แม้ในสมัยพุทธกาลจะไม่มีโซเชียลมีเดีย แต่หลักธรรมเรื่องการเปรียบเทียบและความริษยาที่กล่าวถึง "อิจฉาวจร" ก็ยังใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ คือการเห็นภาพชีวิตของผู้อื่นที่ดูสมบูรณ์แบบอยู่ตลอดเวลา มักกระตุ้นให้ใจเปรียบเทียบและรู้สึกว่าตัวเองขาดพร่องอยู่เสมอ ทั้งที่ภาพเหล่านั้นมักเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งที่ถูกคัดสรรมาแล้วของชีวิตจริง ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด อกุศลธรรมข้อนี้จึงยิ่งถูกกระตุ้นได้ง่ายขึ้นในยุคที่เราเห็นภาพชีวิตคนอื่นตลอดเวลาผ่านหน้าจอ
มุมมองจากงานวิจัย
งานวิจัยเชิงทบทวนอย่างเป็นระบบเรื่อง "Envy, Social Comparison, and Depression on Social Networking Sites" พบว่าการเปรียบเทียบทางสังคมบนโซเชียลมีเดีย สัมพันธ์กับความริษยาและภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นในหลายการศึกษาที่ทบทวน แต่ผลกระทบไม่ได้เป็นลบเสมอไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานเป็นสำคัญ — การเสพเนื้อหาแบบเฉื่อย (passive scrolling) โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์จริงกับใคร มักสัมพันธ์กับความเหงาที่เพิ่มขึ้น มากกว่าการใช้เพื่อสื่อสารเชิงรุกกับคนที่เรารู้จักจริงในชีวิต
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
สังเกตว่าตัวเองกำลังเสพโซเชียลมีเดียแบบเฉื่อยหรือใช้เพื่อสื่อสารกับคนจริง
จำกัดเวลาเสพเนื้อหาแบบเฉื่อยที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์
หันมาใช้เพื่อนัดพบหรือพูดคุยกับคนจริงมากขึ้น
เตือนตัวเองว่าภาพชีวิตที่เห็นบนโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนที่ถูกคัดสรรมาแล้ว ไม่ใช่ภาพชีวิตทั้งหมดของใคร
พระสูตรอ้างอิง
- อิจฉาวจรอกุศลที่ละได้แล้ว
(มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ข้อ ๗๑ หน้า ๓๕๓-๓๕๕)
งานวิจัยอ้างอิง
- Envy, Social Comparison, and Depression on Social Networking Sites: A Systematic Review
(PMC (2022), systematic review of social comparison and envy research)
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และแนวคิดเบื้องต้นจากพระธรรมคำสอนและงานวิจัยเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาทางการแพทย์ หากคุณมีความทุกข์ใจรุนแรง คิดทำร้ายตัวเอง หรือมีอาการต่อเนื่อง ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยตรง หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 (ฟรี ตลอด 24 ชม.)

