ในพระธรรมบทว่าด้วยเรื่องความโกรธ พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักการละความโกรธไว้อย่างลึกซึ้ง ทรงสอนว่าบุคคลควรละความโกรธ ควรสละมานะ ควรล่วงสังโยชน์ทั้งปวง เพราะทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้ที่ไม่ยึดติดในนามรูปและไม่มีความยึดถือใด ๆ อีกทั้งยังทรงชี้ว่าผู้ใดสามารถห้ามความโกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้ ดุจสารถีผู้สามารถห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นสารถีที่แท้จริง ส่วนคนนอกนั้นเป็นเพียงผู้ถือเชือกเท่านั้น หลักธรรมนี้ชี้ให้เห็นว่าการทะเลาะกันมักเกิดจากความยึดมั่นในความถูกของตนที่มากเกินไป และการคืนดีที่แท้จริงต้องเริ่มจากการยอมวางความโกรธและมานะลงก่อน ไม่ใช่รอให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายเริ่มขอโทษก่อนเสมอไป
มุมมองจากงานวิจัย
งานวิจัยด้านการให้อภัยของ Everett Worthington และ Robert Enright ซึ่งพัฒนากระบวนการแทรกแซงเพื่อส่งเสริมการให้อภัย (forgiveness intervention) พบว่าการให้อภัยไม่ได้หมายถึงการลืมหรือยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถูกต้อง แต่เป็นกระบวนการปลดปล่อยตนเองจากความโกรธและความคับแค้นที่ยึดถือไว้ งานวิจัยนี้ชี้ว่าผู้ที่ฝึกกระบวนการให้อภัยอย่างมีขั้นตอน มักมีสุขภาพจิตดีขึ้นและสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่แตกร้าวได้สำเร็จมากกว่าผู้ที่เก็บงำความโกรธไว้ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่าการเริ่มก้าวแรกด้วยความเข้าใจในมุมมองของอีกฝ่าย มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จของการคืนดี
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
ทบทวนใจตนเองก่อนว่ายังยึดติดกับความถูกผิดมากเกินไปหรือไม่
ลองเข้าใจสถานการณ์จากมุมมองของเพื่อนอย่างเปิดใจ
เริ่มต้นด้วยข้อความหรือคำพูดง่าย ๆ ที่แสดงความปรารถนาดี ไม่จำเป็นต้องรอให้อีกฝ่ายเริ่มก่อน
ให้เวลาแก่กันและกัน หากยังไม่พร้อมคืนดีทันที ก็ไม่เป็นไร
พระสูตรอ้างอิง
- ว่าด้วยเรื่องความโกรธ
(ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๔๒ ข้อ ๒๗ หน้า ๔๒๔-๔๗๐)
งานวิจัยอ้างอิง
- Forgiveness Intervention Research
(Worthington, E. L., & Enright, R. D. — evworthington-forgiveness.com/research)
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และแนวคิดเบื้องต้นจากพระธรรมคำสอนและงานวิจัยเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาทางการแพทย์ หากคุณมีความทุกข์ใจรุนแรง คิดทำร้ายตัวเอง หรือมีอาการต่อเนื่อง ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยตรง หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 (ฟรี ตลอด 24 ชม.)

