้าง?

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิก เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ อย่างนี้โทษ ๒ อย่างเป็นไฉน คือ โทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ๑ โทษ ที่เป็นไปในภพหน้า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษที่เป็นไปในปัจจุบันเป็นไฉน บุคคลบางคน ในโลกนี้ เห็นโจรผู้ประพฤติความชั่ว พระราชาจับได้แล้ว รับสั่งให้ลงโทษด้วยวิธีต่าง ๆ คือให้เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง เฆี่ยนด้วยเชือกบ้าง ทุบด้วยตะบองบ้าง ตัดมือบ้าง ตัดเท้าบ้าง ตัดทั้งมือทั้งเท้าบ้าง ตัดหูบ้าง ตัดจมูกบ้าง ตัดทั้งหูทั้งจมูกบ้าง ลงโทษแบบทำให้เป็นหม้อน้ำส้ม (เปิดกระหม่อมแล้วหย่อนก้อนเหล็กแดงลงไปจนมันสมองเดือดพล่าน) ลงโทษแบบทำให้เป็นปากราหู (ง้างปากขึ้น เอาประทีปน้ำมันใส่เข้าไปแล้วจุดไฟ) ลงโทษแบบทำให้เป็นพวงมาลัยไฟ (ทาตัวด้วยน้ำมันแล้วจุดไฟ) ลงโทษแบบทำมือให้เป็นเปลวเพลิง (พันมือด้วยผ้าชุบน้ำมันแล้วจุดไฟ) ลงโทษแบบทำให้เป็นเกลียวหนังเนื้อทราย (ถลกหนัง ๒ ริ้ว จากคอลงไปถึงข้อเท้า แล้วผูกติดกัน ยกขึ้นแขวน) ลงโทษแบบให้นุ่งผ้าขี้ริ้วหนัง (ถลกหนังทั่วตัวออกเป็นริ้ว ๆ แล้วผูกติดกัน ทำคล้ายๆ เสื้อผ้า) ลงโทษแบบทำให้เป็นเลียงผา (มัดดีแล้วโยนลงพื้น ให้หลายเหล็กเสียบย่างทั้งเป็น) ลงโทษแบบให้มีเนื้อเหมือนเนื้อเป็ด (ถูกถลกหนังด้วยขอสองง่าม) ลงโทษแบบทำให้เป็นกหาปณะ (ถูกเฉือนเนื้อออกทีละชิ้นชิ้นละเท่า ๆ เหรียญทองแดง) ลงโทษแบบฉาบด้วยน้ำด่าง (ถูกตีด้วยแส้ทั่วกายแล้วทาแผลด้วยน้ำด่าง) ลงโทษแบบทำให้หมุนเหมือนกลอนเหล็ก (ใช้หลาวเสียบทะลุหูตรึงติดพื้นแล้วจับเท้าหมุนในรอบ ๆ ) ลงโทษแบบทำให้เป็นดุจดั่งทำด้วยฟาง (ทุบกายจนกระดูกแตกละเอียด ตัวอ่อนเหมือนตัวฟางที่ใช้ทำอะไรไม่ได้) เอาน้ำร้อนราดบ้าง ให้สุนัขกัดบ้าง ให้นอนบนหลาวบ้าง เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง.... เขามีความคิดเห็น เช่นนี้ว่า เพราะบาปกรรมเช่นใดเป็นเหตุ โจรผู้ทำความชั่วจึงถูกพระราชาจับแล้วทำกรรมกรณ์ นานาชนิด คือ เฆี่ยนด้วยหวายบ้าง ฯลฯ เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง ก็ถ้าเรานี้แหละ จะพึงทำ บาปกรรมเช่นนั้น ก็พึงถูกพระราชาจับแล้วทำกรรมกรณ์นานาชนิด คือ เอาหวายเฆี่ยนบ้าง ฯลฯ เอาดาบตัดหัวเสียบ้าง ดังนี้เขากลัวต่อโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ไม่เที่ยวแย่งชิงเครื่องบรรณาการ ของคนอื่นดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โทษที่เป็นไปในภพหน้าเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ สำเหนียกดังนี้ว่า วิบากอันเลวทรามของกายทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ วิบากอันเลวทรามของวจีทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ วิบากอันเลวทราม ของมโนทุจริต เป็นโทษที่บุคคลจะพึงได้ในภพหน้าโดยเฉพาะ ก็ถ้าเราจะพึงประพฤติทุจริตด้วย กาย ประพฤติทุจริตด้วยวาจา ประพฤติทุจริตด้วยใจทุจริตบางข้อนั้น พึงเป็นเหตุให้เราเมื่อ แตกกายตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดังนี้ เขากลัวต่อโทษที่เป็นไปในภพหน้า จึงละกายทุจริต เจริญกายสุจริต ละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริต ละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริต บริหารตนให้สะอาด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโทษเป็นไปในภพหน้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษ ๒ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่าเรา จักกลัวต่อโทษที่เป็นไปในปัจจุบันจักกลัวต่อโทษเป็นไปในภพหน้า จักเป็นคนขลาดต่อโทษ มีปรกติเห็นโทษโดยความเป็นของน่ากลัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหตุเป็นเครื่องหลุดพ้นจากโทษทั้งมวลอันบุคคลผู้ขลาดต่อโทษ มีปรกติเห็น โทษโดยความเป็นของน่ากลัวจะพึงหวังได้ ฯ

ป. ทุก. อํ. (๒๔๗) ตบ. ๒๐ : ๖๐ ตท. ๒๐ : ๕๖ ตอ. G.S. ๑ : ๔๒-๔๓

วิธีกำจัดความขลาด

ความกลัวก็ดี ความขลาดก็ดี ย่อมเกิดขึ้นแก่เราเป็นครั้งคราว เราจะกำจัดความกลัวและความขลาดได้โดยวิธีใด?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงหวังว่าเราพึงเป็นผู้ข่มความกลัวและความขลาดได้ อนึ่ง ความกลัวและความขลาดอย่าพึงครอบงำเราได้เลย เราพึงครอบงำย่ำยีความกลัวและความขลาดที่เกิดขึ้นแล้วได้อยู่เถิดดังนี้ ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำตนให้เหินห่างจากฌาน พอกพูนสุญญาคาร (คือพยายามอยู่ในเรือนว่างหรือที่สงัดเงียบ บำเพ็ญเพียรทางจิตใจ) ”

อากังเขยยสูตร มู. ม. (๓๙) ตบ. ๑๒ : ๕๙ ตท.๑๒ : ๕๐ ตอ. MLS. I : ๔๒

วิธีกำจัดอหังการ มมังการ

บุคคลรู้เห็นอย่างไร จึงจะไม่มีความยึดถือว่ามีเรา (อหังการ) ความยึดถือว่าเป็นของเรา (มมังการ) และอนุสัยคือความถือตัว (มานานุสัย) ในกายที่มีวิญญาณนี้ และสรรพนิมิตภายนอก?

“.....ดูก่อนราธะ รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ใกล้หรือไกล อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็น รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ทั้งหมดนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามคามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา ดูก่อน ราธะ บุคคลรู้เห็นอย่างนี้แล จึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก...”

ราธสูตร ขันธ. สํ. (๑๔๗) ตบ. ๑๗ : ๙๘ ตท. ๑๗ : ๘๗-๘๘ ตอ. K.S. ๓ : ๑๗ : (๙) ๖๖-๖๗

วิธีกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวง

เราจะกำหนดรู้อุปาทานทั้งปวงได้อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาศัยจักษุและรูปเกิดจักษุวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา... อาศัยหูและเสียง เกิดโสตวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา... อาศัยจมูกและกลิ่น เกิดฆานวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา... อาศัยลิ้นและรส เกิดชิวหาวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา... อาศัยกายและโผฏฐัพพะ เกิดกายวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา... อาศัยมโนและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ ธรรม ๓ ประการนั้นรวมกันเป็นผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา... “อริยสาวกผู้ใดเรียนรู้แล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่าย... เมื่อเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เธอย่อมทราบชัดว่าเพราะความหลุดพ้น อุปาทานเป็นอันเรากำหนดรู้แล้ว....”

ปริญญาสูตร สฬา. สํ. (๖๓) ตบ. ๑๘ : ๓๙-๔๐ ตท. ๑๘ : ๓๑-๓๒ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖

วิธีคิดเกี่ยวกับขันธ์ ๕

บุคคลควรคิดและปฏิบัติเกี่ยวกับขันธ์ ๕ อย่างไรบ้าง ?

“.....ดูก่อนภิกษุ รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มิใช่ของตน ล้วนจูงใจให้กำหนัด ควรละความพอใจในสิ่งนั้น ๆ เสีย....”

อนิจจสูตร ฯลฯ ขันธ. สํ. (๑๔๒, ๑๔๓ ,๑๔๔ , ๑๔๕ , ๑๔๖) ตบ. ๑๗ : ๙๔-๙๗ ตท. ๑๗ : ๘๓-๘๗ ตอ. K.S. ๓ : ๖๕-๖๖

วิธีคิดเมื่อเสวยสุข-ทุกข์

เมื่อได้เสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึกกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์) ควรจะกระทำจิตใจอย่างไร ?

“.....ดูก่อนอัสสชิ อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว ได้เสวยสุขเวทนา ก็ทราบชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน หากว่าเสวยทุขเวทนาก็ทราบชัดว่า ทุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน หากว่าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็ทราบชัดว่าทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าพอใจ ไม่น่าเพลิดเพลิน “หากว่าเสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุขมสุขเวทนาก็ปราศจากความยินดียินร้าย หากว่าเสวยเวทนา อันเป็นที่สุดแห่งกำลังกาย ก็ทราบชัดว่าเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งกำลังกาย ถ้าเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งชีวิต ก็ทราบชัดว่าเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งชีวิต ก่อนแต่จะสิ้นชีวิตเพราะกายแตกทำลาย ความเสวยอารมณ์ทั้งมวลในโลกนี้ไม่น่ายินดีจักเป็นของเย็น.... อุปมาเหมือนประทีปน้ำมันจะพึงติดอยู่ได้ เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ ประทีปน้ำมันไม่มีเชื้อเพราะหมดน้ำมันและไส้ ก็พึงดับไป....”

อัสสชิสูตร ขันธ. สํ. (๒๒๓-๒๒๔) ตบ. ๑๗ : ๑๕๓-๑๕๔ ตท. ๑๗ : ๑๓๕ ตอ. K.S. ๓ : ๑๐๗

วิธีงดเว้นความชั่ว

คนย่อมทำความชั่วทาง กาย วาจา ใจ ด้วยเหตุต่างๆ กัน ทำเพราะความจำเป็นก็มี ทำเพราะสันดานชั่วก็มี ทำเพราะความโง่เขลาก็มี ทำเพราะความเห็นผิดเป็นชอบก็มี จะทำอย่างไร จึงจะให้คนละการทำความชั่วได้ ?

“......สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนือง ๆ ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้”

ฐานสูตร ป. อํ. (๕๗)

วิธีดับขันธ์ ๕

บุคคลจะดับขันธ์ ๕ ได้อย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละความใคร่ ความพอใจ ในรูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เสีย เมื่อเป็นเช่นนี้รูป (เป็นต้นนั้น) ก็จะเป็นอันถูกละ ถูกตัดราก เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ถูกทำให้เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ ไม่มีการเกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา....”

ฉันทราคสูตร ขันธ. สํ. (๕๘) ตบ. ๑๗ : ๓๓-๓๔ ตท. ๑๗ : ๓๐ ตอ. K.S. ๓ : ๒๖-๒๗

วิธีดับอาสวะ ๖ วิธี

เท่าที่ได้ยินได้ฟังมานั้น อาสวะทั้งหลายดูเหมือนจะละได้ด้วยการบำเพ็ญเพียรทางจิต จนได้บรรลุมรรคผลเท่านั้น จะมีวิธีละอาสวะวิธีใดวิธีหนึ่งอีกหรือไม่ ที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้....?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะอันภิกษุพึงละด้วยการสำรวม คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยการสำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งเมื่อเธอไม่รวมพึงเป็นเหตุให้อาสวะที่ทำความคับแค้นและความเร่าร้อนเกิดขึ้น เมื่อเธอสำรวมอยู่ อาสวะเหล่านั้น... ย่อมไม่มีแก่เธอ... “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะอันภิกษุพึงละด้วยการซ่องเสพ.... คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นเสพจีวรเพียงเพื่อป้องกัน หนาว ร้อน เหลือบ ยุง ลม แดด.... เพียงเพื่อปกปิดอวัยวะอันน่าละอาย... ย่อมเสพบิณฑบาต... เพียงเพื่อความดำรงอยู่... ย่อมเสพเสนาสนะ เพียงเพื่อป้องกันหนาว ร้อน เหลือบ ยุง ลม แดด... เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายที่เกิดจากฤดู.... ย่อมเสพคิลานปัจจัย เภสัชบริขารเพียงเพื่อบรรเทาเวทยาอันเกิดจากอาพาธต่าง ๆ ... เมื่อเธอเสพอยู่ อาสวะเหล่านั้นที่ทำความคับแค้นและความเร่าร้อนย่อมไม่มี.... “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะอันภิกษุพึงละด้วยความอดกลั้น.... คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมเป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิว กระหาย เหลือบ ยุง ลม แดด ย่อมเป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำหยาบ คำเสียดสี... อดกลั้นต่อทุกขเวทนาทางกาย.... เมื่อเธออดทนอยู่ อาสวะเหล่านั้นที่ทำความคับแค้นและความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่เธอ.... “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะอันภิกษุพึงละด้วยการหลีกเลี่ยง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยง ช้างดุ ม้าดุ โคดุ สุนัขดุ งู หลักตอ ที่มีหนาม หลุม ตลิ่งชัน บ่อโสโครก ท่อโสโครก... ย่อมหลีกเหลี่ยงที่ไม่ควรนั่ง ที่ไม่ควรเที่ยวไป และบาปมิตร.... เมื่อเธอหลีกเลี่ยงอยู่ อาสวะเหล่านั้นที่ทำความคับแค้นและความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่เธอ.... “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะอันภิกษุพึงละด้วยการบรรเทา.... คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมไม่รับไว้ ย่อมละ ย่อมบรรเทา ย่อมทำให้สิ้นไป ย่อมทำให้หมดไปซึ่งพยาบาทวิตก.... ซึ่งวิหิงสาวิตก... ซึ่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ... เมื่อเธอบรรเทาทาอยู่ อาสวะเหล่านั้นที่ทำความคับแค้นและความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่เธอ.... “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะอันภิกษุพึงละด้วยการภาวนา.... คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้ว ย่อมเจริญธรรมอันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ คือ สติ.... ธัมมวิจยะ... วิริยะ... ปีติ.... ปัสสสัทธิ... สมาธิ... อุบเกขา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปเพื่อความสละ ... เมื่อเธอเจริญโพชฌงค์อยู่ อาสวะเหล่านั้นที่ทำความคับแค้นและความเร่าร้อนย่อมไม่มีแก่เธอ....ฯ”

อาสวสูตร ฉ. อํ. (๓๒๙) ตบ. ๒๒ : ๔๓๔-๔๓๗ ตท. ๒๒ : ๓๙๘-๔๐๐ ตอ. G.S. III : ๒๗๖-๒๗๘

วิธีตอบคำถาม

ถ้ามีคนมาถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งกับเรา เราควรจะพิจารณาตอบอย่างไรบ้าง ?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีตอบปัญหามีอยู่ ๔ ประการ ๔ ประการ คืออะไรบ้าง คือ ปัญหาที่พึงตอบทันที ๑ ปัญหาที่พึงแยกตอบบางประเด็น ๑ ปัญหาที่พึงย้อนถามก่อนแล้วจึงตอบ ๑ ปัญหาที่ควรงดไว้ (ไม่ตอบ) ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิธีตอบปัญหามี ๔ อย่างนี้แล....”

ปัญหาสูตร จ. อํ. (๔๒) ตบ. ๒๑ : ๕๙ ตท. ๒๑ : ๕๓-๕๔ ตอ. G.S. II : ๕๓-๕๔

วิธีตอบแทนคุณบิดามารดาที่ถูกต้อง

การที่จะตอบสนองบุญคุณมารดาบิดาได้อย่างถูกต้องและเต็มที่นั้น บุตรธิดาควรจะทำอย่างไรบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่จะตอบแทนคุณแก่บุคคลทั้ง ๒ คือ มารดา ๑ บิดา ๑ เรากล่าวว่ากระทำไม่ได้ง่ายเลย “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุตรพึงแบกมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง แบกบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง เขามีอายุมีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และพึงปฏิบัติบำรุงทั้ง ๒ ด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการบีบนวดอวัยวะต่าง ๆ แก่ท่านทั้งสอง แม้ท่านทั้ง ๒ ก็พึงถ่ายอุจจาระบนบ่านั่นเอง ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนบุญคุณแก่มารดาบิดา “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุตรพึงตั้งมารดาไว้ในราชสมบัติ มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแผ่นดินใหญ่ อันมีรัตนะ ๗ ประการมากหลายนี้ แม้กระนั้นก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนคุณมารดาบิดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก เป็นผู้บำรุงเลี้ยง เป็นผู้สอนให้ลูกรู้จักโลก “ส่วนบุตรคนใด ทำให้มารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาให้สมาทานตั้งมั่นในสัทธาสัมปทา ให้มารดาบิดาผู้มีทุศีลสมาทานตั้งมั่นในสีลสัมปทา ให้บิดามารดาผู้มีความตระหนี่สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ให้มารดาบิดาผู้ทรามปัญญา สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น และบุตรย่อมชื่อว่าเป็นผู้อันกระทำตอบแทนบุญคุณแก่มารดาบิดาแล้ว”

ป. ทุก. อํ. (๒๗๘) ตบ. ๒๐ : ๗๘-๗๙ ตท. ๒๐ : ๗๐-๗๑ ตอ. G.S. ๑ : ๕๖-๕๗

วิธีทำจิตใจตอนเจ็บหนัก

ในเวลาเจ็บหนักจวนตาย ควรจะทำจิตใจอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติคอยกาลเวลานี้เป็นคำแนะนำของเราแก่ท่านทั้งหลาย “ภิกษุเป็นผู้มีสติอย่างไร? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นภายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรในความรู้ตัว มีสติพึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่เป็นประจำ พิจารณาเห็นจิตใจอยู่เป็นประจำ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่เป็นประจำ อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้มีสติ “ภิกษุเป็นผู้มีความรู้ตัวอย่างไร? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้มีปกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยหลับ.... การแล.... การเหลียว...การคู้เข้า...การเหยียดออก...การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ... การกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม... การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ... การเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง... “ถ้าเมื่อภิกษุนั้น มีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ย่อมบังเกิดขึ้น เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า เวทนาเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า เวทนานั้นมีที่อาศัยจึงเกิดขึ้น อาศัยอะไร อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี่แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็เวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง จักเที่ยงแต่ที่ไหนดังนี้ เธอย่อมพิจารณาเห็นความเที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและเวทนา ย่อมละราคานุสัยในกายและสุขเวทนา ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและทุกขเวทนา ย่อมละอวิชชานุสัยในกายและอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ “ถ้าภิกษุเสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวย เวทนานั้น ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งกาย ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งกาย เมื่อเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งชีวิต ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันเป็นที่สุดแห่งชีวิต ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อกายแตกตายหลังแต่ความสิ้นชีวิต เวทนาที่ไม่น่าเพลิดเพลินทั้งปวงในโลกนี้ จักดับเย็นสนิทไป...

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันอาศัยน้ำมันและไส้จึงลุกโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อเพลิง พึงดับไป...”

เคลัญญสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๓๗๔-๓๘๑) ตบ. ๑๘ : ๒๖๐-๒๖๔ ตท. ๑๘ : ๒๔๒-๒๔๕ ตอ. K.S. ๔ : ๑๔๒-๑๔๓

วิธีทำใจเมื่อถูกเบียดเบียน

ชาวพุทธที่อยู่ในแดนอันธพาล ถูกเบียนเบียนโดยประการต่าง ๆ ควรจะคิดอย่างไร?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบท จักด่าจักบริภาษข้าพระองค์ไซร้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ ที่เขาไม่ตีเราด้วยมือ “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักตีข้าพระองค์ด้วยมือไซร้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ ที่เขาไม่ขว้างเราด้วยก้อนดิน.... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักตีข้าพระองค์ด้วยก้อนดินไซร้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ ที่เขาไม่ตีเราด้วยท่อนไม้.... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักตีข้าพระองค์ด้วยท่อนไม้ไซร้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ ที่เขาไม่ขว้างเราด้วยศาสตรา.... “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักตีข้าพระองค์ด้วยศาสตราไซร้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ ที่เขาไม่ปลงเราเสียจากชีวิต “ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักปลงเราเสียจากชีวิต ด้วยศาสตราอันคมไซร้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มีพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเป็นอันมก ที่อึดอัดระอา ขยะแขยงอยู่ด้วยกายและชีวิต ย่อมแสงหาศาสตราสำหรับปลงชีวิตเสีย ศาสตราสำหรับปลงชีวิตที่เราแสวงหาอยู่นั้นเราได้แล้ว”

ปุณณสูตร สฬา. สํ. (๑๑๕-๑๑๖) ตบ. ๑๘ : ๗๗-๗๙ ตท. ๑๘ : ๖๕-๖๖ ตอ. K.S. ๔ : ๓๕-๓๖

วิธีทำใจเมื่อเผชิญกับอายตนะภายนอก

เมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก ควรจะทำจิตอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็นรูปที่ชอบใจและรูปที่ไม่ชอบใจแล้ว พึงบรรเทาความกำหนัดในรูปที่ชอบใจ และไม่พึงเสียใจว่าเราได้รูปไม่น่ารัก ได้ยินเสียงที่น่ารักและเสียงที่ไม่น่ารัก พึงระงับใจว่าเราได้เสียงไม่น่ารัก พึงบรรเทาความขัดเคืองใจในเกลิ่นที่ไม่น่าใคร และพึงกำจัดความดีใจในกลิ่นที่น่าใคร่ ไม่พึงลิ้มรสที่อร่อยด้วยความคิดใจ และไม่ควรยินร้ายในเมื่อลิ้มรสที่ไม่อร่อย ถูกสัมผัสที่เป็นสุขกระทบเข้าแล้ว ไม่พึงมัวเมา แม้ถูกสัมผัสที่เป็นทุกข์กระทบเข้าก็ไม่ควรหวั่นไหว ใจที่บุคคลเจริญดีแล้วในอารมณ์ ๖ อย่างนี้ในกาลใดในกาลนั้นจิตของบุคคลนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวในที่ใด....”

สังคัยหสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๑๓๐) ตบ. ๑๘ : ๘๙ ตท. ๑๘ : ๗๖-๗๗ ตอ. K.S. ๔ : ๔๐-๔๑

วิธีบวชได้ตลอดชีวิต

เพราะเหตุไรพระภิกษุจึงลาสิกขา (สึก) ทำอย่างไรจึงจะสามารถอยู่ในเพศบรรพชิตตลอดชีวิตได้ ?

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ผู้ที่ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ไม่ประกอบความเพียร.... จักประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ติดต่อกันไปจนตลอดชีวิตนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ผู้ที่ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียร.... จักประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ติดต่อกันไปจนตลอดชีวิตนั้นเป็นฐานะที่จะเป็นไปได้ “.....ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลายอย่างไร.....? ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่เอาใจใส่ต่อเครื่องหมายใหญ่ ไม่เอาใจใส่ต่อรายละเอียดปลีกย่อย เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์..... โสตินทรีย์.... ฆานินทรีย์... ชิวหินทรีย์...กายินทรีย์... มนินทรีย์.... ที่เมื่อไม่สำรวมแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคือความเพ่งเล็งอยากได้และความขุ่นเคืองใจครอบงำ นี้ชื่อว่ารักษา สำรวมจักขุนทรีย์..... โสตินทรีย์.... ฆานินทรีย์... ชิวหินทรีย์...กายินทรีย์... มนินทรีย์.... “.....ภิกษุเป็นผู้ประมาณในโภชนะอย่างไร.....? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จึงฉันอาหาร ไม่ฉันเพื่อเล่น ไม่ฉันเพื่อมัวเมา เพื่อประดับ เพื่อตกแต่ง ย่อมฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อให้กายนี้เป็นไป เพื่อกำจัดความเจ็บปวดเสียดแทง เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ด้วยคิดว่า ด้วยเหตุที่ฉันอาหารนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าและจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น เราจักมีกายที่ไปได้นานไม่มีโทษมีแต่ความสุขสำราญ..... “.....ภิกษุเป็นผู้ประกอบความเพียรอย่างไร.....? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิตทั้งหลายด้วยการเดิน ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี ในมัชฌิมกามแห่งราตรี นอนตะแคงขวาแบบราชสีห์ ช้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะกำหนดหมายไว้ในใจถึงความจำหมายว่าจะลุกขึ้น รับลุกขึ้นไปในปัจฉิมยามแห่งราตรี ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นจิตด้วยการเดิน ด้วยการนั่ง ดูก่อนภิกษุ ภิกษุเป็นผู้ประกอบความเพียรอย่างนี้แล....”

สารีปุตตสูตร สฬา. สํ. (๑๘๓-๑๘๖) ตบ. ๑๘ : ๑๓๐-๑๓๒ ตท. ๑๘ : ๑๑๓-๑๑๖ ตอ. K.S. ๔ : ๖๓-๖๔

วิธีปฏิบัติต่ออนุสัย

อนุสัย (กิเลสอย่างละเอียด) ชนิดไหนเกิดขึ้นในเวทนา ชนิดไหน ควรจะปฏิบัติอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ เหล่านี้ เวทนา ๓ คืออะไร คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละราคานุสัยใน สุขเวทนา พึงละปฏิฆานุสัยทุกขเวทนา พึงละอวิชชาอนุสัยในอทุกขมสุขเวทนา เพราะเหตุที่ภิกษุละราคานุสัยในสุขเวทนา และปฏิฆานุสัย ในอวิชชา ในอทุกขมสุขเวทนา ภิกษุนี้เราเรียกว่า เป็นผู้ไม่มีอนุสัย มีความเห็นชอบตัดตัณหาได้เด็ดขาด เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ....”

ปหานสูตร สฬา. สํ. (๓๖๓) ตบ. ๑๘ : ๒๕๔-๒๕๕ ตท. ๑๘ : ๓๑-๓๗ ตอ. K.S. ๔ : ๑๓๗

วิธีปฏิบัติเมื่อถูกด่าว่า

เมื่อเราถูกด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย เราควรจะปฏิบัติอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวกะท่านมีอยู่ ๕ ประการ คือ กล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สมควร ๑ กล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริง ๑ กล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคาย ๑ มีจิตเมตตาหรือมีโทสะในภายในกล่าว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลอื่นจะกล่าวโดยกาลอันสมควรหรือไม่สามควรก็ตาม จะกล่าวด้วยเรื่องจริงหรือไม่จริงก็ตาม จะกล่าวด้วยคำอ่อนหวานหรือคำหยาบคายก็ตาม จะกล่าวถ้อยคำประกอบด้วยประโยชน์หรือไม่ประกอบด้วยประโยชน์ก็ตาม จะมีจิตเมตตาหรือมีโทสะภายในกล่าวก็ตาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในข้อนั้น พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาลามก เราจักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งอันเป็นประโยชน์ เราจักมีจิตเมตตา ไม่มีโทสะในภายในเราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และจักแผ่เมตตาจิตอันไพบูลย์ ใหญ่ยิ่งหาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาทไปตลอดโลก ทุกทิศทุกทางซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้นดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายถึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แลฯ ”

กกจูปมสูตร มู. ม. (๒๖๗) ตบ. ๑๒ : ๒๕๕-๒๕๖ ตท.๑๒ : ๒๐๖-๒๐๗ ตอ. MLS. I : ๑๖๓-๑๖๔

วิธีปฏิบัติเมื่อถูกทำร้าย

เมื่อภิกษุถูกเบียดเบียนทำร้าย ทางพระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณาอย่างไร ?

“.....ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย หากชนเหล่าอื่นจะพยายามทำร้ายภิกษุนั้น ด้วยอาการที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ คือด้วยการประหารด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยการประหารด้วยก้อนดินบ้าง ด้วยการประหารด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยการประหารด้วยศัสตราบ้าง ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า กายนี้เป็นสภาพที่เป็นไปด้วยการประหาร ด้วยฝ่ามือบ้าง ด้วยก้อนดินบ้าง.... ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยศัสตราบ้าง อนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ในพระโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ว่าพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า พึงตัดทอนอวัยวะใหญ่น้อยทั้งหลายด้วยเลื่อยอันมีด้ามสองข้างไซร้ ภิกษุผู้ที่ยังใจให้ประทุษร้ายในโจร แม้พวกนั้นย่อมไม่เชื่อว่าทำตามคำสอนของเรา..... อนึ่ง ความเพียรอันเราปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อน สติอันเราตั้งไว้มั่นแล้วจักไม่หลงลืม กายอันเราให้สงบแล้ว จักไม่กระวนกระวาย จิตอันเราตั้งไว้มั่นแล้ว จักมีอารมณ์อย่างเดียว การประหารด้วยฝ่ามือ.... ด้วย ก้อนดิน.... ด้วยท่อนไม้.... ด้วยศัสตราทั้งหลาย จงเป็นไปในกายนี้เถิด คำสอนของพระพุทธเจ้า .... เราจะทำให้จงได้ดังนี้ ฯ ”

มหาหัตถิปโทปมสูตร มู. ม. (๓๔๒) ตบ. ๑๒ : ๓๕๑ ตท.๑๒ : ๒๙๑ ตอ. MLS. I : ๒๓๒

วิธีพิจารณา ขันธ์ ๕

พุทธศาสนิกชนควรจะรู้จักขันธ์ ๕ ในด้านไหนบ้างและควรเพ่งพินิจขันธ์ ๕ คืออะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่ายอดบุรุษผู้เสร็จกิจ.... ฐานะ ๗ ประการเป็นอย่างไร “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดซึ่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เหตุเกิดแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ความดับแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ คุณแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ โทษแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณฯ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการเป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเพ่งพินิจโดยความเป็นธาตุประการหนึ่ง โดยความเป็นอายตนะประการหนึ่ง โดยเป็นปฏิจจสมุปบาทประการหนึ่ง...อย่างนี้แล ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ”

สัตตัฏฐานสูตร ขันธ. สํ. (๑๑๘-๑๒๔) ตบ. ๑๗ : ๗๖-๘๑ ตท. ๑๗ : ๖๖-๖๙ ตอ. K.S. ๓ : ๕๔-๕๗

วิธีพิจารณาธาตุ ๖

ภิกษุควรจะพิจารณาธาตุ ๖ คือ ปฐวี อาโป เตโช วาโย อากาศ และวิญญาณอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุ ก็ปฐวีธาตุเป็นไฉน คือ ปฐวีธาตุภายใน (กายเรา) ก็มี ภายนอกก็มี ก็ปฐวีธาตุทั้งภายในภายนอกนี้แล เป็นปฐวีธาตุทั้งนั้น พึงเห็นปฐวีธาตุนั้นด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาของเรา ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายปฐวีธาตุและจะให้จิตคลายกำหนัดปฐวีธาตุได้ “ดูก่อนภิกษุ ก็อาโปธาตุเป็นไฉน คือ อาโปธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี เป็นอาโปธาตุทั้งนั้น พึงเห็นอาโปธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช่ของเรา ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอาโปธาตุ..... “ดูก่อนภิกษุ ก็วาโยธาตุเป็นไฉน คือ เตโชธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี..... เป็นวาโยธาตุทั้งนั้น พึงเห็นวาโยธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช่ของเรา..... ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายเตโชธาตุ..... “ดูก่อนภิกษุ ก็เตโชธาตุเป็นไฉน คือ เตโชธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี..... เป็นเตโชธาตุทั้งนั้น พึงเห็นเตโชธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช่ของเรา..... ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายวาโยธาตุ..... “ดูก่อนภิกษุ ก็อากาศธาตุเป็นไฉน คือ อากาศธาตุภายใน (กายของเรา) ก็มี ภายนอกก็มี..... เป็นอากาศธาตุทั้งนั้น พึงเห็นอากาศธาตุนั้นว่า..... นั่นไม่ใช่ของเรา..... ครั้นเห็นแล้วจะเบื่อหน่ายอากาศธาตุ..... “ต่อจากนั้น สิ่งที่เหลืออยู่อีก ก็คือ วิญญาณอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง บุคคลย่อมรู้อะไรๆ ได้ด้วยวิญญาณนั้น คือ รู้ชัดว่า สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง ดูก่อนภิกษุ เพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ย่อมเกินสุขเวทนา บุคคลนั้นเมื่อเสวยสุขเวทนาย่อมรู้สึกว่า กำลังเสวยสุขเวทนาอยู่เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้นแลดับไป ย่อมรู้สึกว่า ความเสวยอารมณ์ ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น คือ ตัวสุขเวทนาอันเกิดเพราะอาศัยผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุข ย่อมเกิดทุกขเวทนา..... เพราะผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นแลดับไป ความเสวยอารมณ์.... คือตัวทุกขเวทนา... ย่อมดับย่อมเข้าไปสงบ “ดูก่อนภิกษุ เปรียบเหมือนเกิดความร้อน เกิดไฟได้ เพราะไม้สองท่อนประชุมสีกัน ความร้อนที่เกิดแต่ไม้สองท่อนนั้น ย่อมดับ ย่อมเข้าไปสงบ เพราะไม้สองท่อนนั้นเอง แยกกันไปเสียคนละทาง....”

ธาตุวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๘๔-๖๘๙) ตบ. ๑๔ : ๔๓๗-๔๔๐ ตท. ๑๔ : ๓๗๓-๓๗๕ ตอ. MLS. III : ๒๘๗-๒๘๙

วิธีพิสูจน์พระอรหันต์

เราจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าภิกษุรูปใดเป็นพระอรหันต์ หรือไม่ เพราะเราไม่อาจจะทราบได้ด้วยเครื่องหมายภายนอกใด ๆ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ แล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่างเพ่อยินดี อย่าเพ่อคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น... พึงถามปัญหาเธอว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ..... ตรัสไว้ชอบนี้มี ๔ ประการ..... คือ คำกล่าวว่าเห็นอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว..... ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว..... ทราบในอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว.... รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว.... ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร ๔ นี้? “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว.... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพันพ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่...... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน..... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ..... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้ารู้ชัด.... จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร ๔ นี้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้นพวกเธอควรชื่นชมอนุโมทนาสาธุ ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุอุปาทานขันธ์อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น..... ตรัสไว้ชอบ มี ๕ ประการ แล.... คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์...... ก็จิตของท่านผู้มีอายุผู้รู้อยู่เห็นอยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้? “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว..... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้แจ้งรูปแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในรูป และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในรูปได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งเวทนา..... รู้แจ้งสัญญา.... รู้แจ้งสังขาร..... รู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก..... จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว..... ดูก่อนท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้า ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ธาตุอันพระผู้มีพระภาคนั้น.... ตรัสไว้ชอบมี ๖ ประการ.... คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในธาตุ ๖ นี้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว...... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า.....ข้าพเจ้าครองปฐวีธาตุโดยความเป็นอนัตตา มิใช่ครองอัตตาอาศัยปฐวีธาตุเลย ข้าพเจ้าครองอาโปธาตุ โดยความเป็นอนัตตา.... ครองเตโชธาตุโดยความเป็นอนัตตา...... ครองวาโยธาตุโดยความเป็นอนัตตา.... มิใช่ครองอัตตาอาศัยวิญญาณธาตุเลย จึงทราบชัดว่าจิตของเราพ้นแล้ว.... จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะไม่ยึดมั่นในธาตุ ๖ นี้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็อายตนะภายในอายตนะภายนอก อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบนี้ มีอย่างละ ๖ แล คือจักษุและรูป โสตและเสียง ฆานะและกลิ่นชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์..... ก็จิตของท่านผู้มีอายุรู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ? “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว..... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับสละ และสลัดคืนซึ่งความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี ตัณหา อุปาทาน ที่ยึดมั่นและอนุสัยคือความตั้งใจ และความปักใจมั่นในจักษุในรูปในจักษุวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ..... ในโสต ในเสียง ในโสตวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตวิญญาณ...... ในฆาน ในกลิ่น ในฆานวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานวิญญาณ.... ในชิวหา ในรส ในชิวหาวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหาวิญญาณ ในกาย ในโผฏฐัพพะ ในกายวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยกายวิญญาณ ..... ในมโน ในธรรมารมณ์ ในมโนวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมโนวิญญาณ..... จิตของข้าพเจ้ารู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอายตนะทั้งภายในทั้งภายนอกอย่างละ ๖ เหล่านี้.....”

ฉวิโสธนสูตร อุ. ม. (๑๖๗-๑๗๑) ตบ. ๑๔ : ๑๒๓-๑๒๗ ตท. ๑๔ : ๑๐๔-๑๐๘ ตอ. MLS. III : ๘๑-๘๕

วิธีพ้นจากบ่วงมาร

ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากบ่วงแห่งมาร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปที่เราพึงเห็นด้วยตา เสียงที่เราพึงรู้ได้ด้วยหู กลิ่นที่จะพึงรู้ได้ด้วยจมูก รสที่จะพึงรู้ได้ด้วยลิ้นโผฏฐัพพะที่พึงรู้ได้ด้วยกาย ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้ได้ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ หากภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่หมกมุ่น ไม่พัวพัน รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ นั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ไม่ไปสู่แดนแห่งมาร ไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ถูกมารคล้องเป็นผู้พ้นจากบ่วงแห่งมาร....”

มารปาสสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๑๖๖) ตบ. ๑๘ : ๑๑๔-๑๑๕ ตท. ๑๘ : ๑๐๓ ตอ. K.S. ๔ : ๕๗

วิธีระงับราคะ โทสะ โมหะ

ทำอย่างไรจึงจะไม่เกิด ราคะ โทสะ โมหะ เมื่อได้สัมผัสกับอารมณ์ต่าง ๆ?

“ดูก่อนมาลุงกยบุตร ในบรรดาธรรมที่เธอเห็นแล้ว ฟังแล้ว รู้แล้ว รู้แจ้งแล้วเหล่านั้น ในรูปที่เห็นแล้ว จักเป็นแค่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน จักเป็นแต่ได้ยิน ในอารมณ์ที่จักเป็นแต่รู้ ในอารมณ์ที่รู้แจ้งจักเป็นแต่รู้แจ้ง เธอจักเป็นผู้ไม่ถูกราคะย้อม ไม่ถูกโทสะประทุษร้าย ไม่หลงเพราะโมหะ......”

สังคัยหสูตร ที่ ๒ สฬา. สํ. (๑๓๓) ตบ. ๑๘ : ๙๑ ตท. ๑๘ : ๗๙ ตอ. K.S. ๔ : ๔๓

วิธีรุนแรงในการสอน

พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้วิธีรุนแรงในการอบรมพระภิกษุสงฆ์ จนบางครั้งต้องทรงแก้ไขใหม่หรือไม่?

“.....สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่ภิกษุสงฆ์ เพราะเหตุเรื่องหนึ่ง.... ในเวลาหลังภัตตาหาร..... เสด็จไปยังป่ามหาวัน เพื่อประทับพักในกลางวัน.... ณ โคนต้นมะตูมหนุ่ม... ได้เกิดพระปริวิตกขึ้นว่า เราแลได้ขับไล่ภิกษุสงฆ์ให้ไปแล้ว ในภิกษุสงฆ์เหล่านั้น พวกภิกษุใหม่บวชยังไม่นานเพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้มีอยู่ ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้นไม่เห็นเรา พึงคลางแคลงใจ พึงมีใจแปรปรวนไปเหมือนลูกโคน้อยๆ เมื่อไม่เห็นแม่ พึงคลางแคลงใจ พึงมีใจแปรปรวนไปเหมือนลูกโคน้อยๆ เหมือนกับพืชที่ยังอ่อน ๆ ไม่ได้น้ำ พึงผันแปรไปเปลี่ยนแปรไป ถ้ากระไร เราพึงอนุเคราะห์ภิกษุสงฆ์ในบัดนี้ เหมือนกับที่ได้อนุเคราะห์มาแล้วเมื่อก่อนฉะนั้นเถิด....”

ปิณโฑลยสูตร ขันธ. สํ. (๑๖๕) ตบ. ๑๗ : ๑๑๐-๑๑๑ ตท. ๑๗ : ๙๘-๙๙ ตอ. K.S. ๓ : ๗๗

วิธีรู้ภูมิเสขะ-อเสขะของตน

วิธีผู้ตั้งอยู่ในเสขภูมิ และอเสขภูมิ จะพึงรู้ว่าตนเองเป็นพระเสขะและพระอเสขะมีหรือไม่ ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริยายวิธีที่ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว ตั้งอยู่ในเสขภูมิ ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ คืออย่างไร ? ภิกษุผู้เป็นเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุแห่งทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ปริยายวิธีนี้แล ภิกษุผู้เสขะอาศัยแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าเราเป็นพระเสขะ...” “อีกประการหนึ่ง.... พระเสขะย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่าสมณะหรือพราหมณ์อื่นภายนอกจากศาสนานี้ ซึ่งจะแสดงธรรมที่จริงแท้แน่นอนเหมือนพระผู้มีพระภาคเป็นไม่มี...ปริยายวิธีนี้แลภิกษุผู้เสขะอาศัยแล้ว... ย่อมรู้ชัดว่าเราเป็นพระเสขะ... “อีกประการหนึ่ง.... พระเสขะย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๕.... ย่อมรู้ชัดว่าอินทรีย์ ๕ นั้น มีอะไรเป็นคติ มีอะไรเป็นอย่างยิ่ง มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นที่สุด แต่ยังไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ และยังไม่เห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.... ปริยายวิธีนี้แล ภิกษุผู้เป็นเสขะอาศัยแล้ว... ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระเสขะ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายวิธีที่ภิกษุผู้เป็นอเสขะอาศัยแล้ว... ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระอเสขะ คืออย่างไร? ภิกษุผู้เป็นอเสขะในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่ง อินทรีย์ ๕...ย่อมรู้ว่าอินทรีย์ ๕ มีสิ่งใดเป็นคติ... มีอะไรเป็นที่สุด ย่อมถูกต้องสิ่งนั้นด้วยนามกายอยู่ทั้งเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.... ปริยายวิธีนี้แลที่ภิกษุผู้อเสขะอาศัยแล้ว ย่อมรู้ว่าเราเป็นพระอเสขะ “อีกประการหนึ่ง....ภิกษุผู้อเสขะย่อมรู้ชัดซึ่งอินทรีย์ ๖ คือ ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้ชัดว่าอินทรีย์ ๖ เหล่านี้ จักดับไปหมดสิ้นโดยประการทั้งปวง ไม่มีส่วนเหลือ และอินทรีย์ ๖ เหล่าอื่น จักไม่เกิดขึ้นในภพใหม่ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปริยายแม้นี้แล ภิกษุผู้อเสขะอาศัยแล้ว... ย่อมรู้ชัดว่าเราเป็นพระอเสขะ”

เสขสูตร มหา. สํ. (๑๐๓๓-๑๐๓๗ ) ตบ. ๑๙ : ๓๐๓-๓๐๕ ตท. ๑๙ : ๒๘๕-๒๘๗ ตอ. K.S. ๕ : ๒๐๔-๒๐๖

วิธีละ อวิชชา สังโยชน์ อาสวะ อนุสัย

ทำอย่างไร จึงจะละอวิชชา สังโยชน์ อาสวะ และอนุสัยได้ ?

“ดูก่อนภิกษุ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่ง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักขุวิญญาณ.... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะ (สัมผัส ๖) เป็นปัจจัยว่าเป็นของไม่เที่ยง สังโยชน์จึงจะถูกถอดถอน... จึงจะละอาสวะได้.... อาสวะจึงจะถอดถอน... จึงจะละอนุสัยได้.... อนุสัยจึงจะถูกถอดถอน...”

อวิชชาสูตรฯ อวิชชาวรรคที่ ๑ สฬา. สํ. (๕๖-๖๒) ตบ. ๑๘ : ๓๗-๓๘ ตท. ๑๘ : ๒๙-๓๑ ตอ. K.S. ๔ : ๑๕

วิธีละมิจฉาทิฏฐิ

ทำอย่างไรจึงจะละมิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิได้ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เห็นจักษุ... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ว่าเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิ รู้เห็น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... รู้เห็น จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... รู้เห็น จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้น เพราะผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัย ว่าเป็นของไม่เที่ยงจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เห็นจักษุ (เป็นต้นนั้น) ว่าเป็นทุกข์ จึงจะละสักกายทิฏฐิได้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เห็นจักษุ...เป็นต้นนั้น) ว่าเป็นอนัตตา จึงจะละสักกายทิฏฐิได้....”

มิจฉาทิฏฐิสูตร สฬา. สํ. (๒๕๔-๒๕๖) ตบ. ๑๘ : ๑๘๔-๑๘๙ ตท. ๑๘ : ๑๖๖-๑๖๗ ตอ. K.S. ๔ : ๙๓

วิธีละสังโยชน์เบื้องสูง

ทำอย่างไรจึงจะละสังโยชน์เบื้องสูงทั้ง ๕ ได้?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงเจริญสติปัฏฐาน ๕ เหล่านี้ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้รอบ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละสังโยชน์ อันเป็นส่วนเบื้องสุง ๕ เหล่านี้แล...”

คังคาทิเปยยาลแห่งสติปัฏฐานสังยุตต์ที่ ๖ มหา. สํ. (๘๔๒) ตบ. ๑๙ : ๒๕๔-๒๕๕ ตท. ๑๙ : ๒๔๐-๒๔๑ ตอ. K.S. ๕ : ๑๖๓-๑๖๘

วิธีละอาสวะ ๗ ประการ

เท่าที่ได้สดับมานั้น เราจะละอาสวะได้โดยอาศัยการปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญาอย่างเคร่งครัดเท่านั้น มีวิธีใดอีกบ้างหรือไม่ที่เราจะละอาสวะได้?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นมีอยู่ ที่จะพึงละได้เพราะการสังวรก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการเว้นรอบก็มี ที่จะพึงละได้เพราะความอดกลั้นก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการบรรเทาก็มี ที่จะพึงละได้เพราะการอบรมก็มี” ปัญหา ข้อที่ว่าอาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นนั้นหมายถึงอาสวะประเภทไหน และการเห็นนั้นเห็นอย่างไร? พุทธดำรัสตอบ “...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย .... เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญขึ้น..... ปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า (หน้า 005-007)

วิธีล่วงรู้คุณสมบัติผู้อื่น

เพราะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้ใดมีศีล มีกำลังใจ หรือมีปัญญาหรือไม่ ?

“ดูก่อนมหาบพิตร ศีลถึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ก็ศีลนั้นจะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้ “ดูก่อนมหาบพิตร กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ก็กำลังใจนั้น จะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้ “ดูก่อนมหาบพิตร ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ก็ปัญญานั้น จะพึงรู้ได้โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้สนใจจึงจะรู้ ผู้ไม่สนใจก็ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้ “คนผู้เกิดมาดี ไม่ควรไว้วางใจ เพราะผิวพรรณและรูปร่างไม่ควรไว้วางใจ เพราะการเห็นกันชั่วครู่เดียว เพราะว่านักบวชผู้ไม่สำรวมทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปในโลกนี้ ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้สำรวมดีแล้ว ประดุจกุณฑลดินและมาสกโลหะ หุ้มด้วยทองคำปลอมไว้ คนทั้งหลายไม่บริสุทธิ์ในภายใน งานแต่ภายนอก แวดล้อมด้วยบริวาร ท่องเที่ยงอยู่ในโลก”

ชฏิลสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๓๕๖) ตบ. ๑๕ : ๑๑๔ ตท. ๑๕ : ๑๑๓ ตอ. K.S. I : ๑๐๕-๑๐๖

วิธีสร้างความหน่ายในขันธ์

เราควรจะพิจารณาขันธ์ ๕ อย่างไร จึงจะเกิดความเบื่อหน่ายในขันธ์ ๕?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า บัดนี้เราถูก รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เคี้ยวกินอยู่ แม้ในอดีตกาลเราก็ถูกรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ กินแล้วถ้าเราชื่นชมรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ในอนาคต.... เราก็ถึงถูกรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ กิน เหมือนกับที่ถูกกินอยู่ในปัจจุบันนี้ เธอพิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมไม่มีความอาลัยในรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ที่เป็นอดีต ย่อมไม่ชื่นชมรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ที่เป็นอนาคต ย่อมปฏิบัติเพ่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ปัจจุบัน”

ขัชชนิสูตร ขันธ. สํ. (๑๖๐) ตบ. ๑๗ : ๑๐๖-๑๐๗ ตท. ๑๗ : ๙๕-๙๖ ตอ. K.S. ๓ : ๗๔

วิธีสร้างปัญญา

วิธีปฏิบัติในหลักศีลและสมาธิปรากฏว่า มีแจ่มแจ้งอยู่แล้ว แต่วิธีเจริญหลักที่ ๓ คือ ปัญญา ยังไม่แจ่มแจ้งพอ ขอได้โปรดแนะวิธีเจริญปัญญาด้วย ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ไดเพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครูซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๑

“เธออาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์..... ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู.... นั้นแล้ว เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถามเป็นครั้งคราวว่า.... ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผยทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันน่าสงสัยแก่เธอ.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๒

“เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อมนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๓

“เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๔

“เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น... ท่ามกลาง... ที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๕

“เธอย่อมปรารถนาความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระกุศลธรรม นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๖ "เธอย่อมเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่มีประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญให้ผู้อื่นแสดงบ้าง ไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างอริยเจ้า นี้เป็นเหตุปัจจัยข้อที่ ๗" “เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่ารูป.... ความเกิดขึ้นแห่งรูป ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนา... สัญญา.... สังขาร... วิญญาณ.... ความดับแห่งวิญญาณดังนี้.... นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๘ เพื่อได้ปัญญา...ฯ”

ปัญญาสูตร อ. อํ. (๙๒) ตบ. ๒๓ : ๑๕๒-๑๕๔ ตท. ๒๓ : ๑๓๕-๑๓๗ ตอ. G.S. IV : ๑๐๔-๑๐๕

วิธีสร้างอิทธิฤทธิ์

อิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ เป็นสิ่งมีได้จริงหรือ? ถ้ามีจริงจะมีวิธีสร้างได้อย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุ ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ คือ คนเดียวพึงเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนพึงเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝ่ากำแพง ภูเขาไปได้ ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ พึงผุดขึ้นดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ พึงเดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์...ก็ได้” “ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่าเราพึงได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์... ถ้าภิกษุจะถึงหวังว่าเราพึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ คือ จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่าเราพึงระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือพึงระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง.... พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง .... ว่าในภพโน้นเรามีชื่อย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้..... “ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ ผู้เป็นไปตามกรรม... ด้วยประการฉะนี้เถิด ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล ประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่เหินห่างจากฌาน ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคารฯ”

อากังเขยยสูตร มู. ม. (๘๕-๘๙) ตบ. ๑๒ : ๖๐-๖๓ ตท.๑๒ : ๕๑-๕๓ ตอ. MLS. I : ๔๓-๔๔

วิธีสอนคนป่วยที่ห่วงหน้าห่วงหลัง

คนป่วยหนักที่มีความห่วงหน้าห่วงหลังในเวลาใกล้ตายเราควรจะสอนเขาอย่างไร ?

“ ดูก่อนมหาบพิตร อุบาสกผู้มีปัญญาพึงปลอบอุบาสก ผู้มีปัญญาที่กำลังป่วย เป็นทุกข์หลัก เป็นไข้หนัก ด้วยธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบาใจ ๔ ประการว่า ท่านจงเบาใจเถิดว่า ท่านมีความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า....ในพระธรรม....ในพระสงฆ์ มีศีลอันเป็นที่รักของพระอริยเจ้า “ครั้นปลอบ....ด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล้ว....พึงกล่าวกรรมอย่างนี้ว่า ถ้าแม้ท่านห่วงใยในมารดาบิดาก็จักตาย แม้ไม่ห่วงใยในมารดาบิดาก็จักตายเหมือนกัน ขอท่านจงละความห่วงใยในบุตรภริยาเสีย... “พึงกล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ท่านก็เช่นเดียวกับเรา มีความตายเป็นธรรมดา ถึงแม้ท่านจะห่วงใยในบุตรและภริยา ท่านก็จักตาย ถ้าแม้ไม่ห่วงใย....ก็จักตายเหมือนกัน ขอท่านจงละความห่วงใยในบุตรภริยาเสียเถิด.... “ถ้าเขากล่าวว่า เรายังมีความห่วงใยในกามคุณ ๕ อยู่....พึงกล่าวกับเขาอย่างนี้ว่า กามอันเป็นทิพย์ยังดีกว่า ประณีตกว่ากามของมนุษย์ แล้วน้อมจิตไปในพวกเทพชั้นจาตุมหาราชเถิด....พวกเทพชั้นดาวดึงส์ยังดีกว่าเทพชั้นจาตุมหาราช พวกเทพชั้นยามายังดีกว่าเทพชั้นดาวดึงส์ พวกเทพชั้นดุสิตยังดีกว่า เทพชั้นยามา พวกเทพชั้นนิมมานรดียังดีกว่าเทพชั้นดุสิต พวกเทพชั้นนิมมิตวสวัตตียังดีกว่าเทพชั้นนิมมานรดี พรหมโลกยังดีกว่า เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี แม้พรหมโลกก็ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนยังนับเนื่องในสักกายะ ขอท่านจงพรากจิตจากพรหมโลก แล้วนำจิตเข้าไปในความดับสักกายะเถิด “ ดูก่อนมหาบพิตร อาตมาภาพไม่กล่าวว่า มีความแตกต่างอะไรกันเลยระหว่างอุบาสกผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ กับภิกษุผู้หลุดพ้นแล้วตั้งร้อยปี คือพ้นด้วยวิมุติเหมือนกัน....”

คิลายนสูตร มหา. สํ. (๑๖๒๘-๑๖๓๓ ) ตบ. ๑๙ : ๕๑๔-๕๑๖ ตท. ๑๙ : ๔๖๒-๔๖๕ ตอ. K.S. ๕ : ๓๔๙-๓๕๑

วิธีสังเกตสมณพราหมณ์แท้

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสมณพราหมณ์ พวกไหนเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ?

“.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย ถ้าปริพาชกเจ้าลัทธิอื่น ถามท่านทั้งหลายอย่างนี้ว่า ก็อาการและความเป็นไปของท่านผู้มีอายุทั้งหลายเช่นไร จึงเป็นเหตุให้พวกท่านกล่าวพึงท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะแล้ว หรือเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อจัดโมหะ ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่าความจริงท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ย่อมเสพเฉพาะเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าดงเป็นที่ไม่มีรูปอันรู้ได้ด้วยจักษุ ซึ่งคนทั้งหลายฟังแล้ว ๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย เป็นที่ไม่มีกลิ่นอันรู้ได้ด้วยฆานะ ซึ่งคนทั้งหลายฟังแล้วๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย เป็นที่ไม่มีโผฏฐัพพะอันรู้ได้ด้วยกาย ซึ่งคนทั้งหลายสัมผัสแล้วๆ จะพึงยินดีเช่นนั้นเลย “นี้แล อาการและความเป็นไปของท่านผู้มีอายุทั้งหลายของพวกข้าพเจ้า ซึ่งเป็นเหตุให้พวกข้าพเจ้ากล่าวถึงท่านผู้มีอายุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านั้นเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดราคะแน่ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะแน่ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะแน่....”

นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๕) ตบ. ๑๔ : ๕๓๑-๕๓๒ ตท. ๑๔ : ๔๕๖ ตอ. MLS. III : ๓๔๑-๓๔๒

วิธีเข้าถึงแก่นพระพุทธศาสนา

ได้ทราบว่าวิมุติคือความหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวงเป็นแก่นของพระพุทธศาสนา เราจะปฏิบัติธรรมอะไรโดยลำดับ จึงจะบรรลุถึงวิมุตินั้นสมประสงค์ ?

“.....โพชฌงค์ ๗ ประการแล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาแลวิมุติให้บริบูรณ์ “......สติปัฏฐาน ๔ แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ประการให้บริบูรณ์ “......สุจริต ๓ ประการแล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ประการให้บริบูรณ์ “......อินทรีย์สังวรแล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังสุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์

กุณฺฑลิยสูตร ม. สํ. (๓๙๕) ตบ. ๑๙ : ๑๐๕-๑๐๖ ตท. ๑๙ : ๑๑๐ ตอ. K.S. V : ๖๐-๖๐

วิธีเจริญอานาปานสติ

จะเจริญอานาปานสติอย่างไร จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดีอยู่โคนต้นไม้ก็ดี อยู่ที่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก หายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น ย่อมตัดสินใจว่าเราจักหายใจเข้า..ออก ให้รู้สึกว่าลมผ่านไปทั่วกาย...เราจักเสวยปีติหายใจเข้า-ออก....เราจักเสวยสุขภายใจเข้า-ออก... เราจักรู้ชัดองค์ประกอบทางจิตทั้งปวงหายใจเข้า-ออก...เราจักระงับจิตสังขารหายใจเข้า-ออก...เราจักรู้แจ้งจิตหายใจเข้า-ออก...เราจักทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า-ออก...เราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า-ออก...เราจักปลดปล่อยจิตหายใจเข้า-ออก...เราจักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า-ออก... เราจักพิจารณาวิราคะธรรมหายใจเข้า-ออก...เราจักพิจารณานิโรธธรรมหายใจเข้า-ออก...เราจักพิจารณาความสลัดออกหายใจเข้า-ออก “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

เอกธัมมสูตร อานาปานสังยุต มหา. สํ. (๑๓๐๖ ) ตบ. ๑๙ : ๓๔๙-๓๕๙ ตท. ๑๙ : ๓๖๒-๓๖๓ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๕-๒๗๖

วิธีเจริญอิทธิบาท ๔

จะเจริญอิทธิบาท ๔ อย่างไร จึงจะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยสมาธิที่เกิดแต่ฉันทะ เกิดแต่วิริยะ เกิดแต่จิตตะ เกิดแต่วิมังสา และความเพียรเด็ดเดี่ยวดังนี้ว่า ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ของเราจักไม่ย่อหย่อนเกินไป จักไม่เข้มข้นเกินไป ไม่หดหู่ในภายใน ไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก และเธอมีความเข้าใจในเบื้องหน้าเบื้องหลังอยู่ว่า เบื้องหน้าฉันใด เบื้องหลังก็ฉันนั้น...เบื้องบนฉันใด เบื้องล่างก็ฉันนั้น กลางวันฉันใดกลางคืนก็ฉันนั้น.... เธอมีจิตเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ อบรมจิตให้สว่างอยู่... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ย่อหย่อนเกินไปคืออย่างไร ? ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ประกอบด้วยความเกียจคร้านเจือปนด้วยความเกียจคร้าน นี้เรียกว่า... ย่อหย่อนเกินไป “ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน เจือปนด้วยความฟุ้งซ่าน นี้เรียกว่า เข้มข้นเกินไป “ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ประกอบด้วยความหดหู่ง่วงซึม เจือปนคลุกเคล้าด้วยความหดหู่ง่วงซึม นี้เรียกว่า...หดหู่ในภายใน... “ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ที่ฟุ้งซ่านไปเข้ายึดกามคุณ ๕ ในภายนอก นี้เรียกว่า...ฟุ้งซ่านไปในภายนอก “ความเข้าใจในเบื้องหลังและเบื้องหน้า อันภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยึดไว้ดีแล้ว พิจารณาดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดด้วยปัญญาดีแล้ว ภิกษุชื่อว่ามีความเข้าใจในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง...อย่างนี้... “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณากายนี้ เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมาเบื้องล่างตั้งแต่ปลายผมลงไปมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มไปด้วยของไม่สะอาด ต่างๆ ... ภิกษุชื่อว่า มีความเข้าใจอยู่ว่าเบื้องล่างฉันใด เบื้องบนก็ฉันนั้น....อย่างนี้แล... “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิเกิดแต่ฉันทะ และความเพียรเด็ดเดี่ยวในกลางวัน ด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายใด ในกลางคืน เธอย่อมเจริญอิทธิบาท ด้วยอาการ ด้วยลักษณะ ด้วยเครื่องหมายเหล่านั้น ภิกษุมีความเข้าใจอยู่ว่า กลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น....อย่างนี้... “ความสำคัญหมายในแสงสว่าง (อาโลกสัญญา) ของภิกษุในศาสนานี้เป็นอันเธอยึดไว้ดีแล้ว ความสำคัญหมายว่าเป็นเวลากลางวันเป็นอันตั้งมั่นดีแล้ว ภิกษุ...อบรมจิตให้สว่างไสวอยู่อย่างนี้แล....”

วิภังคสูตร มหา. สํ. (๑๑๗๙-๑๒๐๒ ) ตบ. ๑๙ : ๓๕๕-๓๖๐ ตท. ๑๙ : ๓๒๙-๓๓๓ ตอ. K.S. ๕ : ๒๔๘-๒๕๐

วิธีเรียนหนังสือเก่ง

ในการเรียนวิชาต่างๆ ทำไม บางที่จึงเข้าใจง่ายจำได้ดี ทำไมบางทีจึงเข้าใจยาก จำได้ยาก ทั้งๆ ที่เรื่องที่เรียนนั้นมีความยากง่ายพอๆ กัน?

“....เมื่อใด บุคคลมีจิตอันกามราคะครอบงำแล้ว และไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดกามราคะที่บังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น.... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้...เหมือนพื้นน้ำที่ระคนด้วยครั่งก็ดี ด้วยขมิ้นก็ดี ด้วยครามก็ดี ด้วยฝางก็ดี บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้ “เมื่อใดบุคคลมีจิตอันพยาบาท (ความมุ่งร้าย) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำที่ร้อนจัดด้วยไฟเดือดพล่านแล้ว บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้ “เมื่อใดบุคคลมีจิตอันถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาเคลิบเคลิ้ม) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำสาหร่ายแลแหนปกคลุม แล้วบุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้ “เมื่อใดบุคคลมีจิตอันอุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญ) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดอุทธัจจกุกกุจจะ ที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำที่ลมพัดไหวกระเพื่อมเป็นระลอกแล้ว บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้ “เมื่อใดบุคคลมีจิตอันวิจิกิจฉา (ความเคลือบแคลงสงสัย) รุมครอบงำอยู่ แลไม่รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น .... มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาได้ท่องสาธยายไว้แล้วตลอดกาลนาน ก็ไม่แจ่มแจ้งอยู่ได้เหมือนพื้นน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม อันเขาตั้งไว้แล้วในที่มืด บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็ไม่พึงรู้ไม่พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้ “เมื่อใดบุคคลมีจิตอันกามราคะไม่รุมครอบงำแล้ว แลรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดกามราคะที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันพยาบาทไม่รุมครอบงำแล้ว แลย่อมรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันถีนมิทธะไม่รุมครอบงำ รู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันอุทธัจจกุกกุจจะไม่รุมครอบงำแล้ว แลรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดอุทธัจจกุกกุจจะ ที่เกิดขึ้นแล้ว มีจิตอันวิจิกิจฉาไม่รุมครอบงำแล้ว แลรู้ธรรมเป็นเครื่องสลัดวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น มนต์ทั้งหลายแม้ที่เขาไม่ได้ท่องสาธยายไว้ตลอดกาลนาน ก็แจ่มแจ้งอยู่ได้ จะกล่าวอะไรถึงมนต์ทั้งหลายที่เขาได้ท่องสาธยายไว้เล่า... เหมือนพื้นน้ำที่ไม่ระคนด้วยครั้งก็ดี ด้วยขมิ้นก็ดี ด้วยครามก็ดี ด้วยฝางก็ดี เหมือนพื้นน้ำที่ไม่ร้อนจัดด้วยไฟ ไม่เดือนพล่านแล้ว....เหมือนพื้นน้ำที่ไม่มีสาหร่ายและแหนปกคลุมแล้ว.... เหมือนพื้นน้ำที่ลมพัดไหวกระเพื่อมไม่เป็นระลอกแล้ว..... เหมือนพื้นน้ำที่ใสสะอาดไม่ขุ่นมัว อันเขาตั้งไว้ในที่ส่งว่า บุรุษผู้มีจักษุพิจารณาดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้น ก็พึงรู้พึงเห็นเงาหน้าของตนตามความเป็นจริงได้

สังคารวสูตร ป. อํ. (๑๙๓) ตบ. ๒๑ : ๒๕๗-๒๖๒ ตท. ๒๑ : ๒๓๕-๒๔๐ ตอ. G.S. III : ๑๖๘-๑๗๑

วิธีแก้ความอาฆาต

ถ้าเกิดความอาฆาตขึ้นในจิตใจเรา ทำให้เราคิดมุ่งร้ายหมายแก้แค้นต่อบุคคลบางคน ซึ่งได้ล่วงเกินเราก่อน ควรจะแก้ไขอย่างไร?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญเมตตาในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญกรุณาในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงเจริญอุเบกขาในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงถึงการไม่นึกไม่ใฝ่ใจในบุคคลนั้น ๑ ความอาฆาตพึงเกิดขึ้นในบุคคลใด พึงนึกถึงความเป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน ให้มั่นในบุคคลนั้นว่าท่านผู้นี้เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดไว้ดีก็ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นดังนี้ ๑.... พึงระงับความอาฆาตในบุคคลนั้นด้วยประการฉะนี้”

อาฆาตวินัยสูตร ที่ ๑ ป. อํ. (๑๖๑) ตบ. ๒๒ : ๒๐๗ ตท. ๒๒ : ๑๘๙ ตอ. G.S. III : ๑๓๗

วิหารธรรมของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์

อะไรคือธรรมเป็นเครื่องอยู่ (วิหารธรรม) ของพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าพวกปริพพาชกผู้ถือลัทธิอื่นจะพึงถามเธอทั้งหลายว่า....พระสมณโคดมอยู่จำพรรษาด้วยวิหารธรรมข้อไหนเป็นส่วนมาก เธอทั้งหลาย...พึงตอบ...อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคอยู่จำพรรษาด้วยสมาธิ อันประกอบด้วยอานาปานสติมาก.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเมื่อจะกล่าวถึงสิ่งใดโดยชอบ...พึงกล่าวถึงสมาธิอันประกอบด้วยอานาปานสติว่า เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพระอริยบ้าง...ของพรหมบ้าง....ของพระตถาคตบ้าง...ภิกษุเหล่าใดเป็นเสขะยังไม่บรรลุพระอรหัตตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ สมาธิอันประกอบด้วยอานาปานสติอันภิกษุนั้นเจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ...ภิกษุเหล่าใดเป็นอรหันตขีณาสพ...สมาธิอันสมัปยุตด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว...ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อความมีสติสัมปชัญญะ....”

อิจฉานังคลสูตร มหา. สํ. (๑๓๖๔-๑๓๖๗ ) ตบ. ๑๙ : ๔๑๒-๔๑๓ ตท. ๑๙ : ๓๗๗-๓๗๘ ตอ. K.S. ๕ : ๒๘๙-๒๙๐

ศาสนาอื่นมีพระอริยบุคคลหรือไม่

พระอริยบุคคลที่ได้บรรลุมรรคผล เช่น พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ มีอยู่ในศาสนาอื่นหรือไม่? หรือว่ามีเฉพาะในพระพุทธศาสนา ?

ว่า “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีในธรรมวินัยนี้เท่านั้นสมณะที่ ๑.... สมณะที่ ๒.... สมณะที่ ๓.... สมณะที่ ๔.... มีในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาท(ประกาศ) โดยชอบอย่างนี้เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะเป็นไฉน? “....ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ (สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) เป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยวจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า นี้สมณะที่ ๑ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๒ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง เป็นพระสกทาคามีมาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ นี้สมณะที่ ๒ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๓ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เป็นอุปปาติกะ (เป็นพระอนาคามี) จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา นี้สมณะที่ ๓ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะที่ ๔ เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญหาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน... นี้สมณะที่ ๔ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑.... สมณะที่ ๒.... สมณะที่ ๓.... สมณะที่ ๔.... มีในธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบอย่างนี้เถิด”

กรรมวรรค จ. อํ. (๒๔๑) ตบ. ๒๑ : ๓๒๓-๓๒๔ ตท. ๒๑ : ๒๗๑-๒๗๒ ตอ. G.S. II : ๒๔๒-๒๔๓

ศาสนาเชน

ศาสนาเชนซึ่งเกิดช่วงเวลาเดียวกันกับพระพุทธศาสนานั้น มีหลักคำสอนอย่างไรบ้าง?

“.....ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิครนถนาฏบุตร เป็นคนรู้เห็นธรรมทุกอย่าง ย่อมปฏิญาณญาณทัสสนะไว้อย่างแจ่มแจ้งหมดเปลือกว่า สำหรับเราจะเดินจะยืน จะหลับและตื่นก็ตาม ญาณทัสสนะก็ปรากฏชั่วกาลนิรันดร เขาบัญญัติว่า กรรมเก่าหมดไปเพราะความเพียรเผากิเลส ฆ่าเหตุเสียได้ เพราไม่ทำกรรมใหม่ ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันว่า เพราะกรรมสิ้นไป ทุกข์จึงหมดไป เพราะทุกข์หมดไป เวทนาจึงสิ้นไป เพราะเวทนาสิ้นไป ทุกข์ทั้งสิ้นจึงจักเสื่อมไปโดยไม่เหลือ การล่วงทุกข์ย่อมมีได้ด้วยความหมดจด ที่ให้กิเลสเสื่อมไปโดยไม่เหลือ ซึ่งบุคคลจะพึงเห็นเองนี้ ด้วยประการฉะนี้ฯ....”

นิคัณฐสูตร ติ. อํ. (๕๑๔) ตบ. ๒๐ : ๒๘๔ ตท. ๒๐ : ๒๔๙ ตอ. G.S. I : ๒๐๐

ศีลกับอรหัตตผล

การรักษาศีล จะสามารถนำไปสู่การบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ ?

“.....ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลมีอวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อน) เป็นผล.... อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล.... ปราโมทย์มีปีติเป็นผล.... ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล.... ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล... สุขมีสมาธิเป็นผล.... สมาธิมียถาภูฌาณทัสสนะเป็นผล... ยถาภูฌานทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล.. นิพพิทาวิราคะมีวิมุตฌาณทัสสนะเป็นผล ด้วยประการดังนี้ ดูก่อนอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตตผลโดยลำดับด้วยประการดังนี้แล ฯ”

กิมัตถิยสูตร ท. อํ. (๑) ตบ. ๒๔ : ๑-๒ ตท. ๒๔ : ๑-๓ ตอ. G.S.

ศีลส่งเสริมอริยมรรค

ธรรมอะไรเป็นรากฐานแห่งความเจริญงอกงามแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การงานที่พึงทำด้วยกำลังที่บุคคลทำอยู่ใด ๆ งานทั้งหมดนั้น คนอาศัยแผ่นดิน ยืนอยู่บนแผ่นดินจึงทำได้... แม้ฉันใด... “พืชคามและภูตคามชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่เจริญงอกงามใหญ่โต...ทั้งหมดนั้นอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงามใหญ่โต...แม้ฉันใด “ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญ....เพิ่มพูนอริยมรรคมีองค์ ๘ ฉันนั้นเหมือนกัน..”

พลกรณียสูตรที่ ๑ ในพลกรณียวรรคที่ ๑๑ มหา. สํ. (๒๖๔-๒๗๒) ตบ. ๑๙ : ๖๘-๗๐ ตท. ๑๙ : ๗๔-๗๗ ตอ. K.S. ๕ : ๓๖-๓๗

ศีลอุโบสถของศาสนาเชน

ได้ทราบว่าศาสนาเชน ของศาสดามหาวีระ หรือนิครนถนาฏบุตร ศาสนาที่มีอยู่ในช่วงพุทธกาล จนถึงปัจจุบัน ศาสนาเชนมีหลักปฏิบัติอย่างไรบ้าง ?

“.....ดูก่อนนางวิสาขา มีสมณะนิกายหนึ่งมีนามว่านิครนถ์ นิครนถ์เหล่านั้นชักชวนสาวกอย่างนี้ว่า... ท่านจงวางทัณฑะในหมู่สัตว์ที่อยู่ทางทิศบูรพา.... ทางทิศปัจฉิม... ทางทิศอุดร..... ทางทิศทักษิณ ในที่เลยร้อยโยชน์ไป นิครนถ์เหล่านั้นชักชวนเพื่อเอ็นดูกรุณาสัตว์บางเหล่า ไม่ชักชวนเพื่อเอ็นดูกรุณาสัตว์บางเหล่า ด้วยประการฉะนี้ “นิครนถ์เหล่านั้น ชักชวนสาวกในวันอุโบสถเช่นนั้นอย่างนี้ว่า.... ท่านจงทิ้งผ้าเสียทุกชิ้นแล้วพูดอย่างนี้ว่า เราไม่เป็นที่กังวลของใคร ๆ ในที่ไหนๆ และตัวเราก็ไม่มีความกังวลในบุคคลและสิ่งของใด ๆ ในที่ไหนๆ ดังนี้.... แต่ว่า มารดาและบิดาของเขารู้อยู่ว่า ผู้นี้เป็นบุตรของเรา แม้เขาก็รู้อยู่ว่า ท่านเหล่านี้เป็นมารดาบิดาของเรา อนึ่ง บุตรและภรรยาของเขาก็รู้อยู่ว่า นี้เป็นบิดาเป็นสามีของเรา แม้เขาก็รู้อยู่ว่า ผู้นี้เป็นบุตรภรรยาของเรา พวกทาสและคนงานของเขารู้อยู่ว่า ท่านผู้นี้เป็นนายของเรา ถึงตัวเขาก็รู้ว่า คนเหล่านี้เป็นทาสและคนงานของเรา เขาชักชวนในการพูดเท็จ ในสมัยที่ควรชักชวนในคำสัตย์ ด้วยประการฉะนี้.....”

อุโปสกสูตร ติ. อํ. (๕๑๐) ตบ. ๒๐ : ๒๖๔-๒๖๕ ตท. ๒๐ : ๒๓๒-๒๓๓ ตอ. G.S. I : ๑๘๖-๑๘๗ ( *ศาสนาเชน ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างสมบูรณ์ ไม่อาจเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนาที่บริสุทธิ์ รัดกุม)

สง่าราศีของสตรี

(เทวดาทูลถาม) อะไรหนอเป็นสง่าของรถ อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏของไฟ อะไรหนอเป็นสง่าของแว่นแคว้น อะไรหนอเป็นสง่าของสตรี?

“ธงเป็นสง่าของรถ ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟพระราชาเป็นสง่าของแว่นแคว้น สามีเป็นสง่าของสตรี”

รถสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๒๐๑) ตบ. ๑๕ : ๕๗ ตท. ๑๕ : ๕๗ ตอ. K.S. I : ๕๙

สตรีจะเท่าเทียมบุรุษหรือไม่

ทำไมสตรีจึงทำงานใหญ่ๆ อย่างผู้ชายไม่ได้ ถึงจะมีบ้างก็เป็นส่วนน้อย จะเป็นเพราะว่าถูกผู้ชายกีดกันหรือเพราะความสามารถของสตรีเอง ?

“....ดูก่อนอานนท์ มาตุคาม (สตรี) มักโกรธ มักริษยา มีความตระหนี่ มีปัญญาทราม ดูก่อนอานนท์ นี้แลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยเครื่องให้มาตุคามนั่งในสภาพไม่ได้ ประกอบการงานใหญ่ ๆ ไม่ได้ไปนอกเมืองไม่ได้”

กัมโมชสูตร จ. อํ. (๘๐) ตบ. ๒๑ : ๑๐๗ ตท. ๒๑ : ๙๕-๙๖ ตอ. G.S. II : ๙๒-๙๓

สตรีที่บุรุษชอบและไม่ชอบ

สตรีที่มีคุณสมบัติอย่างไร บุรุษจึงชอบ และไม่ชอบ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคาม (แม่บ้าน) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว องค์ ๕ คืออะไร คือ รูปไม่สวย ๑ ไม่มีโคสมบัติ ๑ ไม่มีศีล ๑ เกียจคร้าน ๑ ไม่ได้บุตรจากเขา ๑ “มาตุคามผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุรุษโดยส่วนเดียว คือ รูปสวย ๑ มีโภคสมบัติ ๑ มีศีล ๑ ขยันไม่เกียจคร้าน ๑ ได้บุตรจากเขา ๑”

อมนาปสูตร สฬา. สํ. (๔๕๘-๔๕๙) ตบ. ๑๘ : ๒๙๖ ตท. ๑๘ : ๒๗๓ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖๒

สถานที่ที่ภิกษุลืมไม่ได้

สถานที่ใดบ้างที่ภิกษุพึงระลึกถึงตลอดชีวิต?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สถานที่ ๓ แห่งนี้ เป็นสถานที่อันภิกษุพึงระลึกถึงตลอดชีวิต...สถานที่ ๓ แห่งคืออะไร คือ ที่ที่ภิกษุปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตนี้ ๑ เป็นสถานที่ที่ ๑ ที่ที่ภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เป็นสถานที่ที่ ๒ ที่ที่ภิกษุกระทำให้เจริญซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เป็นสถานที่ที่ ๓.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สถานที่ ๓ แห่งนี้แล เป็นสถานที่อันภิกษุพึงระลึกถึงตลอดชีวิต...”

สรนียสูตร อํ. (๔๕๑) ตบ. ๒๐ : ๑๓๔-๑๓๕ ตท. ๒๐ : ๑๒๒ ตอ. G.S. ๑ :

สนิมของจิต

ธรรมที่เป็นสนิมของจิต ทำให้จิตเสียไปคืออะไร?

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสของทอง ๕ อย่างนี้ เป็นเครื่องทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ความแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี อุปกิเลส ๕ อย่างเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหล็กเป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควร แก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี. โลหะ เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ฯลฯ ดีบุก เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ฯลฯ ตะกั่ว เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ฯลฯ เงิน เป็นอุปกิเลสของทอง ทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะและให้ใช้การไม่ได้ดี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสของทอง ๕ อย่างนี้แล เป็นเครื่องทำทองไม่ให้อ่อน ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้มีสีสุก ให้เปราะ และให้ใช้การไม่ได้ดี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล อุปกิเลสของจิต ๕ อย่างนี้ เป็น เครื่องทำจิตไม่ให้นิ่มนวล ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้ผุดผ่อง ให้เสียไป และไม่ให้ตั้งมั่นด้วยดี เพื่อความสิ้นอาสวะ. อุปกิเลส ๕ อย่างเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามฉันทะ...พยาบาท... ถีนมิทธะ... อุทธัจจะกุกกุจจะ... วิจิกิจฉา เป็นอุปกิเลสของจิตเป็นเครื่องทำจิต ไม่ให้นิ่มนวล ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้ผุดผ่อง ให้เสียไป และไม่ให้ตั้งมั่นด้วยดีเพื่อความสิ้นอาสวะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปกิเลสของจิต ๕ อย่างนี้แล เป็นเครื่องทำจิตไม่ให้ นิ่มนวล ไม่ให้ควรแก่การงาน ไม่ให้ผุดผ่อง ให้เสียไป และไม่ให้ตั้งมั่นด้วยดีเพื่อความสิ้น อาสวะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ ไม่เป็นธรรมกั้น ไม่เป็นธรรมห้าม ไม่เป็นอุปกิเลสของจิต อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง ผล คือ วิชชาและวิมุติ โพชฌงค์ ๗ เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สติสัมโพชฌงค์ไม่เป็นธรรมกั้น ไม่เป็นธรรมห้าม ไม่เป็น อุปกิเลสของจิต อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุติ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ไม่เป็นธรรมกั้น ไม่เป็นธรรมห้าม ฯลฯ ย่อมเป็นไป เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้แล ไม่เป็นธรรมกั้น ไม่เป็นธรรมห้าม ไม่เป็นอุปกิเลสของจิต อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง ผล คือ วิชชาและวิมุติ.

อุปกิเลสสูตร มหา. สํ. (๔๖๗-๔๘๑) ตบ. ๑๙ : ๑๓๐-๑๓๒ ตท. ๑๙ : ๑๓๓-๑๓๔ ตอ. K.S. ๕ : ๗๗-๗๘

สภาพจิตของผู้ถึงนิพพาน

สภาพจิตของบุคคลผู้บรรลุถึงนิพพานแล้ว มีลักษณะอย่างไร ?

“ดูก่อนท่านฉันนะ ท่านพึงจำไว้ในใจให้ดีตลอดกาลเป็นนิตย์ บุคคลที่ยังมีตัณหา มานะทิฏฐิอาศัยอยู่ย่อมมีความหวั่นไหว ความหวั่นไหวย่อมไม่มี แก่บุคคลที่ไม่มีตัณหา มานะ และทิฏฐิ อาศัยอยู่ เมื่อความหวั่นไหวไม่มี ย่อมมีความสงบระงับ เมื่อมีความสงบระงับ ย่อมไม่มีความเพลิดเพลิน ความมาความไปก็ไม่มี เมื่อจุติและอุปบัติไม่มี โลกนี้และโลกหน้า และระหว่างโลกทั้ง ๒ ก็ไม่มี นี้และเป็นที่สุดแห่งทุกข์”

ฉันนสูตร สฬา. สํ. (๑๑๐) ตบ. ๑๘ : ๗๔ ตท. ๑๘ : ๖๒ ตอ. K.S. ๔ : ๓๒

สมณพราหมณ์ที่แท้จริง

สมณพราหมณ์ที่แท้จริงตามความหมายทางพระพุทธศาสนานั้น ควรจะมีคุณสมบัติที่สำคัญอะไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่กำหนดรู้ชราและมรณะ ย่อมกำหนดรู้เหตุเกิดแห่งชราและมรณะ ย่อมกำหนดรู้ความดับแห่งชราและมรณะ ย่อมกำหนดรู้ ชาติ ... ภพ.... อุปาทาน.... ตัณหา....เวทนา....ผัสสะ...สฬายตนะ....นามรูป.... วิญญาณสังขาร ย่อมไม่กำหนดรู้เหตุเกิดแห่งสังขาร... ความดับแห่งสังขาร.... ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่ได้รับสมมติว่าเป็นสมณะ ในหมู่สมณะ หรือไม่ได้รับสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ อนึ่ง ท่านเหล่านี้จะทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ หรือประโยชน์แห่งความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ไม่ได้....”

สมณพราหมณ์สูตรที่ ๑ นิ. สํ. (๙๔) ตบ. ๑๖ : ๕๓ ตท. ๑๖ : ๔๖ ตอ. K.S. II : ๓๔-๓๕

สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรไหว้

ขึ้นชื่อวาเป็นสมณพราหมณ์ ครองเพศบรรพชิตแล้ว เราควรเคารพกราบไหว้บูชาทั้งนั้นหรือ ? หรือว่ามีสมณพราหมณ์ประเภทใดบ้างที่ไม่ควรเคารพกราบไหว้ ?

“.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย สมณพราหมณ์ เหล่าใดยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ..... ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต.... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา.... ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย.... ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้ว ยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังมีความประพฤติลุ่ม ๆ ดอนๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อยู่สมณพราหมณ์ เช่นนี้ ไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นั่นเพราะเหตุไร เพราะว่าแม้พวกเราก็ยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ.... ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้วยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังประพฤติลุ่มๆ ดอน ๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจอยู่ก็เมื่อเราทั้งหลายไม่เห็น แม้ความประพฤติสงบของสมณพราหมณ์ พวกนั้นที่ยิ่งขึ้นไป ดังนั้น ฉะนั้นท่านสมณพราหมณ์ เหล่านั้นจึงไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา....”

นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๓) ตบ. ๑๔ : ๕๒๙ ตท. ๑๔ : ๔๕๔ ตอ. MLS. III : ๓๔๐

สมณะและพราหมณ์ที่แท้จริง

สมณะและพราหมณ์ที่แท้จริงมีคุณสมบัติอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะและพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๖ ประการนี้ (คือ อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เราไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือว่าเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ เพราะท่านเหล่านั้นไม่กระทำแจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนสมณะและพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ชัดซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๖ ประการนี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เรานับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ และเป็น พราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ ...”

สมณพราหมณ สูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๙๑๐-๙๑๑ ) ตบ. ๑๙ : ๒๗๓ ตท. ๑๙ : ๒๕๙ ตอ. K.S. ๕ : ๑๘๒

สมถะหรือวิปัสสนาก่อน

การเจริญกรรมฐานมี ๒ อย่างคือ สมถะ และวิปัสสนา ใน ๒ อย่างนี้ จะเจริญสมถะก่อนหรือวิปัสสนาก่อน? จะเจริญควบคู่กันไปจะได้หรือไม่ ?

ว่า “....ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า (หรือ).... เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า (หรือ).... เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป.... มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพเจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญกระทำให้มาก ซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด....”

ปฏิปทาวรรค ที่ ๒ จ. อํ. (๑๗๐) ตบ. ๒๑ : ๒๑๒ ตท. ๒๑ : ๑๘๓-๑๘๔ ตอ. G.S. II : ๑๖๒

สมบัติประจำตัวของวรรณะ ๔

พวกพราหมณ์บัญญัติทรัพย์ประจำวรรณะทั้ง ๔ ไว้อย่างไรบ้าง ?

“.....ท่านพระโคดม.... พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ของพราหมณ์ คือการเที่ยวไปเพื่อภิกษา...... แต่พราหมณ์เมื่อดูหมิ่นทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ คือการเที่ยวไปเพื่อภิกษา ชื่อว่าเป็นผู้ทำกรรมใช่กิจ.....พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ของกษัตริย์ คือ แล่งธนู......พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์อันเป็นของมีอยู่แห่งแพศย์ คือ กสิกรรมและโครักขกรรม......... พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ของศูทร คือ เคียวและไม้คาน แต่ศูทรเมื่อดูหมิ่นทรัพย์อันเป็นของมีอยู่ คือ เคียวและไม้คาน ชื่อว่าเป็นผู้ทำกรรมมิใช่กิจ.......”

เอสุการีสูตร ม. ม. (๖๖๕) ตบ. ๑๓ : ๖๑๔-๖๑๕ ตท.๑๓ : ๕๐๑ ตอ. MLS. II : ๓๖๘-๓๖๙

สมาธิกับฌาน

การบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌาน จะเป็นเหตุละอาสวะได้หรือไม่ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เพราะอาศัยปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง จตุตถฌานบ้าง ฯลฯ เพราะอาศัยแนวสัญญานาสัญญายตนะบ้าง.... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันมีอยู่ในขณะแห่งปฐมฌานนั้น โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ไม่มีสุข เป็นอาหร เป็นของผู้อื่น เป็นของชำรุด ว่างเปล่า เป็นอนัตตา เธอย่อมยังจิตให้ตั้งอยู่ด้วยธรรมเหล่านั้น ครั้นแล้วเธอย่อมโน้มจิตไปเพื่ออมตธาตุ นั้นสงบ นั่นประณีต คือ ธรรมเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละ คือ อุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ นิพพาน เธอตั้งอยู่ในปฐมฌานนั้นย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย....”

ฌานสูตร นว. อํ. (๒๐๔) ตบ. ๒๓ : ๔๓๘-๔๓๙ ตท. ๒๓ : ๓๙๐-๓๙๑ G.S. IV : ๒๘๔-๒๘๕

สมาธิเกื้อหนุนปัญญา

สมาธิเป็นปัจจัยเกื้อหนุนแก่ปัญญาอย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง รู้อะไรตามความเป็นจริง ? ย่อมรู้ตามความเป็นจริง มีทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติเพื่อไปสู่ความดับทุกข์...”

สมาธิสูตร มหา. สํ. (๑๖๕๔ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๐ ตท. ๑๙ : ๔๗๐ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๒

สมาธิเพื่อดับอาสวะ

จะบำเพ็ญสมาธิภาวนาแบบไหน อย่างไร จึงจะทำให้อาสวะดับได้ ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ห้าอยู่เป็นประจำว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ “เวทนา.... ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา.... ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ “สัญญา.... ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา.... ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ “สังขาร.... ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร.... ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ “วิญญาณ.... ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ.... ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้..... ย่อมเป็นไปเพื่อสิ้นอาสวะ....”

สมาธิสูตร จ. อํ.

สมาธิเพื่อสติสัมปชัญญะ

จะบำเพ็ญสมาธิภาวนาแบบไหน อย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้สติสัมปชัญญะเจริญไพบูลย์ ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้แจ้งเวทนาที่กำลงเกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่กำลังดับไป รู้แจ้งสัญญาที่กำลังเกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่กำลังดับไป รู้แจ้งวิตกที่กำลังเกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่กำลังตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่กำลังดับไป “..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้ ที่บุคคลเจริญพัฒนาแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ”

สมาธิสูตร จ. อํ.

สมาธิเพื่ออยู่เป็นสุข

การบำเพ็ญสมาธิภาวนาเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันคืออย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (มีจิต) สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม แล้วบรรลุฌานที่หนึ่ง อันประกอบด้วยความตรึก ความครอง ความอิ่มเอิบใจ และความสุขที่เกิดแต่ความสงบดำรงในฌานนั้น “แล้วบรรลุถึงฌานที่สอง ซึ่งจิตมีความเป็นหนึ่งแน่วแน่ ผ่องใสอยู่ภายใน ไม่มีความตรึกความตรอง เพราะความตรึกความตรองระงับไป มีแต่ความอิ่มเอิบใจ และความสุขที่เกิดแต่สมาธิ ดำรงอยู่ในฌานนั้น “ต่อจากนั้นก็มีใจสงบนิ่ง เพราความอิ่มเอิบใจระงับไว้ มีความตื่นตัว ความรู้ตัว เสวยสุขด้วยนามกาย แล้วบรรลุฌานที่สาม ที่พระอริยสรรเสริญรู้ได้ฌานนี้ ย่อมมีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุขเป็นประจำ “ต่อจากนั้นก็บรรลุฌานที่สี่ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ได้ และดับโสมนัสโทมนัสเดิมได้ มีแต่อุเบกขาและสติอันบริสุทธิ์ ดำรงอยู่ในฌานนั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุข ในปัจจุบัน”

สมาธิสูตร จ. อํ.

สมาธิเพื่อให้เกิดฌาน

จะบำเพ็ญสมาธิแบบไหน อย่างไร จึงจะเป็นเหตุให้เกิดการเห็นแจ้งด้วยฌาน ?

“..... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาให้เกิดความเข้าใจหมายรู้ว่ามีแสงสว่างภายในใจ (อาโลกสัญญาพยายามสร้างความจำหมายว่าเป็นกลางวัน (ทิวาสัญญา) ให้เกิดขึ้นในใจ คิดว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจสงบระงับปราศจากเครื่องผูกมัด อบรมจิตให้มีความสว่างไสวอยู่.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิภาวนาอย่างนี้.... ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดการเห็นแจ้งด้วยญาน.....”

สมาธิสูตร จ. อํ.

สังขาร ๓ และวิธีดับ

กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารคืออะไร? และสังขารทั้ง ๓ นี้จะดับไปเมื่อใด?

“ดูก่อนคฤหบดี ลมหายใจเข้าและหายใจออกชื่อว่า กายสังขาร.... ลมหายใจออกเป็นของเกิดที่กายธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกายฉะนั้น.... จึงชื่อว่ากายสังขาร.... “วิตกวิจารชื่อว่าวจีสังขาร... บุคคลตรึกตรองก่อนจึงเปล่งวาจาภายหลังฉะนั้น วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร.... “สัญญาและเวทนาชื่อว่าจิตตสังขาร.... สัญญาและเวทนาเป็นของเกิดที่จิตธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตฉะนั้น.... จึงชื่อว่าจิตตสังขาร “ดูก่อนคฤหบดี เมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ วจีสังขารดับก่อนต่อจากนั้นกายสังขารดับ ต่อจากนั้นจิตสังขารจึงดับ....”

กามภูสูตรที่ ๒ สฬา. สํ. (๕๖๑-๕๖๔) ตบ. ๑๘ : ๓๖๐-๓๖๒ ตท. ๑๘ : ๓๒๓-๓๒๔ ตอ. K.S. ๔ : ๒๐๑

สังขารดับตามภูมิแห่งการปฏิบัติ

สังขารทั้งหลายย่อมดับไปตามลำดับ ตามภูมิแห่งการปฏิบัติทางจิตอย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลาย โดยลำดับ คือ เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารณ์ย่อมดับ เมื่อตติยฌาน ปีติย่อมดับ เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะ ปัสสาสะย่อมดับ เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌานย่อมดับ เมื่อเข้าสัญญาเวทนายิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคา โทสะ โมหะ ของพระขีณาสพย่อมดับ”

รโหคตสูตร สฬา. สํ. (๓๙๒) ตบ. ๑๘ : ๒๖๘-๒๖๙ ตท. ๑๘ : ๒๕๐-๒๕๑ ตอ. K.S. ๔ : ๑๔๖

สัตว์ทั้งหลายลอยคออยู่ในมหาสมุทร

สัตว์ทั้งหลายอยู่ในมหาสมุทรอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอันจะพึงรู้แจ้งด้วยตา... เสียงอันถึงรู้ด้วยหู... กลิ่นอันจะพึงรู้ด้วยจมูก... รสอันจะถึงรู้ด้วยลิ้น... โผฏฐัพพะอันจะถึงรู้ด้วยกาย... ธรรมารมณ์อันจะพึงรู้ด้วยใจ... อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก นี้เรียกว่า “มหาสมุทร” ในวินัยของพระอริยเจ้า โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ส่วนมาก หลงใหลติดใจอยู่ในมหาสมุทรนั้น จึงยุ่งดุจด้ายของช่างหูก เป็นปมดุจกระจุกด้าย เป็นพงดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย หาล่วงอบาย ทุคติวินิบาตสงสารไปได้ไม่ “บุคคล คลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว บุคคลนั้นชื่อว่าข้ามหาสมุทรนี้ ซึ่งมีทั้งสัตว์ มีทั้งผีเสื้อ น้ำ มีทั้งคลื่นและภัย ที่ข้ามได้แสนยาก ได้แล้ว....”

สมุทรสูตร สฬา. สํ. (๒๘๗-๒๘๘) ตบ. ๑๘ : ๑๙๗ ตท. ๑๘ : ๑๙๑-๑๙๒ ตอ. K.S. ๔ : ๙๓

สัตว์ประเภทไหนตายแล้วเกิดอีก

สัตว์ประเภทไหนตายแล้วเกิดอีก อะไรเป็นเหตุให้เกิดอีก ?

“ดูก่อนอัจฉะ เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่สัตว์ที่ยังเชื้อเท่านั้น หาบัญญัติแก่สัตว์ที่ไม่มีเชื้อไม่ ดูก่อนวัจฉะ ไฟมีเชื่อลุกโพลง ไม่มีเชื้อหาลุกโพลงไม่ แม้ฉันใด เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่สัตว์ที่ยังมีเชื้อ...ฉันนั้นเหมือนกันแล.... “ดูก่อนอัจฉะ ยามใดเปลวไฟถูกลมพัดไปได้ไกล เราย่อมประกาศว่าไฟนั้นมีลมเป็นเชื้อ เพราะว่าในยามนั้น ลมย่อมเป็นเชื่อของเปลวไฟนั้น... “ดูก่อนอัจฉะ ในยามใดแล สัตว์ทองทิ้งกายนี้และเข้าพึงกายอื่น เรากล่าวสัตว์นั้นว่ามีตัณหาเป็นเชื่อ ดูก่อนวัจฉะ เพราะว่าในยามนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น....”

ลุตุหลสาลาสูตร สฬา. สํ. (๘๐๐) ตบ. ๑๘ : ๔๘๕ ตท. ๑๘ : ๔๒๙ ตอ. K.S. : ๒๘๐-๒๘๑

สัตว์ในอบายภูมิทำความดีได้หรือไม่

สัตว์ในอบายภูมิ (วินิบาต) จะมีโอกาสกระทำความดีแล้วกลับมาเกิดในภูมิมนุษย์ได้หรือไม่ ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนแอกซึ่งมีช่องเดียวลงไปในมหาสมุทร เต่าตาบอดตัวหนึ่งมีอยู่ในมหาสมุทรนั้น เต่าตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมาครั้งเดียวทุก ๆ ระยะเวลาผ่านไปร้อยปี เธอทั้งหลายจะเป็นอย่างไร เต่าตอบอดนั้นจะมีโอกาสสอดคอเข้าไปในแอกช่องเดียวนั้นได้บ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ถ้าล่วงกาลนานไปบางครั้งบางคราว เต่าจะมีโอกาสสอดคอเข้าไปในแอกนั้นได้บ้าง” “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เต่าตาบอดโผล่ขึ้นมาร้อยปีต่อครั้ง จะพึงสอดคอเข้าไปในแอกช่องเดียวได้ยังเร็วกว่า เราไม่ยืนยันว่า คนพาลที่เข้าถึงวินิบาตคราวหนึ่งแล้วจะกลับได้ความเป็นมนุษย์โดยเร็ว เพราะเหตุใด เพราะในวินิบาตนั้นไม่มีการประพฤติธรรม การประพฤติชอบ การกระทำกุศลการกระทำบุญ มีแต่การเคี้ยวกินกันกินและกัน ในวินิบาตนั้น มีแต่การเคี้ยวกินผู้มีกำลังน้อย....”

ฉิคคฬสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๗๔๓) ตบ. ๑๙ : ๕๖๘ ตท. ๑๙ : ๕๐๘-๕๐๙ ตอ. K.S. ๕ : ๓๘๓

สันทิฏฐิโกหมายความว่าอย่างไร

พระธรรมคุณบทว่า สันทิฏฐิโก ที่แปลงว่า เป็นธรรมที่ผู้ศึกษารู้ด้วยตนเองนั้น หมายความว่าอย่างไร?

“ดูก่อนอุปวาณะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นด้วยรูปจักษุแล้ว ฟังเสียงด้วยหูแล้ว.... ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว.... ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว.... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว.... เป็นผู้เสวยรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เสวยความกำหนัดใน (อายตนะภายนอก ๖) และรู้ชัดซึ่งความกำหนัด รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ อันมีอยู่ภายในว่า เรายังมีความกำหนัดในรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ในภายใน... “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฟังเสียงด้วยหู.... ดมกลิ่นด้วยจมูก.... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย.... รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว.... เป็นผู้เสวยรูปเป็นต้นนั้น แต่ไม่เสวยความกำหนัดในรูปเป็นต้นนั้น และรู้ชัดซึ่งความกำหนัด รูปเป็นต้น อันมีอยู่ภายในว่า เรายังมีความกำหนัดในรูปเป็นต้นในภายใน อาการที่ภิกษุ.... รู้ชัดซึ่งความกำหนัดในรูปเป็นต้น อันมีในภายในว่าเรามีความกำหนัดในรูปเป็นต้นในภายใน... และรู้ชัดซึ่งความกำหนัดในรูปเป็นต้นอันไม่มีในภายใน ว่าเราไม่มีความกำหนัด ในภายใน อย่างนี้แลชื่อว่าเป็นธรรมที่ผู้ศึกษาจะถึงรู้ด้วยตนเอง....”

อุปวาณสูตร สฬา. สํ. (๗๙-๘๒) ตบ. ๑๘ : ๕๐-๕๑ ตท. ๑๘ : ๔๐-๔๑ ตอ. K.S. ๔ : ๒๑-๒๒

สัมผัสให้เกิดทุกข์สุข

สุขและทุกข์เกิดมาจากอะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมือทั้ง ๒ มีอยู่ การจับแล้วการวางก็ปรากฏ เมื่อเท้าทั้ง ๒ มีอยู่ การก้าวไปและการถอยกลับย่อมปรากฏเมื่อข้อทั้งหลายมีอยู่ การคู้เข้าและเหยียดออกย่อมปรากฏ เมื่อท้องมีอยู่ ความหิวและความกระหายก็ปรากฏฉันใด เมื่อ ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... มีอยู่ สุขและทุกข์อันเป็นภายในย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะจักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส...เป็นปัจจัยฉันนั้นเหมือนกัน....”

หัตถปาทปัพพสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๓๐๕) ตบ. ๑๘ : - ตท. ๑๘ : ๒๐๕ ตอ. K.S. ๔ : ๑๐๗

สัมมาทิฐิคืออะไร

(พระกัจจานโคตรทูลถาม ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอจึงชื่อว่า สัมมาทิฐิ?

“.....ดูก่อนกัจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วนสุด ๒ อย่าง คือ ความมี (สัสสตทิฏฐิ-ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงเที่ยง - มีอยู่ตลอดไป) ๑ ความไม่มี (อุจเฉททิฏฐิ ความเป็นว่าสิ่งทั้งปวงขาดสูญไม่มี) ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ (เห็นว่า) ไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ (เห็นว่า) มีในโลกย่อมไม่มี “โลกนี้โดยมาก ยังพัวพันด้วย อุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเราดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั้นแหละเมื่อบังเกิดขึ้นย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.... จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ “ดูก่อนกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่หนึ่งนี้มีว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่สองมีอยู่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ.... นามรูป... สฬายตนะ.... ผัสสะ.... เวทนา.... อุปาทาน.... ภพ.... ชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้.....”

กัจจานโคตตสูตร นิ. สํ. (๔๓-๔๔) ตบ. ๑๖ : ๒๑ ตท. ๑๖ : ๑๗ ตอ. K.S. II : ๑๓

สัมมาทิฐิเป็นประธาน

ในบรรดาองค์ ๘ ประการของมรรค ๘ นั้น องค์ไหนจัดว่าสำคัญที่สุด ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือเมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติจึงพอเหมาะได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐”

มหาจัตตารีสกสูตร อุ. ม. (๒๗๙) ตบ. ๑๔ : ๑๘๗ ตท. ๑๔ : ๑๖๓-๑๖๔ ตอ. MLS. III : ๑๑๙

สาระของพระพุทธโอวาท

ถ้ามีคนถามเราว่าพระศาสดาของท่านมีวาทะอย่างไร ตรัสสอนอย่างไร จะตอบว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง?

“.....ท่านทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบอย่างนี้ว่า... พระศาสดาของเราตรัสสอนให้กำจัดความยินดีและความใคร่... ความยินดีและความใคร่ในอะไร ? ความยินดีและความใคร่ในรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ.... ทรงเห็นโทษอะไรจึงตรัสสอนให้กำจัดความยินดีและความใคร่...เพราะว่า เมื่อบุคคลมีความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในรูป (เป็นต้น) ยังไม่หายขาด ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ ความขัดเคือง และความตรอมใจย่อมเกิดขึ้น... ในเมื่อรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ.... แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป”

เทวทหสูตร ขันธ. สํ. (๖-๑๐) ตบ. ๑๗ : ๗-๑๑ ตท. ๑๗ : ๖-๙ ตอ. K.S. ๓ : ๖-๑๐

สิ่งจำเป็นเบื้องต้นในการเจริญอริยมรรค

อะไรคือสิ่งจำเป็นเบื้องต้นในการเจริญอริยมรรค?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือแสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้นเป็นนิมิตมาก่อน แห่งความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ของภิกษุ คือความเป็นผู้มีมิตรดีฉันนั้นเหมือนกัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี เป็นอันหวังได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘”

กัลยาณมิตตสูตรที่ ๑ สุริยเปยยาลที่ ๖ มหา. สํ. (๑๒๙) ตบ. ๑๙ : ๓๖ ตท. ๑๙ : ๓๓ ตอ. K.S. ๕ : ๒๗

สิ่งที่ควรพูดและไม่ควรพูด

สิ่งใดก็ตามที่เราเห็นมาจริง ได้ฟังมาจริง ประสบมารู้แจ้งมาจริง เราควรพูดสิ่งนั้นออกมาได้ทันทีโดยไม่มีโทษใดๆ ได้หรือไม่ ?

“.....ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่าควรกล่าวและไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่าไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมด ว่าควรกล่าว (หรือ).... ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ประสบมาทั้งหมดว่าควรกล่าว (หรือ).....ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่รู้แจ้งมาทั้งหมดว่าควรกล่าว (หรือ).....ไม่ควรกล่าว “.....ดูก่อนพราหมณ์ แท้จริง เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นอันใด...... สิ่งที่ได้ฟังมาอันใด.... สิ่งที่ได้ประสบมาอันใด.... สิ่งที่ได้รู้แจ้งมาอันใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็นมา.. ได้ฟังมา.... ได้ประสบมา.... ได้รู้แจ้งมาเช่นนั้นว่า ไม่ควรกล่าว แต่เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นมา.... ได้ฟังมา... ได้ประสบมา.... ได้รู้แจ้งมาอันใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็น... ได้ฟัง.... ได้ประสบ... ได้รู้แจ้งมาเช่นนั้น ว่าควรกล่าว”

โยธาชีวสูตร จ. อํ. (๑๙๓) ตบ. ๒๑ : ๒๓๓-๒๓๔ ตท. ๒๑ : ๒๐๐ ตอ. G.S. II : ๑๗๙-๑๘๐

สิ่งที่ทำได้ยากในพระพุทธศาสนา

อะไรคือสิ่งที่ทำได้ยากในพระพุทธศาสนา?

อริพพาชกชื่อ ชัมพุขาทกะ “ท่านผู้มีอายุ การบรรพชาเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในธรรมวินัยนี้” ชัมพุขาทกะ “ท่านผู้มีอายุ ก็อะไรอันบุคคลผู้บวชแล้วกระทำได้โดยยาก” พระสารีบุตร “ความยินดียิ่งในการบวช ท่านผู้มีอายุ” ชัมพุขาทกะ “ท่านผู้มีอายุ อะไรที่ผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้โดยยาก” พระสารีบุตร “ท่านผู้มีอายุ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” ชัมพุขาทกะ “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม แล้ว จะถึงเป็นพระอรหันต์ได้ในเวลาช้านานเพียงไร” พระสารีบุตร “ไม่นานนัก ผู้มีอายุ”

ชัมพุขาทกสังยุต สฬา. สํ. (๕๑๒) ตบ. ๑๘ : ๓๒๐ ตท. ๑๘ : ๒๙๕ ตอ. K.S. ๔ : ๑๗๖

สิ่งที่ภิกษุควรคิดและไม่ควรคิด

อะไรคือสิ่งที่ภิกษุไม่ควรคิด และอะไรคือสิ่งที่ภิกษุควรคิด ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอย่าคิดในเรื่องอกุศลจิตอันลามกว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน ชีพกับสรีระเป็นคนละอย่าง ฯลฯ ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะความคิดนี้ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่เบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย....เพื่อนิพพาน ก็เมื่อเธอทั้งหลายจะคิด พึงคิดว่านี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางปฏิบัติไปสู่ความดับทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะความคิดนี้ประกอบด้วยประโยชน์.... ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่าย....เพื่อนิพพาน....”

จินสูตร มหา. สํ. (๑๖๖๑ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๔-๕๒๕ ตท. ๑๙ : ๔๗๔ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๔

สิ่งที่มีมากน้อยกว่ากัน

อะไรมากน้อยกว่ากัน?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝุ่นเล็กน้อยที่เราช้อนขึ้นไว้ในปลายเล็ก กับแผ่นดินใหญ่นี้ อันไหนจะมากกว่ากัน” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า....” “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่มาเกิดในมนุษย์มีประมาณน้อย สัตว์ที่เกิดในที่อื่นจากมนุษย์มีมากกว่า...สัตว์ที่มาเกิดในมัชฌิมชนบทมีประมาณน้อย สัตว์เกิดในปัจจันตชนบท.... สัตว์ผู้ประกอบด้วยปัญญาจักษุอันประเสริฐมีประมาณน้อย สัตว์ผู้ตกไปในอวิชชา เป็นผู้งมงายมีมากกว่า..สัตว์ที่เกิดบนบกมีน้อย สัตว์ที่เกิดในน้ำมีมากกว่า.... สัตว์ผู้เกื้อกูลแก่มารดา...บิดา...สมณะพราหมณ์ มีน้อย สัตว์ผู้ไม่เกื้อกูลแก่มารดา....บิดา..สมณะพราหมณ์มีมากกว่า... สัตว์ผู้ นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในครอบครัวมีร้อย สัตว์ผู้ไม่นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ในครอบครัวมีมากกว่า..สัตว์ที่จุติในพวกมนุษย์แล้ว กลับมาเกิดในพวกมนุษย์มีน้อย...สัตว์ที่จุติจากมนุษย์แล้ว ไปเกิดในนรก....ในกำเนิดดิรัจฉาน...ในปิตตวิสัยมีมากกว่า....”

อัญญตรสูตร มหา. สํ. (๑๗๕๗-๑๗๙๓) ตบ. ๑๙ : ๕๗๘-๕๘๖ ตท. ๑๙ : ๕๑๘-๕๑๙ ตอ. K.S. ๕ : -

สิ่งที่สูงกว่าพระเจ้าจักรพรรดิและพระพุทธเจ้า

พระเจ้าจักรพรรดิและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยอะไร ในการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพระองค์?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชา ทรงอาศัยธรรมนั่นเอง สักการะธรรม เคารพธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา มีธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษาป้องกัน คุ้มครอง กษัตริย์ผู้ตามเสด็จ กองทัพพราหมณ์ และคฤหบดีชาวนิคมและชาวชนบท สมณะและพราหมณ์ เนื้อและนก ด้วยธรรม ย่อมทรงหมุนจักรให้เป็นไปด้วยธรรมเท่านั้น จักรที่มนุษย์ ข้าศึก หรือสัตว์ใดๆ จะหมุนไปไม่ได้ฉันใด” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงธรรมเป็นธรรมราชา ทรงอาศัยพระธรรม สักการะพระธรรม เคารพพระธรรม ยำเกรงพระธรรม มีพระธรรมเป็นธง มีพระธรรมเป็นตรามีพระธรรมเป็นใหญ่ ทรงจัดการรักษา คุ้มครอง ป้องกัน อันประกอบด้วยธรรม ไว้ในกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว ทรงหมุนจักรคือพระธรรมให้เป็นไปโดยธรรมจักรนั้น สมณะหรือพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกให้หมุนไปไม่ได้...”

จักกวัตติสูตร ติก. อํ. (๔๕๓) ตบ. ๒๐ : ๑๓๘-๑๓๙ ตท. ๒๐ : ๑๒๕-๑๒๖ ตอ. G.S. ๑ : ๙๔-๙๕

สิ่งที่เกิดมีได้ยากในโลก

อะไรบ้างเป็นสิ่งที่เกิดมีได้ยากในโลก แต่ในปัจจุบันเรามีแล้วควรพยายามฉวยเอาผลประโยชน์ให้เต็มที่ ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนว่ามหาปฐพีนี้กลายเป็นน่านน้ำอันเดียวกัน บุรุษพึงโยนแอกมีช่องเดียวไปในน้ำนั้น ลมในทิศตะวันออก พึงพัดเอาแอกนั้นไปทางทิศตะวันตก ลมทิศตะวันตกพัดเอาไปทางทิศตะวันออก ลมทิศเหนือพัดเอาไปทางทิศใต้ ลมทิศใต้พัดเอาไปทางทิศเหนือ เต่าตาบอดในห้วงน้ำนั้นจะโผล่ขึ้นมาหนึ่งครั้งทุก ๆ ระยะเวลาผ่านไปหนึ่งร้อยปี เธอจะเห็นข้อนั้นอย่างไร เต่าตาบอดนั้น...จะมีโอกาสสอดคอเข้าไปในแอกช่องเดียวนั้นบ้างหรือไม่” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “การที่เต่าจะมีโอกาสสอดคอเข้าไปในแอกที่มีช่องเดียวนั้น เป็นของยาก” “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การได้ความเป็นมนุษย์เป็นของยาก การที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลกที่เป็นของยาก การที่พระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองในโลกก็เป็นของยาก “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ท่านได้ความเป็นมนุษย์แล้ว พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว และพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วก็เจริญรุ่งเรืองอยู่ในโลก เพราะฉะนั้นเธอทั้งหลายจึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า มีทุกข์ นี้สมุทัย นี้นิโรธ นี้อริยมรรคมีองค์ ๘ ”

ฉิคคฬสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๑๗๔๔) ตบ. ๑๙ : ๕๖๘-๕๖๙ ตท. ๑๙ : ๕๐๙ ตอ. K.S. ๕ : ๓๘๔

สิ่งที่เป็นไปไม่ได้

อะไรบ้างเป็นฐานะที่เป็นไปไม่ได้?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบ จะพึงยึดถือสังขารใดๆ ว่าเป็นสภาพเที่ยง...ว่าเป็นสุข...จะพึงยึดถือธรรมใด ๆ ว่าเป็นตน..จะถึงฆ่ามารดา...บิดา...พระอรหันต์...จะพึงยังพระโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ... จะพึงทำลายสงฆ์ให้แตกกัน....จะพึงถือศาสดาอื่น... ข้อที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสองพระองค์ จะพึงเสด็จอุบัติขึ้นพร้อมกันในโลกธาตุเดียวกันนั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้...”

อัฏฐานบาลี เอก. อํ. (๑๕๓-๑๖๒) ตบ. ๒๐ : ๓๔-๓๖ ตท. ๒๐ : ๓๔-๓๕ ตอ. G.S. ๑ : ๒๕-๒๖

สิ่งที่ไม่ควรดูหมิ่น การฉันวันละ ๒ ครั้ง

มีอะไรบ้าง ที่คนไม่ควรดูหมิ่น แม้จะดูเป็นของเล็กน้อยไม่สำคัญก็ตาม ?

“ดูก่อนมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูหมิ่นว่าเล็กน้อย... คือ ๑. กษัตริย์ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์ ๒. งู ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก ๓. ไฟ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔. ภิกษุ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม”

ทหรสูตรที่ ๑ ส. สํ. (๓๒๕) ตบ. ๑๕ : ๙๙ ตท. ๑๕ : ๙๘ ตอ. K.S. I : ๙๔

สิ่งที่ไม่รู้จักตาย

สังขารร่างกายย่อมตายหายสูญไปเป็นธรรมดา มีอะไรบ้างที่ไม่ตายไปตามสังขารร่างกาย ?

“ชนทั้งหลายเหล่าใด เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้เหมือนพวกเดินทางไกล ก็แบ่งของให้แก่พวกที่เดินทางร่วมกัน ชนทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อบุคคลทั้งหลายเหล่าอื่นตายแล้ว ก็ชื่อว่าย่อมตาย ธรรมนี้เป็นของบัญฑิตแต่ปางก่อน....”

มัจฉริยสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๘๙) ตบ. ๑๕ : ๒๖ ตท. ๑๕ : ๒๕ ตอ. K.S. I : ๒๗-๒๘

สุข ทุกข์ อุเบกขา เกิดได้อย่างไร

อินทรีย์ทั้ง ๕ คือ สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา เกิดได้อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไม้ ๒ อันเสียดสีกันจึงเกิดความร้อน เกิดไฟขึ้น เพราะแยกไม้ ๒ อันนั้นออกจากกันเสียความร้อนที่เกิดเพราะความเสียดสี ย่อมดับสงบไปฉันใด สุขินทรีย์ย่อมอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา จึงเกิดขึ้น.... ทุกขินทรีย์ย่อมอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดขึ้น.... โทมนัสสินทรีย์ย่อมอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัสสเวทนา จึงเกิดขึ้น.... โสมนัสสินทรีย์ย่อมอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัสสเวทนา จึงเกิดขึ้น.... อุเบกขินทรีย์ย่อมอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาเวทนา จึงเกิดขึ้น.... “เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่ง สุขเวทนา.... ทุกขเวทนา.... โสมนัสสเวทนา.... โทมนัสสเวทนา.... อุเบกขาเวทนา นั้นแหละดับไป เวทนาซึ่งเกิดแก่ผัสสะนั้น คือ สุขินทรีย์.... ทุกขินทรีย์.... โสมนัสสินทรีย์.... โทมนัสสินทรีย์.... อุเบกขินทรีย์ ย่อมดับไป สงบไป ฉันนั้นเหมือนกัน”

อรหันตสูตร มหา. สํ. (๙๕๕ ) ตบ. ๑๙ : ๒๘๒ ตท. ๑๙ : ๒๖๖-๒๖๗ ตอ. K.S. ๕ : ๑๘๖-๑๘๗

สุขของพระพุทธองค์

หัตถกราชกุมารชาวเมืองอาฬวี ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับบนที่ปูด้วยใบไม้ ในฤดูหนาวอันเยือกเย็น ซ้ำมีหิมะตกในระยะเวลาแปดวัน มีพื้นดินแตกระแหง ลมเวรัมพะก็โหมพัด ผ้าย้อมฝาดของพระพุทธองค์ก็บาง จึงกราบทูลถามว่า พระองค์ทรงเป็นสุขดีหรือ?

“ดูก่อนกุมาร เราอยู่เป็นสุขดี เราเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่อยู่อย่างมีความสุขในโลก... ดูก่อนกุมาร เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้...ท่านจะเป็นความในเรื่องนั้นอย่างไร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีในโลกนี้ มีเรือนยอดที่เขาฉาบทาสีทั้งภายในภายนอก ลมพัดเข้าไม่ได้มีบานประตูมิดชิดในเรือนยอดนั้นมีบัลลังก์ ซึ่งปูลาดด้วยผ้าลาดมีขนยาว... ข้างบนมีเพดาน มีหมอนสีแดงวางไว้ทั้งสองข้าง ตามประทีปน้ำมันจุดไว้สว่างไสว ภรรยาสี่นางพึงบำรุงบำเรอด้วยสิ่งที่น่าพออกพอใจ ดูก่อนกุมาร ท่านจะเห็นข้อนั้นอย่างไรคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น อยู่เป็นสุขหรือหาไม่” หัตถกราชกุมารทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีหรือบุตร คฤหบดีนั้นพึงอยู่เป็นสุข และเขาเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่อยู่เป็นสุขในโลก” พุทธดำรัสตรัสว่า “ดูก่อนกุมาร ท่านจะเห็นความข้อนั้นอย่างไร ? คฤหบดีหรือบุตรแห่งคฤหบดีพึงเกิคความเดือดร้อนทางกายหรือทางจิต ซึ่งเกิดแต่ ราคะ.. โทสะ... โมหะ อันเป็นเหตุให้ผู้ที่ถูกมันเผาอยู่เป็นทุกข์ มิใช่หรือ?” หัตถกราชกุมารทูลตอบว่า “อย่างนั้นพระเจ้าข้า” พุทธดำรัสตรัสว่า “ดูก่อนกุมาร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น ถูกความเร่าร้อนอันเกิดแต่ราคะใด.... เกิดแต่โทสะใด.... เกิดแต่โมหะใด... เผาลนอยู่จึงอยู่เป็นทุกข์ ราคะ... โทสะ.. โมหะนั้น ตถาคตละได้แล้วอย่างเด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน... เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่เป็นสุข...”

หัตถกสูตร ติก. อํ. (๔๗๔) ตบ. ๒๐ : ๑๗๓-๑๗๕ ตท. ๒๐ : ๑๕๕-๑๕๖ ตอ. G.S. ๑ : ๑๑๙-๑๒๑

สุขของพระพุทธเจ้า

ความสุขของคนธรรมดาสามัญกับความสุขของพระพุทธเจ้ามีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ?

“ ดูก่อนพราหมณ์ โคใช้ ๑๔ ตัว ของเราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ ๖๐ วันเข้าวันนี้ ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข “ ดูก่อนพราหมณ์ งาทั้งหลายอันเลว มีใบหนึ่งและสองใบในไร่ของเรา ไม่มีเลย ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข “ ดูก่อนพราหมณ์ หนูทั้งหลายในฉางเหล่าย่อมไม่รบกวนเรา ด้วยการยกหูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้น ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข “ ดูก่อนพราหมณ์ เครื่องลาดของเรา ใช้ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดารดาษด้วยสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข “ ดูก่อนพราหมณ์ หญิงหม้าย บุตรธิดา มีบุตรคนหนึ่งและสองคนของเราไม่มีเลย..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข “ดูก่อนพราหมณ์ แมลงวันมีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า (ของมัน) ย่อมไม่ไต่ตอมเราเลย ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข “ ดูก่อนพราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทวงเราเลยว่าท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ..... เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข

พหุธิติสูตรที่ ๑๐ ส. สํ. (๖๖๙) ตบ. ๑๕ : ๒๕๐-๒๕๑ ตท. ๑๕ : ๒๓๗-๒๓๘ ตอ. K.S. I : ๒๑๕-๒๑๖

สุขเกิดเพราะไม่ยึดขันธ์ ๕ เป็นต้น

ความไม่ยึดถือขันธ์ ๕ เป็นอัตตา ก่อให้เกิดสุขอย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ผู้ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมไม่เห็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ว่าเป็นตน ย่อมไม่เห็นตนมีรูป (เป็นต้น) ย่อมไม่เห็นรูป (เป็นต้น) ในตน ย่อมไม่เห็นตนในรูป (เป็นต้น) รูป (เป็นต้น) ของอริยสาวกนั้นย่อมแปรปรวน ย่อมเป็นอย่างอื่นไปเพราะรูป (เป็นต้นนั้น) แปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป วิญญาณ (จิต) ของเขาจึงไม่ผันแปรไปตามความผันแปรแห่งรูป (เป็นต้นนั้น) ความสะดุ้ง และความทุกข์อันเกิดแต่ความหมุนเวียนแปรปรวนแห่งรูป (เป็นต้นนั้น) ย่อมไม่เข้าครอบงำจิตของอริยสาวกนั้น เพราะจิตไม่ถูกครอบงำ อริยสาวกนั้นย่อมไม่มีความหวาดเสียว ไม่มีความลำบากใจ ไม่มีความห่วงใย และไม่สะดุ้งเพราะไม่ถือมั่น... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่สะดุ้งเพราะความไม่ถือมั่นย่อมมีอย่างนี้แล”

อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๑ ขันธ. สํ. (๓๑-๓๓) ตบ. ๑๗ : ๒๐-๒๒ ตท. ๑๗ : ๑๗-๑๙ ตอ. K.S. ๓ : ๑๖-๑๘

สุขแบบต่างๆ

ความสุขในโลกมีอะไรบ้าง และสุขแบบไหนประเสริฐกว่า ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุข ๒ อย่างนี้... คือ สุขของคฤหัสถ์ ๑ สุขเกิดแต่บรรพชา...๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดแต่บรรพชาเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขเกิดจากกาม ๑ สุขเกิดจากการออกจากกาม ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดจากการออกจากกามเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขเจือด้วยกิเลส ๑ สุขไม่เจือด้วยกิเลส ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่เจือด้วยกิเลส เป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขมีอาสวะ ๑ สุขไม่มีอาสวะ ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่มีอาสวะเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขอิงอามิส ๑ สุขไม่อิงอามิส ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่อิงอามิสเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขของพระอริยเจ้า ๑ สุขของปุถุชน ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขของพระอริยเจ้าเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขทางกาย ๑ สุขทางใจ ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขทางใจเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขอันเกิดแต่ฌานที่ยังมีปีติ ๑ สุขอันเกิดแก่ฌานที่ไม่มีปีติ ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขอันเกิดแต่ฌานไม่มีปีติ เป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขอันเกิดแต่ความยินดี ๑ สุขอันเกิดแต่ความวางใจเป็นกลาง ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดแต่การวางใจเป็นกลางเป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขอันเกิดแต่สมาธิ ๑ สุขเกิดจากใจใช่สมาธิ ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขเกิดแต่สมาธิ เป็นเลิศ “สุข ๒ อย่างนี้ คือ สุขที่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑ สุขที่ไม่มีรูปเป็นอารมณ์ ๑ บรรดาสุข ๒ อย่างนี้ สุขไม่มีรูปเป็นอารมณ์ เป็นเลิศ

ทุ. ทุก. อํ. (๒๐๙-๓๒๑) ตบ. ๒๐ : ๑๐๐-๑๐๒ ตท. ๒๐ : ๙๐-๙๑ ตอ. G.S. ๑ : ๗๔

หญิงที่ต้องไปเกิดในอบาย

มาตุคามประเภทไหน เมื่อกายแตกตายไป จะไปเกิดในอบาย ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตุคามผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ โดยมากเมื่อกายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ธรรม ๓ ประการคือ มาตุคามในโลกนี้ เวลาเช้ามีใจอันมลทิน คือ ความตระหนี่ กลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน เวลากลางวันมีใจถูกความริษยากลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน เวลาเย็นมีใจอันกามราคะกลุ้มรุมแล้วอยู่ครองเรือน.....”

มาตุคามสูตร สฬา. สํ. (๔๖๗) ตบ. ๑๘ : ๒๙๘ ตท. ๑๘ : ๒๗๔ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖๓

หญิงที่ไม่ควรละเมิด

ในฝ่ายหญิงนั้น หญิงมีลักษณะเช่นไรบ้างที่ชายไม่พึงละเมิด ถ้าละเมิด จะเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร?

“.....ไม่เป็นผู้ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดารักษาบ้าง หญิงที่บิดารักษาบ้าง หญิงที่ทั้งมารดาทั้งบิดารักษาบ้าง หญิงที่พี่ชายรักษาบ้างหญิงที่พี่สาวรักษาบ้าง หญิงที่ญาติรักษาบ้าง หญิงที่ยังมีสามีอยู่บ้าง หญิงที่มีสินไหมติดตัวอยู่บ้าง ที่สุดแม้หญิงที่ชายคล้องพวงดอกไม้หมั้นไว้.....”

เสวิตัพพาเสวิตัพพ ปญ สูตร อุ. ม. (๒๐๒) ตบ. ๑๔ : ๑๔๗ ตท. ๑๔ : ๑๒๕ ตอ. MLS. III : ๙๕

หลักความเชื่อ

คำสอนของโบราณาจารย์บางเรื่อง ที่คนจำถ่ายทอดต่อกันมาเป็นรุ่นๆ ที่คนถือกันวาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรรักษาไว้ด้วยความเคารพ เพราะถือว่าเป็นคำสอนอันเป็นสัจธรรม เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไรในเรื่องนี้?

“...ดูก่อนภารทวาชะ ได้ทราบกันดังนี้ว่าบรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่มีพราหมณ์แม้คนหนึ่งจะเป็นใครก็ตาม ที่ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ข้อนี้เรารู้อยู่ ข้อนี้เราเห็นอยู่ว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ไม่มีใครแม้หนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ เป็นปรมาจารย์ของอาจารย์ ตลอดเจ็ดชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ทั้งหลาย แม้ฤาษีผู้เป็นอาจารย์ของพวกพราหมณ์ทั้งหลาย คือ ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีทั้งสิบ ฤาษีเวสสามิตร ฤาษียมตัคคี ฤาษีอังคีรสะ ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้แต่งมนต์เป็นผู้บอกมนต์ พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ขับตาม กล่าวตามซึ่งบทมนต์เท่านี้ ที่ท่านขับแล้วบอกแล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านได้กล่าวไว้บอกไว้ แม้ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ข้อนี้เรารู้อยู่ ข้อนี้เราเห็นอยู่ว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า ดังนี้” “ดูก่อนภารทวาชะ เปรียบเหมือนแถวคนตาบอด ซึ่งเกาะกันต่อๆ ไป แม้คนต้นก็ไม่เห็น แม้คนกลางก็ไม่เห็น แม้คนบังก็ไม่เห็นฉันใด ภาษิตของพราหมณ์ทั้งหลายเห็นจะเปรียบได้กับแถวคนตาบอดฉะนั้น...” “ดูก่อนภารทวาชะ ถึงแม้สิ่งที่เชื่อกันด้วยดีทีเดียว แต่สิ่งนั้นเป็นของว่างเปล่า เป็นเท็จไปก็มี ถึงแม้สิ่งที่ไม่เชื่อด้วยดีทีเดียว แต่สิ่งนั้นเป็นจริงเป็นแท้ ไม่เป็นอื่นก็มี อนึ่งสิ่งที่ชอบใจดีทีเดียว... สิ่งที่ฟังตามกันมาด้วยดีทีเดียว... สิ่งที่ตรึกไว้ด้วยดีทีเดียว... สิ่งที่เพ่งแล้วด้วยดีทีเดียว เป็นของว่างเปล่า เป็นเท็จไปก็มี ถึงแม้สิ่งที่ไม่ได้เพ่งด้วยดีทีเดียว แต่สิ่งนั้นเป็นจริงเป็นแท้ ไม่เป็นอื่นก็มี” “ดูก่อนภารทวาชะ บุรุษผู้รู้แจ้ง เมื่อจะตามรักษาความจริง ไม่ควรจะถึงความตกลง ในข้อนั้นโดยส่วนเดียวว่า สิ่งนี้แหละจริง สิ่งอื่นเปล่า...”

จังกีสูตร ม. ม. (๖๕๓-๖๕๕) ตบ. ๑๓ : ๕๙๙-๖๐๑ ตท.๑๓ : ๔๘๘-๔๙๐ ตอ. MLS. II : ๓๖๐-๓๖๑

หลักความเชื่อในพระพุทธศาสนา

ได้ทราบว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา สอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาก่อนจึงเชื่อ แต่อยากทราบว่ามีหลักอะไรบ้างในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนจะต้องเชื่อ ? และถ้าไม่เชื่อจะมีผลอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ สงสัยเคลือบแคลง ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา.... ในพระธรรม.... ในพระสงฆ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุที่สงสัย เคลือบแคลง ไม่ปลงใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา .... ในพระธรรม..... ในพระสงฆ์นั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อความทำติดต่อเพื่อความเพียรที่ตั้งมั่น ข้อที่จิตของภิกษุไม่น้อมไปเพื่อความเพียรเครื่องเผากิเลส เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อความทำติดต่อ เพื่อความเพียรที่ตั้งมั่นอย่างนี้ ชื่อว่าตะปูตรึงใจ....ฯ ”

เจโตขีลสูตร มู. ม. (๒๒๘) ตบ. ๑๒ : ๒๐๕-๒๐๖ ตท.๑๒ : ๑๖๔ ตอ. MLS. I : ๑๓๒

หลักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์

ภิกษุปฏิบัติอย่างไรบ้าง จึงจะชื่อว่าปฏิบัติถูกต้องเพื่อความพ้นทุกข์ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติไม่ผิด และชื่อว่าอบรมปัญญาเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการคืออะไรบ้าง? ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ๑ เป็นผู้ประกอบความเพียร ๑....”

อปัณณกสูตร ติก. อํ. (๔๕๕) ตบ. ๒๐ : ๑๔๒-๑๔๓ ตท. ๒๐ : ๑๒๙ ตอ. G.S. ๑ : ๙๗-๙๘

หลักในการนับถือศาสนา

ในโลกนี้ มีคำสอนในศาสนา ในลัทธิ และในปรัชญา เป็นอันมาก แม้คำสอนทางพระพุทธศาสนาเองก็มีมากมาย จนทำให้เกิดความสงสัยลังเลว่า อะไรควรเชื่อถือ อะไรไม่ควรเชื่อถือ อะไรควรปฏิบัติตามอะไร ไม่ควรปฏิบัติตาม ขอได้โปรดแนะแนวในการเชื่อถือและในการปฏิบัติด้วย ?

“.....ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา อย่าได้ถือโดยลำดับสืบๆ กันมา อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินว่าอย่างนี้ๆ อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเนอย่าได้ถือโดย อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับลัทธิของตน อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ถือโดยความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา “เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั้นแล ว่าธรรมเหล่านี้ (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครประพฤติให้เต็มทีแล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสียเมื่อนั้น

เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร) ติ. อํ. (๕๐๕) ตบ. ๒๐ : ๒๔๓-๒๔๕ ตท. ๒๐ : ๒๑๓-๒๑๕ ตอ. G.S. I : ๑๗๑-๑๗๓

หวังแต่ไม่ทำก็หมดหวัง

การตั้งความปรารถนาด้วยใจเฉยๆ จะทำให้คนสามารถบรรลุมรรคผลได้หรือไม่ ? ควรปฏิบัติอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไข่ไก่ ๙ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง อันแม่ไก่ไม่นอนทับด้วยดี ไม่กกด้วยดี ไม่ฟักด้วยดี แม่ไก่นั้นถึงจะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอลูกของเราพึงทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปากออกมาโดยสวัสดี ถึงอย่างนั้น ลูกไก่เหล่านั้นก็ไม่สามารถจะทำลายเปลือกไข่ ออกมาโดยสวัสดีได้ แม้ฉันใด “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่ประกอบความเพียรในภาวนา ถึงจะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นจิตของเธอย่อมไม่พ้นไปจากอาสวะ ได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเธอไม่อบรม เพราะไม่อบรมอะไร เพราะไม่อบรมสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบความเพียรในภาวนาอยู่ ถึงจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ จิตย่อมพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น (เหมือน) ไข่ไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง ๑๒ ฟอง อันแม่ไก่นอนทับด้วยดี ฟักด้วยดี แม่ไก่นั้นถึงจะไม่เกิดความปรารถนาว่า ขอลูกของเราพึงทำลายเปลือกไข่ออกมา โดยสวัสดี ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถทำลายเปลือกไข่ออกมาได้โดยสวัสดี”

นาวาสูตร ขันธ. สํ. (๒๖๑) ตบ. ๑๗ : ๑๘๕-๑๘๖ ตท. ๑๗ : ๑๖๐-๑๖๑ ตอ. K.S. ๓ : ๑๒๙-๑๓๐

หัวใจศีลของพระ (๑๕๐)

ศีลของภิกษุมี ๒๒๗ ข้อ ถ้าภิกษุล่วงละเมิดสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง จะเป็นอันตรายแก่มรรคผลหรือไม่?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขาบท ๑๕๐ ถ้วนนี้มาสู่อุเทศทุกกึ่งเดือน (มีการสวดท่ามกลางสงฆ์ทุกกึ่งเดือน) ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์ศึกษากันอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิกขา ๓ นี้ ที่สิกขาบท ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด สิกขา ๓ นั้นเป็นไฉน คืออธิศีลสิกขา ๑ อธิจิตสิกขา ๑ อธิปัญญสิกขา ๑ สิกขา ๓ นี้แล ที่สิกขาทบ ๑๕๐ นั้นรวมอยู่ด้วยทั้งหมด..... ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา เธอย่อมล่วงสิกขาบทเล็กน้อยบ้าง ย่อมออกจากอาบัติบ้าง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะไม่มีใครกล่าวความเป็นคนอาภัพเพราะล่วงสิกขาบทนี้ แต่ว่าสิขาบทเหล่าใด เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์สมควรแก่พรหมจรรย์ เธอเป็นผู้มีศีลยั่งยืน และเป็นผู้มีศีลมั่นคงในสิกขาบทเหล่านั้น สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เธอเป็นพระโสดาบัน... เป็นพระสกทาคามี... เป็นพระอนาคามี.... เธอทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน.... ภิกษุทำได้เพียงบางส่วน ย่อมให้สำเร็จบางส่วนผู้ทำให้บริบูรณ์ ย่อมให้สำเร็จได้บริบูรณ์อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสิกขาบททั้งหลายว่าไม่เป็นหมันเลยฯ”

เลขสูตรที่ ๒ ติ. อํ. (๕๒๖) ตบ. ๒๐ : ๒๙๗-๒๙๘ ตท. ๒๐ : ๒๖๑-๒๖๒ ตอ. G.S. I : ๒๑๑-๒๑๒

องค์ประกอบชีวิตนักบวช

การออกบวชเป็นภิกษุครองชีวิตบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวด้วยกามนั้น มีองค์ประกอบอะไรบ้าง?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้ อันมีสิกขา (อภิสมาจาร = มารยาทอันดีงาม) เป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย

อาปัตติภยวรรค จ. อํ. (๒๕๔) ตบ. ๒๑ : ๓๒๙ ตท. ๒๑ : ๒๗๖-๒๗๗ ตอ. G.S. II : ๒๔๘

องค์ประกอบอื่นๆ ของมรรค

สิ่งจำเป็นเบื้องต้นอื่นๆ อีกในการเจริญอริยมรรค คืออะไรบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน คือแสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน แห่งความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ของภิกษุ คือ ความสมบูรณ์แห่งศีล... ความสมบูรณ์แห่งฉันทะ... ความสมบูรณ์แห่งตน... ความสมบูรณ์แห่งทิฏฐิ... ความสมบูรณ์แห่งความไม่ประมาท... ความสมบูรณ์แห่งโยนิโสมนสิการ (การคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ) ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีความสมบูรณ์แห่งศีล... ฯลฯ ความสมบูรณ์แห่งโยนิโสมนสิการ เป็นอันหวังได้ว่า จักเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘....”

สีลสัมปทาสูตรที่ ๑ สุริยเปยยาลที่ ๖ มหา. สํ. (๑๓๑-๑๓๗) ตบ. ๑๙ : ๓๖-๓๗ ตท. ๑๙ : ๓๔-๓๕ ตอ. K.S. ๕ : ๒๙-๓๐

องค์แห่งการตรัสรู้

ภิกษุที่จะได้ตรัสรู้หรือบรรลุพระอรหัตผลนั้น ควรจะประกอบด้วยคุณสมบัติอะไรบ้าง ?

“ ๑. ดูก่อนโพธิราชกุมาร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า...... พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ..... เป็นผู้จำแนกพระธรรม ๒. เธอเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง ประกอบด้วยไฟธาตุสำหรับย่อยอาหารสม่ำเสมอ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นปานกลาง ควรแก่ความเพียร ๓. เธอเป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่มีมายาเปิดเผยตนตามความเป็นจริง ในพระศาสดาหรือในเพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย ๔. เธอเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรม ให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลังมีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ๕. เธอเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเห็นความเกิดและดับ เป็นอริยะ สามารถชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ” ...มีต่อ หน้า 052 กำหนดเวลาตรัสรู้

อทุกขมสุขเวทนาน่าจะเป็นสุขอันประณีต

เวทนาน่าจะมีเพียง ๒ คือ สุขเวทนา และทุกขเวทนา ส่วนความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ คือ อทุกขมสุขเวทนา นั้น จัดเป็นสุขอันประณีตน่าจะจัดเข้าไว้ในสุขเวทนา พระพุทธองค์ทรงจำแนกเวทนาไว้เท่าไรแน่? (ช่างไม้ชื่อปัญจกังคะถามพระอุทายี) ?

“ดูก่อนอานนท์ โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๒ ก็มี โดยปริยายหนึ่ง เรากล่าวเวทนา ๓ ก็มี.... เวทนา ๕ ก็มี.... เวทนา ๖ ก็มี.... เวทนา ๑๘ ก็มี.... เวทนา ๓๖ ก็มี.... เวทนา ๑๐๘ ก็มี.... “ดูก่อนอานนท์ เมื่อธรรมอันเราแสดงไว้โดยปริยายอย่างนี้แล ชนเหล่าใดจักไม่เห็นตาม จักไม่รู้ตาม จักไม่พลอยยินดีตาม แม้ธรรมที่กล่าวดีแล้ว พูดดีแล้วแก่กันและกัน ชนเหล่านั้นจักเป็นอันหวังได้ว่า จักบาดหมางกัน เกิดการทะเลาะกัน วิวาทกัน จักทิ่มแทงกันด้วยหอก คือ ปาก.... “ชนเหล่าใดจักเห็นตาม รู้ตาม พลอยยินดีตาม ชนเหล่านั้นจักเป็นอันหวังได้ว่า จักพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน กลมเกลียวดุจน้ำเจือด้วยน้ำนม มองกันและกันด้วยจักษุอันเปี่ยมด้วยความรักอยู่....”

ปัญจกังคสูตร สฬา. สํ. (๔๑๒) ตบ. ๑๘ : ๒๗๘ ตท. ๑๘ : ๒๕๘ ตอ. K.S. ๔ : ๑๕๑

อธิบายปฏิจจสมุปบาท

ช่วงต่างๆ ของปฏิจจสมุปบาท อันเป็นธรรมที่ลึกซึ้งยากกาการเข้าใจนั้น หมายถึงอะไรบ้าง?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก.... นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย.... ความแตกแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่ามรณะ “ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด.... ความปรากฏแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่าชาติ “ก็ภพเป็นไฉน ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภาพ อรูปภาพ นี้เรียกว่าภพ “ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน ๔ เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัมพพตุปาทาน อัตตาวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน “ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา “ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนา “ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ “ก็สฬายตนะเป็นไฉน อาตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า สฬายตนะ “ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า นาม มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป “ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าววิญญาณ “ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร ๓ เหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร “ก็อวิชชาเป็นไฉน ความรู้ทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่า อวิชชา.....”

วิภังคสูตร นิ. สํ. (๖-๑๗) ตบ. ๑๖ : ๓-๕ ตท. ๑๖ : ๓-๔ ตอ. K.S. II : ๓-๔

อธิบายองค์มรรคทั้ง ๘

องค์แต่ละอย่างแห่งอริยมรรคคืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ..... “ความดำริในการออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ.... “เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา... “เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การถือเอาของที่เขามิได้ให้ และการประพฤติที่มิใช่พรหมจรรย์นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ.... “อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ.... “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังความพอใจให้เกิด พยายามปรารภความเพียรตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น ปรารภความเพียร เพื่อความตั้งมั่นไพบูลย์ เพิ่มพูนแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ... “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นภายในกายเนืองๆ พิจาณาเห็นเวทนาในเวทนาเนือง ๆ พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติพึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้เรียกว่าสัมมาสติ.... “ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก อยู่ เธอบรรลุทติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก วิจาร เพราะวิตก วิจาร สงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ให้ฌานนี้มีอุเบกขา สติ อยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะทุกข์และสุข และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ

วิภังคสูตร มหา. สํ. (๓๔-๔๑) ตบ. ๑๙ : ๑๐-๑๒ ตท. ๑๙ : ๙-๑๐ ตอ. K.S. ๕ : ๗-๙

อนาคตของคนจิตเศร้าหมองและผ่องใส

อนาคตของผู้ตายด้วยจิตเศร้าหมองและผ่องใสจะเป็นอย่างไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้วย่อมรู้ชัดบุคคลบางคนที่มีใจเสื่อมเสีย แล้วว่า ถ้าบุคคลนี้พึงถึงแก่กรรมในเวลานี้ เขาพึงเกิดในนภาดุจถูกนำมาขังไว้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตของเราถูกทำให้เสื่อมเสียเสียแล้ว...เพราะเหตุที่จิตเสื่อมเสีย สัตว์บางพวกในโลกนี้เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก.... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา...ย่อมรู้ชัดบุคคลบางคนในโลกนี้ ผู้มีจิตผ่องใสว่า ถ้าบุคคลผู้นี้พึงถึงแก่กรรมในเวลานี้ พึงตั้งอยู่ในครรภ์....ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะจิตของเขาผ่องใส...”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๔๔-๔๕) ตบ. ๒๐ : ๙-๑๐ ตท. ๒๐ : ๘ ตอ. G.S. ๑ : ๖-๗

อนาคตของดารานักแสดง

ดารานักแสดงที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้อื่นด้วยคำจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง นั้น ตายแล้วจะไปเกิดในสุคติหรือทุคติ? พระพุทธเจ้าทรงห้ามมิให้หัวหน้านักแสดงนามว่าตาลปุฏะถามคำถามนั้น ถึง ๓ ครั้ง แต่นายตาลปุฏะก็ยังคะยั้นคะยอจะเอาคำตอบให้ได้ พระพุทธองค์ จึงตรัสตอบว่า

“ดูก่อนหัวหน้านักแสดง แท้จริงเราไม่ได้ อนุญาตให้ท่านถามปัญหานี้ เรากล่าวว่า อย่าเลย หัวหน้านักแสดง เรื่องนี้หยุดไว้เสียเถิด อย่าถามปัญหานี้กะเราเลย แต่เอาเถอะ เราจะตอบปัญหาแก่ท่าน “ดูก่อนหัวหน้านักแสดง สัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ ถูกราคะผูกมัดไว้ ยังไม่ปราศจากโทสะ ถูกโทสะผูกมัดไว้ ยังไม่ปราศจากโมหะ ถูกโมหะผูกมัดไว้ อยู่ก่อนแล้ว นักแสดงยิ่งนำเข้ามาซึ่งธรรมอันส่งเสริม ราคะ ส่งเสริมโทสะ ส่งเสริมโมหะแก่ชนเหล่านั้นในท่ามกลางเวที ท่ามกลางโรงมหรสพให้มี ราคะ โทสะ โมหะ มากยิ่งขึ้น บุคคลนั้นตนเองก็ประมาทมัวเมาอยู่แล้ว ยังทำให้คนอื่นประมาทมัวเมาอีก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะแตกทำลาย ย่อมเกิดในนรกชื่อปหาส.... “ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักแสดงคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริงตามคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางเวที ผู้นั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ทำลาย ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาส ความเห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด....”

ตาลปฏสูตร สฬา. สํ. (๕๘๙-๕๙๑) ตบ. ๑๘ : ๓๗๗-๓๗๘ ตท. ๑๘ : ๓๓๖-๓๓๗ ตอ. K.S. ๔ : ๒๑๔-๒๑๖

อนาคตของนักรบอาชีพ

นักรบอาชีพที่มีความอุตสาหะ วิริยะในสงครามตายไปแล้วจะเกิดในสุคติหรือทุคติ ? คำถามนี้ ประธานชุมชน (นายบ้าน) ผู้เป็นนักรบอาชีพทูลถามพระพุทธเจ้า ๓ ครั้ง พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงตอบ แต่ในที่สุดก็จำต้องตอบว่า

“ดูก่อนนายบ้าน แท้จริงเราไม่ได้อนุญาตให้ท่านถามปัญหานี้ เกร่ากล่าวว่า อย่าเลย นายบ้าน เรื่องนี้พักไว้เสียเถิด อย่างถามปัญหานี้กะเราเลย แต่เอาเถอะ เราจะตอบปัญหาแก่ท่าน “ดูก่อนนายบ้าน นักรบอาชีพคนใด อุตสาหพยายามในสงคราม จิตของเขาเป็นสภาพต่ำ ชั่ว ตั้งไว้ไม่ดีก่อนแล้วว่าขอสัตว์เหล่านั้นจงถูกฆ่า จงถูกแทง จงขาดสูญ จงพินาศ หรือว่าอย่าได้มีอยู่เลย ดังนี้บุคคลอื่นย่อมฆ่า ย่อกำจัดเขาที่กำลังอุตสาหพยายามอยู่นั้น เมื่อเขาตายเพราะกายแตกทำลายย่อมยังเกิดในนรกชื่อสรชิต... “ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักรบอาชีพคนใดอุตสาหพยายามในสงคราม ผู้นั้นเมื่อตายไปเพราะกายแตกทำลาย ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิตดังนี้ไซร้ ความเห็นของผู้นั้นเป็นความเห็นผิด ดูก่อนนายบ้าน ก็เราย่อมกล่าวคติ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานของบุคคลผู้มีความเห็นผิด....”

โยธาชีวสูตร สฬา. สํ. (๕๙๓) ตบ. ๑๘ : ๓๘๐-๓๓๙ ตท. ๑๘ : ๓๓๘-๓๓๙ ตอ. K.S. ๔ : ๒๑๖-๒๑๗

อนุสสติ ๑๐

การน้อมใจระลึกถึงอะไร สามารถนำบุคคลเข้าถึงนิพพานได้ในที่สุด ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหมายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งนั้นคืออะไร? คือ “การระลึกถึงพระพุทธเจ้า “การระลึกถึงพระธรรม “การระลึกถึงพระสงฆ์ “การระลึกถึงศีล “การระลึกถึงการบริจาค “การระลึกถึงเทวดา “การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก “การระลึกถึงความตาย “การตั้งสติไว้ที่กาย “การระลึกถึงความสงบ.....”

เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง เอก. อํ. (๑๗๙-๑๘๐) ตบ. ๒๐ : ๓๙-๔๐ ตท. ๒๐ : ๓๙ ตอ. G.S. ๑ : ๒๗

อยู่คนเดียวแต่มีเพื่อน

บางคนอยู่คนเดียวในป่าเปลี่ยว ก็ชื่อว่ามีเพื่อนสองบางคนอยู่ท่ามกลางคนอื่น ๆ แต่ก็ชื่อว่าอยู่คนเดียว หมายความว่าอย่างไร?

“ดูก่อนมิคชาละ รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยตา ... เสียงที่จะพึงรู้ด้วยหู ....กลิ่นที่จะพึงรู้ด้วยจมูก.. รสที่จะพึงรู้ด้วยลิ้น... โผฏฐัพพะที่จะถึงรู้ด้วยกาย... ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดีกล่าวสรรเสริญ หมกมุ่น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์นั้นอยู่.... ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดแรงกล้า เมื่อมีความกำหนัดแรงกล้าก็มีความเกี่ยวข้อง... ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒ ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่าหญ้าและป่าไม้เงียบเสียง... ก็ยังเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน ๒ เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน ๒... “ดูก่อนมิคชาละ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่กล่าวหมกมุ่น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์นั้นอยู่.... ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัดก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง... ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความเกี่ยวข้อง เราเรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ ก็ยังเรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว เพราะตัณหาซึ่งเป็นเพื่อน ๒ เธอละได้แล้ว...”

มิคชาลสูตร ที่ ๑ สฬา. สํ. (๖๖-๖๗) ตบ. ๑๘ : ๔๓-๔๔ ตท. ๑๘ : ๓๕-๓๖ ตอ. K.S. ๔ : ๑๖-๑๘

อย่าดูหมิ่นสตรี

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังประทับนั่งเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ ราชบุรุษได้เข้ามาทูลว่า พระราชินีประสูติพระราชธิดาออกมา พระราชาทรงผิดหวังมาก เพราะพระองค์ต้องการโอรส เช่นเดียวกับชาวอินเดียทั้งหลาย ที่อยากได้บุตรชายมากว่าบุตรหญิง?

“ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่าปวงชน แท้จริงแม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่มีปัญญา มีศีลปฏิบัติพ่อผัว แม่ผัวดังเทวดา จงรักสามี ฯ “บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคนแกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้บุตรของภริยาที่ดีเช่นนั้น แม้ราชสมบัติก็ครอบครองได้”

ธีตุสูตรที่ ๖ ส. สํ. (๓๗๗) ตบ. ๑๕ : ๑๒๕ ตท. ๑๕ : ๑๒๑ ตอ. K.S. I : ๑๑๑

อย่าน้อยใจว่าเราเกิดมามีกรรม

คนที่เกิดมามีกรรม ยากจน อัปลักษณ์ อับปัญญา จะมีวิธีปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น หรือกลับตนกลับตัวได้หรือไม่?

“....บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างสาน ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างเย็บหนัง หรือในตระกูลคนเทหยากเยื่อ อันเป็นตระกูลเข็ญใจ มีข้าวน้ำและโภชนะน้อย เป็นอยู่โดยฝืดเคือง หาของบริโภคและผ้านุ่งห่มได้โดยฝืดเคือง อนึ่ง เขามีผิวพรรณทรามไม่น่าดู เป็นคนแคระ มีโรคมาก เป็นคนตาบอด เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือพิการไปแถบหนึ่ง ไม่ได้ข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยานพาหนะ ระเบียบดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปตามสมควร แต่เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา แลด้วยใจ ครั้นประพฤติสุจริต ด้วยกาย วาจา ใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าพึงสุคติโลกสวรรค์ บุคคลเป็นผู้มืดมาแล้วมีสว่างไปอย่างนี้แล”

ตามสูตร จ. อํ. (๘๕) ตบ. ๒๑ : ๑๑๐-๑๑๑ ตท. ๒๑ : ๙๙-๑๐๐ ตอ. G.S. II : ๙๕

อริยมรรคเป็นฐานของจิต

เครื่องรองรับจิตคืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่มีเครื่องรองรับ ย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่มีเครื่องรองรับย่อมกลิ้งไปได้ยากฉันใด จิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน ที่ไม่มีเครื่องรองรับย่อมกลิ้งไปได้ง่าย ที่เครื่องรองรับย่อมกลิ้งไปได้ยาก “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเครื่องรองรับจิต อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แล เป็นเครื่องรับรองจิต”

กุมภสูตร มหา. สํ. (๗๘-๗๙) ตบ. ๑๙ : ๒๕ ตท. ๑๙ : ๒๑-๒๒ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙

อริยมรรคเป็นผลงานของพระพุทธเจ้า

มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นผลการค้นพบของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ไม่มีใครพบมาก่อน?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๘ ประกานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดนอกจากการปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรม ๘ ประการ คือ อะไร คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ธรรม ๘ ประการเหล่านี้ และ ย่อมไม่เกิดขึ้น นอกจากการปรากฏของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”

อุปปาทสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๕๒) ตบ. ๑๙ : ๑๘ ตท. ๑๙ : ๑๕ ตอ. K.S. ๕ : ๑๓

อริยสัจจ์ ๔ โดยย่อ

อริยสัจจ์ ๔ โดยย่อนั้นได้แก่อะไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจจ์ก็คือความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความประจวบกับบุคคลและสิ่งอันไม่น่ารัก ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ก็เป็นทุกข์ เมื่อสรุปแล้วขันธ์ ๕ ที่คนเข้าไปยึดถือเป็นทุกข์ “อริยสัจจ์ คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ คือความอยากอันเป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดยินดี ความเพลิดเพลินในภาพนั้นๆ ได้แก่ ความอยากในกาม (กามตัณหา) ความอยากในภพ (ภวตัณหา) ความอยากในความสูญ (วิภวตัณหา) “อริยสัจจ์ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ความดับเพราะความกำหนัดอย่างสิ้นเชิง ความสละ ความสลัดออก ความหลุดพ้น ความไม่มีเยื่อใยในตัณหานั้นแล “อริยสัจจ์ คือ ทางไปสู่ความดับทุกข์ ก็คืออริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ ๘ ประการ...”

ตถาคตสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๖๖๕ ) ตบ. ๑๙ : ๕๒๘-๕๒๙ ตท. ๑๙ : ๔๗๗-๔๗๘ ตอ. K.S. ๕ : ๓๕๗-๓๕๘

อริยสัจจ์เป็นเรื่องด่วน

อริยสัจจ์ ๔ เป็นเรื่องเร่งรีบที่ควรจะตรัสรู้และเป็นเรื่องที่มีค่า ควรกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตรัสรู้ แม้จะลำบากแสนสาหัสก็ตามอย่างไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อผ้าโพกศีรษะหรือศีรษะถูกไฟไหม้ ควรจะทำอย่างไร ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ควรกระทำความต้องการอย่างรุนแรง ความพยายาม ความอุตสาหะ.... เพื่อจะดับผ้าโพกและศีรษะนั้น “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลควรเฉยเสีย ไม่เอาใจใส่ต่อผ้าโพกหรือศีรษะที่ถูกไฟไหม้อยู่ โดยที่แท้ควรสร้างความต้องการอย่างรุนแรง ความพยายาม ความอุตสาหะ...เพื่อจะตรัสรู้ อริยสัจจ์ ๔ ที่ยังมิได้ตรัสรู้.... “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีอายุหนึ่งร้อยปี พึงกล่าวกับบุรุษผู้มีชีวิตร้อยปีอย่างนี้ว่า มาเถิดบุรุษผู้เจริญ คนทั้งหลายจักเอาหอกทิ่มแทงท่านในเวลาเช้า...เวลาเที่ยง....เวลาเย็น เวลาละร้อยเล่ม ท่านนั้นถูกเขาเอาหอกสามร้อยเล่มทิ่มแทงอยู่ทุก ๆ วัน จักมีชีวิตอยู่ร้อยปี และเมื่อเวลาล่วงไปครบหนึ่งร้อยปี จักได้ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้มุ่งประโยชน์ควรจะรับเอาการลงทัณฑ์นั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าการท่องเที่ยวไปในวัฏฏะนี้ ไม่มีใครรู้ที่สุดได้ การประหารด้วยหอก ดาบ หลาว และควาน ย่อมไม่ปรากฏมีเบื้องต้นหรือที่สุดถ้าแม้นว่า จะถูกประหารในวาระสุดท้ายเช่นนั้นจริง เราก็ไม่กล่าวว่าการตรัสรู้ อริยสัจจ์ ๔ นั้น เกิดขึ้นพร้อมด้วยความทุกข์ ความโทมนัส แต่เรากล่าวการอริยสัจจ์ ๔ นั้นว่าเกิดพร้อมด้วยความ สุขและโสมนัส...”

เจลสูตและสัตติสตสูตร มหา. สํ. (๑๗๑๗-๑๗๑๘ ) ตบ. ๑๙ : ๕๕๐-๕๕๑ ตท. ๑๙ : ๔๙๕-๔๙๖ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๒-๓๗๓

อวิชชากับอกุศลกรรมทั้งปวง

อวิชชาเป็นต้นตอแห่งอกุศลธรรมทั้งปวงอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อวิชชาเป็นหัวหน้าในการบังอกุศลธรรมให้ถึงพร้อม เกิดร่วมกับความไม่อายบาป ความไม่เกรงกลัวบาป มิจฉาทิฏฐิย่อมเกิดแก่ผู้มีอวิชชา ผู้ไม่รู้แจ้ง เมื่อมีความเห็นผิด ความดำริผิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีความดำริผิด วาจาผิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อวาจาผิด การงานผิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีความดำริผิด วาจาผิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีการเลี้ยงชีพผิด ความเพียรพยายามผิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีความเพียรพยายามผิด การตั้งสติผิดย่อมเกิดขึ้น เมื่อมีมิจฉาสติ สมาธิผิดย่อมเกิดขึ้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอวิชชาเป็นหัวหน้าในการยังกุศลธรรมทั้งหลายให้ถึงพร้อม เกิดร่วมกับความละอายบาปและความสะดุ้งกลัวต่อบาป...”

อวิชชาสูตร มหา. สํ. (๒-๓) ตบ. ๑๙ : ๑-๒ ตท. ๑๙ : ๑-๒ ตอ. K.S. ๕ : ๑-๒

อวิชชาก็มีเหตุ

ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนั้น ทุกข์ทั้งหลายเมื่อไล่เลียงไปถึงที่สุดแล้วก็ไปหยุดแค่อวิชชา อยากทราบว่าอวิชชาเองมีอะไรเป็นเหตุหรือไม่?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา ควรจะกล่าวว่านิวรณ์ ๕ ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ ควรจะกล่าวว่าทุจริต ๓ ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ ควรจะกล่าวว่าการไม่สำรวมอินทรีย์ ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ ควรจะกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ ควรกล่าวว่า การกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย อะไรเป็นอาหารของการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย ควรจะกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา ควรจะกล่าวว่าการไม่ฟังธรรม ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังธรรม ควรกล่าวว่าการไม่คบสัตบุรุษ....ฯ”

อวิชชาสูตร ท. อํ. (๖๑) ตบ. ๒๔ : ๑๒๐-๑๒๑ ตท. ๒๔ : ๑๑๗ ตอ. G.S. V : ๗๘-๗๙

อวิชชาคือไม่รู้อะไร

อวิชชา ความไม่รู้นั้น หมายถึงไม่รู้อะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ในโลกนี้ ไม่รู้ชัดซึ่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ไม่รู้ชัดซึ่งหนทางให้ถึงความดับรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณนี้เรียกว่าอวิชชา”

อวิชชาสูตร ขันธ. สํ. (๓๐๐) ตบ. ๑๗ : ๑๙๘ ตท. ๑๗ : ๑๗๓ ตอ. K.S. ๓ : ๑๓๘

อสังขตธรรมคืออะไร

อสังขตธรรมคืออะไร? ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุอสังขตธรรมคืออะไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่าอสังขตธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางที่จะให้ถึงอสังขตธรรมเป็นอย่างไร? กายคตาสติ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตธรรม...สมถะและวิปัสสนา...สมาธิที่มีทั้งวิตกวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร...สมาธิที่ไม่มีทั้งวกตกวิจาร สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ... สติปัฏฐาน ๔.... สัมมัปปทาน ๔.... อิทธิบาท ๔... อินทรีย์ ๕... พละ ๕.... โพชฌงค์ ๗... อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เรียกว่าทางที่จะให้ถึงอสังขตธรรรม... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสังขตธรรม.... ทางที่จะให้ถึงอสังขตธรรม เราแสดงแล้วแก่เธอทั้งหลาย....นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง...เธอทั้งหลายจงเพ่ง อย่าประมาท อย่างได้เป็นผู้เสียใจในภายหลัง นี้เป็นคำสอนของเราเพื่อนทั้งหลาย ....”

อสังขตสังยุต วรรคที่ ๑ สฬา. สํ. (๖๘๔-๖๘๔) ตบ. ๑๘ : ๔๔๑-๔๔๓ ตท. ๑๘ : ๓๘๙-๓๙๐ ตอ. K.S. ๔ : ๒๕๖-๒๕๘

อะไรคือของร้อน

อะไรเป็นของร้อน? ร้อนเพราะอะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นของร้อน ร้อนเพราะอะไร เรากล่าวว่า ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส “โสต เสียง โสตวิญญาณ...โสตสัมผัสเป็นของร้อน แม้สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย ที่เป็นของร้อน..... “ฆานะ กลิ่น ฆานวิญญาณ....ฆานสัมผัสเป็นของร้อน แม้สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย ที่เป็นของร้อน..... “ชิวหา รส ชิวหาวิญญาณ...ชิวหาสัมผัส เป็นของร้อน แม้สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย ที่เป็นของร้อน..... “กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ... กายสัมผัส เป็นของร้อน แม้สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย ที่เป็นของร้อน..... “ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส เป็นของร้อน แม้สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ที่เป็นของร้อน.....ร้อนเพราะไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ร้อนเพราะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส”

อาทิตตปริยายสูตร สฬา. สํ. (๓๑) ตบ. ๑๘ : ๒๓-๒๔ ตท. ๑๘ : ๑๘-๑๙ ตอ. K.S. ๔ : ๑๐

อะไรคือสิ่งทั้งปวง

ตามหลักพุทธศาสนา อะไรคือสิ่งทั้งปวง? และควรจะปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงนั้นอย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรคือสิ่งทั้งปวง จักษุกับรูปหูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับโผฏฐัพพะ ใจกับธรรมารมณ์ อันนี้เรากล่าวว่าสิ่งทั้งปวง ... ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบอกปฏิเสธทั้งปวง แล้วบัญญัติสิ่งอื่นแทน วาจาของผู้นั้นพึงเป็นแต่คำกล่าวพล่อย ๆ เท่านั้นแต่ครั้นถูกถามเข้า ก็คงไม่ปริปากได้ และยิ่งจะอึดอัดลำบากใจนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะนั่นไม่ใช่วิสัยที่จะเป็นไปได้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุรูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสิ่งควรละ “หู เสียง โสตวิญญาณ...โสตสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสิ่งควรละ “จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ....ฆานสัมผัส... สุขเวทนา ทุขกเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสิ่งควรละ “ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ...ชิวหาสัมผัส...สุขเวทนา ทุขกเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสิ่งควรละ “กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ... กายสัมผัส...สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสิ่งควรละ “มโน ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส... สุขเวทนา ทุขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นสิ่งควรละ....”

สัพพวรรคที่ ๓ สฬา. สํ. (๒๔-๒๖) ตบ. ๑๘ : ๑๙-๒๐ ตท. ๑๘ : ๑๕-๑๖ ตอ. K.S. ๔ : ๘-๙

อะไรเกิดขึ้นเมื่ออวิชชาดับ

เมื่ออวิชชาซึ่งเป็นต้นเค้าของทุกข์ดับไปแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแลภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ในกาลนั้นภิกษุนั้นก็ไม่ทำกรรมเป็นบุญ ไม่ทำกรรมเป็นบาป ไม่ทำกรรมเป็นอเนญชา... เมื่อไม่ทำ เมื่อไม่จงใจ ก็ไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ถือมั่น ก็ไม่สะดุ้งกลัว เมื่อไม่สะดุ้งกลัว ก็ปรินิพพานเฉพาะตนย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่สงบแล้ว... ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยง อันคนไม่ยึดถือแล้วด้วยตัณหา ไม่เพลิดเพลินแล้วด้วยตัณหา ถ้าเสวยทุกขเวทนา... อทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ว่าทุขเวทนานั้น.... อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่ยึดถือ... ไม่เพลิดเพลินด้วยตัณหา ภิกษุนั้น ถ้าเสวยสุขเวทนา... ทุกขมเวทนา อทุกขมสุขเวทนาก็วางเฉยเสวยไป... เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏ ทางกาย ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาที่มีกายเป็นที่สุด เมื่อเสวยเวทนาที่ปรากฏทางชีวิต ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาที่มีชีวิตเป็นที่สุด รู้ชัดว่าเวทนาทั้งปวงอันตัณหาไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็น สรีรธาตุจักเหลืออยู่ในโลกนี้เท่านั้น ตั้งแต่สิ้นชีวิตเพราะความแตกแห่งกาย”

ปริวีมังสนสูตร นิ. สํ. (๑๙๒) ตบ. ๑๖ : ๙๙-๑๐๐ ตท. ๑๖ : ๙๑ ตอ. K.S. II : ๕๗-๕๘

อะไรเกิดขึ้นในการเจริญสติปัฏฐาน

ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ อะไรเกิดขึ้นบ้างและควรปฏิบัติอย่างไร ?

“ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่....ย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่.... ย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่....ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่.... มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย เมื่อเธอพิจารณาเห็นกายในกาย....เห็นเวทนาในเวทนา....เห็นจิตในจิต....เห็นธรรมในธรรม.... อยู่ อารมณ์ทางกายย่อมเกิดขึ้นบางความเร่าร้อนในกายหรือความหดหู่จิตซัดส่ายจิตไปในภายนอกบ้าง...อารมณ์คือเวทนาย่อมเกิดขึ้นบ้าง... อารมณ์ทางจิตย่อมเกิดขึ้นบ้าง... อารมณ์คือธรรมย่อมเกิดขึ้นบ้าง..ภิกษุนั้นพึงตั้งจิตไว้ให้มั่นนิมิตอันน่าเลื่อมใสอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อตั้งจิตไว้มั่นในนิมิต... ปราโมทย์ย่อมเกิด เมื่อเธอมีปราโมทย์ ปีติย่อมเกิด เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ การย่อมระงับ เธอมีกายระงับแล้ว ย่อมเสวยสุข เมื่อเธอมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น เธอย่อมพิจารณาเห็นอย่างนี้ว่าเราตั้งจิตไว้เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์นั้นสำเร็จแก่เราแล้วบัดนี้ เราจะคุมจิตไว้ เธอคุมจิตไว้ และไม่ตรึกไม่ตรอง ย่อมรู้ชัดว่าเราไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีสติในภายในเป็นผู้มีความสุข ดังนี้...”

ภิกขุณีสูตร ๑ มหา. สํ. (๗๐๗-๗๑๘) ตบ. ๑๙ : ๒๐๗-๒๐๘ ตท. ๑๙ : ๑๙๗-๑๙๘ ตอ. K.S. ๕ : ๑๓๕-๑๓๖

อัตตา-อนัตตา ในขันธ์ ๕

การเห็นหลัก อัตตา และ อนัตตา คือเห็นอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ยังมิได้เรียนรู้ในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ส่วน อริยสาวกในพระพุทธศาสนา ผู้ได้เรียนรู้แล้วย่อมพิจารณาเห็นว่า รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.....”

อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๒ ขันธ. สํ. (๓๔-๓๕) ตบ. ๑๗ : ๒๔-๒๕ ตท. ๑๗ : ๑๙-๒๐ ตอ. K.S. ๓ : ๑๘

อัตตาที่เป็นอมตะมีหรือไม่

ในตัวเรานี้ มีอัตตาที่เป็นอมตะ เที่ยงแท้ถาวรหรือไม่ ?

“ดูก่อนท่านอุทายี บุรุษต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้ ถือเอาขวานอันคมเข้าไปสู่ป่า พบต้นกล้วยใหญ่ มีลำต้นทรงยังใหม่ ไม่รุงรังในป่านั้น พึงตัดที่โคนต้นแล้วตัดที่ปลาย ครั้นแล้วลอกกาบออก แม้กระพี้ที่ต้นกล้วยนั้นก็ไม่พบที่ไหนจะพบแก่นได้ฉันใด ดูก่อนท่านอุทายี ภิกษุจะพิจารณาหาตัวตนหรือสิ่งที่เป็นตัวตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนในผัสสายตะ ๖ ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่ดิ้นรน เมื่อไม่ดิ้นรน ก็ปรินิพพานโดยแท้”

อุทายีสูตร สฬา. สํ. (๓๐๒) ตบ. ๑๘ : ๒๐๙-๒๑๐ ตท. ๑๘ : ๒๐๒ ตอ. K.S. ๔ : ๑๐๔

อันตรายของคนพาล

คนพาลมีอันตรายอย่างไรบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟอันลุกลามมาจากเรือนทำด้วยไม้อ้อหรือหญ้านั้น ย่อมไหม้แม้เรือนยอดที่เขาโบกปูนทั้งภายในภายนอก ลมพัดเข้าไม่ได้ มีบานประตูมิดชิด มีหน้าต่างปิดแน่นแม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัย.... อันตราย....อุปสรรคที่จะเกิดขึ้นทั้งสิ้นนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล การเกิดขึ้นแต่บัณฑิตไม่ฉันนั้นเหมือนกันแล...”

กายสูตร ติก. อํ. (๔๔๐) ตบ. ๒๐ : ๑๒๗ ตท. ๒๐ : ๑๑๔ ตอ. G.S. ๑ : ๘๗

อันตรายของสมาธิ

ในการเจริญสมาธิ บางครั้งเกิดนิมิตเห็นรูปแล้ว หรือเกิดโอภาสแสงสว่างแล้ว แต่ในไม่ช้าก็หายไป ทั้งนี้เพราะเหตุไร?

“.....ดูก่อนอนุรุท เมื่อก่อนตรัสรู้ ยังไม่รู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ เราย่อมรู้สึกแสงสว่างและการเห็นรูปเหมือนกัน แต่ไม่ช้าเท่าไร แสงสว่างและการเห็นรูปอันนั้นของเรา ย่อมหายไปได้ เราจึงมีความดำริดังนี้ว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุเห็นปัจจัยได้แสงสว่างและการเห็นรูปของเราหายไปได้ ดูก่อนอนุรุธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่าวิจิกิจฉา (ความสงสัยลังเล) แลเกิดขึ้นแล้วแก่เราก็วิจิกิจฉาเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้ เราจักทำให้วิจิกิจฉาไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก “.....ดูก่อนอนุรุธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่าอมนสิการ (การไม่ใส่ใจ) แลเกิดขึ้นแล้วแก่เราก็อมนสิการ เป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน ถีนมิทธะ (ความง่วงงุน) แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ความหวาดเสียว...... แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ความตื่นเต้น แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ความชั่วหยาบ แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ความเพียรที่ปรารภเกินไป แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ความเพียรที่หย่อนเกินไป แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ตัณหาที่คอยกระซิบ แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไป แลเกิดขึ้นแล้วแก่เรา...... สมาธิของเราจึงเคลื่อน...... เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้ เราจักทำให้วิจิกิจฉาอมนสิการ ถีนมิทธะความหวาดเสียว ความตื่นเต้น ความชั่วหยาบ ความเพียรที่ปรารภเกินไป ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป ตัณหาที่คอยกระซิบ ความสำคัญสภาวะว่าต่างกัน และลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไปขึ้นแก่เราได้อีก.....

อุปักกิเลสสูตร อุ. ม. (๔๕๒-๔๖๑) ตบ. ๑๔ : ๓๐๑-๓๐๖ ตท. ๑๔ : ๒๖๐-๒๖๓ ตอ. MLS. III : ๒๐๒-๒๐๕

อานาปานสติกับสติปัฏฐาน ๔

การเจริญอานาปานสติเกี่ยวข้องกับสติปัฏฐาน ๔ อย่างไร ?

“ดูก่อนอานนท์ สมัยใดภิกษุหายใจออกยาว รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว สมัยนั้นภิกษุชื่อว่าเห็นภายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเรากล่าวว่าลมหายใจเข้าออกนี้เป็นกายประเภทหนึ่ง “ดูก่อนอานนท์ สมัยใดภิกษุย่อมตั้งใจสำเหนียกว่าเราจักกำหนดรู้ปีติหายใจเข้า-ออก เราจักกำหนดรู้สุขหายใจเข้า-ออก สมัยนั้นภิกษุย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวลาอยู่เพราะเหตุไร เพราะเรากล่าวว่า การใส่ใจด้วยดีในลมหายใจเข้า-ออกเป็นเวทนาอย่างหนึ่ง “ดูก่อนอานนท์ สมัยใดภิกษุย่อมสำเหนียกว่าเราจักกำหนดรู้จิตหายใจเข้า-ออก เราจักทำให้จิตบันเทิงหายใจเข้า-ออก เราจักตั้งจิตมั่นหายใจเข้า-ออก สมัยนั้นภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิต...ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? เพราะเรากล่าวว่า การเจริญอานาปานสติสมาธิ จะมีได้แก่ผู้มีสติหลงลืมและขาดสติสัมปชัญญะ “ดูก่อนอานนท์ สมัยใดภิกษุตั้งใจศึกษาว่าเราจักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า-ออก...เราจักพิจารณาเห็นวิราคธรรมหายใจเข้า-ออก...เราจักพิจารณาเห็นนิโรธหายใจเข้า-ออก...สมัยนั้น ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่....”

กิมิลสูตร มหา. สํ. (๑๓๕๘-๑๓๖๑ ) ตบ. ๑๙ : ๔๐๙-๔๑๑ ตท. ๑๙ : ๓๗๔-๓๗๖ ตอ. K.S. ๕ : ๒๘๗-๒๘๘

อานาปานสติกับโพชฌงค์ ๗

จะเจริญอานาปานสติควบคู่ไปกับโพชฌงค์ ๗ จะได้หรือไม่อย่างไร ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญองค์แห่งการตรัสรู้ คือ สติ...ธรรมวิจัย...วิริยะ...ปีติ...ปัสสัทธิ...สมาธิ...อุเบกขา พร้อมๆ กับอานาปานสติ อาศัยความสงบสงัด อาศัยวิราคธรรม อาศัยนิโรธธรรม น้อมไปในการสลัดออก “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

โพชฌงคสูตร มหา. สํ. (๑๓๐๘ ) ตบ. ๑๙ : ๓๙๕-๓๙๖ ตท. ๑๙ : ๓๖๓ ตอ. K.S. ๕ : ๒๗๗

อานิสงส์กายคตาสติ

การเจริญกายคตาสติมีอานิสงส์อย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วกระทำให้เพิ่มพูนแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งวิชชาแม้ทั้งหมดก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือกายคตาสติ....”

ปสาทกรธัมมาธิบาลี อีกนัยหนึ่ง เอก. อํ. (๒๒๗) ตบ. ๒๐ : ๕๖ ตท. ๒๐ : ๕๑-๕๒ ตอ. G.S. ๑ : ๓๙-๔๐

อานิสงส์การเจริญภาวนา

การอยู่ในโลกอันเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายนี้ บุคคลจะต้องได้รับการอบรมจิตพอสมควรจึงจะอยู่ได้อย่างสงบสุข พระผู้มีพระภาคทรงแนะวิธีอบรมจิตไว้อย่างไรบ้าง?

“... ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญภาวนา (อบรมจิต) เสมอด้วยแผ่นดินเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้ ดูก่อนราหุล เปรียบเหมือนคนทั้งหลายทิ้งของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง คูถบ้าง มูตรบ้าง น้ำลายบ้าง น้ำหนองบ้าง เลือดบ้าง ลงที่แผ่นดิน แผ่นดินจะอึดอัด หรือระอา หรือเกลียดด้วยของนั้น ก็หาไม่ฉันใด เธอจงเจริญภาวนาเสมอด้วยแผ่นดินนั้น ฉันนั้นแล” “... ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญภาวนาด้วยน้ำเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยน้ำอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้... เปรียบเหมือนคนทั้งหลายล้างของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง ลงในน้ำ... น้ำจะอึดอัด หรือระอา หรือเกลียดด้วยของนั้น ก็หาไม่...” “... ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญภาวนาด้วยลมเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยลมอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตของเธอได้... เปรียบเหมือนลม ย่อมพัดต้องของสะอาดบ้าง ไม่สะอาดบ้าง... ลมจะอึดอัด หรือระอา หรือเกลียดด้วยของนั้น ก็หาไม่...” “... ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญภาวนาด้วยอากาศเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญภาวนาเสมอด้วยอากาศอยู่ ผัสสะอันเป็นที่ชอบใจและไม่ชอบใจที่เกิดขึ้นแล้ว จักไม่ครอบงำจิตได้... เปรียบเหมือนอากาศไม่ตั้งอยู่ในที่ไหนๆ...” “... ดูก่อนราหุล เธอจงเจริญเมตตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่ จักละพยาบาท (ความคิดจองล้าง) ได้ เธอจงเจริญกรุณาภาวนาเถิดเพราะเธอเมื่อเจริญกรุณาภาวนาอยู่ จักละวิหิงสา (ความคิดเบียดเบียน) ได้เธอจงเจริญมุทิตาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญมุทิตาภาวนาอยู่ จักละอรติ (ความอิจฉาตาร้อน) ได้ เธอจงเจริญอุเบกขาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอุเบกขาภาวนาอยู่ จักละปฏิฆะ (ความขุ่นเคือง) ได้ เธอจงเจริญอสุภภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอสุภภาวนาอยู่ จักละราคะ (ความกำหนัดยินดี) ได้เธอจงเจริญอนิจจสัญญาภาวนาเถิด เพราะเมื่อเธอเจริญอนิจจสัญญาภาวนาอยู่จักละอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา) ได้”

มหาราหุโลวาทสูตร ม. ม. (๑๔๐-๑๔๕) ตบ. ๑๓ : ๑๓๘-๑๔๐ ตท.๑๓ : ๑๒๖-๑๒๘ ตอ. MLS. II : ๙๔-๙๖

อานิสงส์ของสมถะและวิปัสสนา

การเจริญสมถะและวิปัสสนา มีอานิสงส์อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ เป็นธรรมมีส่วนแหงวิชชา ธรรม ๒ อย่าง คืออะไร คือ สมถะ ๑ วิปัสสนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้วก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมละราคะได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิปัสสนาที่ภิกษุอบรมแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมอบรมปัญญา ปัญญาที่อบรมแล้ว ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร? ย่อมละอวิชชาได้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตที่เศร้าหมองด้วยราคะย่อมไม่หลุดพ้น หรือ ปัญญาที่เศร้าหมองด้วยอวิชชาย่อมไม่เจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล ความสิ้นราคะ ชื่อเจโตวิมุติ ความสิ้นอวิชชา จึงชื่อว่าปัญญาวิมุติ.....”

ป. ทุก. อํ. (๒๗๕-๒๗๖) ตบ. ๒๐ : ๗๗-๗๘ ตท. ๒๐ : ๖๙-๗๐ ตอ. G.S. ๑ : ๕๕-๕๖

อานิสงส์สติปัฏฐาน ๔

การเจริญสติปัฏฐาน ๔ มีอานิสงส์อย่างไรบ้าง?

“ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เราย่อมแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ ฯลฯ ใช้พลังทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้... เราย่อมได้ยินเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์.... เราย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ.. เราย่อมรู้ฐานะที่เป็นไปได้ว่าเป็นไปได้และฐานะที่เป็นไปไม่ได้ว่าเป็นไปไม่ได้ ตามความเป็นจริง... เราย่อมรู้วิบากของการกระทำกรรม ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุตามความเป็นจริง.... เราย่อมรู้จักปฏิปทาอันให้ถึงประโยชน์ทั้งปวงตามความเป็นจริง... เราย่อมรู้โลกที่มีธาตุต่างๆ มากมาย ตามความเป็นจริง..เราย่อมรู้อุปนิสัยต่าง ๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง...เราย่อมรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่น คนอื่น ตามความเป็นจริง... เราย่อมรู้ความเศร้าหมอง ความบริสุทธิ์ และการเข้าออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริง...เราย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก เราย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติและกำลังอุบัติ.... เราย่อมกระทำให้แจ้ง ซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้...เพราะได้เจริญ ได้พอกพูนซึ่งสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้...."

อิทธิสูตร มหา. สํ. (๑๒๘๗-๑๒๙๙ ) ตบ. ๑๙ : ๓๘๘-๓๙๐ ตท. ๑๙ : ๓๕๖-๓๕๙ ตอ. K.S. ๕ : ๒๖๙-๒๗๑

อานิสงส์อานาปานสติ

อานาปานสติมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว พอกพูนแล้วอย่างนี้ พึงหวังได้ผลานิสงส์ ๗ ประการ คือ จะได้เสวยพระอรหัตตผลในปัจจุบันทันด่วน ๑ ถ้าไม่ได้เสวยพระอรหัตตผลในปัจจุบันทันด่วน จะได้เสวยในเวลาใกล้ตาย ๑ ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้เสวย ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้เสวย เนื่องจากสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป จะได้เป็นพระอนาคามีประเภทอันตราปรินิพพายี ๑ ประเภทอุปหัจจปรินิพพายี ๑ ประเภท อสังขารปินิพพายี ๑ ประเภทสสังขารปรินิพพายี ๑ ประเภทอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล พึงหวังได้ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้แล....”

ผลสูตรที่ ๒ มหา. สํ. (๑๓๑๖ ) ตบ. ๑๙ : ๓๙๗-๓๙๘ ตท. ๑๙ : ๓๖๕ ตอ. K.S. ๕ : ๒๗๘

อานิสงส์เมตตาจิต

การเจริญเมตตาจิต มีอานิสงส์อย่างไร?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต.... เจริญเมตตาจิต... ใส่ใจเมตตาจิต... แม้ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าอยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะกล่าวไปใยถึงผู้ทำเมตตาจิตให้มากเล่า ?”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๕๔-๕๖) ตบ. ๒๐ : ๑๒ ตท. ๒๐ : ๑๐ ตอ. G.S. ๑ : ๘-๙

อานิสงส์โพชฌงค์ ๗

เมื่อเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการบริบูรณ์และจะเกิดอานิสงส์อย่างไรบ้าง ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสัมโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ คือ (๑) จะได้บรรลุอรหัตตผลโดยพลัน ในปัจจุบัน (๒) ถ้าไม่ได้บรรลุในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตตผลในเวลาใกล้ตาย (๓) ถ้าไม่ได้บรรลุในปัจจุบัน ในเวลาใกล้ตาย จะได้เป็นพระอนาคามี ประเภทอันตราปรินิพพายีเพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๔) ถ้าไม่ได้บรรลุในปัจจุบัน ในเวลาใกล้ตาย ก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามี ประเภทอันตราปรินิพพายี... จะได้เป็น พระอานาคามีประเภทอุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๕) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามี ประเภทอันตราปรินิพพายี... ทั้งประเภทอุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๖) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ฯลฯ และ ไม่ได้เป็นพระอนาคามี ผู้สสังขารปรินิพพายี... จะได้เป็นพระอนาคามีประเภทสสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป (๗) ถ้าในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ฯลฯ และ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีประเภทสสังขารปรินิพพายี... จะได้เป็นพระอนาคามีอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป

สีลสูตร มหา. สํ. (๓๘๒) ตบ. ๑๙ : ๑๐๑-๑๐๒ ตท. ๑๙ : ๑๐๖-๑๐๗ ตอ. K.S. ๕ : ๕๗-๕๘

อายตนะกับทุกข์

อายตนะกับทุกข์เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความบังเกิด ความปรากฏแห่ง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความตั้งอยู่แห่งโรค เป็นความปรากฏแห่งชราและมรณะ “ส่วน ความดับ ความสงบ ความไม่มีแห่ง (อายตนะภายใน ๖ ภายนอก ๖) นี้เป็นความเกิดแห่งทุกข์ เป็นความสงบแห่งโรค เป็นความไม่มีแห่งชราและมรณะ....”

อุปปาทสูตรที่ ๑-๒ สฬา. สํ. (๒๑-๒๓) ตบ. ๑๘ : ๑๗-๑๘ ตท. ๑๘ : ๑๓-๑๔ ตอ. K.S. ๔ : ๗-๘

อายตนะกับไตรลักษณ์

อายตนะภายในและภายนอกเกี่ยวข้องกับไตรลักษณ์อย่างไร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.... “ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.... “ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...เป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา ท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.... “รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา.... “รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ เป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า มันไม่ใช่ของเรา.... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะกล่าวไปไยถึง ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ที่เป็นปัจจุบันเล่า อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้วเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมไม่มีเยื่อใยในตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ที่เป็นอดีตย่อมไม่เพลิดเพลินตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...ที่เป็นอนาคตย่อมปฏิบัติเพื่อดับตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ที่เป็นปัจจุบัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ที่เป็นอดีตและอนาคต เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะกล่าวไปไยถึง รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ที่เป็นปัจจุบัน อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้วเห็นอยู่อย่างนี้ย่อมไม่มีเยื่อใยในรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ที่เป็นอนาคตย่อมปฏิบัติเพื่อดับรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ที่เป็นปัจจุบัน...”

อนิจจวรรคที่ ๑ สฬา. สํ. (๑-๑๒) ตบ. ๑๘ : ๑-๗ ตท. ๑๘ : ๑-๖ ตอ. K.S. ๔ : ๑-๔

อายุของพรหม

ตามศาสนาฮินดู พรหมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง มีอยู่ชั่วนิรันดร พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ ?

“ดูก่อนพะกะพรหม ท่านสำคัญอายุใดว่ายาว ก็อายุนั้นสั้น ไม่ยาวเลย ดูก่อนพรหม เรารู้อายุหนึ่งแสนนิรัพพุท (คือเลข ๑ ตามด้วยเลขศูนย์ ๖๘ ตัว) ของท่านได้ดี”

พกสูตรที่ ๔ ส. สํ. (๕๗๐) ตบ. ๑๕ : ๒๑๐ ตท. ๑๕ : ๒๐๐ ตอ. K.S. I : ๑๘๐

อารมณ์อันเป็นอโคจรของภิกษุ

อะไรคืออารมณ์ อันเป็นอโคจรที่ภิกษุไม่ควรเที่ยวไปและอะไรคือ อารมณ์ที่ภิกษุควรเที่ยวไป?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว เหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบลงจับนกมูลไถอย่างรวดเร็ว ครั้งนั้นนกมูลไถกำลังถูกเหยี่ยวจับไป ได้รำพันอย่างนี้ว่า “เราอับโชคมีบุญน้อยที่ได้เที่ยวไปในถิ่นของผู้อื่น อันมิใช่ถิ่นของตน ถ้าวันนี้เราเที่ยวไปในถิ่นอันเป็นปิตุภูมิซึ่งควรเที่ยวไปไซร้ เหยี่ยวตัวนี้เราอาจต่อสู้ได้” “เหยี่ยวจึงถามว่า นี่แน่ะนกมูลไถ ก็ถิ่นปิตุภูมิอันเป็นที่หากิจของเจ้าเป็นเช่นไร ? “นกมูลไถตอบว่า คือที่ที่มีก้อนดิน ซึ่งเขาทำการไถไว้ “ครั้นแล้ว เหยี่ยวหยิ่งในกำลังของตน จึงปล่อยนกมูลไถไป บอกว่าแล้วจงไปเถิด เจ้าจะไปในถิ่นของเจ้านั้น ก็ไม่พ้นเราไปได้ นกมูลไถจึงไปยังที่ที่มีก้อนดินซึ่งเขาได้ไถไว้แล้ว ขึ้นสู่ก้อนดินก้อนใหญ่ ยืนท้าเหยี่ยวว่า นี่แนะเหยี่ยว บัดนี้ท่านจงมาจับเราเถิด ครั้งนั้น เหยี่ยวหยิ่งในกำลังของตน... จึงห่อปีกทั้งสอง ลงโฉบนกมูลไถโดยเร็ว นกมูลไถก็หลบเข้าซอกดินนั้นเอง เหยี่ยวต้องอกกระแทกดินตายในที่นั้นนั่นเอง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายอย่าเที่ยวไปในอารมณ์อื่น อันมิใช่โคจร เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์อื่น มารจักได้ช่อง มารจักได้อารมณ์ ก็อารมณ์อื่น... คืออะไร? คือกามคุณ ๕ ได้แก่ รูป อันพึงรู้ด้วยจักษุ... เสียง อันพึงรู้ด้วยหู... กลิ่น ดันพึงรู้ด้วยจมูก... รสอันพึงรู้ด้วยลิ้น... โผฏฐัพพะ อันพึงรู้ด้วยกาย ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าเที่ยวไปในอารมณ์ ซึ่งเป็นแดนปิตุภูมิ อันเป็นโคจร เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์อันเป็นปิตุภูมิ.... มารจักไม่ได้ช่อง มารจักไม่ได้อารมณ์... ก็อารมณ์อันเป็นปิตุภูมิ... คืออะไร? คือ สติปัฏฐาน ๔....”

สกุณัคฆีสูตร มหา. สํ. (๖๙๘-๗๐๐) ตบ. ๑๙ : ๑๙๖-๑๙๘ ตท. ๑๙ : ๑๘๘-๑๙๐ ตอ. K.S. ๕ : ๑๒๕-๑๒๖

อาสวะไม่สิ้นไปเป็นรายวัน

ในขณะบำเพ็ญเพียร ผู้บำเพ็ญจะมีทางรู้ได้หรือไม่ว่าในแต่ละวัน อาสวะสิ้นไปวันละเท่าใด?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยนิ้วมือย่อมปรากฏ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือย่อมปรากฏที่ด้ามมีดของนายช่างไม้ หรือลูกมือของนายช่างไม้แต่นายช่างไม้ หารู้ไม่ว่า วันนี้ด้ามมีดของเขาสึกหรอไปประมาณเท่านี้ วานนี้สึกไปประมาณเท่านี้ วันก่อนๆ สึกไปประมาณเท่านี้ นายช่างไม้... มีความรู้แต่ว่ามันสึกไปแล้ว ๆ แม้ฉันใด “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบความเพียรในภาวนาอยู่ หารู้ไม่ว่า วันนี้อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้วประมาณเท่านี้ วานนี้สิ้นไปประมาณเท่านี้ วันก่อนๆ สิ้นไปประมาณเท่านี้ ถึงอย่างนั้นเมื่ออาสวะสิ้นไปแล้ว เธอก็มีความรู้แต่ว่าสิ้นไปแล้ว ๆ ฉันนั้นเหมือนกันแล”

นาวาสูตร ขันธ. สํ. (๒๖๒) ตบ. ๑๗ : ๑๘๘ ตท. ๑๗ : ๑๖๒ ตอ. K.S. ๓ : ๑๓๑

อาหาร ๔ และความดับทุกข์

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ไม่มีอยู่ใน กวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงามในกวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหาร นั้น ในที่ใด วิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม ในที่นั้นย่อมไม่มีการตั้งลงแห่งนามรูป ในที่ใด ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด ไม่มีความเจริญแห่งสังขาร ในที่นั้นย่อมไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดไม่มีการเกิดในภพใหม่ ในที่นั้นย่อมไม่มีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดไม่มีชาติชรามรณะต่อไป..... เราเรียกที่นั้นว่าไม่มีความโศก ไม่มีธุรี ไม่มีความคับแค้น (เปรียบเหมือนบุคคลเปิดหน้าต่างปราสาทด้วยตะวันออก แสงสว่างย่อมส่องเข้าไปตั้งอยู่ที่ฝาผนังด้านตะวันตก ถ้าฝาผนังด้านตะวันด้านตะวันตกไม่มีแสงย่อมตั้งอยู่บนแผ่นดิน ถ้าแผ่นดินไม่มี ย่อมตั้งอยู่บนแผ่นน้ำ ถ้าแผ่นน้ำไม่มี ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใดเลย)”

อัตถิราคสูตร นิ. สํ. (๒๖๔-๒๔๙) ตบ. ๑๖ : ๑๒๒-๑๒๖ ตท. ๑๖ : ๑๑๑-๑๑๔ ตอ. K.S. II : ๗๑-๗๒

อาหาร ๔ และทุกข์

อาหาร ๔ ประการ คือ กวฬึงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก มีอยู่ใน กวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬึงการาหาร.... ในผัสสาหาร.... ในมโนสัญเจตนาหาร.... ในวิญญาณาหาร ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการตั้งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขาร ในที่นั้นย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ ในที่นั้นย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุรี มีความคับแค้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น สีเขียวหรือสีบานเย็น ช่างย้อมหรือช่างเขียนพึงเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษให้มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ครบถ้วน ที่แผ่นหินขาว แผ่นกระดาน ฝาผนัง หรือที่ผืนผ้า แม้ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน....”

อาหารของนิวรณ์ธรรม

อะไรเป็นอาหารเครื่องบำรุงเลี้ยงนิวรณ์ธรรม ๕ ประการ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้มีอาหารเป็นที่ตั้ง ดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร.... แม้ฉันใด นิวรณ์ ๕ ก็มีอาหารเป็นที่ตั้งฉันนั้นเหมือนกัน... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นอาหาร ในกามฉันทะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น ศุภนิมิตมีอยู่ การเพิ่มพูนอโยนิโสมนสิการ (การไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ ) ในศุภนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรือที่เกิดแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น.... “ปฏิฆนิมิตมีอยู่ การเพิ่มพูนอโยนิโสมนสิการ ในปฏิฆนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น.... “ความไม่ยินดี ความง่วงซึม ความเกียจคร้าน ความเมาอาหาร ความมีใจหดหู่มีอยู่ การเพิ่มพูนอโยนิโสมนสิการในธรรมชาติเหล่านี้ เป็นอาหารให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น.... “ความสงบใจมีอยู่ การเพิ่มพูนอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบใจนั้นเป็นอาหารให้อุทธัจจะกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น.... “ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งวิจิกิจฉามีอยู่ การเพิ่มพูนอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น...”

กายสูตร มหา. สํ. (๓๕๗-๓๖๒) ตบ. ๑๙ : ๙๔-๙๕ ตท. ๑๙ : ๑๐๑-๑๐๒ ตอ. K.S. ๕ : ๕๒-๕๓

อาหารของโพชฌงค์ ๗

อะไรเป็นอาหารเครื่องบำรุงเลี้ยงโพชฌงค์ ๗ ให้เจริญ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งแห่งสติสัมโพชฌงค์มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นเป็นอาหารให้สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น... “ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาวมีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้นเป็นอาหารแห่งธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ “ความริเริ่ม ความพยายาม ความบากบั่นมีอยู่การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการ ในธรรมเหล่านี้ เป็นอาหารแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ “ธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งปีติสัมโพชฌงค์ “ความสงบกาย ความสงบจิต มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ “สมาธินิมิตและอัพยัคคนิมิต (นิมิตแห่งจิตที่มีอารมณ์ไม่ฟุ้งซ่าน) มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ “ธรรมทั้งหลายที่เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ มีอยู่ การเพิ่มพูนโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น เป็นอาหารแห่งอุเบกขาโพชฌงค์....”

กายสูตร มหา. สํ. (๓๖๕-๓๗๑) ตบ. ๑๙ : ๙๖-๙๗ ตท. ๑๙ : ๑๐๓-๑๓๔ ตอ. K.S. ๕ : ๕๓-๕๔

อำนาจจิต

(เทวดาทูลถาม) โลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไรหนอเสือกไสไปได้ โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร?

“โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกใสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง คือ จิต ”

จิตตสูตรที่ ๒ ส.สํ. (๒๘๑) ตบ. ๑๕ : ๕๔ ตท. ๑๕ : ๕๓ ตอ. K.S. I : ๕๕

อินทรีย์ ๕ กับการบรรลุมรรคผล

อินทรีย์ ๕ เกี่ยวข้องกับการบรรลุมรรคผลระดับต่าง ๆ อย่างไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเป็นพระอรหันต์ เพราะอินทรีย์ ๕ ประการนี้เต็มบริบูรณ์ เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอรหันต์ เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่า อินทรีย์ของพระอนาคามีประเภทอันตราปรินิพพายี เป็นพระอานาคามีประเภทอสังขารปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีประเภทอุปหัจจปรินิพพายี เป็นพระอนาคามีประเภท สสังขารปรินิพพายี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ ของพระอนาคามีประเภทอสังขารปรินิพพายี เป็นพระอนาคามีประเภทอุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีประเภทสสังขารปรินิพพายี เป็นพระสกทาคามี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระอนาคามีประเภท อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เป็นพระโสดาบัน เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระสกทาคามี เป็นพระโสดาบันประเภทธัมมานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าอินทรีย์ของพระโสดาบัน เป็นพระโสดาบันประเภทสัทธานุสารี เพราะอินทรีย์ ๕ ยังอ่อนกว่าของพระโสดาบันประเภทธัมมานุสารี....”

วิตถารสูตรที่ ๑ มหา. สํ. (๘๘๓) ตบ. ๑๙ : ๒๖๖ ตท. ๑๙ : ๒๕๑ ตอ. K.S. ๕ : ๑๗๗

อินทรีย์ ๕ กับพละ ๕

อินทรีย์ ๕ กับพละ ๕ เป็นอันเดียวกัน หรือแตกต่างกัน ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางที่อินทรีย์ ๕ อาศัยแล้วกลายเป็นพละ ๕ ที่พละ ๕ อาศัยแล้วกลายเป็นอินทรีย์ มีอยู่... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดเป็นสัทธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสัทธาพละ สิ่งใดเป็นวิริยินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นวิริยพละ... สิ่งใดเป็นสตินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสติพละ... สิ่งใดเป็นสมาธินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นสมาธิพละ... สิ่งใดเป็นปัญญินทรีย์ สิ่งนั้นเป็นปัญญาพละ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำ ซึ่งไหลไปทางทิศตะวันออก... ที่ตรงกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะ ทางที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว อาจถือได้ว่าเป็นกระแสเดียวมีอยู่ อนึ่ง ทางที่กระแสแห่งแม่น้ำนั้นอาศัยแล้ว ถือได้ว่าเป็นสองกระแสก็มีอยู่ .... คือน้ำที่ปลายเกาะด้านตะวันออกและด้านตะวันตกนั้น คือว่าเป็นกระแสเดียวกัน น้ำที่ริมเกาะด้านเหนือ และริมเกาะด้านใต้ นี้ถือได้ว่าเป็นสองกระแส....”

สาเกตสูตร มหา. สํ. (๙๗๗-๙๘๐ ) ตบ. ๑๙ : ๒๙๐-๒๙๑ ตท. ๑๙ : ๒๗๔-๒๗๕ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙๔-๑๙๕

อินทรีย์ ๕ สนับสนุนกันและกัน

อินทรีย์ ทั้ง ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต่างเป็นกำลังสนับสนุนกันอย่างไร?

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวกใดมีศรัทธามั่น เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคต อริยสาวกนั้นไม่พึงเคลือบแคลงหรือสงสัยในพระตถาคตหรือในศาสนาของพระตถาคต... จักเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้กุศลธรรมสมบูรณ์ มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย “.....วิริยะของอริยสาวกนั้นเป็นวิริยินทรีย์..... อริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้ว จักเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสิตเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง จักระลึกถึง จักจดจำกิจที่ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานมาแล้วได้.... “ความระลึกถึงได้ของอริยสาวกนั้นเป็นสตินทรีย์ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธา ปรารภความเพียรแล้วมีสติตั้งมั่นแล้ว... จักยึดเหนี่ยวเอาความสลัดออกเป็นอารมณ์ ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว “.....สมาธิของอริยสาวกนั้นเป็นสมาธินทรีย์ ด้วยว่าอริยสาวกผู้มีศรัทธาปรารภความเพียร เข้าไปตั้งสติไว้ มีจิตตั้งมั่นอย่างถูกต้อง.... จักรู้ชัดอย่างนี้ว่าสงสารมีที่สุด และเบื้องต้นที่บุคคลรู้ไม่ได้ เบื้องต้นและที่สุดไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัดไว้ แล่นไป ท่องเที่ยวไป ส่วนความดับเพราะสิ้นราคะโดยไม่มีส่วนเหลือ แห่งมวลความมืด คือ อวิชชาเป็นทางสงบ ทางประณีต คือ ทางสงบแห่งสังขารทั้งปวง ความสละอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสิ้นราคะ ความดับทุกข์ และนิพพาน “....ปัญญาของอริยสาวกนั้นเป็นปัญญินทรีย์ อริยสาวกนั้นมีศรัทธา พยายามแล้วพยายามเล่า ระลึกแล้วระลึกเล่า จิตตั้งมั่นแล้วตั้งมั่นเล่า รู้ชัดแล้วรู้ชัดเล่าอย่างนี้ ย่อมเชื่อมั่นว่า ธรรมเหล่านี้แลเมื่อก่อนเป็นแต่ธรรมที่เราได้ยินได้ฟังมา บัดนี้เราประสบธรรมนั้นด้วยนามกายแล้วดำรงอยู่ และแทงทะลุด้วยปัญญาเห็นแจ้งชัดอยู่.....”

สัทธาสูตร มหา. สํ. (๑๐๑๑-๑๐๑๕ ) ตบ. ๑๙ : ๒๙๗-๒๙๙ ตท. ๑๙ : ๒๘๑-๒๘๒ ตอ. K.S. ๕ : ๒๐๐-๒๐๒

อินทรีย์ ๕ อย่างไหนสำคัญที่สุด

ในบรรดาอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อย่างไหนสำคัญที่สุด?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนยอดเมื่อขายังไม่ได้ยกยอดขึ้น กลอนเรือนก็ยังถือว่ามั่นคงไม่ได้ เมื่อใดเขายกยอดขึ้นแล้ว เมื่อนั้นกลอนเรือนจึงถือได้ว่ามั่นคงฉันใด อริยญาณยังไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกเพียงใด อินทรีย์ ๔ คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ก็ยังไม่ตั้งมั่นคงลงเพียงนั้น เมื่อใดอริยญาณเกิดขึ้นแล้วแก่อริยสาวกเมื่อนั้นอินทรีย์ก็ตั้งมั่นลงฉันนั้นเหมือนกัน “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ อันไปตามปัญญาของอริยสาวกผู้มีปัญญาย่อมตั้งมั่น

มัลลกสูตร มหา. สํ. (๑๐๒๙ ) ตบ. ๑๙ : ๓๐๒ ตท. ๑๙ : ๒๘๕ ตอ. K.S. ๕ : ๒๐๓-๒๐๔

อินทรีย์ทั้ง ๕ จะดับเมื่อใด

อินทรีย์ทั้ง ๕ ที่เกิดขึ้นจะดับเมื่อใด?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานมีวิตก วิจาร ปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทุกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่นี้.... “ภิกษุในธรรมวินัย เข้าทุติยฌาน อันมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ โทมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่นี้.... “ภิกษุในธรรมวินัย มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไปเข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข สุขินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่นี้.... “ภิกษุในธรรมวินัย เข้าจตุตถฌานไมมีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละทุกข์ ละสุข และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่โสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่นี้.... “ภิกษุในธรรมวินัย ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะอย่างสิ้นเชิงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่อุเบกขินทรีย์ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไปไม่มีเหลือในที่นี้....”

อุปปฏิกสูตร มหา. สํ. (๙๕๗-๙๖๑ ) ตบ. ๑๙ : ๒๘๓-๒๘๖ ตท. ๑๙ : ๒๖๗-๒๗๐ ตอ. K.S. ๕ : ๑๘๘-๑๙๑

อุปมาของขันธ์ ๕

เราจะอธิบายขันธ์ ๕ โดยเปรียบเทียบกับอะไร จึงจะเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคานี้พึงนำลุ่มฟองน้ำใหญ่มา บุรุษผู้มีจักษุ พึงพิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นพิจารณาอยู่ กลุ่มฟองน้ำนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย แม้ฉันใดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อภิกษุพิจารณาอยู่โดยแยบคายรูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิเลย ฉันนั้นเหมือนกัน “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงในฤดูใบไม้ร่วง (สารทสมัย) ฟองน้ำในน้ำย่อมบังเกิดขึ้นและดับไป บุรุษผู้มีจักษุ พึงพิจารณากลุ่มฟองน้ำใหญ่นั้นโดยแยบคาย เมื่อบุรุษนั้นพิจารณาอยู่ กลุ่มฟองน้ำนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า หาสาระมิได้เลย แม้ฉันใดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อภิกษุพิจารณาอยู่โดยแยบคายรูปนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า แม้ฉันนั้น “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเดือนสุดท้ายแห่งฤดูร้อนยังอยู่ พยับแดดย่อมเต้นระยิบระยับในเวลาเที่ยง เมื่อบุรุษพิจารณาโดยแยบคาย พยับแดดนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า แม้ฉันนั้น สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อภิกษุพิจารณาอยู่โดยแยบคายรูปนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า ฉันนั้นเหมือนกันแล “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษผู้มีความต้องการด้วยไม่แก่น ถือเอาจอบอันคมพึงเข้าไปสู่ป่า พึงเห็นต้นกล้วยขนาดใหญ่ ลำต้นตรง ยังอ่อน ยังไม่เกิดแกน พึงตัดโคน ตัดปลาย ปอกกาบใบออก ไม่พึงได้แม้แต่กระพี้ในต้นกล้วยนั้น เมื่อบุรุษพิจารณาโดยแยบคาย ต้นกล้วยนั้นย่อมปรากฏเป็นของว่างเปล่า แม้ฉันใด สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นักเล่นกล พึงเล่นกลที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง เมื่อบุรุษพิจารณาโดยแยบคาย กลนั้นพึงปรากฏเป็นของว่างเปล่า แม้ฉันใด วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏเป็นของว่างฉันนั้นเหมือนกันแล”

เผณปิณฑสูตร ขันธ. สํ. (๒๔๒-๒๔๖) ตบ. ๑๗ : ๑๗๑-๑๗๓๐ ตท. ๑๗ : ๑๔๙-๑๕๑ ตอ. K.S. ๓ : ๑๑๘-๑๒๐

อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕

อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นอันเดียวกันหรือต่างกัน ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานก็อันนั้น และ อุปาทานขันธ์ ๕ ก็อันนั้น หามิได้ และอุปาทานเป็นอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็หามิได้ แต่ความยินดีและความกำหนัดในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นแลเป็นอุปาทาน”

ปุณณมสูตร ขันธ. สํ. (๑๘๔) ตบ. ๑๗ : ๑๒๒ ตท. ๑๗ : ๑๐๘ ตอ. K.S. ๓ : ๘๕

อุปาทานขันธ์ คืออะไร

สิ่งที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ นั้น คืออะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีตอยู่ในที่ไกลหรือใกล้ มีอาสวะ ในตัว เป็นปัจจัยแก่อุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน ขันธ์คือ รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕

ปัญจักขันธสูตร ขันธ. สํ. (๙๖) ตบ. ๑๗ : ๕๙-๖๐ ตท. ๑๗ : ๕๑-๕๒ ตอ. K.S. ๓ : ๔๑-๔๒

อุปาทานขันธ์กับ “เรา”

“เรา” กับอุปาทานขันธ์ ๕ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

“.....ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ผมไม่กล่าว รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณว่าเป็นเรา ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจาก รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ แต่ผมไม่ได้ถือว่าเราเป็น (ขันธ์ ๕ ) นี้ เปรียบเหมือนกลิ่นดอกอุบลก็ดี กลิ่นดอกปทุมก็ดี กลิ่นดอกบุณฑริกก็ดี ผู้ใดหนอจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่ากลิ่นกลิ่น กลิ่นสีหรือว่ากลิ่นเกสร... “ดูก่อนท่านผู้มีอายุ สังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า “เรามีอยู่” ไม่ได้ ในสมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ มานะ ฉันทะ อนุสัยที่ว่า “เรามีอยู่” นั้น ที่ยังถอนไม่ได้ ก็ย่อมถึงการเพิกถอนได้ ... เปรียบเหมือนผ้าเปื้อนเปรอะด้วยมลทินเจ้าของมอบผ้านั้นให้แก่ช่างซักฟอก ช่างซักฟอกขยี้ผ้านั้นในน้ำด่างขี้เถ้า ในน้ำต่างเกลือหรือในโคมัย แล้วเอาซักในน้ำใสสะอาด ผ้านั้นเป็นของสะอาด ขาวผ่องก็จริง แต่ยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือหรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด ช่างซักฟอกมอบผ้านั้นให้แก่เจ้าของ เจ้าของเก็บผ้านั้นใส่ไว้ในหีบอบกลิ่น แม้กลิ่นนันก็หายไป”

เขมกสูตร ขันธ. สํ. (๒๒๙) ตบ. ๑๗ : ๑๖๐-๑๖๑ ตท. ๑๗ : ๑๓๙-๑๔๐ ตอ. K.S. ๓ : ๑๐๙-๑๑๐

อุปาทานคือยึดถืออะไร

ในปฏิจจสมุปบาท มีอุปาทานคือความยึดถือเป็นช่วงสำคัญช่วงหนึ่ง ความยึดถือนั้นหมายถึงยึดถืออะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้เรียนรู้แล้ว.... ย่อมทราบชัดอย่างนี้ว่า เรายึดถือสิ่งใดในโลกอยู่ พึงเป็นผู้ไม่มีโทษ สิ่งนั้นไม่มีเลย เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ ก็เราเมื่อยึดถือ พึงยึดถือ รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณนั้นเอง เพราะความยึดถือเป็นปัจจัย ภพพึงมีแก่เรา เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติพึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะโสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ พึงมีได้ด้วยประการอย่างนี้

ปิณโฑลยสูตร ขันธ. สํ. (๑๖๙) ตบ. ๑๗ : ๑๑๔ ตท. ๑๗ : ๑ ตอ. K.S. ๓ : ๗๙-๘๐

เกิดมีตน ก็เกิดมีทุกข์

ความเห็นว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวตน เกิดขึ้นได้อย่างไร ? และจะดับได้อย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้แล้ว ในโลกนี้ ย่อมเข้าในรูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ว่าเป็นต้น ย่อมเห็นตนว่ามีรูป (เป็นต้น) ย่อมเห็นรูป (เป็นต้น) ในตน ย่อมเห็นตนในรูป (เป็นต้น).... นี้เรียกว่าทางดำเนินอันจะให้เกิดความเห็นว่ามีตัวตน... อันจะยังสัตว์ให้ถึงความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในโลกนี้ ได้เรียนรู้แล้ว ย่อมไม่เข้าใจ รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ว่าเป็นต้น ย่อมไม่เข้าใจว่าตนมีรูป (เป็นต้น) ย่อมไม่เข้าใจว่ารูป (เป็นต้น) มีในตน ย่อมไม่เข้าใจว่าตนในรูป (เป็นต้น).....นี้เรียกว่าทางดำเนินอันจะยังสัตว์ให้เกิดความดับตัวตน... เรียกว่าการพิจารณาเห็นอันจะยังสัตว์ให้ถึงความดับทุกข์

ปฏิปทาสูตร ขันธ. สํ. (๘๙-๙๐) ตบ. ๑๗ : ๕๕-๕๖ ตท. ๑๗ : ๔๗-๔๘ ตอ. K.S. ๓ : ๓๘-๓๙

เครื่องสนับสนุนสัมมาสมาธิ

อะไรคือเครื่องประกอบสนับสนุนสัมมาสมาธิ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิอันประเสริฐ ที่มีที่อาศัย มีเครื่องประกอบคืออย่างไร? คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะฯ สัมมาสติ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ความที่จิตประกอบด้วยอุปกรณ์ ๗ อย่าง เหล่านี้เรียกว่า สัมมาสมาธิอันประเสริฐ มีทั้งที่อาศัย มีทั้งเครื่องประกอบ....”

สมาธิสูตร มหา. สํ. (๘๒-๘๓) ตบ. ๑๙ : ๒๕-๒๖ ตท. ๑๙ : ๒๒ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙

เจริญมรณัสสติอย่างไร

ทางพระพุทธศาสนาสนให้หมั่นเจริญมรณัสสติ คือ การระลึกถึงความตายเพื่อความไม่ประมาท อยากทราบว่าจะเจริญมรณัสสติโดยวิธีใด?

“......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุใดย่อมเจริญมรณัสสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ได้ตลอดคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง (อาจจะมีชีวิตอยู่เพียงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น) (หรือ)... เราพึงเป็นอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง (หรือ).... เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่ฉันบิณฑบาตมื้อหนึ่ง (หรือ).... เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่เคี้ยวคำข้าวสี่ห้าคำกลืนกิน เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงกระทำกิจให้มากหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้ เรากล่าวว่าเป็นผู้ประมาท เจริญมรณัสสติ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายช้า “ส่วนภิกษุใด ย่อมเจริญมรณัสสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่เคี้ยวคำกลืนกิน (หรือ).... เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค เราพึงกระทำกิจให้มากหนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญมรณัสสติ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แรงกล้า...เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้” “......ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกลางวันผ่านไป กลางคืนย่างเข้ามา ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เหตุแห่งความตายของเรามีมากหนอ คือ งูพึงกันเรา แมงป่องพึงต่อยเรา หรือตะขาบพึงกัดเรา เราพึงตายเพราะเหตุนั้น อันตรายนั้นพึงมีแก่เราพึงพลาดล้มลง อาหารที่เราฉันแล้วไม่พึงย่อมดี.... เสมหะ... หรือลมที่มีพิษเพียงดังศัสตราของเราพึงกำเริบ เราพึงตายเพราะเหตุนั้น.... ภิกษุนั้นพึงพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่เรายังละไม่ได้ อันจะพึงเป็นอันตรายแก่เราผู้กระทำกาละ (ตาย) ในกลางคืนมีอยู่หรือหน ถ้าภิกษุพิจาณาอยู่ย่อมราบอย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปเพียรความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีปริมาณยิ่ง เพื่อละธรรมอันเป็นบาปกุศลนั้น เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีผ้าโพกศีรษะ ถูกไฟไหม้ พึงทำฉันทะ.... เมื่อดับผ้าโพกศีรษะหรือศีรษะนั้น.... ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ย่อมทราบอย่างนี้ว่า ธรรมอันเป็นบาปอกุศล... ไม่มี ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้มีปีติและปราโมทย์ ตามศึกษาในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันกลางคืนอยู่เถิด...ฯ”

มรณัสสติสูตร ที่ ๑ ฉ. อํ. (๒๙๐) ตบ. ๒๒ : ๓๓๘-๓๔๑ ตท. ๒๒ : ๓๑๕-๓๑๘ ตอ. G.S. III : ๒๑๗-๒๑๙ ; มรณัสสติสูตร ที่ ๒ ฉ. อํ. (๒๙๑)

เตือนใจพระทุศีล

กุลบุตรที่บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว ประพฤติล่วงละเมิดพุทธบัญญัติมีธรรมอันลามก หลอกลวงชาวบ้าน จะมีโทษอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอเตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติสกปรก น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้าเป็นดังหยากเยื่อ บริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาลหรือคฤหบดีมหาศาลจะดีอย่างไร การที่บุรุษมีกำลังเอาขอเหล็กแดงไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงเกี่ยวปากอ้าไว้ แล้วกรอกก้อนเหล็กแดง ไฟกำลังลุกโชติช่วงเข้าในปาก ก้อนเหล็กแดงนั้นจะพึงไหม้ริมฝีปาก ไหม้ปาก ไหม้ลิ้น ไหม้คอ ไหม้อก ไหม้เรื่อยไปถึงไส้ใหญ่ไส้น้อย แล้วออกทางทวารเบื้องต่ำ นี้ดีกว่าข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย มีข้อนั้นเห็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไปไม่พึงเข้าถึงอบายทุคติ วินิบาต นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย “ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก..... เป็นดังหยากเยื่อ บริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์ มหาศาล... ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน แก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น และบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก....ฯ”

อัคคิขันธูปมสูตร ส. อํ. (๖๙) ตบ. ๒๓ : ๑๓๔ ตท. ๒๓ : ๑๑๘ ตอ. G.S. IV : ๘๗-๘๘

เทพเจ้าอมตะมีหรือไม่

ศาสนาบางศาสนาเชื่อว่ามีเทวดาที่มีอมตะเที่ยงแท้ แน่นอน ในเรื่องนี้ พระพุทธศาสนามีทัศนะอย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พญาสีหมฤคราชออกจากที่อาศัยในเวลาเย็นแล้วเหยียดกาย แล้วเหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ แล้วบันลือสีหนาท ๔ ครั้งแล้วออกเดินไปเพื่อหากิน.... พวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาสีหมฤคราชบันลือสีหนาท อยู่ โดยมากย่อมถึงความกลัว... พญาสีหมฤคราชมีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายเช่นนี้แล “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระตถาคตอรหัตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในโลกพระองค์ทรงแสดงธรรมว่า รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นดังนี้ ความดับแห่งรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เป็นดังนี้ แม้เทวดาทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุข ซึ่งดำรงอยู่ได้นานในวิมานสูง ได้สดับธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว โดยมากต่างก็ถึงความกลัว ความสังเวช ความสะดุ้ง ว่าผู้เจริญทั้งหลายได้ยินว่าเราทั้งหลายเป็นผู้ไม่เที่ยง แต่เข้าใจว่าแน่นอน... ได้ยินว่า ถึงพวกเราก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน ติดยู่ในกายตน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าโลก กับเทวโลกเช่นนี้แล”

สีหสูตร ขันธ. สํ. (๑๕๕, ๑๕๖) ตบ. ๑๗ : ๑๐๓-๑๑๔ ตท. ๑๗ : ๙๓-๙๔ ตอ. K.S. ๓ : ๗๐-๗๑

เทวดาก็บรรลุมรรคผลได้

มีบางท่านกล่าวว่า มนุษย์เท่านั้นสามารถปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลได้ เทวดาไม่สามารถ เพราะเห็นที่เสวยสุขอันเป็นทิพย์อย่างเดียว จริงหรือไม่?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน.... เวทัลละ ธรรมเหล่านั้นเธอฟังเสมอๆ คล่องปาก เพ่งพิจารณาด้วยใจ และกาย ตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ "ต่อมา เธอมีสติเหลงลืมถึงแก่มรณะ ย่อมไปบังเกิดในเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง เมื่อเธอมีความสุขอยู่ในภพนั้น บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน “อีกประการหนึ่ง... บทแห่งธรรมย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ แต่ภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีความชำนาญทางจิต แสดงธรรมแก่เทพบริษัท เธอตรึกตรองจนเห็นว่า ในกาลก่อน เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยใด นี้คือธรรมวินัยนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน.... ดุจบุรุษผู้ฉลาดในเสียงกลอง เขาเดินทางไกล เมื่อได้ยินเสียงกลอง ไม่มีความสงสัยหรือเคลือบแคลงว่า นั่นเสียงกลองหรือไม่ใช่.... “อีกประการหนึ่ง... บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ ผู้มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย ทั้งภิกษุผู้มีฤทธิ์ ก็ไม่ได้แสดงธรรมในเทพบริษัท แต่เทพบุตรย่อมแสดงธรรมในเทพบริษัท เธอคิดได้ดังนี้ว่า นี้คือ นี้คือธรรมวินัยนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน.... ดุจบุรุษผู้ฉลาดในเสียงสังข์ สติบังเกิดขึ้นช้า เดินทางไกลได้ยินเสียงสังข์เข้า ไม่พึงมีความเคลือบแคลงสงสัย ว่านั่นเสียงสังข์หรือไม่ใช่....

มหาวรรคที่ ๕ จ. อํ. (๑๙๑) ตบ. ๒๑ : ๒๕๑-๒๕๓ ตท. ๒๑ : ๒๑๔-๒๑๕ ตอ. G.S. II : ๑๙๓-๑๙๕

เบื้องต้นของสติปัฏฐาน ๔

ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคแล้ว ทูลขอร้องให้พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพื่อจะได้ไปปฏิบัติอย่างจริงจังต่อไป...?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจงชำระข้อปฏิบัติเบื้องต้นในธรรมทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อน เบื้องต้นของกุศลธรรมคืออะไร? คือศีลที่บริสุทธิ์ ดีและความเห็นตรง เมื่อใดศีลของเธอจักบริสุทธิ์ดีและความเห็นของเธอจักตรงเมื่อนั้นเธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว พึงเจริญสติปัฏฐาน ๔ โดยส่วน ๓..... “เธอจงพิจารณาเห็นกายในกายภายใน.... ภายนอก ...ทั้งภายในภายนอก.... จงพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาภายใน.... ภายนอก ...ทั้งภายในภายนอก.... จงพิจารณาเห็นจิตในจิตภายใน.... ภายนอก ...ทั้งภายในภายนอก.... จงพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายใน.... ภายนอก ...ทั้งภายในภายนอก....อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย “ดูก่อนภิกษุ เมื่อใดเธออาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จักเจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้โดยส่วน ๓ อย่างนี้เมื่อนั้น เธอพึงหวังความเจริญในกุศลธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ตลอดคืนหรือวันอันจักมาถึง ไม่มีความเสื่อมเลย...”

ภิกขุสูตร มหา. สํ. (๖๘๖-๖๘๙) ตบ. ๑๙ : ๑๙๒-๑๙๓ ตท. ๑๙ : ๑๘๕-๑๘๖ ตอ. K.S. ๕ : ๑๒๑-๑๒๒

เบ็ดของมาร

เบ็ดของมารคืออะไร? ทำอย่างไรจึงจะไม่ติดเบ็ดของมาร ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พรานเบ็ดหย่อนเบ็ดที่มีเหยื่อลงในห้วงน้ำลึก ปลาที่เห็นแก่เหยื่อตัวใดตัวหนึ่งกลืนกินเบ็ดนั้น ชื่อว่ากลืนกินเบ็ดของนายพรานเบ็ด ย่อมถึงความวิบัติ ความพินาศ พรานเบ็ดพึงกระทำได้ตามในชอบฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในโลกมีเบ็ดอยู่ ๖ อย่างเหล่านี้ เพื่อจะนำสัตว์ทั้งหลายไป เพื่อจะฆ่าสัตว์ทั้งหลายเสีย เบ็ด ๖ อย่าง คือ รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... ที่จะพึงรู้ด้วย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... อันน่าอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน สรรเสริญหมกมุ่น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์....ภิกษุนี้เรียกว่ากลืนกินเบ็ดของมาร ถึงความวิบัติ ถึงความพินาศ มารใจบาปจึงกระทำได้ตามใจชอบฉันนั้น.... “ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่สรรเสริญ ไม่หมกมุ่น รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... อันจะพึงรู้ด้วย ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ภิกษุนี้เรียกว่าไม่กลืนกินเบ็ดของมาร ทำลาย ย่ำยีเบ็ดของมารได้ ไม่ถึงความวิบัติ ไม่ถึงความพินาศ มารใจบาปจึงกระทำได้ตามใจชอบไม่ได้....

พาลสิกสูตร สฬา. สํ. (๒๘๙-๒๙๐) ตบ. ๑๘ : ๑๙๗-๑๘๙ ตท. ๑๘ : ๑๙๓-๑๙๔ ตอ. K.S. ๔ : ๙๙

เป็นอรหันต์แต่ไม่มีฤทธิ์

ภิกษุที่ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพแล้วจะต้องมีฤทธิ์ สามารถกระทำปาฏิหาริย์ได้ทั้งนั้นหรือ?

ไม่ได้เสมอไป ตามเรื่องสุสิมสูตรว่าเมื่อพระสุสิมะได้ยิน ภิกษุหลายรูป ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์จึงเข้าไปหาแล้วก็ถามว่า ท่านเหล่านั้นแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ไหม มีหูทิพย์ตาทิพย์ไหม เมื่อภิกษุเหล่านั้นตอบว่าแสดงฤทธิ์ก็ไม่ได้ มีหูทิพย์ตาทิพย์ก็ไม่ได้ พระสุสิมะ จึงแสดงความประหลาดใจว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ท่านเหล่านั้นตอบว่า ท่านหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา เป็นพระอรหันต์ประเภทสุกขวิปัสสกะ พระสุสิมะยังไม่หายสงสัย จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามเรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสถามเธอว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ควรถือว่าเป็นเราเป็นของของเรา เป็นตัวตนของเราหรือไม่ พระสุสิมะทูลว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรถือว่าเป็นเรา เป็นของของเรา เป็นตนของเรา พระพุทธองค์ทรงสอนต่อไปว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอดีตก็ดี อนาคตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี อยู่ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี พึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า นั่นเป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้แบ้วจะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้น เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระสุสมะในเรื่องปฏิจจสุมปบาทว่าเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา และภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ ฯลฯ เพราอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ในสายดับทุกข์พระองค์ทรงแสดงว่า เพราะชาติดับ ชรา มรณะ จึงดับ ฯลฯ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ ในที่สุดทรงถามว่า “ดูก่อนสุสิมะ เธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมบรรลุอิทธิวิธีหลายประการ....ย่อมได้ยินเสียงสองชนิด... ด้วยทิพย์ โสตธาตุอันบริสุทธิ์..... ย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น.... ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก... ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ.... บ้างหรือหนอ?” พระสุสิมะทูลตอบว่า “ ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แสดงว่า พระอรหันต์ผู้ได้บรรลุเพราะอาศัยปัญญา เกิดความรู้จริงเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ย่อมไม่มีอิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ”

นัยสุสิมสูตร นิ. สํ. (๒๘๑-๓๐๑) ตบ. ๑๖ : ๑๔๖-๑๕๕ ตท. ๑๖ : ๑๓๒-๑๔๑ ตอ. K.S. II : ๘๕-๙๑

เป้าหมายของการประพฤติพรหมจรรย์

เป้าหมายสำคัญของการประพฤติพรหมจรรย์คืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในเรา ก็เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ ปริพพาชกจะพึงถามเธอทั้งหลายว่า ก็ทุกข์ซึ่งพวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ... เพื่อกำหนดรู้นั้นคืออย่างไร เธอพึงพยากรณ์อย่างนั้นว่า จักษุแลเป็นทุกข์ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ก็เพื่อกำหนดรู้จักษุเป็นทุกข์นั้นรูปเป็นทุกข์ จักษุวิญญาณเป็นทุกข์ จักษุสัมผัสเป็นทุกข์ สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกมสุขเวทนาที่มีจักษุสัมผัสนั้นเป็นปัจจัยก็เป็นทุกข์ หู เสียง โสตวิญญาณ...โสตสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะโสตสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ....ฆานสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะฆานสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ...ชิวหาสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะชิวหาสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ... กายสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะกายสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ก็เพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันนั้น ๆ.....

ภิกขุสูตร สฬา. สํ. (๙๗) ตบ. ๑๘ : ๖๓-๖๔ ตท. ๑๘ : ๕๓-๕๔ ตอ. K.S. ๔ : ๒๗

เพราะหน่ายจึงรู้ เพราะรู้จึงพ้น

ชาวพุทธควรมีทัศนคติต่อขันธ์ ๕ อย่างไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คืออยู่ด้วยความเบื่อหน่ายอย่างมากใน รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เมื่อเป็นผู้อยู่ด้วยความเบื่อหน่ายอย่างมากในรูป (เป็นต้น) ย่อมรอบรู้ รูป (เป็นต้นนั้น) เมื่อรอบรู้... ย่อมหลุดพ้นจากรูป (เป็นต้น) ย่อมหลุดพ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความระทม ความแค้นใจ ความแห้งใจ เรากล่าวว่าย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมีธรรมอันเหมาะสม คือพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง.... เห็นความทุกข์... เห็นความเป็นอนัตตาในรูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความทุกข์ ความเป็นอนัตตาในรูป (เป็นต้น) ย่อมรอบรู้ในรูป (เป็นต้น) เมื่อรอบรู้ .... ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ... เรากล่าวว่าย่อมหลุดพ้นจากทุกข์

อนุธรรมสูตร ที่ ๑-๔ ขันธ. สํ. (๘๓-๘๖) ตบ. ๑๗ : ๕๐-๕๒ ตท. ๑๗ : ๔๓-๔๕ ตอ. K.S. ๓ : ๓๖-๓๗

เพลิดเพลินขันธ์ ๕ เพลิดเพลินทุกข์

คนเช่นใด มีโอกาสที่จะพ้นทุกข์มากกว่าคนอื่น?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเพลิดเพลิน รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ผู้นั้นชื่อว่าเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์เรายืนยันว่าผู้นั้นไม่พ้นไปจากทุกข์ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแลไม่เพลิดเพลินรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ผู้นั้นไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์เรายืนยันว่าผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์

อภินันทนสูตร ขันธ. สํ. (๖๔-๖๕) ตบ. ๑๗ : ๓๙ ตท. ๑๗ : ๓๓-๓๔ ตอ. K.S. ๓ : ๓๐

เพลินอายตนะ ไม่พ้นทุกข์

คนเช่นใด มีโอกาสที่จะพ้นทุกข์มากกว่าคนอื่นๆ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดยังเพลิดเพลิน ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าย่อมเพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดเพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่าผู้นั้นยังไม่พ้นไปจากทุกข์ “ส่วนผู้ใดไม่เพลิดเพลินตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ...รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ผู้นั้นชื่อว่าไม่เพลิดเพลินทุกข์ ผู้ใดไม่เพลิดเพลินทุกข์ เรากล่าวว่าผู้นั้นพ้นไปจากทุกข์

อภินันทนสูตรที่ ๑-๒ สฬา. สํ. (๑๙-๒๐) ตบ. ๑๘ : ๑๖-๑๗ ตท. ๑๘ : ๑๒-๑๓ ตอ. K.S. ๔ : ๗

เมื่อถูกด่าควรทำอย่างไร

เมื่อเราถูกโกรธก็ดี ถูกด่าก็ดี เราควรทำอย่างไร ควรจะโกรธตอบ ด่าตอบ หรือควรจะเฉยเสีย?

“ ดูก่อนพราหมณ์..... ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่านโกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่ เราไม่รับรู้เรื่องมีการด่าเป็นต้นของท่านนั้น ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าของท่านผู้เดียว ดูก่อนพราหมณ์.... ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้โกรธอยู่ หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่.... ผู้นี้ เรากล่าวว่า ย่อมบริโภคร่วมกัน ย่อมกระทำตอบกัน เรานั้นไม่บริโภคร่วม ไม่กระทำตอบด้วยท่านเป็นอันขาด ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้น เป็นของท่านผู้เดียว”

อักโกสกสูตรที่ ๒ ส. สํ. (๖๓๒) ตบ. ๑๕ : ๒๓๘ ตท. ๑๕ : ๒๒๕ ตอ. K.S. I : ๒๐๒

เรียนไม่เป็นก็มีโทษ

คนทั่วไปเข้าใจว่า การเรียนธรรมเป็นของดี มีประโยชน์ แต่ถ่ายเดียว ใครจะทราบว่าการเรียนธรรมก่อให้เกิดทุกข์โทษ มีหรือไม่?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษเหล่าบางพวกในพระธรรม วินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรมคือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ บุรุษเหล่าเหล่านั้นเล่าเรียนธรรมนั้นแล้ว ย่อมไม่ไตร่ตรอง เนื้อความแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยปัญญา ธรรมเหล่านั้นย่อมไม่ควรซึ่งการเพ่งแก่บุรุษเปล่าเหล่านั้น ผู้ไม่ไตร่ตรองเนื้อความด้วยปัญญา บุรุษเปล่าเหล่านั้น เป็นผู้มีความข่มผู้อื่นเป็นอานิสงส์ (เรียนเพื่อข่มผู้อื่น) และมีการเปลื้องเสียซึ่งความนินทาเป็นอานิสงส์ (เรียนเพื่อให้คนตำหนิมิได้) ย่อมเล่าเรียนธรรม ก็กุลบุตรทั้งหลายย่อมเล่าเรียนธรรมเพื่อประโยชน์อันใด บุรุษเหล่าเหล่านั้นย่อมไม่ได้เสวยประโยชน์แห่งธรรมนั้น ธรรมเหล่านั้นอันบุรุษเหล่านั้นเรียนไม่ดีแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน ข้อนั้นเป็นเพราะอะไร เพราะธรรมทั้งหลายอันตนเรียนไม่ดีแล้ว “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการด้วยงูพิษเสาะหางูพิษ เที่ยวแสวงหางูพิษ เขาพึงพบงูพิษตัวใหญ่ พึงจับงูพิษนั้นที่ขนดหรือที่หาง งูพิษนั้นพึงแว้งกัดเขาที่มือ ที่แขน หรือที่อวัยวะใหญ่น้อยแห่งใดแห่งหนึ่ง เขาพึงถึงความตาย หรือความทุกข์ปางตาย มีการกัดนั้นเป็นเหตุข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะงูพิษตนจับไม่ดีแล้ว”

อลคัททูปมสูตร มู. ม. (๒๗๘) ตบ. ๑๒ : ๒๖๗-๒๖๘ ตท.๑๒ : ๒๑๗-๒๑๘ ตอ. MLS. I : ๑๗๑-๑๗๒

เลื่อนฐานะด้วยการพิจารณาอุปาทานขันธ์ ๕

ภิกษุผู้มีศีลก็ดี พระโสดาบันก็ดี พระสกทาคามีก็ดี พระอนาคามีก็ดี พระอรหันต์ก็ดี ควรพิจารณาธรรมอะไรอย่างรอบคอบและพิจารณาอย่างไร ?

“.....ดูก่อนท่านโกฏฐิตะ ภิกษุผู้มีศีล ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี ภิกษุผู้เป็นอนาคามี และแม้ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ ควรพิจารณาอุปาทานขันธ์ ๕ โดยรอบคอบ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นดังโรค เป็นดังฝี เป็นดังลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของแปรปรวน เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตัวตน... “ภิกษุผู้มีศีล (เมื่อทำได้ดังนี้) พึงกระทำให้แจ้งชื่อโสดาปัตติผล ภิกษุผู้เป็นโสดาบัน พึงทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ภิกษุผู้เป็นสกทาคามี พึงทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ภิกษุผู้เป็นอนาคามี พึงทำให้แจ้งซึ่งอรหันตตผล ภิกษุผู้เป็นอรหันต์ และธรรมเหล่านี้ ที่ภิกษุผู้เป็นอรหันต์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วก็เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัปชัญญะ”

สีลสูตร ขันธ. สํ. (๓๑๐-๓๑๔) ตบ. ๑๗ : ๒๐๓-๒๐๕ ตท. ๑๗ : ๑๗๗-๑๗๘ ตอ. K.S. ๓ : ๑๔๓-๑๔๔

เวทนาของปุถุชนและอริยสาวก

ปุถุชนกับอริยสาวก เมื่อเสวยทุกขเวทนา มีอะไรแตกต่างกันบ้างหรือไม่ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ อันทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมโศกเศร้า ร่ำไร รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ เขาย่อมเสวยเวทนา ๒ อย่าง คือ เวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนนายขมังธนู พึงยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำบุรุษนั้นด้วยลูกศรลูกที่สองอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศร ๒ อย่างคือ ทางกายและทางใจ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายอริยสาวกผู้เรียนรู้ แล้วอันทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่โศกเศร้า ไม่ร่ำไร รำพัน ไม่ทุบอก คร่ำครวญ เธอย่อมเสวยเวทนาทางกายอย่างเดียว ไม่เสวยเวทนาทางใจ เปรียบเหมือนนายขมังธนู ยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำบุรุษนั้นด้วยลูกศรดอกที่สองผิดไป ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรดอกเดียวฉันนั้นเหมือนกัน...”

สัลลัตถสูตร สฬา. สํ. (๓๖๙-๓๗๒) ตบ. ๑๘ : ๒๕๗-๒๕๙ ตท. ๑๘ : ๒๔๐-๒๔๑ ตอ. K.S. ๔ : ๑๓๙-๑๔๐

เหตุของทุกข์

สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า ทุกข์ตนทำเองบ้าง ผู้อื่นทำเองบ้าง ทั้งตนทั้งผู้อื่นทำบ้าง ไม่ใช่ทั้งตนไม่ใช่ทั้งผู้อื่นทำบ้าง ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคทรงมีทรรศนะอย่างไร?

(พระพุทธเจ้าทรงรับรอง) “.....ดูกรท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ทุกข์เป็นของอาศัยเหตุเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยอะไรเกิดขึ้น ทุกข์อาศัยผัสสะ เกิดขึ้น บุคคลผู้กล่าวดังนี้ จึงจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้ง การคล้อยตามวาทะที่ถูกไรๆ ก็จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนจะติเตียนได้ ดูกรท่าน ทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรม บัญญัติว่า ตนทำเอง ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ผู้อื่นทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็น ปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ตนทำเองด้วย ผู้อื่น ทำให้ด้วย ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย แม้ทุกข์ที่พวกสมณพราหมณ์ผู้กล่าว กรรมบัญญัติว่าเกิดเอง เพราะอาศัยการที่มิใช่ตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ ก็ย่อมเกิดเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ดูกรท่านทั้งหลาย ในวาทะทั้ง ๔ นั้น พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรมบัญญัติว่า ทุกข์ตนทำเอง เว้นผัสสะเสีย เขา ย่อมเสวยทุกข์ดังนี้ มิใช่ฐานะที่จะมีได้ แม้พวกสมณพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้กล่าวกรรม.....”

อัญญติตถิยสูตร นิ. สํ. (๗๓) ตบ. ๑๖ : ๓๙-๔๐ ตท. ๑๖ : ๓๓-๓๔ ตอ. K.S. II : ๒๘-๒๙

เหตุทำให้พระศาสนาเสื่อม

อะไรเป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่ไมได้นาน?

“.....ดูก่อนกิมพิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ในพระศาสนา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในความไม่ประมาท ในปฏิสันถาร ดูก่อนกิมพิละ นี้แลเห็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้พระสัทธรรมไม่ดำรงอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินพพานแล้ว ฯ”

กิมมิลสูตร ฉ. อํ. (๓๑๑) ตบ. ๒๒ : ๓๗๙-๓๘๐ ตท. ๒๒ : ๓๕๐-๓๕๑ ตอ. G.S. III : ๒๔๐

เหตุทำให้เกิดความกลัวป่าเปลี่ยว

เพราะเหตุใดผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตใจบางท่าน เมื่อเข้าไปอยู่ในป่าเปลี่ยวจึงเกิดความหวาดกลัว แต่บางท่านก็ไม่หวาดกลัว?

“.....ดูก่อนพราหมณ์ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีกายกรรมไม่บริสุทธิ์.... มีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์..... มีมโนกรรมไม่บริสุทธิ์..... มีอาชีวะไม่บริสุทธิ์..... มีความอยากได้ มีราคะกล้าในกามทั้งหลาย.... มีจิตพยาบาท มีความดำริในใจชั่ว.... อันถีนมิทธะกลุ้มรุมแล้ว.... ฟุ้งซ่าน มีจิตไม่สงบระงับ มีความสงสัยเคลือบแคลง... ยกตนข่มผู้อื่น ... เป็นผู้หวาดหวั่น มีชาติแห่งคนขลาด.... ปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญ.... เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม.... มีสติหลงลืม ไม่มีสัมปชัญญะ... มีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตหมุนไปผิด.... มีปัญญาทราม เป็นใบ้ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัดที่เป็นป่าและเป็นป่าเปลี่ยว สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเกิดมีความกลัวและความขลาดอันเป็นอกุศล เพราะโทษของตนคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามและเป็นคนบ้าใบ้เป็นเหตุ....ฯ”

ภยเภรวสูตร มู. ม. (๓๑-๔๔) ตบ. ๑๒ : ๒๙-๓๕ ตท.๑๒ : ๒๖-๓๑ ตอ. MLS. I : ๒๒-๒๕

เหตุที่คนทะเลาะวิวาทกัน

เพราะเหตุไรคนประเภทต่างๆ เช่น กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี และสมณะ ทะเลาะวิวาทกัน?

“ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุที่ยึดมั่นผูกพันในกามราคะ กำหนัดยินดีในกามราคะ ถูกกามราคะกลุ้มรุมท่วมทับ แม้กษัตริย์ ก็ทะเลาะกับกษัตริย์ แม้พราหมณ์ก็ทะเลาะกับพราหมณ์ แม้คฤหบดีก็ทะเลาะกับคฤหบดี “ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุที่ยึดมั่นผูกพันในทิฏฐิราคะ (ความยินดีในความเห็นของตน) กำหนัดยินดีในทิฏฐิราคะ ถูกทิฏฐิราคะกลุ้มรุมท่วมทับแม้สมณะก็ทะเลาะกับสมณะ....”

ป. ทุก. อํ. (๒๘๒) ตบ. ๒๐ : ๘๔ ตท. ๒๐ : ๗๕ ตอ. G.S. ๑ : ๖๑

เหตุที่คนแสวงหาความสุข

คนมีสุขจึงแสวงหาความสุขจากกาม หรือว่ามีความทุกข์จึงแสวงหาความสุขจากกาม ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้..... อันทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมโศกเศร้า ร่ำไร รำพัน.... เขาเป็นผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น ปฏิฆานุสัยของทุกขเวทนานั้น ย่อมติดตามเขาผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น เขาอันทุกขเวทนา ถูกต้องแล้ว ย่อมแสวงหาความเพลิดเพลินจากกามสุข เพราะเหตุไร เพราะปุถุชนผู้มิได้เรียนรู้ย่อมไม่รู้อุบายกำจัดทุกข์เวทนานอกจากกามสุข.....”

สัลลัตถสูตร สฬา. สํ. (๓๗๐) ตบ. ๑๘ : ๒๕๘ ตท. ๑๘ : ๒๔๐-๒๔๑ ตอ. K.S. ๔ : ๑๔๐

เหตุที่ความจำแจ่มแจ้งดี

พราหมณ์ ชื่อ สคารวะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า เพราะเหตุไรมนต์ที่สาธยายไว้นานแล้ว บางคราวจึงแจ่มแจ้งดี แต่บางคราวก็ไม่แจ่มแจ้ง มนต์ที่ไม่ได้สาธยายเป็นเวลานานบางคราวแจ่มแจ้งดี บางคราวก็ไม่แจ่มแจ้ง?

“ดูก่อนพราหมณ์ สมัยใดแลบุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยกามราคะ ถูกกามราคะเหนี่ยวรั้งไป และไม่รู้ไม่เห็นในอุบายเป็นเครื่องสลัดกามราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ตามความเป็นจริงสมัยนั้น เขาไม่รู้ไม่เห็นแม้ซึ่งประโยชน์ ตนตามความเป็นจริง ซึ่งประโยชน์ผู้อื่นตามความเป็นจริง ซึ่งประโยชน์ทั้งสองตามความเป็นจริง มนต์ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้ เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ ซึ่งระคนด้วยสีครั่ง สีเหลือง สีเขียว สีแดงอ่อน บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้นไม่พึงรู้ ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริง “ดูก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมัยใดแลบุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยพยาบาท.... ไม่รู้ ไม่เห็นในอุบายเป็นเครื่องสลัดซึ่งพยาบาท.... ตามความเป็นจริง สมัยนั้นเขาไม่รู้ไม่เห็นแม้ซึ่งประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสอง ตามความเป็นจริง เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ ซึ่งร้อนเพราะไฟ เดือดพล่าน... บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำนั้นไม่พึงรู้ ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริงได้.... “.....สมัยใดแลบุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยถีนมิทธะ.... ย่อมไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดถีนมิทธะ..... ด้วยความเป็นจริง สมัยนั้นเขาไม่เห็นประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง๒ ตามความเป็นจริง มนต์ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้ เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ อันสาหร่ายและจอกแหนปกคลุมไว้ บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตน ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริง.... “.....สมัยใดแลบุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยอุทธัจจะกุกกุจจะ .... ย่อมไม่เห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดอุทธัจจะกุกกุจจะ..... ตามความเป็นจริง สมัยนั้นเขาไม่รู้ประโยชน์ทั้งสอง ตามความเป็นจริง เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ ถูกลมพัดมองดูเงาหน้าของตน ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริง.... “.....สมัยใดแลบุคคลมีใจฟุ้งซ่านด้วยวิจิกิจฉา.... สมัยนั้นเขาไม่รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสอง ตามความเป็นจริง มนต์ที่กระทำการสาธยายไว้นาน ก็ไม่แจ่มแจ้งได้ เปรียบเหมือนภาชนะใส่น้ำ ที่ขุ่นมัวเป็นเปือกตมที่เขาวางไว้ในที่มืด บุรุษผู้มีจักษุ เมื่อมองดูเงาหน้าของตนในน้ำ... ไม่พึงเห็นตามความเป็นจริง....”

เสคารวสูตร มหา. สํ. (๖๐๒-๖๑๒) ตบ. ๑๙ : ๑๖๗-๑๗๐ ตท. ๑๙ : ๑๖๔-๑๖๖ ตอ. K.S. ๕ : ๑๐๒-๑๐๔

เหตุที่ทรงแสดงธรรม

เพราะเหตุไรพระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรม และทรงอนุญาตให้พระสาวกแสดงธรรมโปรดคนอื่น ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่เห็นก็ตาม ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว หรือไม่ได้ฟังก็ตาม ย่อมไม่หยั่งลงสู่ความถูกต้องและความแน่นอนมั่นคงในกุศลธรรมทั้งหลาย “บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่เห็นก็ตาม ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว หรือไม่ได้ฟังก็ตาม ย่อมหยั่งลงสู่ความแน่นอนมั่นคงและความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลายเอง “บุคคลบางคนในโลกนี้ ได้เห็นพระตถาคต.... ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว จึงหยั่งลงสู่ความแน่นอนมั่นคงและความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เมื่อไม่ได้เห็น.... ไม่ได้ฟัง... ย่อมไม่หยั่งลงสู่ความแน่นอนมั่นคงและความถูกต้อง...... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาบุคคล ๓ จำพวกนั้น เพราะเห็นแก่บุคคลผู้ได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว จึงหยั่งลงสู่ความแน่นอน....ถูกต้องในกุศลธรรม เมื่อไม่ได้เห็น... ไม่ได้ฟัง... ย่อมไม่หยั่งลง.... เราจึงอนุญาตการแสดงธรรมไว้ และก็เพราะอาศัยบุคคลนี้ จึงควรแสดงธรรมแม้แก่บุคคลอื่น ๆ ด้วย....”

คิลานสูตร ติก. อํ. (๔๖๑) ตบ. ๒๐ : ๑๕๒-๑๕๓ ตท. ๒๐ : ๑๓๘ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๔

เหตุที่ทำให้เป็นเทพี

ทำไมสตรีบางคนเกิดมาจึงมีรูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่ ทั้งยังยากจนและต่ำศักดิ์อีกด้วย ?

“.....ดูก่อนพระนางมัลลิกา....มาตุคาม (สตรี) บางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักโกรธ มากไปด้วยความแค้นใจ ถูกว่าแม้เล็กน้อยก็ขัดเคืองและความไม่พอใจให้ปรากฏ ไม่เป็นผู้ให้ทานคือข้าว น้ำ ยวดยาน ระเบียบ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และประทีปโคมไฟแก่สมณะหรือพราหมณ์ และเป็นผู้มีใจริษยาในลาภ สักการะ ความเคารพ ความนับถือการไหว้ การบูชาของผู้อื่น กีดกันตัดรอนผูกความริษยา ถ้ามาตุคามนั้นจุติจากอัตตภาพนันมาสู่ความเป็นอย่างนี้ กลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม รูปชั่ว ไม่น่าดู ทั้งเป็นคนยากจนขัดสนทรัพย์สมบัติและต่ำศักดิ์”

มหาวรรค จ. อํ. (๑๙๗) ตบ. ๒๑ : ๒๗๖ ตท. ๒๑ : ๒๓๓ ตอ. G.S. II : ๒๑๕-๒๑๖

เหตุที่บัญญัติพระวินัย

เพราะเหตุไร พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติพระวินัยให้พระภิกษุสงฆ์ปฏิบัติตอบ ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์ ๒ อย่างนี้ ตถาคตจึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวก อำนาจประโยชน์ ๒ อย่าง คืออะไร? คือเพื่อความดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้หน้าด้าน ๑ เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑...เพื่อป้องกันอาสวะจนจักบังเกิด ในปัจจุบัน ๑.... เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อป้องกันเวรอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อป้องกันเวรอันจักบังเกิดในอนาคต ๑... เพื่อป้องกันโทษอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดโทษอันจักบังเกิดในอนาคต เพื่อป้องกันภัยอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดภัยอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อป้องกันอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอกุศลธรรมอันจักบังเกิดในอนาคต ๑.... เพื่ออนุเคราะห์แก่คฤหัสถ์ ๑ เพื่อตัดรอนฝักฝ่ายของภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก ๑.... เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เสื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของผู้เลื่อมใสแล้ว ๑... เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑”

พระสูตรนอกปัณณาสก์ ทุก. อํ. (๔๓๖) ตบ. ๒๐ : ๑๒๓ ตท. ๒๐ : ๑๑๐-๑๑๑ ตอ. G.S. ๑ : ๘๓-๘๔

เหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาบางอย่าง

เพราะเหตุไร พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นเมื่อถูกถามจึงมักนิยมตอบปัญหาเกี่ยวกับว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน ชีพกับสรีระเป็นคนละอย่าง ฯลฯ แต่เหตุไฉน พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ?

“ดูก่อนอัจฉะ ปริพพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมพิจารณาเห็น ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ว่านั่นเป็นเรา นั้นเป็นอัตตาของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า โลกเที่ยงแท้บ้าง โลกไม่เที่ยงแท้บ้าง ฯลฯ “ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมทรงพิจารณาเห็นตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... ว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงไม่พยากรณ์อย่างนี้ว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ

โมคคัลลานสูตร สฬา. สํ. (๗๘๘-๗๙๒) ตบ. ๑๘ : ๔๗๖-๔๗๙ ตท. ๑๘ : ๔๒๑-๔๒๔ ตอ. K.S. ๔ : ๒๗๖-๒๗๘

เหตุที่พระลาสิกขา

เพราะเหตุไร พระภิกษุที่บวชแล้วจึงลาสิกขา?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ มีเมล็ดพืชน้อย มีลำต้นใหญ่ งอกขึ้นคุลมต้นไม้ทั้งหลาย ทำให้ต้นไม่ที่มันคลุมแล้วล้มหักกระจัดกระจายวิบัติไป เช่น ต้นโพธิ ต้นไทร ต้นมะเดื่อใบหยิก ต้นมะเดื่อใบพวง ต้นเซดาร์ และต้นมะสัง....ฉันใด “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ละกามเช่นใดแล้วออกบวชเป็นบรรพชิต กุลบุตรนั้น กลับเป็นผู้เสียหาย วิบัติไปด้วยกามเช่นนั้น หรือที่เลวกว่านั้น...”

รุกขสูตร มหา. สํ. (๔๙๖-๔๙๘) ตบ. ๑๙ : ๑๓๕ ตท. ๑๙ : ๑๓๗ ตอ. K.S. ๕ : ๘๐

เหตุที่พระไม่ไหว้ฆราวาส

เพราะเหตุไรพระภิกษุแม้ยังหนุ่ม จึงไม่กราบไหว้หรือแสดงความเคารพต่อคฤหัสถ์ที่แก่ชรา เจริญวัยหรือมียศศักดิ์สูง?

“ดูก่อนพราหมณ์ ภูมิแห่งคนแก่และภูมิแห่งคนหนุ่ม ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้ ทรงเห็นตรัสแสดงไว้มีอยู่ ดูก่อนพราหมณ์ ถึงแม้คนบางคนจะเป็นคนแก่มีอายุแปดสิบปีเก้าสิบปี หรือหนึ่งร้อยปี ตั้งแต่เกิดก็ดี แต่เขายังบริโภคกาม อยู่ท่ามกลางกาม ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผา ถูกกามวิตกเคี้ยวกินอยู่ ยังขวนขวายแสวงหากาม ย่อมนับได้ว่ายังเป็นเด็ก ไม่ใช้ผู้ใหญ่โดยแท้ “ดูก่อนพราหมณ์ ถึงแม้จะยังเป็นเด็กหนุ่ม มีผมดำสนิท ประกอบด้วยความเป็นหนุ่มอันเจริญ ตั้งอยู่ในปฐมวัย แต่เขาไม่บริโภคกาม ไม่อยู่ในท่อมกลางกาม ไม่ถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผา ไม่ถูกกามวิตกเคี้ยวกินไม่ขวนขวายแสวงหากาม เขาย่อมนับได้ว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ใหญ่ได้โดยแท้....”

ป. ทุก. อํ. (๒๘๓) ตบ. ๒๐ : ๘๖ ตท. ๒๐ : ๗๗ ตอ. G.S. ๑ : ๑๓

เหตุที่เรียกว่า “โลก”

อะไรคือโลก เพราะเหตุไรจึงเรียกว่าโลก?

“ดูก่อนภิกษุ ที่เรียกว่าโลกเพราะจะต้องแตกสลายอะไรเล่าแตกสลาย ? จักษุแลแตกสลายรูป.... จักษุวิญญาณ... จักษุสัมผัส.... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกมสุขเวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัสเป็นปัจจัยสลาย หู เสียง โสตวิญญาณ...โสตสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา แตกสลาย จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ....ฆานสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา แตกสลาย ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ...ชิวหาสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา แตกสลาย กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ... กายสัมผัส...สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา แตกสลาย ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ... มโนสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา แตกสลาย

โลกสูตร สฬา. สํ. (๙๘) ตบ. ๑๘ : ๖๔-๖๕ ตท. ๑๘ : ๑๘-๕๕ ตอ. K.S. ๔ : ๒๘

เหตุที่ได้ชื่อว่าอริยสัจจ์

เพราะเหตุไร ความจริง ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จึงได้ชื่อว่า อริยสัจจ์?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์ ๔ ประการนี้... คือ ทุกขอริยสัจจ์ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ อริยสัจจ์ ๔ ประการนี้แล เป็นของจริง เป็นของแท้ ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า อริยสัจจ์....เพราะฉะนั้นแหละเธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียร เพื่อรู้ตามความเป็นจริง...”

ตถสูตร มหา. สํ. (๑๗๐๗ ) ตบ. ๑๙ : ๕๔๕ ตท. ๑๙ : ๔๙๐ ตอ. K.S. ๕ : ๓๖๘

เหตุที่ไม่ทรงตอบเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย

พระเจ้าปัสเสนทิโกศลตรัสถามพระเขมาภิกษุรีว่า ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบปัญหาที่ว่า พระตถาคตที่อยู่หลังจากความตาย หรือว่าพระตถาคตเบื้องหน้าแต่ตาย มีอยู่บ้างไม่มีอยู่บ้าง หรือพระตถาคตหลังความตายมีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ดังนี้ เพราะเหตุไรพระพุทธองค์จึงไม่ทรงตอบปัญหาเหล่านี้?

“ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้นอาตมาจักย้อนถามมหาบพิตรในข้อนี้บ้าง มหาบพิตรจะทรงเห็นเป็นอย่างไร มหาบพิตรมีนักคำนวณ นักประเมิน หรือนักกะประมาณใดๆ ซึ่งสามารถคำนวณทราบในแม่น้ำคงคาได้ ทรงมีประมาณเท่านี้..... ซึ่งสามารถคำนวณน้ำในมหาสมุทรได้ว่าน้ำมีเท่านี้อาฬหกะ หรือหาไม่?” “ไม่มีเลย แม่เจ้า” “นั่นเพราะเหตุไร ขอถวายพระพร” “เพราะว่ามหาสมุทรเป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก” “ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติตถาคต ถึงบัญญัติด้วยรูป ด้วยเวทนา ด้วยสังขาร ด้วยวิญญาณใด รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น พระตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้ปราศจากฐาน เป็นดุจตาลยอดด้วน พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่า เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นสภาพลึกซึ้ง ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่าพระตถาคตเบื้องหน้าแต่ตายมีอยู่ก็ดี ไม่มีอยู่ก็ดี มีอยู่บ้าง ไม่มีอยู่บ้างก็ดี มีอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่มีอยู่ก็ไม่ใช่ก็ดี ย่อมเหมาะสม....”

เขมาเกรีสูตร สฬา. สํ. (๗๕๒-๗๖๐) ตบ. ๑๘ : ๔๕๕-๔๖๑ ตท. ๑๘ : ๔๐๓-๔๐๘ ตอ. K.S. ๔ : ๒๖๕-๒๖๘

เหตุมีปัจจัยมี

เจ้าลิจฉวี นามว่ามหาลี เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว กราบทูลว่า ท่านปูรณกัสสปะสอนว่า สัตว์ทั้งหลายเศร้าหมองหรือบริสุทธิ์เอง โดยไม่มีเหตุปัจจัย พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไร?

“.....ดูก่อนมหาลี เหตุมีปัจจัยมี เพื่อความเศร้าหมอง ของสัตว์ สัตว์ทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัยจึงเศร้าหมอง เหตุมีปัจจัยมีเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ สัตว์ทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัยจึงบริสุทธิ์ “.....ดูก่อนมหาลี หากรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ นี้เป็นทุกข์ถ่ายเดียว รับแต่ทุกข์ตามสนอง หยั่งลงสู่ความทุกข์มิได้ประกอบด้วยสุขบ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดใน รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ก็เพราะ รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณเป็นสุข สุขตามสนองหยั่งลงสู่ความสุข มิได้ประกอบด้วยทุกข์เสมอไป ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงกำหนัดในรูป เพราะกำหนัดจึงเกาะเกี่ยวผูกพัน เพราะเกาะเกี่ยวผูกพันจึงเศร้าหมอง....ดูก่อนมหาลี สัตว์ทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัยจึงเศร้าหมองด้วยอาการอย่างนี้..... “.....ดูก่อนมหาลี หากว่ารูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ นี้จักเป็นสุขถ่ายเดียว ตกลงสู่สุขก้าวลงสู่สุข มิได้ประกอบด้วยทุกข์บ้างแล้ว สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายใน รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ ก็เพราะ รูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณตกลงสู่ทุกข์ หยั่งลงสู่ทุกข์ มิได้ประกอบด้วยสุขเสมอไป ฉะนั้นสัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป... เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงบริสุทธิ์..... สัตว์ทั้งหลายมีเหตุมีปัจจัยจึงบริสุทธิ์ด้วยอาการอย่างนี้.....

มหาลิสูตร ขันธ. สํ. (๑๓๑-๑๓๒) ตบ. ๑๗ : ๘๕-๘๘ ตท. ๑๗ : ๗๔-๗๕ ตอ. K.S. ๓ : ๖๐-๖๒

เหตุเกิด-ดับแห่งทุกข์

นายบ้านชื่อคันธภกะ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุให้เกิดทุกข์และเหตุให้ทุกข์ดับคืออะไร ?

“ดูก่อนนายคามณี ถ้าเราถึงปรารภอดีตกาลแสดงเหตุเกิดและเหตุดับแห่งทุกข์แก่ท่าน... ความสงสัยเคลือบแคลงในข้อนั้นพึงมีแก่ท่าน ถ้าเราปรารภอนาคตกาลแสดงแก่ท่าน แม้ในข้อนั้นความสงสัยเคลือบแคลงพึงมีแก่ท่าน อย่ากระนั้นเลย เราพึงอยู่ ณ ที่นี้แหละ จักแสดงเหตุเกิดและเหตุดับแห่งทุกข์แก่ท่าน ซึ่งนั่งอยู่ที่นี่เหมือนกัน.... “ดูก่อนนายคามณี ความโศกา ความร่ำไร ความทุกข์ที่พึงเกิดแก่ท่าน เพราะความตาย การถูกจองจำ ความเสื่อมทรัพย์ การถูกติเตียน ของคนบางพวกในอุรุเวลกัปปนิคมมีอยู่บ้างหรือ? “มีอยู่ พระเจ้าข้า” “ดูก่อนนายคามณี คนบางพวกในอุรุเวลปัปปนิคา ที่ตายถูกจองจำเสื่อมทรัพย์ แต่ท่านไม่เกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ มีอยู่หรือ? “มีอยู่ พระเจ้าข้า” “ดูก่อนนายคามณี อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดความโศก ความทุกข์ แก่ท่าน เพราะความตายของมนุษย์ชาวอุรุเวลกัปปนิคมบางคน อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยไม่ให้เกิดความโศก ความทุกข์แก่ท่าน เพราะความตาย....ของมนุษย์ชาวอุรุเวลกัปปนิคมบางคน?” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความโศก พึงเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ เพราะมนุษย์ชาวอุรุเวลกัปปนิคมเหล่าใดตาย.... ก็เพราะข้าพระองค์มีความรักใคร่ในมนุษย์เหล่านั้น ส่วนหมู่มนุษย์ชาวอุรุเวลกัปปนิคมเหล่าใดตาย ข้าพระองค์ไม่โศก ไม่เป็นทุกข์ ก็เพราะข้าพระองค์ไม่มีความรักใคร่ในมนุษย์เหล่านั้น....” “ดูก่อนนายคามณี ทุกข์ที่เป็นอดีตกาลอย่างใดอย่างหนึ่ง.... ทุกข์ที่เป็นอนาคตกาลอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีความรักเป็นมูล มีความรักเป็นเหตุ เพราะความรักความยินดีเป็นมูลแห่งทุกข์....”

คันธภกสูตร สฬา. สํ. (๖๒๗-๖๒๘) ตบ. ๑๘ : ๔๐๓-๔๐๕ ตท. ๑๘ : ๓๕๗-๓๕๘ ตอ. K.S. ๔ : ๒๓๒-๒๓๓

เหตุเกิดความเห็นว่าทุกสิ่งนิ่งอยู่กับที่

ในสมัยพุทธกาล สมณพราหมณ์บางพวกมีความเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่มั่นคงตรงแน่ว ดุจเสาระเนียด ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว ลมก็ไม่พัด แม่น้ำก็ไม่ไกล สตรีมีครรภ์ก็ไม่คลอด พระจันทร์ พระอาทิตย์ก็ไม่ขึ้นไม่ตก ความเห็นเช่นนั้นเกิดขึ้นมาได้เพราะอาศัยอะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ มีอยู่ เพราะถือมั่นยึดมั่นในรูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ จึงเกิดความเห็นขึ้นมาว่าลมย่อมพัด แม่น้ำย่อมไม่ไหล เป็นของตั้งมั่นคงดุจเสาระเนียด “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป....เวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณ และแม้สิ่งที่บุคคลเห็นแล้ว ฟังแล้วทราบแล้ว รู้แจ้งแล้วถึงแล้ว แสวงหาแล้ว ใคร่ครวญแล้วด้วยใจ เป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง ? “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นสุขหรือทุกข์เล่า” “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า” “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะไม่ยึดมั่นในสิ่งนั้น ความเห็นอย่างนี้ว่า ลมย่อมพัด เป็นของตั้งมั่นคงดุจเสาระเนียดจะพึงเกิดขึ้นได้หรือ ? “ไม่พึงเกิดความเห็นเช่นนั้นได้เลย พระเจ้าข้า” “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดและพระอริยสาวก ละความสงสัยในฐานะทั้ง๖ เหล่านี้ได้ ชื่อว่าเป็นอันละความสงสัยในทุกข์ ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ และแม้ในทางปฏิบัติก็เพื่อความดับทุกข์ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นเราเรียกว่า พระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน....”

ทิฏฐิสังยุต โสดาปัตติวรรค ที่ ๑ (๔๑๗-๔๑๘) ตบ. ๑๗ : ๒๔๘-๒๕๐ ตท. ๑๗ : ๒๒๘-๒๓๐ ตอ. K.S. ๓ : ๑๖๔-๑๖๕

เหตุเกิดตัณหา

“อีกประการหนึ่ง ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณา ซึ่งปัจจัยภายในว่าก็ตัณหานี้เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ในที่ไหน เมื่อเธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ที่ใดแลเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก ตัณหาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นในที่นั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น ก็อะไรเล่าเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก ตาเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก.... หูเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก.... จมูก.... ลิ้น.... กาย.... ใจเป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นที่ ตา.... หู.... จมูก.... ลิ้น.... กาย.... ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ตา..... ใจนั้น “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้เห็นอารมณ์เป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจในโลกนั้น โดยความเป็นของเที่ยง.... เป็นสุข.... เป็นตัวตน... เป็นของไม่มีโรค.... เป็นของเกษม สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เชื่อว่าทำตัณหาให้เจริญขึ้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดทำตัณหาให้เจริญขึ้น สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าทำอุปธิให้เจริญขึ้น .... ทำทุกข์ให้เจริญขึ้น.... ชื่อว่าไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาสได้เลย “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขันสำริดที่ใส่น้ำที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่น แต่ว่าเจือด้วยยาพิษ ทันใดนั้นมีบุรุษเดินฝ่าความร้อนอบอ้าว เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามากระหายน้ำ คนทั้งหลายจึงพูดกะบุรุษผู้นั้นอย่างนี้ว่า ในขันสำริดใส่น้ำนี้ประกอบด้วย สี กลิ่น และรส แต่ว่าเจือด้วยยาพิษ ถ้าท่านประสงค์ก็จงดื่มเถิด.... บุรุษนั้นผลุนผลันไม่ทันพิจารณา ดื่มน้ำนั้นเข้าไป .... พึงถึงความตายหรือถึงทุกข์ปางตาย เพราะการดื่มน้ำนั้นเป็นเหตุ แม้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีต... ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล....”

สัมมสสูตร นิ. สํ. (๒๕๗-๒๖๐ ตบ. ๑๖ : ๑๓๑-๑๓๔ ตท. ๑๖ : ๑๑๙-๑๒๑ ตอ. K.S. II : ๗๖-๗๘

เหตุเกิดอกุศลมูล ๓

อะไรเป็นเหตุให้เกิด ราคะ โทสะ โมหะ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราคะ มีโทษน้อยคลายช้า โทสะ มีโทษมากคลายเร็ว โมหะ มีโทษมากคลายช้า..... “สุภนิมิตคือความกำหนดหมายว่างาม เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคายถึงสุภนิมิต ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง “.....อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น.... ปฏิฆนิมิต คือความกำหนดหมายว่ากระทบกระทั่ง (จิต) เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายถึงปฏิฆนิมิต โทสะที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง.....” (ในทางตรงกันข้าม ดับราคะได้ด้วย อสุภนิมิต ดับโทสะได้ด้วยเมตตาเจโตวิมุติ ดับโมหะได้ด้วย โยนิโสมนสิการ)

ติตถิยสูตร ติ. อํ. (๕๐๘) ตบ. ๒๐ : ๒๕๖-๒๕๗ ตท. ๒๐ : ๒๒๖-๒๒๗ ตอ. G.S. I : ๑๘๑-๑๘๒

เหตุเกิดอุปธิ

อุปธิ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิด ชรา มรณะนั้น มีอะไรเป็นเหตุ ?

“......ภิกษุเมื่อพิจารณา ย่อมพิจารณา ซึ่งปัจจัยภายในว่าก็อุปธิอันนี้ มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้ง มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อมีอะไร อุปธิจึงมี เมื่อไม่มีอะไร อุปธิจึงไม่มี เมื่อเธอพิจารณาอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า อุปธิมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหาเป็นกำเนิด”

เหตุเกิดและดับแห่งขันธ์ ๕

พระพุทธพจน์ที่ว่า ภิกษุมีจิตเป็นสมาธิแล้วย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริง หมายความว่ารู้อะไร?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความจริงแห่งรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ? “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ย่อมเพลิดเพลินหลงใหล ดื่มด่ำอยู่ในรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เมื่อเพลิดเพลินหลงใหล ดื่มด่ำอยู่ในรูป (เป็นต้น) ความยินดีพอใจก็เกิดขึ้น ความยินดีพอใจในรูป (เป็นต้นนั้น) เป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพระภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์ ความขัดเคือง ความตรอมตรมใจ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความดับแห่งรูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ? "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่หลงใหล ไม่ดื่มด่ำใน รูป(เป็นต้น) เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่หลงใหล....... ความยินดีในรูป(เป็นต้นนั้น) ย่อมดับไป เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ความแก่ ความตาย ความโศก ความคร่ำครวญ... จึงดับไป ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมมีด้วยประการฉะนี้”

สมาธิสูตร ขันธ. สํ. (๒๗-๒๙) ตบ. ๑๗ : ๑๗-๑๙ ตท. ๑๗ : ๑๕-๑๖ ตอ. K.S. ๓ : ๑๕-๑๖

เหตุแห่งความชั่ว

อะไรบ้างเป็นเหตุให้คนกระทำความชั่ว?

“.....ดูก่อนมหาลี โลภะแล... โทสะแล... โมหะแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาปกรรมแห่งความเป็นไปแห่งบาปกรรม อโยนิโสมนสิการแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาปกรรม... จิตอันบุคคลตั้งไว้ผิดแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการทำบาปกรรม....ฯ”

มหาลิสูตร ท. อํ. (๔๗) ตบ. ๒๔ : ๙๐-๙๑ ตท. ๒๔ : ๙๐ ตอ. G.S. V : ๖๑

เหตุแห่งราคะ โทสะ และมิจฉาทิฏฐิคืออะไร

เหตุแห่งราคะ โทสะ และมิจฉาทิฏฐิคืออะไร?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งราคะมี ๒ อย่างนี้.... คือ ศุภนิมิต ๑ การไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ ๑ ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งโทสะมี ๒ อย่าง คือ ปฏิฆนิมิต ๑ การไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ ๑... ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งมิจฉาทิฏฐิมี ๒ อย่าง คือ การโฆษณาจากบุคคลอื่น ๑ การไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ ๑.... ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ ๒ อย่าง คือ การโฆษณาจากบุคคลอื่น ๑ การพิจารณาอย่างรอบคอบ ๑....”

ต. ทุก. อํ. (๓๖๘-๓๗๑) ตบ. ๒๐ : ๑๐๙-๑๑๐ ตท. ๒๐ : ๙๗-๙๘ ตอ. G.S. ๑ : ๗๙

เหตุแห่งสังฆเภท

ได้ทราบว่า การทำลายสงฆ์ให้แตกกันเป็นอนันตริยกรรมอย่างหนึ่ง อยากทราบว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน?

“.....ดูก่อนอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมว่าเป็นธรรม ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่าไม่ใช่ธรรม ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ไม่ใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่าไม่ใช่วินัย ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้กล่าวไว้ ไม่ได้บอกไว้ว่าตถาคตกล่าวไว้บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตกล่าวไว้ บอกไว้ว่าตถาคตไม่ได้กล่าวไว้บอกไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่เคยประพฤติมาว่า ตถาคตเคยประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตประพฤติมา ว่าตถาคตไม่เคยประพฤติมา ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ว่าตถาคตเคยบัญญัติไว้ ๑ ย่อมแสดงสิ่งที่ตถาคตบัญญัติไว้ ว่าตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ ๑ ภิกษุเหล่านั้นย่อมทอดทิ้งกันแยกจากกัน ทำสังฆกรรมแยกกัน สวดปาติโมกข์แยกจากกันด้วยสัตถุ ๑๐ ประการนี้ ดูก่อนอุบาลี สงฆ์ จะเป็นผู้แตกกันด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ”

อุปาลิสังฆเภทสูตร ท. อํ. (๓๕) ตบ. ๒๔ : ๗๗-๗๘ ตท. ๒๔ : ๗๗ ตอ. G.S. V : ๕๓

เหตุให้ขันธ์ ๕ เป็นไตรลักษณ์

ทำไมขันธ์ ๕ จึงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้ปัจจัยที่ให้รูป (เป็นต้นนั้น) เกิดขึ้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รูป (เป็นต้น) ที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่ไหนจักเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตาเล่า?”

อนิจจเหตุสูตร ขันธ. สํ. (๔๕-๔๗) ตบ. ๑๗ : ๒๐-๓๐ ตท. ๑๗ : ๒๕-๒๖ ตอ. K.S. ๓ : ๒๒-๒๓

เหตุให้คดียืดเยื้อ

อะไรเป็นสาเหตุให้อธิกรณ์ (คดีฟ้องร้องกันเกี่ยวกับการปฏิบัติวินัยของภิกษุ) เป็นไปอย่างยืดเยื้อ รุนแรง และวุ่นวาย?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใดที่ภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ ยังมิได้พิจารณาตนด้วยตนเองให้ดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่า จักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อมีวาจาหยาบคาย เพื่อความรุนแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอธิกรณ์ใดภิกษุผู้ต้องอาบัติและภิกษุผู้เป็นโจทก์ พิจารณาตนด้วยตนเองดี ในอธิกรณ์นั้นพึงหวังได้ว่า จักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ จักไม่เป็นไปเพื่อการมีวาจาหยาบ จักไม่เป็นไปเพื่อความรุนแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก....”

ป. ทุก. อํ. (๒๖๑) ตบ. ๒๐ : ๖๙ ตท. ๒๐ : ๖๒ ตอ. G.S. ๑ : ๔๙-๕๐

เหตุให้คนดีปลีกตัว

เพราะเหตุไรพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงไม่ค่อยมีส่วนมีเสียงในการบริหารคณะสงฆ์ ให้เจริญรุ่งเรือง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใดพวกโจรมีกำลัง สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินย่อมถอยกำลัง ในสมัยเช่นนั้น พระเจ้าแผ่นดินย่อมไม่สะดวกที่จะเสด็จผ่านไป เสด็จออกไป หรือตรวจตราดูแลชนบทรอบนอกแม้พวกพราหมณ์ และคฤหบดีก็ไม่สะดวกที่จะผ่านไปออกไป หรือตรวจตราการงานภายนอกเมือง “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน สมัยใดพวกภิกษุเลวทรามมีกำลัง สมัยนั้น พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รักย่อมอ่อนกำลัง นั่ง นิ่งเงียบในท่ามกลางสงฆ์ หรือหลบไปอยู่ชนบทรอบนอก สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเสียหายแก่ชนหมู่มาก เพื่อมิใช่สุขของชนหมู่มาก... เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.....”

ป. ทุก. อํ. (๒๘๔) ตบ. ๒๐ : ๘๗ ตท. ๒๐ : ๗๘ ตอ. G.S. ๑ : ๖๔

เหตุให้คนใจดี-ใจร้าย

อะไรเป็นเหตุให้คนบางคนดุ ใจร้าย อะไรเป็นเหตุให้คนบางคนเป็นคนใจดี ?

“ดูก่อนนายคามณี คนบางคนในโลกนี้ยังละราคะไม่ได้ ยังละโทสะไม่ได้ ยังละโมหะไม่ได้ เพราะเป็นผู้ยังละราคา โทสะ โมหะ ไม่ได้ คนอื่นจึงทำให้โกรธได้ เมื่อถูกคนอื่นยั่วให้โกรธอยู่จึงแสดงความโกรธให้ปรากฏ ผู้นั้นจึงนับได้ว่าเป็นคนดุ “ดูก่อนนายคามณี ส่วนคนบางคนในโลกนี้ละราคะได้แล้ว ละโทสะ ได้ ละโมหะได้ เพราะละราคา โทสะ โมหะ ได้ คนอื่นจึงทำให้โกรธไม่ได้ คนที่ละราคา โทสะ โมหะ ได้แล้ว ถูกคนอื่นยั่วให้โกรธก็ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ”

จัณฑสูตร ดามณิสังยุต สฬา. สํ. (๕๘๖-๕๘๗) ตบ. ๑๘ : ๓๗๖-๓๗๗ ตท. ๑๘ : ๓๓๕ ตอ. K.S. ๔ : ๒๑๓-๒๑๔

เหตุให้ปรินิพพานในชาตินี้

อะไรเป็นเหตุให้ปรินิพพานในชาตินี้?

“ดูก่อนจอมเทพ รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ ที่จะพึงรู้ด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารักมีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลินหมกมุ่นพัลวันรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ นั้นอยู่วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นย่อมมี ภิกษุผู้ยังมีอุปาทานย่อมไม่ปรินิพพาน..... “หากภิกษุไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นพัลวันรูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ...ธรรมารมณ์ นั้นอยู่วิญญาณอันอาศัยตัณหานั้นย่อมไม่มี อุปาทานอันอาศัยตัณหานั้นย่อมไม่มี ภิกษุผู้ไม่มีอุปาทานย่อมปรินิพพาน.....

สักกสูตร สฬา. สํ. (๑๗๔-๑๗๙) ตบ. ๑๘ : ๑๒๘-๑๒๙ ตท. ๑๘ : ๑๑๒-๑๑๓ ตอ. K.S. ๔ : ๖๒

เหตุให้พยากรณ์อรหัตตผลได้

พระปิณโฑลภารทวาชะ พยากรณ์อรหัตตผล เมื่อภิกษุทั้งหลายได้ยิน จึงไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า เพราะเหตุไร พระปิณโฑลภารทวาชะ จึงพยากรณ์อรหัตตผลได้?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่อินทรีย์ ๓ ประการ เป็นอันตนเจริญแล้ว เพิ่มพูนแล้ว ภิกษุปิณโฑลภารทวาชะ จึงพยากรณ์อรหัตตผลได้... อินทรีย์ ๓ ประการ คืออะไร คือ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ .... “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๓ ประการนี้สิ้นสุดลงที่อะไร ? สิ้นสุดลงที่ความสิ้นไป สิ้นสุดลงที่ความสิ้นไปแห่งอะไร ? สิ้นสุดลงที่ความสิ้นไปแห่งชาติ ชรา มรณะ.....”

ปิณโฑลภารทวาชสูตร มหา. สํ. (๑๐๐๖-๑๐๐๙ ) ตบ. ๑๙ : ๒๙๖-๒๙๗ ตท. ๑๙ : ๒๘๐ ตอ. K.S. ๕ : ๑๙๙-๒๐๒

เหตุให้พระธรรมวินัยเสื่อม

มีบางคนกล่าวว่า การมีกฎหมายหรือระเบียบกฎเกณฑ์ มาก ๆ นั้น แสดงว่าศีลธรรมของชุมนุมชนนั้นเสื่อมลง จริงหรือไม่ ? พระผู้มีพระภาคตรัสไว้อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้?

“..... ดูก่อนภัททาลิ ข้อนี้เป็นจริงอย่างนั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายกำลังเสื่อม พระสัทธรรมกำลังอันตรธาน สิกขาบทมีอยู่มากมาย แต่ภิกษุดำรงอยู่ในอรหัตตผลน้อยนัก พระศาสดายังไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย ตราบเท่าที่อาสวัฏฐานิยธรรม (ธรรมอันก่อให้เกิดอาสวะ) บางเหล่ายังไม่ปรากฏในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ ต่อเมื่อใดอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่าปรากฏขึ้นในสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ เมื่อนั้นพระศาสดาจึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น อาสวัฏฐานิยธรรมธรรมบางเหล่ายังไม่ปรากฏในสงฆ์ในพระธรรมวินัยนี้ ตราบเท่าที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเห็นหมู่ใหญ่..... อาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่ายังไม่ปรากฏในสงฆ์ในพระธรรมวินัยนี้ ตราบเท่าที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็นผู้เลิศ ด้วยลาภ.... ยังไม่ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศ....... ยังไม่ถึงความเป็นพหูสูตร..... ยังไม่ถึงความเป็นรัตตัญญู ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นรัตตัญญู เมื่อนั้นอาสวัฏฐานิยธรรมบางเหล่าจึงปรากฏในสงฆ์ ในธรรมวินัยนี้ ครั้งนั้นพระศาสดาจึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อกำจัดอาสวัฏฐานิยธรรมเหล่านั้น ฯ ”

ภัททาลิสูตร ม. ม. (๑๗๒) ตบ. ๑๓ : ๑๗๔-๑๗๕ ตท.๑๓ : ๑๕๒-๑๕๓ ตอ. MLS. II : ๑๑๖-๑๑๗

เหตุให้พระพุทธเจ้าอุบัติ

อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่พึงมีในโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พึงบังเกิดในโลก ธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศไว้แล้ว ไม่พึงรุ่งเรืองในโลก ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ ชาติ ๑ ชรา๑ มรณะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๓ ประการนี้แลไม่พึงมีในโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พึงบังเกิดในโลก...ฯ”

อภัพพสูตร ท. อํ. (๗๖) ตบ. ๒๔ : ๑๕๔ ตท. ๒๔ : ๑๔๖ ตอ. G.S. V : ๙๙

เหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่นาน

อะไรเป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานหรือตั้งอยู่ไม่ได้นาน ในเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานไปแล้ว?

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เพราะบุคคลไม่ได้เจริญ ไม่ได้เพิ่มพูนซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ไม่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคต เสด็จปรินิพพานแล้ว และเพราะบุคคลเจริญ เพิ่มพูนซึ่งสติปัฏฐาน ๔ พระสัทธรรมจึงตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว....”

ฐิติสูตร มหา. สํ. (๗๗๒) ตบ. ๑๙ : ๒๒๙-๒๓๐ ตท. ๑๙ : ๒๑๕-๒๑๖ ตอ. K.S. ๕ : ๑๕๑-๑๕๒

เหตุให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ

อะไรเป็นเหตุให้พระสัทธรรมเสื่อมสูญ?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความฟั่นเฟือนเลือนหายแห่งพระสัทธรรม.... คือ พยัญชนะแห่งบทที่ทรงจำไว้ไม่ดี ๑ ความหมายที่ถ่ายทอดไว้ไม่ดี ๑ แม้ความหมายแห่งพยัญชนะของบทธรรมที่ทรงจำไว้ไม่ดี ดี เป็นอันถ่ายทอดไม่ดี “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ๒ อย่าง คืออะไร คือ พยัญชนะแห่งบทที่ทรงจำไว้ดี ๑ ความหมายที่ถ่ายทอดไว้ดี ๑ เมื่อพยัญชนะแห่งบทธรรมทรงจำได้ดี แม้ความหมายก็เป็นอันถ่ายทอดด้วยดี.....”

ป. ทุก. อํ. (๒๖๖) ตบ. ๒๐ : ๗๕ ตท. ๒๐ : ๖๗ ตอ. G.S. ๑ : ๕๓

เหตุให้อายุสั้น

ในจูฬกัมมวิภังคสูตร พระพุทธองค์ตรัสว่า คนเกิดมามีอายุสั้น เพราะในชาติก่อนเป็นผู้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต สำหรับในชาติปัจจุบันนี้เล่ามีปฏิปทาใดบ้างที่เป็นเหตุให้บุคคลมีอายุสั้น หรือตายเร็ว?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม (เหล่า) นี้เป็นเหตุให้อายุสั้น... คือ บุคคลไม่เป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง ๑ ไม่รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย ๑ บริโภคสิ่งที่ย่อยยาก ๑ เป็นผู้เที่ยวไปในกาลไม่สมควร ๑ ไม่ประพฤติเพียงดังพรหม ๑... เป็นคนทุศีล ๑ มีมิตรเลวทราม ๑”

อนายุสสสูตร ที่ ๑-๒ ป. อํ. (๑๒๕) ตบ. ๒๒ : ๑๖๓-๑๖๔ ตท. ๒๒ : ๑๒๕-๑๔๗ ตอ. G.S. III : ๑๑๑

เหตุให้เกิดความห้าวหาญมั่นใจ

พุทธศาสนิกรู้อะไร จึงจะมีความมั่นใจห้าวหาญ ไม่หวั่นไหวต่อผู้ที่จะมาโต้แย้ง ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ถึงแม้จะมีสมณะหรือพราหมณ์ ผู้ต้องการหลักคำสอน แสวงหาหลักคำสอนพึงมาจากทิศตะวันออก...ทิศตะวันตก...ทิศเหนือ.....ทิศใต้ ด้วยมุ่งหมายว่าเราจักคัดค้านหลักคำเสนอของภิกษุนั้น ดังนี้ ข้อที่ภิกษุนี้จะสะเทือนสะท้านหวาดหวั่นต่อสมณะหรือพราหมณ์นั้น ด้วยสหธรรม มิใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เปรียบเหมือนเสาหิน ๑๖ ศอก มีรากลึกลงไปข้างล่าง ๘ ศอก อยู่ข้างบน ๘ ศอก ถึงแม้ลมฝนอันแรงกล้าจะพัดมาจากทิศตะวันออก...ทิศตะวันตก...ทิศเหนือ...ทิศใต้ ก็ไม่สะเทือน สะท้าน หวั่นไหว เพราะเหตุไร เพราะมีรากลึกฝังไว้ดีแล้ว.....”

วาทีสูตร มหา. สํ. (๑๗๒๔) ตบ. ๑๙ : ๕๕๕-๕๕๖ ตท. ๑๙ : ๔๙๙ ตอ. K.S. ๕ : ๓๗๖

เหตุให้เกิดภวตัณหา

ภวตัณหา คือ ความอยากเกิดในภพ มีอะไรเป็นเหตุ หรือไม่ ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งภวตัณหาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้นเราจึงกล่าวคำอย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหามีข้อนี้เป็นปัจจัย จึงปรากฏ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวภวตัณหาว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร ก็อะไรเป็นอาหารของภวตัณหา ควรกล่าวว่าอวิชชา....ฯ”

ตัณหาสูตร ท. อํ. (๖๒) ตบ. ๒๔ : ๑๒๔ ตท. ๒๔ : ๑๒๐ ตอ. G.S. V : ๘๐

เหตุให้เกิดในภพ

อะไรเป็นเหตุให้สัตว์เกิดในภพทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ?

“..... ดูก่อนอานนท์ เมื่อกรรมที่อำนวยผลให้ในกามธาตุ.... ในรูปธาตุ.... ในอรูปธาตุจักไม่มีแล้ว กามภพ... รูปภพ.... อรูปภพ พึงปรากฏบ้างหรือหนอ (เมื่อพระอานนท์ทูลตอบว่า ไม่พึงปรากฏเลย ได้ตรัสต่อไปว่า) ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณ.... เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้วเพราะธาตุอย่างเลว... อย่างกลาง... อย่างประณีต... ของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดใหม่ในภพต่อไปอีก.

นวสูตร ติ. อํ. (๕๑๖) ตบ. ๒๐ : ๒๘๗-๒๘๘ ตท. ๒๐ : ๒๕๒-๒๕๓ ตอ. G.S. I : ๒๐๓-๒๐๔

เหตุให้เชื่อชาติหน้า

คนในโลกเชื่อกันว่า ตายแล้วเกิดก็มี ตายแล้วสูญก็มี อะไรเป็นมูลเหตุให้เชื่อเช่นนั้น?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกบัญญัติอัตตาที่มีสัญญาว่า เบื้องหน้าแต่ตายไปยั่งยืน (มีอยู่ ไม่สูญ) ย่อมคัดค้านสมณพราหมณ์พวกบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเกิดของสัตว์ ที่มีอยู่ นั่นเพราะเหตุไร เพราะท่านสมณพราหมณ์เหล่านี้แม้ทั้งหมด ย่อมหมายมั่นกาลข้างหน้า กล่าวยืนยันความหวังอย่างเดียวว่า เราละโลกไปแล้วจักเป็นเช่นนี้ๆ เปรียบเหมือนพ่อค้า ไปค้าขายย่อมมีความหวังว่า ผลจากการค้าเท่านี้จักมีแก่เรา เพราะการค้าขายนี้ เราจักได้ผลเท่านี้ ดังนี้ฉันใด ท่านสมณพราหมณ์พวกนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ชะรอจะเห็นปรากฏเหมือนพ่อค้า จึงหวังว่าเราละโลกไปแล้ว จักเป็นเช่นนี้ ๆ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตย่อมทราบเรื่องนี้ดี “ดูก่อนสมณพราหมณ์ พวกบัญญัติความขาดสูญความพินาศ ความไม่เกิดของสัตว์ที่มีอยู่ เป็นผู้กลัวสักกายะ (กายของตน) เกลียดสักกายะ แต่ยังวนเวียนไปตามทสักกายะนั้นอยู่แล เปรียบเหมือนสุนัขที่เขาผูกโซ่ล่ามไว้ที่เสาหรือที่หลักมั่น ย่อมวนเวียนไปตามเสาหรือหลักมั่นนั้นเอง ฉันใด ท่านสมณพราหมณ์ พวกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้กลัวสักกายะ..... แต่ยังวนเวียนไปตามสักกายะอยู่นั่นแล เรื่องสักกายะดังนี้นั้น อันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของหยาบ และความดับของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งมีอยู่ ตถาคตทราบว่าสิ่งนี้ยังที่อยู่ จึงเห็นอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้น เป็นไปล่วงสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งนั้นได้ ฯ”

ปัญจัตตย ปญ สูตร อุ. ม. (๓๓) ตบ. ๑๔ : ๓๒-๓๓ ตท. ๑๔ : ๑๔-๒๖ ตอ. MLS. III : ๑๘-๑๙

เห็นอริยสัจจ์ทุกข์เหลือน้อย

ความทุกข์ของอริยสาวกผู้เห็นอริยสัจจ์ ๔ ยังเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนขุนเขาสิเนรุราช พึงหมดสิ้นไป นอกจากก้อนหินขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวเจ็ดก้อน เธอทั้งหลายจะเห็นอย่างไร ขุนเขาสิเนรุราชที่สิ้นไป หมดไปกับก้อนหิน...เจ็ดก้อนที่ยังเหลืออยู่ อย่างไหนจะมากกว่ากัน” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขุนเขาสิเนรุราชที่หมดสิ้นไปนี้แหละมากกว่า....” “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกข์ของบุคคลผู้เป็นอริยสาวก ผู้สมบูรณ์ด้วยความเห็น ผู้มีความเข้าใจแจ่มแจ้งที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้วนั่นแหละมากกว่าที่ยังเหลืออยู่มีประมาณน้อย...เมื่อเทียบกับกองทุกข์ที่มีอยู่เมื่อก่อน ..จะมีการเกิดเสวยทุกข์อีกเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น.....”

สิเนรุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๑๗๔๖) ตบ. ๑๙ : ๕๗๐-๕๗๑ ตท. ๑๙ : ๕๑๐-๕๑๑ ตอ. K.S. ๕ : ๓๘๕

แง่ดีและเสียของขันธ์ ๕

ขันธ์ ๕ มีแต่แง่ทุกข์อย่างเดียว หรือว่ามีแง่สุขอยู่บ้าง ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ เราเคยรำพึงว่า อะไรหนอเป็นคุณของรูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นการสละคืน? เรารำพึงต่อไปว่า ความสุข ความเบิกบานใจเกิดขึ้นเพราะอาศัยรูป (เป็นต้น) มีอยู่ นี้เป็นคุณของรูป (เป็นต้น) รูป (เป็นต้นนั้น) ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษ.... การกำจัดเสีย การประหารเสียซึ่งความใคร่ ความพอใจในรูป (เป็นต้นนั้น) นี้เป็นการสละคืนขันธ์ ๕ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่เรายังไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริง ซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งการสละคืนว่าเป็นการสละคืนแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ตราบนั้น เราก็ไม่ปฏิญาณว่าตนได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดเรารู้แจ้งตามความเป็นจริง.... เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณ... ญาณคือความเห็นแจ้งได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ความพ้นทุกข์ของเราไม่มีผันแปร ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีก....”

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเคยท่องเที่ยวแสวงหาคุณแห่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ รูป (เป็นต้นนั้น) มีคุณอย่างใด เราก็ได้พบคุณอย่างนั้น .... มีคุณเท่าใด เราก็ได้เห็นแจ้งด้วยปัญญาเท่านั้น .... เราเคยท่องเที่ยว แสวงหาโทษของ รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ เราก็ได้พบโทษ.... ได้เห็นโทษด้วยปัญญา..... เราเคยท่องเที่ยวแสวงหาการสลัดออกซึ่งขันธ์ ๕ เราก็ได้พบการสลัดออก...”

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่ยินดีเพลิดเพลินในรูป (เป็นต้นนั้น) แต่เพราะคุณแห่งรูป(เป็นต้นนั้น) มีอยู่ สัตว์ทั้งหลายจึงยินดีเพลินเพลิด.... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าโทษแห่ง รูป.... เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่เบื่อหน่ายในรูป (เป็นต้นนั้น) แต่เพราะโทษแห่งรูป (เป็นต้นนั้น) มีอยู่ สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่าย... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าการสลัดออกซึ่ง รูป (เป็นต้นนั้น) จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่แล่นออกไปจากรูป (เป็นต้นนั้น) แต่เพราะการสลัดออกมีอยู่ สัตว์ทั้งหลายจึงออกไป.....ได้

อัสสาทสูตรที่ ๑ ขันธ. สํ. (๕๙-๖๐) ตบ. ๑๗ : ๓๕-๓๖ ตท. ๑๗ : ๓๐-๓๑ ตอ. K.S. ๓ : ๒๘-๒๙ | อัสสาทสูตรที่ ๒ ขันธ. สํ. (๖๑) ตบ. ๑๗ : ๓๖-๓๗ ตท. ๑๗ : ๓๐-๓๒ ตอ. K.S. ๓ : ๒๘-๒๙ | อัสสาทสูตรที่ ๓ ขันธ. สํ. (๖๓) ตบ. ๑๗ : ๓๘ ตท. ๑๗ : ๓๒ ตอ. K.S. ๓ : ๒๙-๓๐

แนวคิดเรื่องทวินิยม

พระพุทธเจ้าทรงมีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับ “ความมีอยู่” และ ความไม่มีอยู่” อันเป็นปัญหาทางปรัชญาที่ลึกซึ้ง?

“.....ดูก่อนกัจจานะ ชาวโลกโดยมากติดอยู่ในทวินิยม ยึดถือความมีอยู่ ๑ ความไม่มี ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ความไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีเมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ความมีในโลกย่อมไม่มี ชาวโลกส่วนมากยึดมั่นถือมั่นในระบบและลัทธิต่าง ๆ แต่อริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งการยึดถือในระบบ ซึ่งอนุสัยคือจุดยืน และลัทธิว่า “นั่นคืออัตตาของเรา” ย่อมไม่สงสัย ไม่เคลือบแคลง ในข้อที่ว่า “ทุกข์เหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อจะดับไปย่อมดับไป” อริยสาวกย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย “ดูก่อนกัจจานะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ ดูก่อนกัจจานะ มีความเห็นสุดโต่งอยู่ ๒ อย่าง คือ ความเห็นสุดต่างอันหนึ่งที่ว่า “สิ่งทั้งปวงมีอยู่” และความเห็นสุดโต่งที่สองว่า “สิ่งทั้งปวงย่อมไม่มี” ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกาลง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล นี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยสิ้นราคะโดยไม่มีอะไรเหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้....”

ฉันนสูตร ขันธ. สํ. (๒๓๔) ตบ. ๑๗ : ๑๖๕ ตท. ๑๗ : ๑๔๓-๑๔๔ ตอ. K.S. ๓ : ๑๑๓-๑๑๔

แม้คนขี้เมาก็อาจเป็นพระโสดาบันได้

เมื่อเจ้าสรกานิศากยะสิ้นพระชนม์ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ท่านเป็นพระโสดาบัน พ้นจากอบายภูมิอย่างเด็ดขาด มีอันจะตรัสรู้ในเบื้องหน้า เจ้าศากยะเป็นจำนวนมากประชุมกันแล้วพูดตำหนิว่า เจ้าสรกานิศากยะประพฤติย่อหย่อนในศีลธรรมและชอบดื่มน้ำเมา ถ้าท่านเป็นพระโสดาบันได้ ใครๆ ก็เป็นโสดาบันกันทั้งบ้างทั้งเมือง ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ทรงชี้แจงอย่างไร?

“ ดูก่อนมหาบพิตร อุบาสกผู้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะตลอดกาลนานจะไปสู่วินิบาตได้อย่างไร ? เมื่อจะพูดให้ถูก ควรพูดถึงเจ้าสรกานิศากยะว่า เจ้าสรกานิศากยะเป็นอุบาสกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะมาเป็นเวลานานแล้ว จะพึงไปสู่วินิบาตได้อย่างไร ? “ ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ไม่ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า.... ในพระธรรม...ในพระสงฆ์ ไม่มีปัญญาร่าเริง ไม่เฉียบแหลมและไม่บรรลุถึงวิมุต แต่ว่าเขามีธรรมเหล่านี้ คือ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ และเขามีศรัทธา มีความรักในพระตถาคตพอประมาณ แม้บุคคลผู้นี้ก็ไม่ไปสู่นรก....ทุคติวินิบาต “ ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าต้นสาละใหญ่เหล่านี้พึงรู้ สุภาษิต และทุพภาสิต อาตมภาพก็พึงพยากรณ์ต้นสาละใหญ่เหล่านี้ได้ว่า เป็นโสดาบัน จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า จะช่วยกล่าวไปไยถึงเข้าสรกานิศากยะ “ดูก่อนท้าวมหานาม เจ้าสารกานิศากยะสมาทานสิกขาได้ในเวลาสิ้นพระชนม์แล”

สรกานิสูตร ที่ ๑ มหา. สํ. (๑๕๒๘-๑๕๓๖ ) ตบ. ๑๙ : ๔๗๐-๔๗๔ ตท. ๑๙ : ๔๒๖-๔๒๘ ตอ. K.S. ๕ : ๓๒๔-๓๒๖

แม้พระพุทธเจ้ายังทรงปวารณา

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดแล้วทั้งกาย วาจา ใจ ไม่น่าจะมีข้อผิดพลาดบกพร่องใดๆ ที่จะต้องสารภาพต่อผู้อื่น และให้ผู้อื่นตักเตือนมิใช่หรือ?

“ ดูภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอปวารณาเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจะไม่ติเตียนกรรมไร ๆ ที่เป็นไปทางกายหรือทางวาจาของเราบ้างหรือ?

ปวารณาสูตรที่ ๗ ส. สํ. (๗๔๔) ตบ. ๑๕ : ๒๘๐ ตท. ๑๕ : ๒๖๕ ตอ. K.S. I : ๒๔๒

แม้โจรก็ต้องมีธรรมะ

มีผู้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมไว้สำหรับคนทุกจำพวก แม้กระทั่งโจร จริงหรือไม่? ถ้าจริง พระองค์ทรงแดสงธรรม ของโจรไว้อย่างไรบ้าง?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๘ ประการย่อมพลันเสื่อม ตั้งอยู่ไม่นาน องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือประหารคนที่ไม่ประหารตอบ ๑ ถือเอาสิ่งของไม่เหลือ ๑ ลักพาสตรี ๑ ประทุษร้ายกุมารี ๑ ปล้นบรรพชิต ๑ ปล้นราชทรัพย์ ๑ ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ๑ ไม่ฉลาดในการเก็บ ๑.... “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๘ ประการย่อมไม่เสื่อมเร็ว ตั้งอยู่ได้นาน องค์ ๘ ประการเป็นไฉน คือไม่ประหารคนที่ไม่ประหารตอบ ๑ ไม่ถือเอาสิ่งของจนไม่เหลือ ๑ ไม่ลักพาสตรี ๑ ไม่ประทุษร้ายกุมารี ๑ ไม่ปล้นบรรพชิต ๑ ไม่ปล้นราชทรัพย์ ๑ ไม่ทำงานใกล้ถิ่นเกินไป ๑ ฉลาดในการเก็บ ๑....”

โจรสูตร ที่ ๑-๒ อ. อํ. (๑๙๐-๑๙๑) ตบ. ๒๓ : ๓๕๑-๓๕๒ ตท. ๒๓ : ๓๑๒ G.S. IV : ๒๒๒

โดยปรมัตถ์ ธาตุ ๔ ก็ไม่ควรยืดถือ

การที่พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่องธาตุ ๔ นั้น พระองค์ทรงเชื่อว่ามีธาตุ ๔ จริงๆ หรือเพราะทรงเรียกตามโวหารโลกที่คนเข้าใจกันอยู่ในสมัยนั้น? มีพระพุทธพจน์ตอนไหนบ้างที่แสดง ธาตุ ๔ เป็นแต่สิ่งสมมติ?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ไม่ได้สดับ ไม่ได้พบพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรู้ธาตุดิน .... ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ย่อมรู้ธาตุไฟ ... ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม ครั้นรู้ธาตุลมโดย ความเป็นธาตุลม แล้วย่อมสำคัญหมายธาตุลม ย่อมสำคัญหมายโดยความเป็นธาตุลม ย่อมสำคัญหมายธาตุลมว่าเป็นของเรา ย่อมยินดีธาตุลมข้อนั้นเพราะอะไร เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุใดเป็นอรหันต์ขีณาสพอยู่จบพรหม จรรย์ เสร็จ กิจ แล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว แม้ภิกษุนั้นย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน.... ย่อมรู้ธาตุน้ำโดยความเป็นธาตุน้ำ ... ย่อมรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟ... ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม.... ครั้นรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลมแล้ว ย่อมสำคัญหมายธาตุลม ย่อมไม่สำคัญหมายโดยความเป็นธาตุลม ย่อมไม่สำคัญหมายธาตุลมว่าเป็นของเรา ย่อมไม่ยินดีในธาตุลม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเธอกำหนดรู้แล้วฯ”

มูลปริยายสูตร มู. ม. (๒) ตบ. ๑๒ : ๑-๒ ตท. ๑๒ : ๑-๒ ตอ. MLS. I : ๓-๔

โทษของกาม

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเปรียบเทียบความสุข อันเกิดแต่กามไว้อย่างไรบ้าง?

“... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนสุนัขอันความเพลียเพราะความหิวเบียดเบียนแล้ว พึงเข้าไปยืนอยู่ใกล้เขียงของนายโคฆาต นายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ฉลาด พึงโยนร่างกระดูกที่เชือดชำแหลออกจนหมดเนื้อแล้วเปื้อนแต่เลือดไปยังสุนัข ฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่าเปรียบด้วยร่างกระดูก มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง” “... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนแร้งก็ดี นกตะกรุมก็ดี เหยี่ยวก็ดี พาชิ้นเนื้อบินไป แร้งทั้งหลาย หรือนกตะรุมทั้งหลาย หรือเหยี่ยวทั้งหลายจะพึงโผเข้ารุมจิกแย่งชิ้นเนื้อนั้น ฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง” “... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงถือคบเพลิงหญ้าอันไฟติดทั่วแล้ว เดินทวนลมไปฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยคบเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง” “... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิงลึกกว่าชั่วบุรุษหนึ่ง เต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ปราศจากควัน บุรุษผู้รักชีวิต ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์ พึงมา บุรุษมีกำลังสองคนช่วยกันจับแขนบุรุษนั้นข้างละคน ฉุดเข้าไปยังหลุมถ่านเพลิง ฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบเหมือนหลุมถ่ายเพลิง มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง” “... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ ภาคพื้นอันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ บุรุษนั้นตื่นขึ้นแล้ว ไม่พึงเห็นอะไร ฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยความฝัน มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง “... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนบุรุษพึงยืมโภคสมบัติ มีแก้วมณีและกุณฑลอย่างดีบรรทุกยานไป เขาแวดล้อมด้วยทรัพย์สมบัติที่ตนยืมมา พึงเดินไปภายในตลาด คนเห็นเขาเข้าแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญบุรุษผู้นี้มีโภคสมบัติหนอ ได้ยินว่าชนทั้งหลายผู้มีโภคสมบัติ ย่อมใช้สอยโภคสมบัติอย่างนี้ดังนี้ พวกเจ้าของพึงพบบุรุษนั้น ณ ที่ใดๆ พึงนำเอาของตนคืนไปในที่นั้นๆ ฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยของยืม มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง” “... ดูก่อนคหบดี เปรียบเหมือนราวป่าใหญ่ที่ไม่ไกลบ้านหรือนิคม ต้นไม้ในราวป่านั้น พึงมีผลรสอร่อย ทั้งมีผลดก แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาค พื้น สัก ผล เดียว บุรุษผู้ต้องการผลไม้ พึงมาเที่ยวเสาะแสวงหาผลไม้ เขาแวะยังราวป่านั้น เห็นต้นไม้อันมีผลรสอร่อย มีผลดกนั้น เขาพึงคิดอย่างนี้ว่าต้นไม้นี้มีผลรสอร่อย มีผลดก แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาค พื้น สัก ผล เดียว แต่เรารู้เพื่อขึ้นต้นไม้ ไฉนหนอ เราพึงขึ้นต้นไม่นี้แล้วกินพออิ่ม และห่อพกไปบ้าง เราขึ้นต้นไม้นั้นแล้ว กินจนอิ่มและห่อพกไว้ ลำดับนั้นบุรุษคนที่สองต้องการผลไม้ ถือขวานอันคมเที่ยวมาเสาะแสวงหาผลไม้เขาแวะยังราวป่านั้นแล้ว เห็นต้นไม้มีผลรสอร่อย มีผลดกนั้น เขาพึงคิดอย่างนี้ว่า ต้นไม้นี้มีผลรสอร่อย แต่ไม่มีผลหล่นลง ณ ภาค พื้น สัก ผล เดียว และเราก็ไม่รู้เพื่อขึ้นต้นไม้ ไฉนหนอ เราพึงตัดต้นไม้นี้แค่โคนต้นแล้วกินพออิ่ม และห่อพกไปบ้าง เขาพึงตัดต้นนั้นแค่โคนต้น ฉันใด...” “... ดูก่อนคหบดี อริยสาวกก็ฉันนั้นแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลายพระผู้มีพระภาคตรัสว่า เปรียบด้วยผลไม้ มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง...”

โปตลิยสูตร ม. ม. (๔๘-๕๓) ตบ. ๑๓ : ๔๑-๔๕ ตท.๑๓ : ๔๐-๔๓ ตอ. MLS. II : ๒๘-๓๑

โทษของการคบคนเลว

การคบคนเลวทราม ก่อให้เกิดโทษอย่างไรบ้าง?

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนทุศีล มีธรรมอันเลวทราม ไม่สะอาด มีความประพฤติน่ารังเกียจ มีการงานลึกลับ ไม่ใช่สมณะ แต่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารีบุคคล แต่ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีบุคคล เน่าใน ภายในเยิ้มด้วยราคะ เป็นเหมืองขยะ บุคคลเช่นนี้ควรรังเกียจไม่ควรคบ.... เพราะเหตุไร เพราะแม้จะไม่เจริญรอยตามบุคคลเช่นนั้นก็จริง แต่กิตติศัพท์ที่เสียหายของเขาย่อมระบือไปว่า เขามีคนชั่วเป็นมิตร มีคนชั่วเป็นสหาย มีคนชั่วเป็นเพื่อน เปรียบเหมือนงูที่จมอยู่ในอุจจาระ ถึงแม้จะไม่กัดก็ทำให้เปื้อนได้”

ชิคุจฉสูตร ติก. อํ. (๔๖๖) ตบ. ๒๐ : ๑๕๘-๑๕๙ ตท. ๒๐ : ๑๔๓ ตอ. G.S. ๑ : ๑๐๙

โทษของความเกียจคร้าน

มีผู้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าสอนให้คนเกียจคร้านจริงหรือไม่ ?

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้แต่อย่างเดียว ที่เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เหมือนความเห็นผู้เกียจคร้าน ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคลเกียจคร้านแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป”

บาลีแห่งเอกธรรม เอก. อํ. (๖๑) ตบ. ๒๐ : ๑๓ ตท. ๒๐ : ๑๑ ตอ. G.S. ๑ : ๙

โทษของความโกรธ

ความโกรธมีโทษอย่างไรบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ระงับกำจัดเสีย ?

“.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วกตาม... ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม..... “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะนอนบนบัลลังก์อันลาด้วยฝ้าขนสัตว์ ลาด้วยฝ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม ย่อมนอนเป็นทุกข์.... “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งเป็นประโยชน์ แม้จะถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ... ถือเอาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาล “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันขันแข็ง สั่งสมได้ด้วยกำลังแขนอาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม พระราชาย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง.... “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้เขาจะมีมิตร อมาตย์ ญาติสายโลหิต เหล่านั้นก็เว้นเสียห่างไกล... “.....คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นแล้วเมื่อตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก....”

โกธนาสูตร ส. อํ. (๖๑) ตบ. ๒๓ : ๙๖-๙๗ ตท. ๒๓ : ๘๙-๙๑ ตอ. G.S. IV : ๕๙-๖๐

โทษของทุจริต ๓

โทษของการประพฤติทุจริตทั้ง ๓ มีอะไรบ้าง?

“ดูก่อนอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้ คือ ๑. แม้ตนก็ติเตียนตนเองได้ ๒. ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมติเตียนได้ ๓. กิตติศัพท์ชั่วย่อมกระฉ่อนไป ๔. เป็นคนหลงทำกาละ ๕.เมื่อกายแตกตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก...”

ป. ทุก. อํ. (๒๖๔) ตบ. ๒๐ : ๗๓-๗๔ ตท. ๒๐ : ๖๖ ตอ. G.S. ๑ : ๕๒

โพชฌงค์ ๗ กับศาสนาอื่น

ศาสนาในศาสนาอื่นได้สอนเรื่องโพชฌงค์ ๗ ไว้หรือไม่ ? หรือว่าเป็นของพระพุทธองค์โดยเฉพาะ?

“เพราะพระเจ้าจักรพรรดิปรากฏขึ้น รัตนะ ๗ ประการปรากฏขึ้น รัตนะ ๗ ประการคืออะไร? คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว และปริณายกแล้ว “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏ รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ จึงปรากฏ”

จักกวัตติสูตร มหา. สํ. (๕๐๕-๕๐๖) ตบ. ๑๙ : ๑๓๘-๑๓๙ ตท. ๑๙ : ๑๔๐-๑๔๑ ตอ. K.S. ๕ : ๘๓

โรคกายโรคใจ

พระพุทธองค์ตรัสถึงโรคทางกาย โรคทางใจไว้อย่างไรบ้าง ?

“....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคด้วยโรคทางกายตลอดปีหนึ่งมีปรากฏ ผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคตลอด ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคแม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง มีปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดปฏิญาณความไม่มีโรคทางใจแม้ครู่หนึ่ง สัตว์เหล่านั้นหาได้ยากในโลก เว้นจากพระขีณาสพ....”

อิทริยวรรค ที่ ๑ จ. อํ. (๑๕๗) ตบ. ๒๑ : ๑๙๑-๑๙๒ ตท. ๒๑ : ๑๖๘ ตอ. G.S. II : ๑๖๔

โลก “สูญ” อย่างไร

คำกล่าวที่ว่า “โลกเป็นของสูญ เป็นสภาพว่างเหล่านั้น” หมายความว่าอย่างไร?

“ดูก่อนอานนท์ เรากล่าวว่าโลกว่างเปล่า เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน อะไรเล่าว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน? ตา... หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ... รูป... เสียง... กลิ่น... รส... โผฏฐัพพะ... ธรรมารมณ์.... จักขุวิญญาณ... โสตวิญญาณ... ฆานวิญญาณ.... ชิวหาวิญญาณ... กายวิญญาณ... มโนวิญญาณ... จักขุสัมผัส... โสตสัมผัส...ฆานสัมผัส... ชิวหาสัมผัส... กายสัมผัส... มโนสัมผัส... สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกมสุขเวทนา ที่มีสัมผัสเป็นปัจจัยว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน “ดูก่อนอานนท์ เพราะว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน ฉะนั้นจึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า....”

สุญญสูตร สฬา. สํ. (๑๐๒) ตบ. ๑๘ : ๖๗-๖๘ ตท. ๑๘ : ๕๖-๕๗ ตอ. K.S. ๔ : ๒๙

โลกก็มีคุณเหมือนกัน

มีบางคนกล่าวว่า พระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้ายประฌามโลก สอนให้หนีจากโลกดังนี้ เป็นความจริงหรือไม่เพียงใด โลกมีส่วนดีอยู่หรือไม่ ?

“..... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนตรัสรู้เราเป็นพระโพธิสัตว์ได้คิดว่าในโลกนี้อะไรหนอเป็นคุณ อะไรหนอเป็นโทษ อะไรหนอเป็นอุบายเครื่องออกไป.... เรานั้นได้คิดว่า สุขโสมนัสอาศัยสภาพใดเกิดขึ้นในโลก สภาพนี้เป็นคุณในโลก โลกไมเที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดานี้เป็นโทษในโลก การปราบปรามฉันทราคะ การละฉันทราคะในโลกได้เด็ดขาด นี้เป็นอุบายเครื่องออกไปในโลก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณของโลกโดยเป็นคุณ ซึ่งโทษของโลกโดยความเป็นโทษ และซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกไปของโลกโดยความเป็นอุบายเครื่องออกไปตามความจริงเพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้ ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์เพียงนั้น...ฯ”

ปุพพสูตร ติ. อํ. (๕๔๓) ตบ. ๒๐ : ๓๓๒ ตท. ๒๐ : ๒๙๐ ตอ. G.S. I : ๒๓๗

โลกประณามการบิณฑบาต

คนทั้งหลายมีทัศนคติต่อการออกบิณฑบาตของพระภิกษุอย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาวิธีการเลี้ยงชีพทั้งหลาย การออกบิณฑบาตเป็นอาชีพต่ำทราม ภิกษุทั้งหลายย่อมได้รับคำแช่งด่าในโลกว่า “ท่านดีแต่อุ้มบาตรเที่ยวขอก้อนข้าว !”

ปิณโฑลยสูตร ขันธ. สํ. (๑๖๗) ตบ. ๑๗ : ๑๑๓ ตท. ๑๗ : ๑๐๐ ตอ. K.S. ๓ : ๗๘-๗๙

โลกหน้ามีจริงหรือไม่

ปัญหาใหญ่ที่คนถกเถียงกันอยู่เสมอ ก็คือปัญหาที่ว่าโลกหน้าที่มนุษย์จะไปเกิดหลักจากตายแล้วมีจริงหรือไม่? ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไรบ้าง?

“..... ดูก่อนพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์สองพวกนั้น สมณพราหมณ์ที่มีวาทะอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี อุปปาติกสัตว์ไม่มี สมณพราหมณ์ที่ไปโดยชอบ ปฏิบัติโดยชอบ ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว ประกาศให้รู้ทั่ว ไม่มีในโลกดังนี้ เป็นอันหวังข้อนี้ได้คือ จักเว้นกุศลธรรม ๓ ประการ นี้ คือ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต จักสมาทานอกุศลธรรม ๓ ประการ นี้ คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต แล้วประพฤติข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท่านสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่เห็นอานิสงส์ในเนกขัมมะ อันเป็นคุณฝ่ายขาวแห่งกุศลธรรม ก็โลกหน้าที่อยู่จริง ความเห็นของผู้นั้นว่าไม่มีความเห็นของเขานั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ก็โลกหน้ามีอยู่จริง แต่เขาดำริว่าโลกหน้าไม่มี ความดำริของเขานั้นเป็นมิจฉาสังกัปปะ ก็โลกหน้ามีอยู่จริง แต่เขากล่าวว่าโลกหน้าไม่มี วาจาของเขานั้นเป็นมิจฉาวาจา ผู้นี้ย่อมทำตนเป็นข้าศึกต่อพระอรหันต์ ผู้รู้แจ้งโลกหน้า ก็โลกหน้ามีอยู่จริง เขายังให้ผู้อื่นเข้าใจว่า โลกหน้าไม่มี การให้ผู้อื่นเข้าใจของเขานั้นเป็นการให้เข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม และเขายังจะยกตนข่มผู้อื่น ด้วยการให้ผู้อื่นเข้าใจผิด ไม่ชอบธรรมนั้นด้วย เขาละคุณคือ ความเป็นคนมีศีลแล้ว ตั้งไว้เฉพาะแต่ส่วนโทษ คือความเป็นคนทุศีลไว้ก่อนเทียว ด้วยประการฉะนี้ อกุศลธรรมอันลามกเป็นอเนกเหล่านี้ คือ มิจฉาทิฐิ มิฉาสังกัปปะมิจาวาจา ความเป็นข้าศึกต่อพระอริยะ การให้ผู้อื่นเข้าใจผิดโดยไม่ชอบธรรม การยกตน การข่มผู้อื่น ย่อมมีเพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยด้วยประการฉะนี้ ฯ”

ใครเป็นผู้สร้าง

(มารเป็นผู้ถาม) รูปนี้ใครเป็นผู้สร้าง ผู้สร้างรูปอยู่ที่ไหน รูปบังเกิดในที่ไหน รูปดับไปในที่ไหน?

“รูปนี้ไม่มีใครสร้าง อัตตภาพนี้ไม่มีใครก่อ รูปเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ดับไปเพราะเหตุดับ “พืชชนิดใดที่บุคคลหว่านลงในนา ย่อมงอกขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ รสในแผ่นดิน และยางในพืช ฉันใด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ๖ เหล่านี้ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ดับไปเพราะเหตุดับฉันนั้น”

เสลาสูตรที่ ๙ ส. สํ. (๕๕๑) ตบ. ๑๕ : ๑๙๗ ตท. ๑๕ : ๑๘๙ ตอ. K.S. I : ๑๖๙

ใครเป็นผู้สร้าง

ทุกข์ทั้งปวง ตั้งแต่อวิชชาเป็นต้นไปถึง ชาติ ชรา มรณะ มีใครเป็นผู้สร้างหรือไม่?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย.... เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ .... เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ.... เพราะอุปทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ.... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน.... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา.... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา.... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ.... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ.... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป.... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ.... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร.... เพราะตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธรรมฐิติ (เป็นสภาพตั้งอยู่ตามธรรมดา) ธรรมนิยาม (เป็นสภาพแน่นอนตามธรรมดา) อิทัปปัจจัย (เป็นมูลเหตุอันแน่นอน) ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น และตรัสว่าท่านทั้งหลายจงดูดังนี้.....”

ปัจจัยสูตร นิ. สํ. (๖๑) ตบ. ๑๖ : ๓๐-๓๑ ตท. ๑๖ : ๑๖-๒๕ ตอ. K.S. II : ๒๑

ใช้ตัณหาปราบตัณหา

มีบางท่านกล่าวว่า ความอยากถึงนิพพานก็จัดเป็นตัณหาอย่างหนึ่ง และเป็นแรงผลักดันให้คนปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงนิพพาน เข้าทำนอง ใช้ตัณหาดับตัณหา คำกล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกยืนยันหรือไม่ ?

“.....ดูก่อนน้องหญิง คำที่เรากล่าวว่ากายนี้เกิดด้วยตัณหา อาศัยตัณหาแล้วพึงละตัณหาเสียดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยอะไร “ดูก่อนน้องหญิง ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เมื่อได้ข่าวว่า ภิกษุชื่ออย่างนี้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่ง ในปัจจุบันนี้ ดังนี้ เธอเกิดความปรารถนา (ตัณหา) อย่างนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราจักกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ในปัจจุบันชาตินี้ ดังนี้ ในเวลาต่อมา เธออาศัยตัณหานั้นแล้วละตัณหาเสียได้ “ดูก่อนน้องหญิง คำที่เรากล่าวว่า กายนี้เกิดขึ้นด้วยตัณหาอาศัยตัณหาแล้วพึงละเสียดังนี้ เรากล่าวเพราะอาศัยความจริงข้อนี้......”

อินทริยวรรค จ. อํ. (๑๕๙) ตบ. ๒๑ : ๑๙๕-๑๙๖ ตท. ๒๑ : ๑๗๑ ตอ. G.S. II : ๑๔๙

ไตรลักษณ์เกี่ยวข้องกัน

ไตรลักษณ์ทั้ง ๓ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป...เวทนา...สัญญา... สังขาร...วิญญาณ ไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ข้อนี้อริยสาวกพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง....”

อนิจจาสูตร ที่ ๒ ขันธ. สํ. (๔๒) ตบ. ๑๗ : ๒๘ ตท. ๑๗ : ๒๔ ตอ. K.S. ๓ : ๒๑

ไม่ควรคำนึงอดีตหรืออนาคต

ข้อที่ว่าอาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นนั้นหมายถึงอาสวะประเภทไหน และการเห็นนั้นเห็นอย่างไร ?

“...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย .... เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเจริญขึ้น..... ปุถุชนมนสิการโดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า (หน้า 005-007) “เราได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ เราไม่ได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรแล้วจึงเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักมีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักไม่มีหรือหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไร แล้วจึงจักเป็นอะไรหนอ หรือว่าปรารภกาลปัจจุบัน ในบัดนี้ มีความสงสัยขึ้นภายในว่าเรามีอยู่หรือเราไม่มีหรือ เราเป็นอะไรหนอ เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ และมักจักไป ณ ที่ไหน ...มีต่อหน้า 006

ไม่ควรพูดรีบร้อน

ในการพูด พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำเกี่ยวกับการพูดเร็วหรือช้าไว้อย่างไรบ้าง ?

“ก็ข้อที่เรากล่าวดังนี้ว่า พึงเป็นผู้ไม่รีบด่วนพูด อย่างพูดรีบด่วนนั้น เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในประการแรก นั้น เมื่อรีบด่วนพูด กายก็ลำบาก จิตก็แกว่ง เสียงก็พร่า คอก็เครือ แม้คำพูดของผู้ที่รีบด่วนพูด ก็ไม่สละสลวย ไม่พึงรู้ชัดได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในประการหลังนั้น เมื่อไม่รีบด่วนพูด กายก็ไม่ลำบาก จิตก็ไม่แกว่ง เสียงก็ไม่พร่า คอก็ไม่เครือ แม้คำพูดของผู้ที่ไม่รับด่วนพูด ก็สละสลวย พึงรู้ชัดได้.....”

อรณวิภังคสูตร อุ. ม. (๖๖๑) ตบ. ๑๔ : ๔๒๙ ตท. ๑๔ : ๓๖๖ ตอ. MLS. III : ๒๘๒

ไม่มีใครเหนือพระพุทธองค์

สมณะหรือพราหมณ์อื่นซึ่งจะมีปัญญาเครื่องตรัสรู้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้ามีหรือไม่ ?

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์อื่น ซึ่งจะรู้ยิ่งไปกว่าพระผู้มีพระภาคในทางปัญญาเครื่องตรัสรู้ มิได้มีแล้ว จักไม่มีและย่อมมีในบัดนี้..... “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะมีเจโตปริยญาณ (การรู้จิตใจของผู้อื่น) ในพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ก็หามิได้ แต่ข้าพระองค์รู้ได้ด้วยการอนุมานตามพระธรรม “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เปรียบเหมือนในเมืองชายแดนของพระราคามีเชิงเทินมั่นคง มีกำแพงและหอรบหนาแน่น มีประตูเดียว คนเฝ้าประตู.... มีปัญญาเฉลียวฉลาด ห้ามคนที่ไม่รู้จัก ให้คนรู้จักเข้าไป เขาเดินตรวจทางรอบนครนั้น ไม่พบรอยต่อหรือช่องแห่งกำแพงโดยที่สุดแม้เพียงแมวจะลอดออกไปได้ เขาพึงมีความมั่นใจอย่างนี้ว่า สัตว์ขนาดใหญ่เหล่าใดเหล่าหนึ่งจะเข้าสู่นครนั้นหรือออกไป ย่อมเข้าออกทางประตูนี้ทั้งหมดฉันใด ข้าพระองค์รู้ได้ด้วยการอนุมานตามพระธรรมก็ฉันนั้น... “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดที่ได้มีมาแล้วในอดีตกาลจักมีในอนาคต.... และแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในปัจจุบันนี้ พระผู้มีพระภาคเหล่านั้นทุกพระองค์ทรงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งใจทอนกำลังปัญญา ทรงมีพระหฤทัยตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐาน ๔ ทางเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิฌาณแล้ว...”

นาฬันทสูตรสูตร มหา. สํ. (๗๒๖-๗๓๑) ตบ. ๑๙ : ๒๑๑-๒๑๔ ตท. ๑๙ : ๒๐๐-๒๐๒ ตอ. K.S. ๕ : ๑๓๘-๑๔๐

ไม่ใช่อรหันต์เสมอไป

ผู้ที่รู้เห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างแจ่มแจ้งทั้งสายทุกข์ ทั้งสายดับทุกข์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน จะจัดว่าเป็นพระขีณาสพได้หรือยัง ?

“ ท่านผู้มีอายุ ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผลเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ท่านผู้มีอายุเปรียบเหมือนบ่อน้ำในหนทางกันดาร ที่บ่อนั้นไม่มีเชือก โพงจะตักน้ำก็ไม่มี ลำดับนั้น บุรุษถูกความร้อนแผดเผา เหน็ดเหนื่อย หิวกระหายเดินมา เขามองดูบ่อน้ำนั้นก็รู้ว่ามีน้ำ แต่จะสัมผัสด้วยการไม่ได้ ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้อว่าภพดับเป็นนิพพาน ผมเห็นดีแล้วด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง แต่ว่าผมไม่ใช่พระอรหันต์ขีณาสพ ฉันนั้นเหมือนกัน”

โกสัมพีสูตร นิ. สํ. (๒๗๔) ตบ. ๑๖ : ๑๔๓-๑๔๔ ตท. ๑๖ : ๑๓๐ ตอ. K.S. II : ๘๓