อานาปานสติ
อานาปานสติ กายคตาสติ สติปัฏฐาน 4 หลักปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้ง
อานาปานสติ จากพระไตรปิฎก
๑. อานิสงส์สูงสุดแห่งอานาปานสติ ๒ ประการ (อรหัตผล และ อนาคามี)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง (สพฺพกายปฏิสำเวที) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ (ปสฺสมฺภยำ กายสงฺขารำ) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ (ปีติปฏิสำเวที) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข (สุขปฏิสำเวที) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร (จิตฺตสงฺขารปฏิสำเวที) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตตสังขาร ให้รำงับ (ปสฺสมฺภยำ จิตฺตสงฺขารำ) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต (จิตฺตปฏิสำเวที) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้ พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง (อภิปฺปโมทยำ จิตฺตำ) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น (สมาทหำ จิตฺตำ) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ตั้งมั่น หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ (วิโมจยำ จิตฺตำ) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิต ให้ปล่อยอยู่ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ (อนิจฺจานุปสฺสี) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ (วิราคานุปสฺสี) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ (นิโรธานุปสฺสี) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ (ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี) หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอนิสงส์ใหญ่
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์อย่างใด อย่างหนึ่ง ในบรรดาผล ๒ ประการ เป็นสิ่งที่หวังได้
คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่าถ้ายังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็น อนาคามี
มหาวาร. สํ. ๑๙/๓๙๖-๓๙๗/๑๓๑๑-๑๓๑๓.
๒. อานิสงส์แห่งอานาปานสติ ๗ ประการ
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือ โคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกาย ทั้งปวง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำ กายสังขารให้รำงับ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ รู้พร้อม เฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้ พร้อม เฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำ จิตตสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำ จิตตสังขารให้รำงับ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิต หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ ตั้งมั่น หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ ปล่อยอยู่ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่ง ความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่ง ความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นปะจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่ง ความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่ง ความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคล เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อยู่อย่างนี้ ผลอานิสงส์ ๗ ประการ ย่อมเป็นสิ่งที่หวังได้
ผลอานิสงส์ ๗ ประการ เป็นอย่างไรเล่า ?
ผลอานิสงส์ ๗ ประการ คือ
๑. การบรรลุอรหัตตผลทันทีในปัจจุบันนี้
๒. ถ้าไม่เช่นนั้น ย่อมบรรลุอรหัตตผลในกาล แห่งมรณะ
๓. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็นอันตราปรินิพพายี (ผู้จะปรินิพพานใน ระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่ง)
๔. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็นอุปหัจจ ปรินิพพายี (ผู้จะปรินิพพานเมื่อใกล้ จะสิ้นอายุ)
๕. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็นอสังขารปรินิพพายี (ผู้จะปรินิพพานโดย ไม่ต้องใช้ความเพียรมากนัก)
๖. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็นสสังขารปรินิพพายี (ผู้จะปรินิพพานโดย ต้องใช้ความเพียรมาก)
๗. ถ้าไม่เช่นนั้น เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสัญโญชน์ ๕ ย่อมเป็นอุทธังโสโต อกนิฏฐคามี (ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ แล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ผลอานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ ย่อมหวังได้ ดังนี้
๓. เจริญอานาปานสติ เป็นเหตุให้ สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ (4)
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเอกนั้นมีอยู่
ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์
ครั้นธรรมทั้ง ๔ นั้น อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์
ครั้นธรรมทั้ง ๗ นั้น อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำธรรมทั้ง ๒ ให้บริบูรณ์ได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธินี้แล เป็นธรรมอันเอก
ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์;
สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์;
โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้ มากแล้ว ย่อมทำวิชชา และวิมุตติ ให้บริบูรณ์ได้.
๓.1 (1) อานาปานสติบริบูรณ์ ย่อมทำสติปัฏฐานให้บริบูรณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ได้ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา
ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขาร ให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลก ออกเสียได้. ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าว ลมหายใจเข้าและ ลมหายใจออก ว่าเป็นกายอันหนึ่งๆ ในกายทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นกาย ในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้ทำ จิตตสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำ จิตตสังขารให้รำงับ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลก ออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าวการทำในใจเป็น อย่างดีต่อลมหายใจเข้า และลมหายใจออก ว่าเป็น เวทนา อันหนึ่งๆ ในเวทนาทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นเวทนา ในเวทนา ทั้งหลายอยู่ เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออก เสียได้
ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่กล่าวอานาปานสติ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติ อันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นจิต ในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌา และโทมนัส ในโลกออกเสียได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่ง ความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่ง ความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่ง ความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษา ว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่ง ความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัส ในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ เป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอ เห็นการละอภิชฌาและ โทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นธรรม ในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำสติปัฏฐานทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ได้
๓.2 (2) สติปัฏฐานบริบูรณ์ ย่อมทำโพชฌงค์ให้บริบูรณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคล เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไร เล่า จึงทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้ ?
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำก็ดี เป็นผู้เห็นเวทนา ในเวทนาทั้ง หลายอยู่ เป็นประจำก็ดี เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำก็ดี เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ ก็ดี มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสตินำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้
สมัยนั้น สติที่ภิกษุเข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
สมัยนั้น สติสัม โพชฌงค์ ก็เป็นอันว่า ภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่า ถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ
ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติ เช่นนั้นอยู่ ย่อมทำ การเลือก ย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการ ใคร่ครวญ ซึ่งธรรม นั้นด้วยปัญญา
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ทำการเลือกเฟ้น ใคร่ครวญธรรมนั้น อยู่ด้วยปัญญา
สมัยนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า ย่อมเจริญธัมมวิจย สัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง การเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อเลือกเฟ้น ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรม นั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่หย่อนหย่อน ชื่อว่า เป็นธรรม อันภิกษุนั้นปรารภแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ความเพียรไม่ย่อหย่อน อันภิกษุผู้เลือกเฟ้น ใคร่ครวญในธรรมนั้นด้วยปัญญา
สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อมีความเพียร อัน ปรารภแล้ว ปีติอันเป็นนิรมิส ก็เกิดขึ้น.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ปีติอันเป็นนิรามิส เกิดขึ้น แก่ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว
สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อม เจริญปีติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อมีใจ ประกอบด้วยปีติ แม้กายก็รำงับ แม้จิตก็รำงับ.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ทั้งกาย และ ทั้งจิต ของภิกษุผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมรำงับ
สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง การเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอันรำงับแล้ว มีความสุขอยู่จิตย่อมตั้งมั่น.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกาย อันรำงับแล้วมีความสุขอยู่ ย่อมตั้งมั่น
สมัยนั้น สมาธิ-สัมโพชฌงค์ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบ แห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้ว อย่างนั้นเป็น อย่างดี
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่ง เฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี
สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง การเจริญ.
ภิกษุทั้งหลาย ! สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญ แล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ได้.
๓.3 (3) โพชฌงค์บริบูรณ์ ย่อมทำวิชชา และวิมุตติให้บริบูรณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างไรเล่า จึงจะทำวิชชา และ วิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ (ความจางคลาย) อันอาศัยนิโรธ (ความดับ) อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละ ความปล่อย)
ย่อมเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไป เพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ
ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ
ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ
ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ
ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโ วสสัคคะ
ภิกษุทั้งหลาย ! โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมทำวิชชา และ วิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้
๔. เจริญอานาปานสติ เป็นเหตุให้ สติปัฏฐาน ๔ (11)
โพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์ (อีกสูตรหนึ่ง)
ภิกษุทั้งหลาย ! เราเป็นผู้ตั้งมั่นแล้วในข้อปฏิบัตินี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วในข้อปฏิบัตินี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย จงปรารภความเพียรให้ยิ่งกว่าประมาณ เพื่อถึง สิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุเพื่อทำาให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำาให้แจ้ง.
เราจักรอคอยพวกเธอทั้งหลายอยู่ ณ ที่นครสาวัตถีนี้แล จนกว่าจะถึงวันท้ายแห่งฤดูฝนครบสี่เดือน เป็นฤดูที่บาน แห่งดอกโกมุท (เพ็ญเดือนสิบสอง).
พวกภิกษุเป็นพวกชาวชนบทได้ทราบข่าวนี้ก็พากัน หลั่งไหลไปสู่นครสาวัตถี เพื่อเฝ้าเยี่ยม พระผู้มี พระภาคเจ้า. ฝ่ายพระเถระผู้มีชื่อเสียงคนรู้จักมาก ซึ่งมีท่านพระสารีบุตร
พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหากัปปินะ พระมหา จุนทะ พระเรวตะ พระอานนท์ และพระเถระรูปอื่น อีกหลายท่าน แบ่งกันเป็นพวกๆ พากันสั่งสอน พร่ำชี้แจง พวกภิกษุใหม่ๆ อย่างเต็มที่ พวกละสิบรูปบ้าง ยี่สิบรูปบ้าง สามสิบรูปบ้าง สี่สิบรูปบ้าง.
ส่วนภิกษุใหม่ๆ เหล่านั้น เมื่อได้รับคำสั่งสอน ได้รับคำพร่ำชี้แจง ของพระเถระ ผู้มีชื่อเสียงทั้งหลาย อยู่ก็ย่อมรู้คุณวิเศษอันกว้างขวางอย่างอื่นๆ ยิ่งกว่าแต่ก่อน. จนกระทั่งถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายสืบไปว่า
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทนี้ ไม่เหลวไหลเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทนี้ไม่เหลวแหลกเลย.
ภิกษุ บริษัทนี้ ตั้งอยู่แล้วในธรรมที่เป็นสาระล้วน.
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่น่าบูชา น่าต้อนรับ น่ารับทักษิณา น่าไหว้ เป็นเนื้อนาบุญ ชั้นดีเยี่ยมของโลก หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่ทานอันบุคคลให้น้อย แต่กลับมีผลมาก ทานที่ให้มาก ก็มีผลมากทวียิ่งขึ้น หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะยาก ที่ชาวโลกจะได้เห็น หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น ภิกษุบริษัทนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทเช่นใด มีรูปลักษณะที่ควร จะไปดูไปเห็น แม้จะต้องเดินสิ้นหนทางนับด้วยโยชน์ๆ ถึงกับต้องเอาห่อเสบียงไปด้วยก็ตาม หมู่ภิกษุนี้ ก็มีรูปลักษณะเช่นนั้น ภิกษุบริษัทนี้ก็มีรูปลักษณะเช่น นั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งเป็น พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มี กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว มีภาระปลงลงได้แล้ว มีประโยชน์ของตนเองบรรลุแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์ ในภพสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ ภิกษุ นี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้น สัญโญชน์เบื้องต่ำห้า เป็นโอปปาติกะแล้ว จักปริ นิพพาน ในที่นั้น ไม่เวียนกลับมาจากโลกนั้น เป็นธรรมดา พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุ นี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้น สัญโญชน์สาม และมีความเบาบางไปของราคะ โทสะ โมหะ เป็น สกทาคามี มาสู่ เทวโลก อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจักกระทำ ที่สุดแห่งทุกข์ได้, พวกภิกษุแม้ เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่งสิ้น สัญโญชน์สาม เป็น โสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ผู้เที่ยงแท้ผู้แน่ที่จะตรัสรู้ข้างหน้า พวกภิกษุแม้เห็นปานนี้ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในหมู่ภิกษุนี้ มีพวกภิกษุซึ่ง ประกอบความเพียรเป็นเครื่องต้องทำเนืองๆ ในการอบรม สติปัฏฐานสี่ สัมมัปปธานสี่ อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพชฌงค์เจ็ด อริยมรรคมีองค์แปด เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อสุภะ อนิจจสัญญา และอานาปานสติ พวกภิกษุ แม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่ในหมู่ภิกษุนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธินี้แล ซึ่ง เมื่อบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน ทั้ง ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐานทั้ง ๔ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ทั้ง ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ทั้ง ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้.
๔.1 (1) สติปัฏฐานบริบูรณ์ เพราะอานาปานสติบริบูรณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำ สติปัฏฐานทั้งสี่ ให้บริบูรณ์ได้ ?
๔.1.1 [หมวดกายานุปัสสนา] (1)
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวงหายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะ ซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำกายสังขาร ให้รำงับหายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขาร ให้รำงับ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า
เป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมกล่าว ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ว่าเป็นกายอันหนึ่งๆ ในกายทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความ เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.
๔.1.2 [หมวดเวทนานุปัสสนา] (2)
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งปีติหายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหึดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งสุข หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ ทำจิตตสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภชิฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
ภิกษุทั้งหลาย !
เราย่อมกล่าวการทำในใจเป็นอย่างดีต่อลมหายใจเข้า และลมหายใจออกทั้งหลาย ว่าเป็นเวทนาอันหนึ่งๆ ในเวทนาทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌา และโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.
๔.1.3 [หมวดจิตตานุปัสสนา] (3)
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่ง จิตหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ ปราโมทย์ ยิ่งหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจ ออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ ปล่อยอยู่ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า
เป็น ผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เราไม่กล่าวอานาปานสติ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมป ชัญญะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้ ในสมัยนั้น.
๔.1.4 [หมวดธัมมานุปัสสนา] (4)
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก
ภิกษุทั้งหลาย ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า
เป็น ผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผา กิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนั้น
เป็น ผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละอภิชฌา และ โทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตนุ นั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็น ประจำมีความ เพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ชื่อว่า ทำสติปัฏฐาน ทั้งสี่ให้บริบูรณ์ได้.
โพชฌงค์บริบูรณ์ เพราะสติปัฏฐานบริบูรณ์ ภิกษุทั้งหลาย ! สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ด ให้บริบูรณ์ได้ ?
๔.1.5 [โพชฌงค์เจ็ด หมวดกายานุปัสสนา] (1)
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลสมีสัมปัชญญะ มีสตินำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้
สมัยนั้น สติของ ภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
ภิกษุทั้งหลาย!
สมัยใด สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุ ชื่อว่า ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ของภิกษุชื่อว่าถึงความ เต็มรอบแห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ย่อมทำการเลือกย่อมทำการเฟ้นย่อมทำ การใคร่ครวญซึ่งธรรม นั้นด้วยปัญญา.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ทำการเลือกเฟ้น ใคร่ครวญ ธรรมนั้นอยู่ด้วย ปัญญา
สมัยนั้น ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้น ปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ธัมมวิจย สัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึง ความเต็มรอบ แห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อเลือกเฟ้น ใคร่ครวญอยู่ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อ หย่อน ชื่อว่าเป็นธรรมอันภิกษุนั้นปรารภแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ความเพียรไม่ย่อหย่อนอันภิกษุผู้เลือกเฟ้น ใคร่ครวญในธรรม นั้นด้วยปัญญา
สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภ แล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อมีความเพียรอันปรารภแล้ว ปีติอันเป็นนิรามิสก็เกิดขึ้น.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ปีติอันเป็นนิรามิส เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้มีความเพียร อันปรารภแล้ว,
สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่า ภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญปิติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ปิติ สัมโพชฌงค์ของภิกษุชื่อว่าถึง ความเต็มรอบ แห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อมีใจประกอบด้วยปีติ แม้กายก็รำงับแม้จิตก็รำงับ.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ทั้งกายและทั้งจิตของภิกษุผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ย่อมรำงับ
สมัยนั้น ปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง การเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อมีกายอันรำงับแล้วมีความสุขอยู่ จิตย่อมตั้งมั่น.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายอันรำงับแล้วมีความสุขอยู่ ย่อม ตั้งมั่น
สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุ ชื่อว่าถึงความเต็มรอบ แห่งการ เจริญ.
ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะ ซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะซึ่งจิตอันตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น เป็นอย่างดี
สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบแห่ง การเจริญ.
๔.1.6 [โพชฌงค์เจ็ด หมวดเวทนานุปัสสนา] (2)
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออก เสียได้
สมัยนั้น สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง.
ภิกษุทั้งหลาย!
สมัยใด สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อม เจริญสติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบ แห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ย่อมทำการเลือกย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการ ใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญา (ต่อไปนี้ มีข้อความอย่างเดียวกันกับใน โพชฌงค์เจ็ด หมวดกายานุปัสสนา จนจบหมวด)
๔.1.7 [โพชฌงค์เจ็ด หมวดจิตตานุปัสสนา] (3)
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
สมัยนั้น สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติ ไม่ลืมหลง.
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด สติของภิกษุผู้ เข้าไปตั้งไว้แล้วเป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่า ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ของภิกษุชื่อว่าถึงความ เต็มรอบแห่งการเจริญ
ภิกษุนั้นเมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ย่อมทำการเลือกย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการ ใคร่ครวญซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญา (ต่อไปนี้ มีข้อความอย่างเดียวกันกับใน โพชฌงค์เจ็ด หมวดกายานุปัสสนา จนจบหมวด).
๔.1.8 [โพชฌงค์เจ็ด หมวดธัมมานุปัสสนา] (4)
ภิกษุทั้งหลาย !
สมัยใด ภิกษุเป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออก เสียได้
สมัยนั้น สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว ก็เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง.
ภิกษุทั้งหลาย!
สมัยใด สติของภิกษุผู้เข้าไปตั้งไว้แล้ว เป็นธรรมชาติไม่ลืมหลง
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นปรารภแล้ว
สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าย่อม เจริญสติสัมโพชฌงค์
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ ของภิกษุชื่อว่าถึงความเต็มรอบ แห่งการเจริญ.
ภิกษุนั้นเมื่อเป็นผู้มีสติเช่นนั้นอยู่ ย่อมทำการเลือกย่อมทำการเฟ้น ย่อมทำการ ใคร่ครวญ ซึ่งธรรมนั้นด้วย ปัญญา
(ต่อไปนี้ มีข้อความอย่างเดียวกันกับในโพชฌงค์เจ็ด หมวดกายานุปัสสนา จนจบหมวด).
ภิกษุทั้งหลาย ! สติปัฏฐานทั้งสี่ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างนี้ ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ชื่อว่าทำ โพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้บริบูรณ์ได้
๔.2 วิชชาและวิมุตติบริบูรณ์เพราะโพชฌงค์บริบูรณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงทำวิชชาและ วิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้
ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ (ความจางคลาย) อันอาศัยนิโรธ (ความดับ) อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละ ความปล่อย)
ย่อมเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อโวสสัคคะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! โพชฌงค์ทั้งเจ็ด อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ชื่อว่าทำวิชชา และวิมุตติให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้.
(ข้อสังเกต : ดังที่ตรัสไว้ แสดงว่าสติปัฏฐานทั้งสี่ ในแต่ละหมวดสมบูรณ์ ในตัวเอง คือเข้าถึงโพชฌงค์ ที่บริบูรณ์จนกระทั่งวิมุตติได้ทุกหมวดดังนั้น สติปัฏฐานสี่นั้น ผู้ปฏิบัติจะเจริญหมวดใดหมวดหนึ่ง หรือทั้ง ๔ หมวดก็ได้ เหมือนกัน เพราะสามารถยังวิมุตติให้ปรากฏได้ดุจเดียวกัน : ผู้รวบรวม)
๕. การเจริญอานาปานสติ (ตามนัยแห่งมหาสติปัฏฐานสูตร)
ภิกษุทั้งหลาย! ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่นั้นเป็นอย่างไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม ย่อมนั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอเป็นผู้มีสติ หายใจเข้า มีสติหายใจออก
(๑) เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออก ยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว หรือว่า
(๒) เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า เราหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออก สั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(๓) เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจเข้า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง จักหายใจออก
(๔) เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราทำกายสังขารให้รำงับ จักหายใจ เข้า เราทำกายสังขารให้รำงับ จักหายใจออก
เช่นเดียวกับนายช่างกลึง หรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ เมื่อเขาชักเชือก กลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชัก เชือกกลึงยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือก กลึงสั้น ฉันใดก็ฉันนั้น.
ด้วยอาการอย่างนี้แล ที่ภิกษุเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายใน อยู่บ้าง ในกายอันเป็น ภายนอกอยู่บ้าง ในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่ บ้าง และเป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมอันเป็น เหตุเกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง
เห็นธรรมเป็นเหตุเสื่อมไปในกายอยู่บ้าง, เห็นทั้งธรรมเป็นเหตุเกิดขึ้นและ เสื่อม ไปในกายอยู่บ้าง ก็แหละ สติ ว่า “กายมีอยู่” ดังนี้ของเธอนั้น เป็นสติที่เธอ ดำรงไว้เพียงเพื่อ ความรู้ เพียงเพื่ออาศัยระลึก ที่แท้เธอเป็นผู้ที่ตัณหา และทิฏฐิ อาศัยไม่ได้ และเธอไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลกนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ แม้ด้วย อาการอย่างนี้.
๖. เมื่อเจริญอานาปานสติก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษา
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัด ศึกษา
ว่า เราเป็นผู้ทำ กายสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจออก
เมื่อภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วในการทำเช่นนั้นอยู่ ย่อมละความระลึก และ ความดำริอันอาศัยเรือนเสียได้
เพราะละความระลึก และความดำรินั้นได้ จิตของเธอก็ตั้งอยู่ด้วยดี สงบรำงับอยู่ ด้วยดี เป็นธรรมเอกผุด มีขึ้นเป็นสมาธิอยู่ในภายในนั่นเทียว. ภิกษุทั้งหลาย ! แม้อย่างนี้ ภิกษุนั้นก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ
(ข้อสังเกต : ส่วนใหญ่เรามักจะเข้าใจว่า กายคตาสติ คือการพิจารณา อสุภะ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หรือการเจริญมรรคเพื่อการหลุดพ้นจะต้องผ่านการ พิจารณา อสุภะ เสียก่อนเสมอไปเท่านั้น ในพระสูตรนี้ จึงเป็นคำ ตอบให้เห็นว่า อานาปานสติ ก็เป็นกายคตาสติ และสามารถเจริญมรรคนี้ จนถึงวิมุตติหลุดพ้น ได้โดยตรง ดังในพระสูตรอื่นๆ ที่พระองค์ตรัสไว้ในเล่มนี้; นอกจากนั้นกาย คตาสติ ยังมีความหมาย อีกหลายนัยยะ เช่น หมายถึง การเจริญฌานหนึ่ง ถึงฌานสี่อีกด้วย : ผู้รวบรวม)
๗. อานาปานสติ เป็นเหตุให้ถึงซึ่งนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็น ไปเพื่อความหน่ายโดย ส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความ สงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร ? คือ... อานาปานสติ ...
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญ แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความหน่าย โดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน.
๘. อานาปานสติสมาธิ เป็นเหตุให้ละสังโยชน์ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อการละสัญโญชน์ ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงเป็นไปเพื่อการ ละสัญโญชน์ ทั้งหลาย ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อการ ละสัญโญชน์ทั้งหลาย
๙. อานาปานสติสมาธิ สามารถกำจัดเสียได้ซึ่งอนุสัย
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม เป็นไปเพื่อการกำจัดเสีย ซึ่งอนุสัย. ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงเป็น ไปเพื่อการกำจัดเสีย ซึ่งอนุสัย ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อการกำจัดเสียซึ่งอนุสัย
๑๐. อานาปานสติสมาธิ เป็นเหตุให้รอบรู้ซึ่งทางไกล (อวิชชา)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความรอบรู้ ซึ่งทางไกล (อวิชชา). ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงเป็นไป เพื่อความรอบรู้ทางไกล ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความรอบรู้ทางไกล.
๑๑. อานาปานสติสมาธิเป็นเหตุให้สิ้นอาสวะ
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไรเล่า จึงเป็นไป เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไป เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
๑๒. แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก (แบบที่หนึ่ง)
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเอก อันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผล ใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ธรรมอัน เอกนั้น คืออะไรเล่า ? คือ อานาปานสติ. ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
๑๓. เจริญอานาปานสติ มีอานิสงส์เป็นเอนกประการ (8)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมมี ผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก แล้วอย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่
๑๓.1 จิตหลุดพ้นจากอาสวะ
ภิกษุทั้งหลาย ! แม้เราเอง เมื่อยังไม่ตรัสรู้ ก่อนการตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้ เป็นอันมาก. ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม นี้เป็นอันมาก กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก และจิตของเรา ก็หลุดพ้นจาก อาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า กายของเราไม่พึงลำบาก ตาของเราไม่พึง ลำบาก และจิตของเราพึงหลุดพ้น จากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
๑๓.2 ละความดำริอันอาศัยเรือน
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า ความระลึกและดำริอันอาศัยเรือนเหล่าใดของเรามีอยู่ ความระลึก และความดำริเหล่านั้นพึงสิ้นไป ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
๑๓.3 ควบคุมความรู้สึกเกี่ยวความไม่ปฏิกูล
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ปฏิกูลในสิ่งที่ไม่เป็นปฏิกูลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ไม่ปฏิกูล และทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้มีสัญญาว่า ไม่ปฏิกูลทั้งในสิ่งที่ปฏิกูลและในสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้เว้นขาดจากความรู้สึก ว่าปฏิกูลและความรู้สึกว่าไม่เป็นปฏิกูลทั้ง ๒ อย่างเสียโดยเด็ดขาดแล้วเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
๑๓ (ต่อ)
อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ ในใจให้เป็นอย่างดี.
๑๓.4 เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับ รูปสัญญาทั้งสี่
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงเป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึงปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวกแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุ ปรารถนาว่า เพราะวิตกวิจารระงับไป เราพึง เข้าถึงทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใส แห่งจิตใน ภายใน เพราะธรรมอันเอกคือ สมาธิ ผุดมีขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เราพึงเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข ด้วยกาย (สุขญฺจ กาเยน) ชนิดที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ มีการอยู่เป็นสุข เข้าถึงตติยฌาน แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับไปแห่งโสมนัส และโทมนัสในกาลก่อน เราพึงเข้าถึงจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่ความบริสุทธิ์แห่งสติ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี
๑๓.5 เป็นเหตุให้ได้สมาธิในระดับ อรูปสัญญาทั้งสี่
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา เสียโดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลายเพราะการไม่กระทำในใจ ซึ่งนานัตตสัญญามีประการต่างๆ เราพึงเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่าอากาศไม่มีที่สุด ดังนี้แล้ว แลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุ ปรารถนาว่า เราพึงก้าวล่วง อากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้วพึงเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงก้าวล่วงวิญญาณัญจายตนะ เสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่าไม่มีอะไร แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้ อานาปานสตินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า เราพึงก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะ เสียโดยประการทั้งปวง เข้าถึงเนวสัญญานา สัญญายตนะแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสติสมาธินี่แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
๑๓.6 เป็นเหตุให้ได้สัญญาเวทยิตนิโรธ
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ถ้าภิกษุปรารถนาว่า “เราพึงก้าวล่วงซึ่ง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เสียได้โดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่เถิด” ดังนี้แล้วไซร้
อานาปานสติสมาธินี้แหละ อันภิกษุนั้นพึงทำไว้ในใจให้เป็นอย่างดี.
๑๓.7 รู้ต่อเวทนาทุกประการ
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันภิกษุ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อยู่อย่างนี้ ถ้าภิกษุนั้นเสวยเวทนาอันเป็นสุข เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้น ไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัว ว่าเวทนานั้นอันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้น อันเราไม่เพลิดเพลิน เฉพาะแล้ว ดังนี้.
ถ้าภิกษุนั้นเสวย เวทนาอัน เป็นทุกข์ เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้นไม่เที่ยง เธอ ย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเราไม่ เพลิด เพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้.
ถ้าภิกษุนั้นเสวย เวทนาอัน ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์เธอย่อมรู้ตัวว่า เวทนานั้น ไม่เที่ยง เธอย่อมรู้ตัวว่าเวทนานั้น อันเรา ไม่สยบมัวเมาแล้ว ย่อมรู้ตัวว่า เวทนา นั้นอันเราไม่เพลิดเพลินเฉพาะแล้ว ดังนี้.
ภิกษุนั้น ถ้าเสวย เวทนาอันเป็นสุข ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น;
ถ้าเสวย เวทนาอันเป็นทุกข์ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น ถ้าเสวยเวทนา อันเป็น อทุก ขมสุข ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น.
ภิกษุนั้น เมื่อเสวย เวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา อันมี กายเป็น ที่สุดรอบ
เมื่อเสวย เวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัด ว่าเราเสวยเวทนา อันมีชีวิต เป็นที่สุดรอบ เธอย่อม รู้ชัดว่าเวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของดับเย็น ใน อัตตภาพ นี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึง ที่สุดรอบแห่งชีวิตเพราะ การแตกทำลายแห่ง กาย ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน ได้อาศัยน้ำมันและไส้แล้ว ก็ลุกโพลง อยู่ได้ เมื่อขาดปัจจัยเครื่องหล่อเลี้ยง เพราะขาดน้ำมันและไส้ นั้นแล้ว ย่อมดับลง นี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น คือภิกษุเมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุด รอบ, ก็รู้ชัดว่าเราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้. เมื่อเสวยเวทนา อันมีชีวิต เป็นที่สุดรอบ ก็รู้ชัด ว่าเราเสวยเวทนาอัน มีชีวิตที่สุดรอบดังนี้ (เป็นอันว่า)
ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของ ดับเย็น ในอัตตภาพนี้นั่นเทียว จนกระทั่งถึง ที่สุด รอบแห่งชีวิต เพราะการแตก ทำลายแห่งกาย ดังนี้.
๑๔. แบบการเจริญอานาปานสติที่มีผลมาก (แบบที่สอง)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์ มาก ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุ
ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ (ความจางคลาย) อาศัยนิโรธ (ความดับ) น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ (ความสละลง)
ย่อมเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันประกอบ ด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ
ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ
ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวกอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อโวสสัคคะ
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก.
๑๕. เจริญอานาปานสติ มีอานิสงส์เป็นเอนกประการ (อีกสูตรหนึ่ง)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว อย่างไร ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วย อานา ปานสติ อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ (ความจางคลาย) อาศัยนิโรธ (ความดับ) น้อมไปเพื่อ โวสสัคคะ (ความสละลง) (แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๗๑–๗๒ ทุกประการ)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก
ได้บรรลุมรรคผลในปัจจุบัน
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งคือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือ เมื่อยังมีความยึดถือ เหลืออยู่ย่อมเป็น พระอนาคามี
ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งคือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อ ยังมีความยึดถือเหลืออยู่ ย่อมเป็นพระอนาคามี ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานา ปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย นิโรธน้อมไป ในการ สละ;(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๗๑–๗๒ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ แล พึงหวังผลได้ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตต ผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมี ความยึดถือเหลืออยู่ ย่อมเป็นพระอนาคามี.
เพื่อประโยชน์มาก
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ประโยชน์มาก(มหโต อตฺถาย) ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ แล้วอย่างไรกระทำให้มาก แล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วยอานาปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ (แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๗๑–๗๒ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก.
เพื่อความเกษมจากโยคะมาก
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ แล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อ ความเกษมจากโยคะมาก (มหโต โยคกฺเขมาย) ก็อานาปานสติ อันบุคคล เจริญแล้ว อย่างไร กระทำให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเกษมจาก โยคะมาก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วย อานา ปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไป ในการสละ (แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๗๑–๗๒ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะมาก.
เพื่อความสังเวชมาก
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อ ความสังเวชมาก (มหโต สํเวคาย) ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร กระทำ ให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชมาก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วย อานา ปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไป ในการสละ; (แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๗๑–๗๒ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่าง นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชมาก.
เพื่ออยู่เป็นผาสุกมาก
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่ออยู่ เป็นผาสุกมาก(มหโต ผาสุวิหาราย) ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว อย่างไร กระทำ ให้มากแล้วอย่างไร ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นผาสุกมาก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันประกอบด้วย อานา ปานสติ อันเป็นสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย นิโรธน้อมไป ในการ สละ (แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า๗๑–๗๒ทุกประการ)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่าง นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นผาสุกมาก.
ภิกษุทั้งหลาย ! แม่น้ำคงคาไหลไปสู่ทิศปราจีนหลั่งไปสู่ทิศปราจีน บ่าไปสู่ทิศปรา จีน ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ ก็ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่ นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน ก็ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มากซึ่ง โพชฌงค์ ๗ อย่างไรย่อมเป็นผู้น้อม ไป สู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่ นิพพาน.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้
ย่อมเจริญ สติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญ วิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญ ปีติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญ สมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวกอันอาศัยวิราคะ อันอาศัย นิโรธ น้อมไปในการสละ
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ ๗ กระทำให้มาก ซึ่งโพชฌงค์ ๗ อย่างนี้แล ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน
๑๖. เจริญอานาปานสติ ชื่อว่าไม่เหินห่างจากฌาน
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุ เจริญอานาปานสติ แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรา กล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตาม โอวาทไม่ฉัน บิณฑบาต ของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไย ถึงผู้กระทำ ให้มากซึ่งอานาปาน สตินั้นเล่า.
๑๗. อานาปานสติ : เป็นสุขวิหาร ระงับได้ซึ่งอกุศล
(ทรงปรารภเหตุที่ ภิกษุทั้งหลายได้ฆ่าตัวตายบ้างฆ่ากันและกันบ้าง เนื่องจากเกิด ความ อึดอัดระอา เกลียดกายของตน เพราะการปฏิบัติอสุภภาวนา จึงได้ทรงแสดง อานาปานสติ สมาธิแก่ภิกษุเหล่านั้น)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธินี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นของรำงับเป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อม ยังอกุศล ธรรมอันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้วให้อันตรธานไป ให้รำงับไป โดยควรแก่ฐานะ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมาย่อมทำฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้อันตรธานไป ให้รำงับ ไปได้โดยควรแก่ฐานะ ข้อนี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ก็เป็นของ ระงับ เป็นของประณีตเป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยัง อกุศลธรรมอันเป็น บาป ที่เกิดขึ้นแล้วและเกิดขึ้นแล้ว1 ให้อันตรธานไปให้รำงับไปได้ โดยควรแก่ ฐานะได้ ฉันนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว อย่างไร เล่า ? ที่เป็นของรำงับเป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยัง อกุศลธรรม อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นแล้วให้อันตรธานไปให้รำงับ ไปได้ โดยควรแก่ฐานะได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ตามไปแล้วสู่โคนไม้ก็ตาม ไปแล้วสู่ เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบแล้ว ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น ภิกษุนั้นมีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ทุกประการ)
ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ด้วย อาการอย่างนี้ ย่อมเป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป ที่เกิดขึ้นแล้วและเกิดขึ้นแล้ว ให้อันตรธานไป ให้รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะ ดังนี้ แล
๑๘. อานาปานสติ : สามารถกำจัดบาปอกุศลได้ทุกทิศทาง
อานนท์ ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญกระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ก็อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้ มากแล้ว อย่างไร จึงมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ?
อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามา โดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ ทุกประการ).
อานนท์ ! อานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่.
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำ กายสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับหายใจออก
อานนท์ ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ เป็นผู้มีความ เพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
อานนท์ ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลม หายใจออก ว่าเป็นกายอันหนึ่งๆ ในกาย ทั้งหลาย.
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นกายในกาย อยู่เป็น ประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัส ในโลก ออกเสียได้.
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุขหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ ซึ่ง จิตตสังขาร หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำ จิตตสังขารให้รำงับ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำ จิตตสังขารให้รำงับ หายใจออก
อานนท์ ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสีย ได้
อานนท์ ! เราย่อมกล่าวว่าการทำในใจเป็นอย่างดีต่อลมหายใจเข้า และลมหายใจ ออก ว่าเป็น เวทนาอัน หนึ่ง ๆในเวทนาทั้งหลาย.
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลาย อยู่เป็นประจำมีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลก ออกเสียได้.
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่งหายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้ทำจิต ให้ตั้ง มั่นหายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจออก
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็น ผู้ทำจิตให้ ปล่อยอยู่ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออก
อานนท์ ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียร เผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสตินำอภิชฌาและโทมนัส ในโลกออก เสียได้
อานนท์ ! เราไม่กล่าวอานาปานสติ ว่าเป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้มีสติอันลืมหลงแล้ว ไม่มีสัมปชัญญะ. อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้เห็นจิต ในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัสในโลกออกเสียได้.
อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความ ไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า
เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า
ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก
อานนท์ ! สมัยนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็น ประจำ มีความเพียรเผากิเลสมีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและ โทมนัส ในโลกออกเสียได้
อานนท์ ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว เพราะเธอเห็นการละ อภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา
อานนท์ ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่า
เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
อานนท์ ! เปรียบเหมือนกองฝุ่นใหญ่มีอยู่ที่หนทางใหญ่ ๔ แพร่ง
ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทิศตะวันออก ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น
ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศตะวันตก ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น
ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศเหนือ ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น
ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทางทิศใต้ ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น นี้ฉันใด
อานนท์ !เมื่อบุคคลมีปกติ เห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ
ย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท้
เมื่อบุคคลมีปกติ เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ
ย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท้
เมื่อบุคคลมีปกติ เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ
ย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท้
เมื่อบุคคลมีปกติ เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำ
ย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท้ ฉันนั้นเหมือนกัน.
๑๙. อานาปานสติ : ละได้เสียซึ่งความฟุ้งซ่าน
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม ๓ ประการนี้ ๓ ประการ อย่างไรเล่า คือ
ความเป็นผู้ว่ายาก ๑
ความเป็นผู้มี มิตรชั่ว ๑
ความฟุ้งซ่านแห่งจิต ๑.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลธรรม ๓ ประการ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงทำให้เจริญเพื่อละธรรม ๓ ประการ เหล่านี้ ๓ ประการ อย่างไรเล่า ? คือ
(๑) ความเป็นผู้ว่าง่าย อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละความเป็นผู้ว่ายาก
(๒) ความเป็นผู้มีมิตรดี อันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อละความเป็นผู้มีมิตรชั่ว
(๓) อานาปานสติ อันภิกษุพึงให้เจริญ เพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แลธรรม ๓ ประการ อันภิกษุพึงทำให้เจริญ เพื่อละธรรม ๓ ประการเหล่านั้น.
๒๐. อานาปานสติ : ละเสียได้ซึ่งความคับแค้น
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย
(๑) จงเป็นผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่
(๒) จงเข้าไปตั้งอานาปานสติไว้เฉพาะหน้าในภายใน
(๓) จงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่เถิด.
ภิกษุทั้งหลาย !
(๑) เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณ์ว่า ไม่งามในกายอยู่ ย่อมละราคา นุสัยในเพราะความเป็นธาตุงามได้
(๒) เมื่อเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งอานาปานสติไว้เฉพาะหน้าในภายในธรรม เป็นที่มานอนแห่งวิตกทั้งหลาย (มิจฉาวิตก) ในภายนอก อันเป็นไปในฝักฝ่ายแห่ง ความ คับแค้น ย่อมไม่มี
(๓) เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่ ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น
ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายมีสติเฉพาะในลมหายใจ มีความเพียร ทุกเมื่อ พิจารณาเห็นซึ่งนิพพาน อันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง
ภิกษุนั้น แลผู้เห็นโดยชอบ พยายามอยู่ ย่อมน้อมไปในนิพพาน อันเป็นที่ระงับ แห่งสังขารทั้งปวง ภิกษุนั้นแลผู้อยู่จบอภิญญา สงบระงับล่วงโยคะเสียได้ แล้วชื่อ ว่าเป็นมุนี.
๒๑. อานาปานสติ : วิหารธรรมของพระอริยเจ้า
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าพวกปริพาชกเดียรถีย์ลัทธิอื่นจะพึงถามเธอทั้งหลาย อย่างนี้ว่า
ท่านมีผู้มีอายุ ! พระสมณโคดม ทรงอยู่จำพรรษาส่วนมาก ด้วยวิหารธรรมไหนเล่า ? ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพวกเธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบแก่พวกปริพาชกเดียรถีย์ ลัทธิอื่นเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอยู่ตลอด พรรษากาลเป็นอันมาก ด้วยวิหารธรรม คือ อานาปานสติสมาธิ แล ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ เราเป็นผู้มีสติ หายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใครผู้ใดจะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็นอริยวิหารก็ดี ว่าเป็นพรหม วิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดี เขาพึงกล่าวอานาปานสติสมาธิ นี้แหละ ว่าเป็น อริยวิหาร ว่าเป็น พรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคตวิหาร.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุเหล่าใดยังเป็นเสขะ ยังไม่ลุถึง ธรรมที่ต้องประสงค์แห่งใจ ปรารถนาอยู่ซึ่ง โยคเขมธรรม อันไม่มีอะไรยิ่งกว่า ภิกษุเหล่านั้น เมื่อเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ซึ่งอานาปานสติ สมาธิ ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ ทั้งหลาย.
ส่วนภิกษุทั้งหลายเหล่าใด เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว มีสิ่งที่ต้องทำอัน ตนทำเสร็จแล้ว มีภาระอันปลงลงแล้ว มีประโยชน์ตนอันลุถึงแล้ว มีสัญโญชน์ในภพทั้งหลายสิ้น รอบแล้วเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ
ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อเจริญทำให้มากแล้วซึ่งอานาปานสติสมาธิ ย่อมเป็นสุข วิหารใน ทิฏฐธรรมนี้ด้วย เพื่อความสมบูรณ์แห่งสติสัมปชัญญะด้วย.
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉะนั้น เมื่อใครจะกล่าวสิ่งใดให้ถูกต้องชอบธรรม ว่าเป็นอริยวิหาร ก็ดี ว่าเป็นพรหม วิหารก็ดี ว่าเป็นตถาคตวิหารก็ดีเขาพึงกล่าว อานาปานสติสมาธิ นี้แหละ ว่าเป็น อริยวิหาร ว่าเป็น พรหมวิหาร ว่าเป็นตถาคตวิหาร ดังนี้.
๒๒. เจริญอานาปานสติ : ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายและจิตย่อมมีขึ้นไม่ได้
ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทอดพระเนตรเห็นพระมหากัปปินะ ผู้มีกายไม่โยก โคลง แล้วได้ตรัส แก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเห็นความ หวั่นไหว หรือความโยกโคลงแห่งกาย ของมหากัปปินะบ้างหรือไม่ ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวลาใดที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เห็นท่านผู้มีอายุนั่งใน ท่ามกลางสงฆ์ก็ดี นั่งในที่ลับคนเดียวก็ดีในเวลานั้นๆ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่ได้ เห็นความหวั่นไหว หรือความโยก โคลงแห่งกายของท่านผู้มีอายุรูปนั้นเลย พระเจ้าข้า !
ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลง แห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิใด ภิกษุมหากัปปินะ นั้นเป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งสมาธินั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลง แห่งจิตก็ตาม มีขึ้นไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิเหล่าไหนเล่า ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลง แห่งจิตก็ตาม ย่อมมีไม่ได้เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งอานาปานสติสมาธิ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคล เจริญ ทำให้มากแล้ว อย่างไร เล่า ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหวโยกโคลง แห่งจิตก็ ตามจึงไม่มี ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือเรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น,
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ทุกประการ).
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติสมาธิ อันบุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ความหวั่นไหว โยกโคลงแห่งกายก็ตาม ความหวั่นไหว โยก โคลงแห่งจิตก็ตามย่อมมีไม่ได้ ดังนี้.
๒๓. เจริญอานาปานสติ เป็นเหตุให้รู้ลมหายใจ อันมีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
ราหุล ! เธอจงเจริญอานาปานสติภาวนาเถิดเพราะอานาปานสติที่บุคคลเจริญ กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ก็อานาปานสติ อันบุคคลเจริญ แล้วอย่างไร กระทำให้มากแล้ว อย่างไร จึงมีผลใหญ่มีอานิสงส์ใหญ่ ?
ราหุล ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า หรือโคนไม้ หรือ เรือนว่างก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามา โดยรอบ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอนั้น มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
(แต่นี้ได้ตรัสไว้อย่างเดียวกัน ซึ่งเหมือนในหน้า ๑–๔ทุกประการ).
ราหุล ! อานาปานสติ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้แล ย่อมมีผล ใหญ่ มีอานิสงส์ ใหญ่. ราหุล ! เมื่อบุคคลเจริญ กระทำให้มาก ซึ่งอานาปานสติ อย่างนี้แล้ว ลมอัสสาสะ (ลมหายใจ เข้า) ปัสสาสะ (ลมหายใจออก) อันจะมีเป็น ครั้งสุดท้าย เมื่อจะดับจิตนั้นจะเป็นสิ่งที่เขารู้แจ้ง แล้วดับไป หาใช่เป็นสิ่งที่เขาไม่รู้ แจ้งไม่ ดังนี้.
๒๔. ธรรมเป็นเครื่องถอนอัส๎มิมานะในปัจจุบัน
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้ สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี (กลฺยาณมิตฺต) มีสหายดี (กลฺยาณสหาย) มีพวกพ้องดี (กลฺยาณสมฺปวงฺก) คือ จักเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วย การสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วย มารยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษ ทั้งหลาย แม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขา บททั้งหลายอยู่;
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้ สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพ้องดี; กล่าวคือ กถาเป็นเครื่องขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เป็นธรรมเครื่องสบายแก่การเปิด โล่งแห่งจิต ได้แก่
อัปปิจฉกถา (เรื่องปรารถนาน้อย)
สันตุฏฐิกถา (เรื่องสันโดษ)
ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด)
อสังสัคคกถา (เรื่องไม่คลุกคลี)
วิริยารัมภกถา (เรื่องมีความเพียร)
สีลกถา (เรื่องศีล)
สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ)
ปัญญากถา (เรื่องปัญญา)
วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ)
วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ)
เธอ จักเป็นผู้ได้โดยง่าย ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ซึ่งกถาเช่นนี้ ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นสิ่งที่ หวังได้ สำหรับภิกษุ ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพ้องดี กล่าวคือ จักเป็นผู้มีความเพียร อันปรารภ แล้ว เพื่อการละซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อการถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย มีกำลัง (จิต) มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้ สำหรับภิกษุ ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีพวกพ้องดี กล่าวคือ จักเป็น ผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้รู้ซึ่ง ความเกิดและ ความดับ (อุทยตฺถคามินี) อันเป็นปัญญา ที่เป็นอริยะเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส ให้ถึงซึ่งความสิ้นทุกข์โดยชอบ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ
เจริญ อสุภะ เพื่อ ละ ราคะ
เจริญ เมตตา เพื่อ ละ พยาบาท
เจริญ อานาปานสติ เพื่อ ตัดเสียซึ่ง วิตก
เจริญ อนิจจสัญญา เพื่อ ถอน อัส๎มิมานะ
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อภิกษุมีอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา ย่อมตั้งมั่น ผู้มีอนัตตสัญญา ย่อมถึงการ ถอนเสียได้ซึ่งอัส๎มิมานะ คือ นิพพาน ในทิฏฐธรรมเทียว.
๒๕. วิธีการบ่มวิมุตติให้ถึงที่สุด
เมฆิยะ ! ธรรมทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นไปเพื่อความสุกรอบ (ปริปาก) ของเจโต วิมุตติที่ยังไม่สุกรอบ.
๕ ประการอย่างไรเล่า ? ๕ ประการคือ
๑. เมฆิยะ ! ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้มีมิตรดีมีสหายดี มีเพื่อนดี เมฆิยะ ! นี้เป็นธรรมข้อที่หนึ่งเป็นไปเพื่อความสุกรอบของเจโตวิมุตติที่ยังไม่สุกรอบ.
๒. เมฆิยะ ! ข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุเป็นผู้มีศีลสำรวมแล้ว ด้วยการสำรวม ในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลาย แม้มีประมาณน้อย สมาทานอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เมฆิยะ ! นี้เป็นธรรมข้อ ที่สอง เป็นไปเพื่อความสุกรอบ ของเจโตวิมุตติที่ยังไม่สุกรอบ.
๓. เมฆิยะ ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ ภิกษุเป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้ไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งธรรมกถาอันเป็นเครื่องขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เป็นที่สบายแก่การ เปิดโล่งแห่งจิต ได้แก่
อัปปิจฉกถา (เรื่องปรารถนาน้อย)
สันตุฏฐิกถา (เรื่องสันโดษ)
ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด)
อสังสัคคกถา (เรื่องไม่คลุกคลี)
วิริยารัมภกถา (เร่อื งมีความเพียร)
สีลกถา (เรื่องศีล)
สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ)
ปัญญากถา (เรื่องปัญญา)
วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ)
วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ)
เมฆิยะ ! นี้เป็นธรรมข้อที่สามเป็นไปเพื่อความสุกรอบของ เจโตวิมุตติ ที่ยังไม่สุกรอบ.
๔. เมฆิยะ ! ข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุเป็นผู้มีความเพียร อันปรารภแล้ว เพื่อละอกุศล ธรรม ทั้งหลายเพื่อยังกุศลธรรมทั้งหลายให้ถึงพร้อม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระ ในกุศลธรรมทั้งหลาย
เมฆิยะ ! นี้เป็นธรรม ข้อที่สี่ เป็นไปเพื่อความสุกรอบ ของเจโตวิมุตติ ที่ยังไม่สุกรอบ
๕. เมฆิยะ ! ข้ออื่นยังมีอีก คือภิกษุเป็นผู้มี ปัญญา ประกอบด้วยปัญญา เป็นเครื่อง ถึงธรรม สัจจะแห่งการตั้งขึ้นและการตั้งอยู่ไม่ได้ อันเป็นอริยะ เป็นเครื่องชำแรกกิเลส ให้ถึง ความสิ้นทุกข์ โดยชอบ
เมฆิยะ! นี้เป็นธรรมข้อที่ห้า เป็นไปเพื่อความสุกรอบแห่ง เจโตวิมุตติ ที่ยังไม่สุกรอบ.
เมฆิยะ ! เมื่อภิกษุเป็นผู้มีมิตรดี สหายดี เพื่อนดี ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่เธอพึง หวังได้ คือจักเป็น ผู้มีศีล ฯลฯ จักได้โดยง่ายซึ่งธรรมกถา ฯลฯ จักเป็นผู้ปรารภความ เพียรฯลฯ จักเป็นผู้มี ปัญญา ฯลฯ.
เมฆิยะ ! ภิกษุนั้น ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล้ว พึงเจริญธรรม ๔ ประการ ให้ยิ่งขึ้นไป คือ
๑. เจริญ อสุภะ เพื่อ ละราคะ
๒. เจริญ เมตตา เพื่อ ละพยาบาท
๓. เจริญ อานาปานสติ เพื่อ ตัดเสียซึ่งวิตก
๔. เจริญ อนิจจสัญญา เพื่อ ถอนอัส๎มิมานะ
กล่าวคือ เมื่อเจริญอนิจจสัญญา อนัตตสัญญา ย่อมมั่นคง. ผู้มีอนัตตสัญญา ย่อมถึงซึ่งการ ถอน อัส๎มิมานะ คือนิพพาน ในทิฏฐธรรม นั่นเทียว.
๒๖. สัญญา ๑๐ ประการ ในฐานะแห่งการรักษาโรค ด้วยอำนาจสมาธิ
อานนท์ ! ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์แล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการแก่เธอ แล้ว ข้อนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้คือภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญา สิบประการแล้ว อาพาธ อันเป็นทุกข์หนักของ เธอ ก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ
สัญญา ๑๐ ประการ นั้นคือ อนิจจสัญญา อนัตตสัญญา อสุภสัญญา อาทีนวสัญญา ปหานสัญญา วิราคสัญญา นิโรธสญัญา สัพพโลเกอนภิรตสัญญา สัพพสังขาเรสุ อนิจจสัญญา อานาปานสติ.
อานนท์ ! อนิจจสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่ โดยประจักษ์อย่างนี้ ว่ารูป ไม่เที่ยง เวทนา ไม่เที่ยง สัญญา ไม่เที่ยง สังขาร ไม่เที่ยง วิญญาณ ไม่เที่ยง ดังนี้ เป็นผู้เห็นซึ่งความความไม่มี ในอปุาทานขันธ์ ทั้งห้าเหล่านี้อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า อนิจจสัญญา.
อานนท์ ! อนัตตสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดย ประจักษ์อย่างนี้ ว่า ตา เป็นอนัตตา รูป เป็นอนัตตา หู เป็นอนัตตา เสียงเป็น อนัตตา จมูก เป็นอนัตตา กลิ่น เป็นอนัตตา ลิ้นเป็นอนัตตา รส เป็นอนัตตา กาย เป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็น อนัตตา ใจ เป็น อนัตตา ธรรมารมณ์ เป็น อนัตตา ดังนี้ เป็นผู้เห็นซึ่งความเป็นอนัตตา ในอายตนะทั้ง ภายในและภายนอกหก เหล่านี้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า อนัตตสัญญา.
อานนท์ ! อสุภสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้เห็น โดยประจักษ์ซึ่งกาย นี้นี่แหละ แต่พื้นเท้าขึ้น ไปถึงเบื้องบน แต่ปลายผมลงมาถึงเบื้องล่าง ว่า มีหนังหุ้มอยู่โดย รอบ เต็มไปด้วย ของไม่สะอาดมีประการต่างๆ คือกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ลำไส้ ลำไส้สุด อาหารในกระเพาะ อุจจาระ น้ำดี เสลด หนอง โลหิต เหงื่อ มัน น้ำตา น้ำเหลือง น้ำลาย น้ำเมือก น้ำลื่นหล่อ น้ำมูตร เป็นผู้เห็นความไม่งามในกายนี้อยู่ ด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า อสุภสัญญา
อานนท์ ! อาทีนวสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดย ประจักษ์อย่างนี้ ว่า กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก คือในกายนี้มีอาพาธต่างๆ เกิดขึ้น กล่าวคือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคที่ศีรษะ โรคที่หู โรคที่ปาก โรคที่ฟัน โรคไอ โรคหืด ไข้หวัดไข้มีพิษร้อน ไข้เซื่องซึม โรคกระเพาะ โรคลมสลบ ลงแดงจุกเสียด เจ็บเสียว โรคเรื้อรัง โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ ลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน คุดทะราด โรคละอองโรคโลหิต โรคดีซ่าน เบาหวาน โรคเริม โรคพุพองริดสีดวงทวาร อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมี เสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน ไข้สันนิบาต ไข้เพราะฤดู แปรปรวน ไข้เพราะบรหิ ารกายไม่สม่ำเสมอ ไข้เพราะออกกำลังเกิน ไข้เพราะวิบากกรรม ความไม่สบายเพราะความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย การถ่ายอุจจาระ การถ่ายปัสสาวะ ดังนี้ เป็นผู้เห็นโทษในกายนี้อยู่ด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า อาทีนวสัญญา
อานนท์ ! ปหานสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไม่ยอมรับไว้ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ไม่ยอมรับไว้ซึ่งพย๎าปาท วิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ไม่ยอมรับไว้ซึ่งวิหิงสาวิตก ที่เกิดขึ้น แล้ว ย่อมละย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีอีกต่อไป ไม่ยอมรับไว้ซึ่ง อกุศล ธรรม ทั้งหลายอันเป็นบาป ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละ ย่อมบรรเทา กระทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี อีก ต่อไป นี้เรียกว่าปหานสัญญา.
อานนท์ ! วิราคสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดย ประจักษ์ อย่างนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่น ประณีต กล่าวคือ ธรรมชาติ อันเป็นที่ระงับแห่ง สังขารทั้ง ปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวงเป็น ที่สิ้นไปแห่ง ตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เย็น ดังนี้ นี้เรียกว่า วิราคสัญญา
อานนท์ ! นิโรธสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ไปสู่ป่า สู่โคนไม้ หรือสู่เรือนว่าง พิจารณาอยู่โดย ประจักษ์ อย่างนี้ว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่น ประณีต กล่าวคือ ธรรมชาติ อันเป็นที่ระงับแห่ง สังขารทั้ง ปวง เป็นที่สลัดคืนซึ่งอุปธิทั้งปวงเป็นที่สิ้นไป แห่งตัณหา เป็นความดับ เป็นความดับ เย็น ดังนี้ นี้เรียกว่า นิโรธสัญญา
อานนท์ ! สัพพโลเกอนภิรตสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้อนุสัย (ความเคยชิน) ในการตั้งทับ ในการฝังตัวเข้าไป ยึดมั่นแห่งจิต ด้วยตัณหาอุปาทานใดๆ ในโลก มีอยู่, เธอละอยู่ซึ่งอนุสัยนั้นๆ งดเว้นไม่เข้าไปยึดถืออยู่ นี้เรียกว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญา (ความสำคัญในโลกทั้งปวงว่าเป็นสิ่งไม่น่ายินดี)
อานนท์ ! สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ภิกษุในกรณีนี้ ย่อมอึดอัด ย่อมระอา ย่อมเกลียดชัง ต่อสังขารทั้งหลาย ทั้งปวง นี้เรียกว่า สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา (ความสำคัญว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง)
อานนท์ ! อานาปานสติ เป็นอย่างไรเล่า ?
อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่ป่า สู่โคนไม้หรือสู่เรือนว่าง ก็ตาม นั่งคู้ขาเข้ามา โดยรอบ ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า มีสติหายใจเข้า มีสติหายใจออก. เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเรา หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้ทำกายสังขารให้รำงับ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า “เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งสุข หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้รูพร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้ทำจิตตสังขารให้รำงับ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็น ผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิต หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปราโมทย์ยิ่ง หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ตั้งมั่นหายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้ทำจิตให้ปล่อยอยู่หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า ว่า “เราเป็นผู้เห็นซึ่งความไม่เที่ยงอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความจางคลายอยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หายใจออก
เธอย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจเข้า ว่า เราเป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืนอยู่เป็นประจำ หายใจออก นี้เรียกว่า อานาปานสติ.
อานนท์ ! ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการเหล่านี้ แก่เธอแล้ว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการ แล้วอาพาธ อันเป็นทุกข์หนัก ของเธอก็จะระงับไป โดยควรแก่ฐานะ.
ลำดับนั้นแล ท่านอานนท์จำเอาสัญญาสิบประการเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มี พระภาคเจ้า แล้ว เข้าไปหาท่านคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการแก่ท่าน เมื่อท่านคิริมานนท์ ฟังสัญญาสิบประการแล้ว อาพาธก็ระงับไปโดยฐานะอันควร. ท่านคิริมานนท์หายแล้วจาก อาพาธ และอาพาธก็เป็นเสมือนละไปแล้วด้วย แล.
๒๗. ธรรมเป็นอุปการะเฉพาะแก่อานาปานสติภาวนา (นัยที่หนึ่ง)
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มุ่งประพฤติ กระทำอานาปานสติซึ่งประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม (ผู้มีธรรมไม่กำเริบ) ได้ต่อกาลไม่นานเทียว.
๕ ประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ๕ ประการคือ ในกรณีนี้ ภิกษุ
๑. เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่ายสันโดษในบริกขาร แห่งชีวิต;
๒. เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็นผู้มีท้องอันพร่อง
๓. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น
๔. เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ คือธรรมเหล่าใดอันงดงาม ในเบื้องต้น งดงามในท่ามกลางงดงามในที่สุด แสดงอยู่ซึ่งพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง พร้อมทั้ง อรรถะและพยัญชนะ ธรรมมีลักษณะเห็นปานนั้น เป็น ธรรมที่เธอสดับแล้วมาก ทรงจำไว้ คล่องปากขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
๕. พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิต อันหลดุ พ้นแล้ว(ตามลำดับ) อย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้มุ่งประพฤติกระทำ อานาปานสติซึ่งประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แลย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม ได้ต่อกาลไม่นานเทียว
(นัยที่สอง)
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติ ซึ่งประกอบด้วยธรรม๕ ประการ ย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม ได้ต่อกาลไม่นานเทียว
๕ ประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ๕ ประการ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุ
๑. เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่ายสันโดษในบริกขารแห่งชีวิต
๒. เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็นผู้มีท้องอันพร่อง
๓. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น
๔. เป็นผู้ได้ตามปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้ไม่ลำบาก ซึ่งกถาอันเป็นไป เพื่อการขูดเกลากิเลส เป็นที่สบายแก่ธรรมเครื่องเปิดโล่งแห่งจิต คือ
อัปปิจฉกถา (เรื่องปรารถนาน้อย)
สันตุฏฐิกถา (เรื่องสันโดษ)
ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด)
อสังสัคคกถา (เรื่องไม่คลุกคลี)
วิริยารัมภกถา (เรื่องมีความเพียร)
สีลกถา (เรื่องศีล)
สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ)
ปัญญากถา (เรื่องปัญญา)
วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ)
วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ)
๕. พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้ว(ตามลำดับ) อย่างไร.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้เจริญอานาปานสติ ซึ่ง ประกอบด้วยธรรม๕ ประการ เหล่านี้แล ย่อมแทงตลอด อกุปปธรรม ได้ต่อกาลไม่นานเทียว
(นัยที่สาม)
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้กระทำให้มากซึ่ง อานาปานสติซึ่งประกอบด้วย ธรรม ๕ ประการย่อมแทงตลอดอกุปปธรรม ได้ต่อกาลไม่นานเทียว
๕ ประการอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ๕ ประการ คือ ในกรณีนี้ ภิกษุ
๑. เป็นผู้มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย เลี้ยงง่ายสันโดษในบริกขารแห่งชีวิต
๒. เป็นผู้มีอาหารน้อย ประกอบตนอยู่ในความเป็นผู้มีท้องอันพร่อง
๓. เป็นผู้ไม่มีความมึนชา ประกอบตนอยู่ในความตื่น
๔. เป็นผู้อยู่ป่า มีเสนาสนะอันสงัด
๕. พิจารณาเห็นเฉพาะอยู่ซึ่งจิตอันหลุดพ้นแล้ว (ตามลำดับ) อย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุผู้กระทำให้มากซึ่ง อานาปานสติซึ่งประกอบด้วยธรรม ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมแทงตลอด อกุปปธรรม ได้ต่อกาลไม่นานเทียว
๒๘. นิวรณ์เป็นเครื่องทำกระแสจิต ไม่ให้รวมกำลัง
ภิกษุทั้งหลาย ! นิวรณ์เป็นเครื่องกางกั้น ๕ อย่างเหล่านี้ ท่วมทับจิตแล้วทำ ปัญญาให้ถอยกำลัง มีอยู่
๕ อย่าง อย่างไรเล่า ? ๕ อย่าง คือ
๑. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ กามฉันทะ ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง
๒. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ พยาบาท ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง
๓. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ ถีนมิทธะ (ความง่วงเหงาซึมเซา) ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง
๔. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญ) ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญาให้ถอยกำลัง
๕. นิวรณ์เครื่องกางกั้น คือ วิจิกิจฉา (ความลังเล สงสัย) ครอบงำจิตแล้ว ทำปัญญา ให้ถอยกำลัง.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้ แล้ว จักรู้ซึ่งประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสอง ฝ่าย หรือจัก กระทำ ให้แจ้งซึ่ง ญาณทัสสนะ อันวิเศษอันควรแก่ความ เป็นอริยะ ยิ่งกว่า ธรรมดาแห่ง มนุษย์ ด้วยปัญญา อันทุพพลภาพ ไร้กำลัง ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะ ที่จะมีได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ไหลไปสู่ที่ไกล มีกระแส เชี่ยว พัดพาสิ่งต่างๆไปได้ มีบุรุษมาเปิดช่องทั้งหลายที่เขาขุดขึ้น ด้วยเครื่องไถ ทั้งสองฝั่ง แม่น้ำนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ กระแสกลางแม่น้ำนั้นก็ซัดส่าย ไหลผิดทาง ไม่ไหลไปสู่ที่ไกล ไม่มีกระแสเชี่ยวไม่พัดสิ่งต่างๆ ไปได้ นี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ภิกษุที่ไม่ละนิวรณ์อันเป็นเครื่องกางกั้นจิต ๕ อย่างเหล่านี้แล้วจักรู้ซึ่งประโยชน์ตน หรือประโยชน์ผู้อื่น หรือประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หรือจักกระทำให้แจ้ง ซึ่งญาณ ทัสสนะอันวิเศษ อันควรแก่ความเป็น อริยะ ยิ่งกว่าธรรมดา
แห่งมนษุย์ ด้วยปัญญาอันทุพพลภาพไร้กำลัง ดังนี้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
[ต่อไปนี้ ได้ตรัสโดยปฏิปักขนัย (นัยตรงข้าม) คือภิกษละนิวรณ์แล้ว ทำญาณ วิเศษให้แจ้งได้ด้วยปัญญา อันมีกำลังเหมือนแม่น้ำที่เขาอุดรูรั่วทั้งสองฝั่งเสียแล้ว มีกระแสเชี่ยวแรงมากฉะนั้น]
๒๙. นิวรณ์–ข้าศึกแห่งสมาธิ
วาเสฏฐะ ! เปรียบเหมือนแม่น้ำ อจิรวดี นี้ มีน้ำเต็มเปี่ยม กายืนดื่มได้. ครั้งนั้นมี บุรุษคนหนึ่ง มาถึงเข้าเขามีประโยชน์ที่ฝั่งโน้น แสวงหาฝั่งโน้น มีการไปสู่ฝั่งโน้น ประสงค์จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้น แต่เขานอนคลุมศีรษะของตนอยู่ที่ริมฝั่งนี้
วาเสฏฐะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะไปจากฝั่งใน สู่ฝั่งนอก แห่งแม่น้ำอจิรวดีได้หรือหนอ ?
ไม่ได้แน่ ท่านพระโคดม !
วาเสฏฐะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้ เรียกกันในอริยวินัย ว่าเครื่องปิด บ้าง ว่า เครื่องกั้น บ้าง ว่า เครื่องคลุม บ้างว่า เครื่องร้อยรัด บ้าง.
๕ อย่าง อย่างไรเล่า ? ๕ อย่างคือ
กามฉันทนิวรณ์ พ๎ยาปาทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ วิจิกิจฉานิวรณ์.
วาเสฏฐะ ! นิวรณ์ ๕ อย่าง เหล่านี้แล ซึ่งเรียกกันในอริยวินัย ว่า เครื่องปิด บ้าง ว่า เครื่องกั้น บ้างว่า เครื่องคลุม บ้าง ว่า เครื่องร้อยรัด บ้าง.
วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพททั้งหลาย ถูกนิวรณ์ ๕ อย่างเหล่านี้ ปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อยรัดแล้ว.
วาเสฏฐะ ! พราหมณ์ไตรเพทเหล่านั้น ละธรรมะที่ทำความเป็นพราหมณ์เสีย สมาทานธรรมะที่ไม่ทำความเป็นพราหมณ์ ดำรงชีวิตให้เป็นไปอยู่ อันนิวรณ์ทั้ง ๕ อย่างปิดแล้ว กั้นแล้ว คลุมแล้ว ร้อยรัดแล้ว จักเป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหาย แห่งพรหม ภายหลังแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ดังนี้นั้น
นั่นไม่เป็นฐานะที่จะเป็นไปได้.
๓๐. ข้อควรระวัง ในการเจริญสติปัฏฐานสี่
อัคคิเวสนะ ! ...ครั้นภิกษุประกอบพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว ตถาคตย่อม แนะนำเธอ ให้ยิ่งขึ้นไปว่า มาเถิดภิกษุ ! เธอจงเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า ละเมาะ โคนไม้ ภูเขา ซอกห้วย ท้องถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง หรือลอมฟางเถิด ดังนี้.
ภิกษุนั้น ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด, ครั้นก้าวกลับจากบิณฑบาต ในกาล เป็นปัจฉาภัต นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติ เฉพาะ หน้า เธอย่อม
ละอภิชฌาในโลก มีจิตปราศจาก อภิชฌา คอยชำระจิตจากอภิชฌาอยู่
ละพยาบาท มีจิตปราศจากพยาบาท เป็นผู้กรุณา มีจิตหวังความเกื้อกูล ในสัตว์ทั้งหลาย คอยชำระจิตจากพยาบาทอยู่
ละถีนมิทธะ มีจิต ปราศจากถีนมิทธะ มุ่งอยู่แต่ความสว่างในใจ มีสติ สัมปชัญญะ คอยชำระจิต จากถีนมิทธะ อยู่
ละอุทธัจจกุกกุจจะ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ในภายใน คอยชำระจิตจาก อุทธัจจกุกกุจจะ อยู่
ละวิจิกิจฉา ข้ามล่วงวิจิกิจฉาเสียได้ ไม่ต้องกล่าวถามว่า นี่อะไร นี่อย่างไร” ในกุศลธรรมทั้งหลาย คอยชำระจิตจากวิจิกิจฉาอยู่.
ภิกษุนั้น ครั้นละนิวรณ์ ๕ ประการ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองจิต ทำปัญญาให้ถอย กำลัง เหล่านี้ได้แล้ว,
เธอเป็นผู้มีปกติ เห็นกายในกายอยู่ ...
มีปกติ เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ...
มีปกติ เห็นจิตในจิตอยู่ ...
มีปกติ เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่
มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ
มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้.
ตถาคต ย่อมแนะนำเธอนั้นให้ยิ่งขึ้นไปว่า
มาเถิด ภิกษุ ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ เห็นกายในกายอยู่ แต่อย่าตรึกซึ่งวิตก อันเข้าไป ประกอบอยู่กับกายเลย (มา จ กายูปสญหิตํ วิตกฺกํ วิตกฺเกสิ)
มาเถิด ภิกษุ ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ เห็นเวทนาในเวทนาทงั้ หลายอยู่ แต่อย่าตรึก ซึ่งวิตก อันเข้าไปประกอบอยู่กับเวทนาเลย
มาเถิด ภิกษุ ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ เห็นจิตในจิตทั้งหลายอยู่ แต่อย่าตรึกซึ่งวิตก อันเข้าไป ประกอบอยู่กับจิตเลย
มาเถิด ภิกษุ ! เธอจงเป็นผู้มีปกติ เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ แต่อย่าตรึกซึ่งวิตก อันเข้าไปประกอบอยู่กับธรรมเลย ดังนี้.
ภิกษุนั้น เพราะเข้าไปสงบระงับเสียได้ซึ่งวิตกและวิจาร จึงเข้าถึงทุติยฌาน อันเป็น เครื่อง ผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้สมาธิเป็นธรรมอันเอก ผุดมีขึ้นไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิแล้วแลอยู่.
(...แล้วได้ตรัสถึง ตติยฌาน ...จตุตถฌาน...ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ... จุตูปปาตญาณ ...อาสวักขยญาณ จนกระทั่ง วิมุตติญาณ ตามหลักที่มีกล่าว อยู่ใน บาลีทั่วๆ ไปที่กล่าวถึง เรื่องนี้)
๓๑. เหตุปัจจัยที่พระศาสนาจะตั้งอยู่นานภายหลังพุทธปรินิพพาน
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัยที่เมื่อพระตถาคต ปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะไม่ตั้งอยู่นาน ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเป็น เหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่เมื่อพระตถาคตปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจะตั้ง อยู่นาน พระเจ้าข้า !
พราหมณ์ ! เพราะไม่มีการทำให้เจริญ เพราะไม่มีการกระทำให้มาก ซึ่งสติ ปัฏฐาน ทั้งสี่ ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมไม่ตั้งอยู่นาน. แต่พราหมณ์เอ๋ย ! เพราะมีการกระทำให้เจริญมีการกระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ทั้งสี่ ในเมื่อตถาคต ปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมตั้งอยู่นาน.
สติปัฏฐานสี่ อย่างไรเล่า ?
พราหมณ์ ! ภิกษุในกรณีนี้
เป็นผู้มีปกติเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผา กิเลส มีสัมปชัญญะมีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
เป็นผู้เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
เป็นผู้เห็นจิตในจิตอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
เป็นผู้เห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่เป็นประจำมีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้
พราหมณ์ ! เพราะไม่มีการทำให้เจริญ เพราะไม่มีการกระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐาน ทั้งสี่ เหล่านี้แล ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว สัทธรรมย่อมไม่ตั้งอยู่นาน.
แต่เพราะมีการกระทำให้เจริญ มีการกระทำให้มาก ซึ่งสติปัฏฐานทั้งสี่เหล่านี้แล ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้วสัทธรรมย่อมตั้งอยู่นาน ดังนี้.
๓๒. อานิสงส์แห่งกายคตาสติ
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศล ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของ ภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้ว แม่น้ำน้อย สายใด สายหนึ่ง ซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อ ความ สังเวชมาก เป็นไปเพื่อ ประโยชน์มาก เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ มากเป็นไปเพื่อ สติและ สัมปชัญญะ เป็น ไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่อ อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความ สังเวชมาก ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจาก โยคะมาก ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ ย่อมเป็น ไป เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผลคือ วิชชาและวิมุตติ
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิต ก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา แม้ทั้งสิ้นก็ถึง ความเจริญ บริบูรณ์.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้กาย ก็สงบ แม้จิตก็สงบแม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชา แม้ทั้งสิ้นก็ ถึงความเจริญ บริบูรณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำ ให้มากแล้ว อกุศลธรรม ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น แล้ว ย่อมละเสียได้.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศล ธรรม ที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสีย ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มาก แล้ว กุศล ธรรม ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นและกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความ เจริญไพบูลย์ยิ่ง.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้นและกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเจริญไพบูลย์ยิ่ง
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำ ให้มากแล้ว ย่อมละ อวิชชา เสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้นย่อมละอัส๎มิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความ เพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละ อวิชชาเสียได้วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัส๎มิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึง ความเพิก ถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคล เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทง ตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉาน ในธาตุมากหลาย.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมี การแทง ตลอดธาตุ มากหลายย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมี ความแตก ฉานในธาตุมาก หลาย
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญ แล้ว กระทำ ให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อ ทำสกทาคา มิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำ อรหัตตผล ให้แจ้ง.
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำ โสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตตผลให้แจ้ง
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่ง อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา (ปญฺญาปฏิลาภาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา (ปญฺญาวุฑฺฒิยา)
ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา (ปญฺญาเวปุลฺลาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ (มหาปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา (ปุถุปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็น ผู้มีปัญญาไพบูลย์ (วปิ ลุ ปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง (คมฺภีรปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง (อสมตฺถปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน (ภูริปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก (ปญฺญาพาหุลฺลาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว (สีฆปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเบา(ลหุปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง(หาสปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไว(ชวนปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม (ติกฺขปญฺญตาย)
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส (นิพฺเพธิกปญฺญตาย).
ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร คือ กายคตาสติ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมข้อหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญา ชำแรกกิเลส
ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด ไม่บริโภคกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมไม่บริโภคอมตะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด บริโภคกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ย่อมบริโภคอมตะ
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่บริโภคแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่บริโภคแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด บริโภคแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น บริโภคแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ ของชนเหล่าใด เสื่อมแล้ว
อมตะ ของชนเหล่านั้นชื่อว่า เสื่อมแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ ของชนเหล่าใด ไม่เสื่อมแล้ว
อมตะ ของชนเหล่านั้นชื่อว่า ไม่เสื่อมแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด เบื่อแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น เบื่อแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ชอบใจแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ชอบใจแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ประมาทอมตะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ชนเหล่าใด ไม่ประมาทกายคตาสติ
ชนเหล่านั้นชื่อว่า ไม่ประมาทอมตะ
........................................................................ .............................
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด หลงลืม
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น หลงลืม
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่หลงลืม
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่หลงลืม
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่ส้องเสพแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่ส้องเสพแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ส้องเสพแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ส้องเสพแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่เจริญแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่เจริญแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด เจริญแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น เจริญแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่ทำให้มากแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่ทำให้มากแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ทำให้มากแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำ ให้มากแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่กำหนดรู้แล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่กำหนดรู้แล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด กำหนดรู้แล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น กำหนดรู้แล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ไม่ทำให้แจ้ง แล้ว
อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่ทำให้แจ้งแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! กายคตาสติ อันชนเหล่าใด ทำให้แจ้งแล้ว
อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้.
จบ อานาปานสติ
บรรณานุกรม
พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ (บาลีสยามรัฐ)
พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง (ไทยสยามรัฐ)
หนังสือธรรมโฆษณ์ ชุดจากพระโอษฐ์ (ผลงานแปลพุทธวจน โดยท่านพุทธทาสภิกขุในนามกองตำราคณะธรรมทาน)
