ว่าด้วยเรื่องความโกรธ

ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๔๒ ข้อ ๒๗ หน้า ๔๒๔-๔๗๐

[๒๗] ว่าด้วยเรื่องความโกรธ ๑. บุคคลพึงละความโกรธ สละความถือตัว ล่วงสังโยชน์ทั้งสินได้ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.๒. ผู้ใดแล พึงสกัดความโกรธที่พลุ่งขึ้นเหมือนคนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้ เราเรียกผู้นั้นว่าสารถี ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก.๓. พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคําจริง.๔. บุคคลควรกล่าวคำสัตย์ ไม่ควรโกรธ ถึงถูกเขาขอน้อย ก็พึงให้ บุคคลพึงไปในสำนักของเทวดาทั้งหลายได้ ด้วยฐานะ ๓ นั่น.๕. มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้นย่อมไปสู่ฐานะอันไม่จุติ ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก.๖. อาสวะทั้งหลายของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติตามศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน น้อมไปแล้วสู่พระ-นิพพาน ย่อมถึงควานตั้งอยู่ไม่ได้.๑. วรรคนี้มีอรรถกถา ๘ เรื่อง.๗. อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่นเป็นของเก่า นั่นไม่ใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้ ชนทั้งหลายย่อมนินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือว่าอันเขาสรรเสริญโดยส่วนเดียว ไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้ หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆวัน สรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤตไม่ขาดสายมีปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล ใครเล่าย่อมควรเพื่อติเตียนผู้นั้น ผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท แม้เทวดาทั้งหลายก็สรรเสริญเขา ถึงพรหมก็สรรเสริญแล้ว.๘. พึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้สำรวมทางกาย พึงละกายทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทางกาย พึงรักษาความกำเริบทางวาจา พึงเป็นผู้สำรวมทางวาจา พึงละวจีทุจริต พึงประพฤติสุจริตทางวาจา พึงละความกำเริบทางใจ พึงเป็นผู้สำรวมทางใจ พึงละมโนทุจริตแล้ว พึงประพฤติสุจริตทางใจ ธีรชนทั้งหลายสำรวมทางกาย สำรวมทางวาจาสำรวมทางใจ ธีรชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าสำรวมรอบคอบดีแล้ว.จบโกธวรรคที่ ๑๗.๑๗. โกธวรรควรรณนา๑. เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี [๑๗๔]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงปรารภเจ้าหญิงโรหิณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โกธํ ชเห " เป็นต้น.สร้างโรงฉันหายจากโรคผิวหนังได้ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระอนุรุทธผู้มีอายุได้ไปเมืองกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐. ครั้งนั้น พวกพระญาติของท่าน ทรงสดับว่า พระเถระมาจึงได้ไปสู่สำนักพระเถระ เว้นเเต่พระน้องนางของพระเถระชื่อโรหิณี.พระเถระถามพวกพระญาติว่า " พระนางโรหิณีอยู่ไหน ? "พวกพระญาติ. อยู่ในตำหนัก เจ้าข้า.พระเถระ. เหตุไร ? จึงไม่เสด็จมา.พวกพระญาติ. พระนางไม่เสด็จมาเพราะทรงละอายว่า ' โรคผิวหนังเกิดที่สรีระของเขา ' เจ้าข้า.พระเถระ กล่าวว่า " ท่านทั้งหลายจงเชิญพระนางเสด็จมาเถิด "ให้ไปเชิญพระนางเสด็จมาแล้ว จึงกล่าวอย่างนี้ กะพระนางผู้ทรงฉลอง-พระองค์เสด็จมาแล้วว่า " โรหิณี เหตุไร ? เธอจึงไม่เสด็จมา. "พระนางโรหิณี. ท่านผู้เจริญ โรคผิวหนังเกิดขึ้นที่สรีระของหม่อมฉัน; เหตุนั้น หม่อมฉันจึงมิได้มาด้วยความละอาย.พระเถระ. ก็เธอทรงทำบุญไม่ควรหรือ ?พระนางโรหิณี. จะทำอะไร ? เจ้าข้า.พระเถระ. จงให้สร้างโรงฉัน.พระนางโรหิณี. หม่อมฉันจะเอาอะไรทำ ?พระเถระ. ก็เครื่องประดับของเธอไม่มีหรือ ?พระนางโรหิณี. มีอยู่ เจ้าข้า.พระเถระ. ราคาเท่าไร ?พระนางโรหิณี. จักมีราคาหมื่นหนึ่ง.พระเถระ. ถ้ากระนั้น จงขายเครื่องประดับนั้น ให้สร้างโรง-ฉันเถิด.พระนางโรหิณี. ใครเล่า ? จักทําให้หม่อมฉัน เจ้าข้า.พระเถระ. แลดูพระญาติซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้เเล้ว กล่าวว่า " ขอจงเป็นภาระของพวกท่านทั้งหลาย."พวกพระญาติ. ก็พระคุณเจ้าจักทำอะไรหรือ ? เจ้าข้า.พระเถระ. แม้อาตมภาพก็จักอยู่ในที่นี้เหมือนกัน, ถ้ากระนั้นพวกท่านจงนำทัพพสัมภาระมาเพื่อโรงฉันนี่.พวกพระญาตินั้น ตรัสว่า " ดีละ เจ้าข้า " จึงนำมาแล้ว.พระเถระ. เมื่อจะจัดโรงฉัน จึงกล่าวกะพระนางโรหิณีว่า " เธอจงให้ทำโรงฉันเป็น ๒ ชั้น จำเดิมแต่กาลที่ให้พื้นชั้นบนเรียบแล้วจงกวาดพื้นล่าง แล้วให้ปูอาสนะไว้เสมอ ๆ, จงให้ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้เสมอๆ. "พระนางรับคำว่า " ดีละ เจ้าข้า " แล้วจำหน่ายเครื่องประดับ ให้ทำโรงฉัน ๒ ชั้น เริ่มแต่กาลที่ให้พื้นชั้นบนเรียบแล้ว ได้ทรงทำกิจมีการกวาดพื้นล่างเป็นต้นเนือง ๆ. พวกภิกษุก็นั่งเสมอ ๆ.ลำดับนั้น เมื่อพระนางกวาดโรงฉันอยู่นั่นแล. โรคผิวหนังก็ราบไปแล้ว. เมื่อโรงฉันเสร็จ พระนางนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ได้ถวายขาทนียะและโภชนียะที่ประณีตแด่ภิกษุสงฆ์มีพระ-พุทธเจ้าเป็นประมุขซึ่งนั่งเต็มโรงฉัน.พระศาสดา ทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว ตรัสถามว่า " นี่เป็นทานของใคร ? "พระอนุรุทธ. ของโรหิณีพระน้องนางของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.พระศาสดา. ก็นางไปไหน ?พระอนุรุทธ. อยู่ในตำหนัก พระเจ้าข้า.พระศาสดา. พวกท่านจงไปเรียกนางมา.พระนางไม่ประสงค์จะเสด็จมา. ทีนั้น พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระนางแม้ไม่ปรารถนา (จะมา) จนได้. ก็แลพระศาสดาตรัสกะพระนางผู้เสด็จมาถวายบังคม ประทับนั่งแล้วว่า " โรหิณี เหตุไรเธอจึงไม่มา ? "พระนางโรหิณี. " โรคผิวหนังมีที่สรีระของหม่อมฉัน พระเจ้าข้าหม่อมฉันละอายด้วยโรคนั้น. จึงมิได้มา. "พระศาสดา. ก็เธอรู้ไหมว่า ่โรคนั้นอาศัยกรรมอะไรของเธอ จึงเกิดขึ้น ? "พระนางโรหิณี. หม่อมฉันไม่ทราบ พระเจ้าข้า.พระศาสดา. โรคนั้นอาศัยความโกรธของเธอ จึงเกิดขึ้นแล้ว.พระนางโรหิณี. ก็หม่อมฉันทำกรรมอะไรไว้ ? พระเจ้าข้า.บุรพกรรมของพระนางโรหิณีลำดับนั้น พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสแก่พระนาง)ว่า:-ในอดีตกาล พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ผูกอาฆาตในหญิงนักฟ้อนของพระราชาองค์หนึ่ง ทรงดำริว่า " เราจักให้ทุกข์เกิดแก่หญิงนั้น " แล้วให้เขานำลูกเต่าร้างใหญ่มา๑รับสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนนั้นมายังสำนักของตนแล้ว. ให้ใส่ผงเต่าร้างบนที่นอน ที่ผ้าห่ม และที่ระหว่างเครื่องใช้ มีผ้าปูที่นอนเป็นต้น ของหญิงนักฟ้อนนั้น โดยประการที่นางไม่ทันรู้ตัว. โปรยลงแม้ที่ตัวของนาง ราวกะทำความเย้ยหยันเล่น ทันใดนั้นเอง สรีระของหญิงนั้นได้พุพองขึ้นเป็นตุ่มน้อยตุ่มใหญ่. นางเกาอยู่ไปนอนบนที่นอน. เมื่อนางถูกผงเต่าร้างกัดแม้บนที่นอนนั้น เวทนากล้ายิ่งนักเกิดขึ้นแล้ว. พระอัครมเหสีในกาลนั้นได้เป็นพระนางโรหิณี.พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานั้นมาแล้ว ตรัสว่า " โรหิณี ก็กรรมนั่นที่เธอทำแล้วในกาลนั้น, ก็ความโกรธก็ดี ความริษยาก็ดี แม้มีประมาณเล็กน้อย ย่อมไม่ควรทำเลย " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-๑. โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํสญฺโชนํ๒ สพฺพมติกฺกเมยฺยตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํอกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา." บุคคลพึงละความโกรธ, สละความถือตัวล่วงสังโยชน์ทั้งสิ้นได้ ทุกทั้งหลายย่อมไม่ตกต้อง,บุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล. "๑. แปลว่า หมามุ้ยใหญ่ ก็มี. ๒. อรรถกถา เป็น สํโยชนํ.แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธํ ความว่า พึงละความโกรธทุกๆอาการก็ดี มานะ ๙ อย่างก็ดี.บทว่า สํโยชนํ ความว่า พึงล่วงสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อย่าง มีกามราคสังโยชน์เป็นต้น.บทว่า อสชฺชมานํ ความว่า ไม่ข้องอยู่. อธิบายว่า ก็ผู้ใดยึดถือนามรูปโดยนัยว่า " รูปของเรา, เวทนาของเรา เป็นต้น และเมื่อนามรูปนั้นแตกไป. ย่อมเศร้าโศกเดือดร้อน; ผู้นี้ชื่อว่าข้องอยู่ในนามรูป;ส่วนผู้ไม่ยึดถืออย่างนั้น ชื่อว่าย่อมไม่ขัดข้อง; ขึ้นชื่อว่าทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น ผู้ไม่ข้องอยู่อย่างนั้น ผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เพราะไม่มีราคะเป็นต้น.ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น.แม้พระนางโรหิณี ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. สรีระของพระนางได้มีวรรณะดุจทองคำ ในขณะนั้นเอง. พระนางจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในระหว่างเขตแดนของเทพบุตร ๔ องค์ ในภพดาวดึงส์ ได้เป็นผู้น่าเลื่อมใส ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์เห็นนางแล้วเป็นผู้เกิดความสิเนหา วิวาทกันว่า " นางเกิดภายในแดนของเรา, นางเกิดภายในแดนของเรา." ไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า" ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ทั้งสี่เกิดคดีขึ้น เพราะอาศัยเทพธิดานี้, ขอพระองค์ทรงวินิจฉัยคดีนั้น. " แม้ท้าวสักกะ แต่พอได้ทรงเห็นพระนางก็เป็นผู้เกิดสิเนหา ตรัสอย่างนั้นว่า " จําเดิมแต่กาลที่พวกท่านเห็นเทพธิดานี้แล้ว จิตเกิดขึ้นอย่างไร. ? "ลำดับนั้น เทพบุตรองค์หนึ่งกราบทูลว่า " จิตของข้าพระองค์เกิดขึ้นดุจกลองในคราวสงครามก่อน ไม่อาจสงบลงได้เลย. "องค์ที่ ๒ จิตของข้าพระองค์ [เกิดขึ้น] เหมือนแม่น้ำตกจากภูเขาย่อมเป็นไปเร็วพลันทีเดียว.องค์ที่ ๓. จำเดิมแต่กาลที่ข้าพระองค์เห็นนางนี้แล้ว ตาทั้งสองถลนออกแล้ว ดุจตาของปู.องค์ที่ ๔. จิตของข้าพระองค์ประดุจธงที่เขายกขึ้นบนเจดีย์ ไม่สามารถจะดำรงนิ่งอยู่ได้.ครั้งนั้น ท้าวสักกะตรัสกะเทพบุตรทั้งสี่นั้นว่า " พ่อทั้งหลาย จิตของพวกท่านยังพอข่มได้ก่อน ส่วนเราเมื่อได้เห็นเทพธิดานี้ จึงจักเป็นอยู่ เมื่อเราไม่ได้ จักต้องตาย. "พวกเทพบุตรจึงทูลว่า " ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์ไม่มีความต้องการด้วยความตายของพระองค์ " แล้วต่างสละเทพธิดานั้นถวายท้าวสักกะแล้วหลีกไป. เทพธิดานั้นได้เป็นที่รักที่พอพระหฤทัยของท้าวสักกะ.เมื่อนางกราบทูลว่า " หม่อมฉันจักไปสู่สนามเล่นชื่อโน้น " ท้าวสักกะก็ไม่สามารถจะทรงขัดคำของนางได้เลย ดังนี้แล.เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี จบ.๒. เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง [๑๗๕]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง๑ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โย เว อุปฺปติตํ โกธํ " เป็นต้น.ภิกษุตัดต้นไม้ที่เทวดาสิงอยู่ความพิสดารว่า เมื่อพระศาสดาทรงอนุญาตเสนาสนะแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว๒. (และ) เมื่อเสนาสนะทั้งหลาย อันคฤหัสถ์ทั้งหลายมีเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์เป็นต้น กำลังให้สร้าง, ภิกษุชาวเมืองอาฬวีรูปหนึ่ง สร้างเสนาสนะของตนอยู่ เห็นต้นไม้ที่พอใจต้นหนึ่งแล้ว เรึมจะตัด ก็เทพดามีลูกอ่อนองค์หนึ่งเกิดที่ต้นไม้นั้น อุ้มบุตรด้วยสะเอว ยืนอ้อนวอนว่า" พระคุณเจ้า ขอท่านอย่าได้ตัดวิมานของข้าพเจ้าเลย, ข้าพเจ้าไม่มีที่อยู่ไม่อาจอุ้มบุตรเที่ยวเร่ร่อนไปได้."ภิกษุนั้นคิดว่า " เราจักไม่ได้ต้นไม้เช่นนี้ ในที่อื่น " จึงไม่เอื้อเฟื้อคำพูดของเทวดานั้น.เทวดานั้นคิดว่า " ภิกษุนี้ เห็นทารกนี้แล้วจักงดเป็นแท้ " จึงวางบุตรไว้บนกิ่งไม้. ฝ่ายภิกษุนั้นไม่อาจยั้งขวานที่ตนเงื้อขึ้นแล้วได้ จึงตัดแขนทารกนั้นขาดแล้ว เทพดาเกิดความโกรธมีกำลัง ยกมือทั้งสองขึ้นด้วยเจตนาว่า " จะฟาดภิกษุรูปนั้นให้ตาย " แต่พลันคิดได้อย่างนี้ว่า" ภิกษุนี้เป็นผู้มีศีล ถ้าเราจักฆ่าภิกษุนี้เสีย ก็จักเป็นผู้ไปนรก; แม้เทพธิดาที่เหลือ ได้พบภิกษุตัดต้นไม้ของตน จักถือเอาเป็นประมาณบ้าง๑. น่าจะปรารภเทพดา เพราะเป็นเรื่องของเทพดาได้ทำและเข้าเฝ้าเอง. ๒. ก่อนอนุญาตเสนาสนะ ผู้บวชแล้วต้องอยู่โคนไม้หรือถ้ำเขา.ว่า ' เทพดาองค์โน้นฆ่าภิกษุเสีย ก็อย่างนี้เหมือนกัน ' แล้วจักฆ่าภิกษุทั้งหลายเสีย; ก็ภิกษุนี้มีเจ้าของ เราจักต้องบอกกล่าวเธอแก่เจ้าของทีเดียว." ลดมือที่ยกขึ้นแล้ว ร้องไห้ไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเธอว่า " ทําไมหรือ ? เทวดา "เขาทูลว่า " พระเจ้าข้า สาวกของพระองค์แหละ ทำกรรทชื่อนี้. แม้ข้าพระองค์ก็ใคร่จะฆ่าเธอ แต่คิดข้อนี้ได้ จึงไม่ฆ่า แล้วรีบมาที่นี้เทียว "ดังนี้แล้ว กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดโดยพิสดาร.พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า " ถูกแล้ว ๆ เทพดาเธอข่มความโกรธที่เกิดขึ้นอย่างนั้นไว้อยู่ เหมือนห้ามรถกำลังหมุนไว้ได้ชื่อว่าทำความดีแล้ว " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-๒. โย เว อุปฺปติตํ โกธํ รถํ ภนฺติ ธารเยตมหํ สารถิ พฺรูมิ รสฺมิคฺคาโห อิตโร ชโน." ผู้ใดแล พึงสะกดความโกรธที่พลุ่งขึ้นเหมือนคนห้ามรถที่กำลังแล่นไปได้, เราเรียกผู้นั้นว่า' สารถี ' ส่วนคนนอกนี้เป็นเพียงผู้ถือเชือก. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปติตํ ได้แก่ ที่เกิดขึ้นแล้ว.สองบทว่า รถํ ภนฺตํว ความว่า เหมือนอย่างนายสารถีผู้ฉลาดห้ามรถที่แล่นอยู่โดยกำลังเร็ว หยุดไว้ได้ตามต้องการ ชื่อฉันใด; บุคคลใด พึงสะกด คืออาจข่มความโกรธที่เกิดขึ้นไว้ได้ ก็ฉันนั้น.บทว่า ตมหํ ความว่า เราเรียกบุคคลนั้นว่า สารถี.สองบทว่า อิตโร ชโน ความว่า ส่วนชนนอกนี้คือสารถีรถของอิสรชนมีพระราชาและอุปราชเป็นต้น ย่อมชื่อว่าเป็นเพียงผู้ถือเชือกหาใช่สารถีชั้นเยี่ยมไม่.ในกาลจบเทศนา เทพดาดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล, เทศนาได้มีประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล้ว ดังนี้แล.ฝ่ายเทพดา แม้เป็นพระโสดาบันก็ยังยืนร้องไห้อยู่. ครั้งนั้น พระ-ศาสดาตรัสถามเธอว่า " ทำไมหรือ เทพดา ? " เมื่อเทพดาทูลว่า" พระเจ้าข้า วิมานของข้าพระองค์ฉิบหายเสียแล้ว, บัดนี้ข้าพระองค์จะทําอย่างไร ? " จึงตรัสว่า " อย่าเลย เทพดา ท่านอย่าคิด เราจักให้วิมานแก่ท่าน " แล้วทรงชี้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเทพดาจุติไปเมื่อวันก่อนใกล้กับพระคันธกุฎีในพระเชตวัน ตรัสว่า ่" ต้นไม้โน้นในโอกาสโน้นว่าง, เธอจงเข้าสถิต ณ ต้นไม้นั้นเถิด. " เทพดานั้นเข้าสถิตที่ต้นไม้นั้นแล้ว. ตั้งแต่นั้น แม้เทพดาที่ทรงศักดิ์ใหญ่ ทราบว่า " วิมานของเทพดานี้ อันพระพุทธเจ้าประทาน " ก็ไม่อาจมาทำให้เธอหวั่นไหวได้.พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุเกิดขึ้นแล้ว ทรงบัญญัติภูตคามสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้แล.เรื่องภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จบ.๓. เรื่องอุตตราอุบาสิกา [๑๗๖]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงทำภัตกิจในเรือนของนางอุตตราแล้ว ทรงปรารภอุบาสิกาชื่ออุตตรา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อกฺโกเธน ชิเน โกธํ " เป็นต้น.นายปุณณะยากจนต้องรับจ้างสุมนเศรษฐีอนุปุพพีกถา ในเรื่องอุตตราอุบาสิกานั้น ดังต่อไปนี้ :-ได้ยินว่า คนขัดสนชื่อปุณณะ อาศัยสุมนเศรษฐี รับจ้างเลี้ยงชีพอยู่ในกรุงราชคฤห์. ในเรือน (ของเขา) มีคน ๒ คนเท่านั้น คือภรรยาของเขาคนหนึ่ง ธิดาชื่อนางอุตตราคนหนึ่ง.ต่อมาวันหนึ่ง พวกราชบุรุษทำการโฆษณาในกรุงราชคฤห์ว่า" ชาวพระนครพึงเล่นนักษัตรกันตลอด ๗ วัน. " สุมนเศรษฐีได้ยินคำโฆษณานั้นแล้ว จึงเรียกนายปุณณะผู้มาแต่เช้าตรู่กล่าวว่า " พ่อ ปริชนของฉัน ประสงค์จะเล่นนักษัตรกัน, แกจักเล่นนักษัตร (กะเขา) หรือหรือว่าจักทำการรับจ้างเล่า ? "นายปุณณะ. นาย ชื่อว่าการเล่นนักษัตร ย่อมเป็นของพวกท่านผู้มีทรัพย์. ก็ในเรือนของผม แม้ข้าวสารจะต้มข้าวต้มเพื่อรับประทานในวันพรุ่งนี้ก็ไม่มี. ผมจะต้องการอะไรด้วยนักษัตรเล่า ? ผมได้โคเเล้ว ก็จักไปไถนา.สุมนเศรษฐี. ถ้าเช่นนั้น แกจงรับโคไปเถิด.เขารับโคตัวทรงกำลังและไถแล้ว พูดกะภรรยาว่า " นางผู้เจริญชาวพระนครเล่นนักษัตรกัน. ฉันต้องไปทำการรับจ้าง เพราะความที่เราเป็นคนจน. วันนี้เจ้าพึงต้มผักสัก ๒ เท่า แล้วนำภัตไปให้เราก่อน "แล้วจึงได้ไปนา.พระสารีบุตรเถระไปสงเคราะห์นายปุณณะในกาลนั้น พระสารีบุตรเถระเข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วันแล้วในวันนั้นออกแล้ว ตรวจดูว่า " วันนี้ เราควรจะทำความสงเคราะห์แก่ใครหนอแล ? " เห็นนายปุณณะซึ่งเข้าไปในข่ายคือญาณของตนแล้วจึงตรวจดูว่า " นายปุณณะนี้ มีศรัทธาหรือหนอ ? เขาจักอาจทำการสงเคราะห์แก่เราหรือไม่ ? " ทราบความที่เขามีศรัทธา มีความสามารถจะทำการสงเคราะห์ได้ และเขาจะได้รับสมบัติใหญ่เพราะบุญนั้นเป็นปัจจัยแล้ว จึงถือบาตรและจีวรไปยังที่ไถนาของเขา ได้ยืนแลดูพุ่มไม้ที่ริมบ่อ.นายปุณณะเห็นพระเถระแล้ว จึงวางไถ ไหว้พระเถระด้วยเบญจางค-ประดิษฐ์แล้ว คิดว่า " พระเถระคงจักต้องการไม้สีฟัน " จึงได้ทำไม้สีฟันให้เป็นกัปปิยะถวาย.ลำดับนั้น พระเถระได้นำเอาบาตรและผ้ากรองน้ำออกมาให้เขา.เขาคิดว่า " พระเถระจักมีความต้องการด้วยน้ำดื่ม " จึงถือเอาบาตรและผ้ากรองน้ำนั้นแล้ว ได้กรองน้ำดื่มถวาย.พระเถระคิดว่า " นายปุณณะนี้ อยู่เรือนหลังท้ายของชนเหล่าอื่น,ถ้าเราจักไปสู่เรือนของเขา, ภรรยาของนายปุณณะนี้จักไม่ได้เห็นเรา;เราจักต้องอยู่ ณ ที่นี้แหละ จนกว่าภรรยาของเขาจักเดินทางนำภัตมาให้เขา." พระเถระได้ยังเวลาให้ล่วงไปเล็กน้อย ณ ที่นั้นเอง ทราบความที่ภรรยาของนายปุณณะนั้นขึ้นสู่ทางแล้ว จึงเดินมุ่งหน้าไปภายในพระนคร.ภรรยานายปุณณะถวายภัตแก่พระเถระนางพบพระเถระในระหว่างทางแล้ว คิดว่า " บางคราว เมื่อมีไทยธรรม, เราก็ไม่พบพระผู้เป็นเจ้า, บางคราว เมื่อเราพบพระผู้เป็นเจ้า, ไทยธรรมก็ไม่มี, ก็วันนี้เราได้พบพระผู้เป็นเจ้าแล้ว, ทั้งไทยธรรมก็มีอยู่; พระผู้เป็นเจ้า จักทำความอนุเคราะห์แก่เราหรือหนอแล " นางวางภาชนะใส่ภัตลงแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว กล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าคิดว่า ' ภัตนี้ เศร้าหมองหรือประณีต ' จงทำความสงเคราะห์แก่ทาสของพระผู้เป็นเจ้าเถิด. "พระเถระน้อมบาตรเข้าไป เมื่อนางเอามือข้างหนึ่งรองภาชนะ อีกข้างหนึ่งถวายภัตอยู่, เมื่อถวายไปได้ครึ่งหนึ่ง จึงเอามือปิดบาตรด้วยพูดว่า" พอแล้ว. " นางกล่าวว่า " พระคุณเจ้า ส่วนเพียงส่วนเดียว ดิฉันไม่อาจทำให้เป็นสองส่วนได้ พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องทำความสงเคราะห์แก่ทาสของพระผู้เป็นเจ้าในโลกนี้ จงทำความสงเคราะห์ในปรโลกเถิด, ดิฉันประสงค์จะถวายมิให้เหลือเศษเลย " ดังนี้แล้ว ก็ได้ใส่ภัตทั้งหมดลงในบาตรของพระเถระ แล้วทำความปรารถนาว่า " ดิฉันพึงเป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้วนั่นแหละ."พระเถระกล่าวว่า " จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด " ยืนอยู่นั่นแหละ ทำอนุโมทนาเเล้ว ได้นั่งทำภัตกิจ ณ ที่สะดวกด้วยน้ำแห่งหนึ่ง.ฝ่ายนางกลับไปหาข้าวสารหุงเป็นภัตแล้ว. แม้นายปุณณะที่ได้ประมาณครึ่งกรีส ไม่อาจทนความหิวได้ จึงปล่อยโค เข้าไปยังร่มไม้แห่งหนึ่ง นั่งคอยดูทางอยู่.ลำดับนั้น ภรรยาของเขาถือภัตเดินไป พอเห็นเขาก็คิดว่า " เขาถูกความหิวบีบคั้น นั่งคอยดูเราอยู่แล้ว; ถ้าว่าเขาจักคุกคามเราว่า 'เจ้าชักช้าเหลือเกิน ' แล้วเอาด้ามปฏักฟาดเรา, กรรมที่เราทำแล้วจักเป็นของไร้ประโยชน์, เราจักต้องชิงบอกแก่เขาก่อนทีเดียว " ดังนี้แล้ว จึงกล่าวอย่างนั้นว่า " นาย ท่านจงทำจิตให้ผ่องใสสักวันหนึ่งเถิด วันนี้,อย่าได้ทำกรรมที่ดิฉันทำแล้วให้ไร้ประโยชน์, ก็ดิฉันนำภัตมาให้ท่านแต่เช้าตรู่ พบพระธรรมเสนาบดีในระหว่างทาง จึงถวายภัตของท่านแก่พระเถระนั้น แล้วไปหุงภัตมาใหม่, จงทำจิตให้เลื่อมใสเถิดนาย. " เขาถามว่า " เจ้าพูดอะไร ? นางผู้เจริญ " ได้สดับเรื่องนั้นซ้ำอีกแล้ว จึงพูดว่า " นางผู้เจริญ เจ้าถวายภัตของเราแก่พระผู้เป็นเจ้า ทำความดีแล้วเทียว, เช้าตรู่วันนี้ แม้เราก็ได้ถวายไม้สีฟัน และน้ำบ้วนปากแก่พระผู้เป็นเจ้าแล้ว " มีใจเลื่อมใสเพลิดเพลินถ้อยคำนั้นแล้ว เป็นผู้มีกายอ่อนเพลีย เพราะได้ภัตในเวลาสาย พาดศีรษะบนตักของภรรยานั้นแล้วก็หลับไป.ทานของสามีภรรยาอํานวยผลในวันนั้นครั้งนั้น ที่ที่เขาไถไว้เเต่เช้าตรู่ ได้เป็นทองคำเนื้อสุกทั้งหมด จนกระทั่งฝุ่นละลองดิน ตั้งอยู่งดงามดุจดอกกรรณิกา. เขาตื่นขึ้น แลเห็นแล้ว จึงพูดกะภรรยาว่า " นางผู้เจริญ ที่ที่ฉันไถแล้วนั่น ปรากฏแก่ฉันเป็นทองคำทั้งหมด, เพราะฉันได้ภัตสายเกินไป ตาจะลายไปกระมังหนอ ?"แม้ภรรยาองเขาก็รับรองว่า " ที่นั้น ก็ย่อมปรากฏแม้แก่ดิฉันอย่างนั้นเหมือนกัน. "เขาลุกขึ้นไปในที่นั้น จับก้อนหนึ่งตีที่งอนไถแล้ว ทราบว่าเป็นทองคำ จึงคิดว่า " โอ ทานที่เราถวายแก่พระผู้เป็นเจ้าธรรมเสนาบดีแสดงผลในวันนี้เอง ก็เราไม่อาจที่จะซ่อนทรัพย์ประมาณเท่านี้ไว้ใช้สอยได้ " จึงเอาทองคำใส่เต็มถาดข้าวที่ภรรยานำมาแล้ว ได้ไปสู่ราชตระกูลมีโอกาสอันพระราชาพระราชทานแล้ว จึงเข้าไปถวายบังคมพระราชา,เมื่อพระองค์ตรัสว่า " อะไร ? พ่อ " จึงกราบทูลว่า " ข้าแต่สมมติเทวราช ที่ที่ข้าพระองค์ไถแล้วในวันนี้ทั้งหมด เป็นที่เต็มไปด้วยทองคำทั้งนั้นตั้งอยู่แล้ว, พระองค์ควรจะรับสั่งให้ขนทองคำมาไว้. "พระราชา. ท่านเป็นใคร ?นายปุณณะ. ข้าพระองค์ชื่อปุณณะ.พระราชา. ก็วันนี้ ท่านทำอะไรเล่า ?นายปุณณะ. เช้าตรู่วันนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายไม้สีฟันและน้ำบ้วนปากแก่พระธรรมเสนาบดี. ส่วนภรรยาของข้าพระองค์ได้ถวายภัตที่เขานำมาให้ข้าพระองค์แก่พระธรรมเสนาบดีนั้นเหมือนกัน.พระราชา ทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า " พ่อผู้เจริญ ได้ยินว่าทานที่ท่านถวายพระธรรมเสนาบดี แสดงวิบากในวันนี้เอง " แล้วตรัสถามว่า " พ่อ เราจะทำอย่างไร ? "นายปุณณะ ขอพระองค์จงส่งเกวียนไปหลาย ๆ พัน ให้นำทองคำมาเถิด.พระราชาทรงส่งเกวียนทั้งหลายไปแล้ว. เมื่อพวกราชบุรุษพูดว่า" เป็นของพระราชา " ถือเอาอยู่. ทองคำที่เขาถือเอาแล้ว ๆ ย่อมเป็นดินอย่างเดิม. พวกเขาไปทูลพระราชา อันพระองค์ตรัสถามว่า " ก็พวกเจ้าพูดว่ากระไร ? จึงถือเอา " จึงทูลว่า " พูดว่า ' เป็นราชทรัพย์ของพระองค์."พระราชา. หาใช่ทรัพย์ของเราไม่, พวกเจ้าจงไป, จงพูดว่า' เป็นทรัพย์ของนายปุณณะ ' ถือเอาเถิด.พวกเขาทําอย่างนั้น. ทองคำที่เขาถือแล้ว ๆ ได้เป็นทองคำแท้.พวกเขาจึงขนทองคำนั้นทั้งหมดมาทำเป็นกองไว้ที่ท้องพระลานหลวง.(ทองคําทั้งหมดนั้น) ได้กองสูงประมาณ ๘๐ ศอก.นายปุณณะได้รับตำแหน่งเศรษฐีพระราชาทรงรับสั่งให้ชาวพระนครประชุมกันแล้ว ตรัสถามว่า" ในพระนครนี้ ใครมีทองคำถึงเพียงนี้บ้าง "ชาวพระนคร. ไม่มี พระเจ้าข้า.พระราชา. ก็เราควรจะให้อะไรแก่นายปุณณะเล่า ?ชาวพระนคร. ฉัตรสำหรับเศรษฐี พระเจ้าข้า.พระราชา. ตรัสว่า " นายปุณณะจงเป็นเศรษฐีชื่อพหุธนเศรษฐี "แล้ว ได้พระราชทานฉัตรสำหรับเศรษฐีแก่เขา พร้อมด้วยโภคะมากมาย.ครั้งนั้น เขากราบทูลพระราชานั้นว่า " ข้าแต่สมมติเทวราช ข้า-พระองค์ทั้งหลายอาศัยอยู่ในตระกูลอื่น ตลอดเวลาถึงเพียงนี้, ขอพระองค์ได้โปรดประทานที่อยู่แก่ข้าพระองค์เถิด. "พระราชาตรัสว่า " ถ้ากระนั้น ท่านจงดู, กอไม้นั้นปรากฏอยู่ทางด้านทักษิณ, จงนำกอไม้นั่นออก ให้ช่างทำเรือนเถิด " ดังนี้แล้วก็ตรัสบอกที่เรือนของเศรษฐีเก่า.เขาให้ช่างทำเรือนในที่นั้น โดย ๒ - ๓ วันเท่านั้น ทำเคหปปเวสน-มงคล๑ และฉัตรมงคล๒ เป็นงานเดียวกัน ได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน. ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนาแก่เขา จึงตรัสอนุปุพพีกถาแล้ว.ในกาลจบธรรมกถา ชนทั้ง ๓ คือ ปุณณเศรษฐี ๑ ภรรยาของเขา ๑ นางอุตตราผู้เป็นธิดา ๑ ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว.ธิดาปุณณเศรษฐีได้เป็นภรรยาบุตรสุมนเศรษฐีในกาลต่อมา เศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ขอธิดาของปุณณเศรษฐีให้บุตรของตน. เขาพูดว่า " ผมให้ไม่ได้." เมื่อเศรษฐีในกรุงราชคฤห์พูดว่า " จงอย่าทำอย่างนั้น, ท่านอาศัยฉันอยู่ตลอดเวลาถึงเพียงนี้ทีเดียวจึงได้สมบัติ, จงให้ธิดาแก่บุตรของฉันเถิด " จึงกล่าวว่า " บุตรของท่านนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ, ส่วนธิดาของผมเหินห่างจากพระรัตนะทั้งสามแล้วไม่อาจเป็นไปได้, ผมจึงจักยกธิดาให้บุตรของท่านไม่ได้เลย. "ครั้งนั้น กุลบุตรทั้งหลายมีเศรษฐีและคฤหบดีเป็นต้น เป็นอันมากวิงวอนเขาว่า " อย่าทำลายความสนิทสนมกับด้วยเศรษฐีในกรุงราชคฤห์นั้น, จงยกธิดาให้บุตรของเขาเถิด. " เขารับคำของกุลบุตรเหล่านั้นแล้วได้ยกธิดาให้ในดิถีเพ็ญเดือนอาสฬหะ.จำเดิมแต่เวลาไปสู่เรือนตระกูลสามีแล้ว นางมิได้เพื่อจะเข้าไปหาภิกษุหรือภิกษุณี หรือเพื่อถวายทานหรือฟังธรรมเลย. เมื่อล่วงไปได้ประมาณ๒ เดือนครึ่ง ด้วยอาการอย่างนี้, นางจึงถามสาวใช้ผู้อยู่ในสำนักว่า " เวลานี้ภายในพรรษายังเหลืออีกเท่าไร ? "๑. มงคลอันบุคคลพึงทำในกาลเป็นที่เข้าไปสู่เรือน. ๒. มงคลอันบุคคลพึงทำแก่ฉัตร ในกาลเป็นที่ฉลองฉัตร.สาวใช้. ยังอยู่อีกครึ่งเดือน คุณแม่.นางส่งข่าวไปให้บิดาว่า " เหตุไฉน บิดาจึงขังดิฉันไว้ในเรือน มีรูปอย่างนี้ ? การที่บิดาทำฉันให้เป็นคนเสียโฉม แล้วประกาศว่า เป็นทาสีของชนพวกอื่น ยังจะประเสริฐกว่า, การที่ยกให้แก่ตระกูลมิจฉาทิฏฐิเห็นปานนี้ ไม่ประเสริฐเลย, ตั้งแต่ดิฉันมาแล้ว ดิฉันไม่ได้ทำบุญแม้สักอย่างในประเภทบุญ มีการพบเห็นภิกษุเป็นต้นเลย. "ลำดับนั้น บิดาของนางให้รู้สึกไม่สบายใจ ด้วยคิดว่า " ธิดาของเราได้รับทุกข์หนอ " จึงส่งทรัพย์ไป ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ ด้วยสั่งว่า " ในนครนี้ มีหญิงคณิกาชื่อสิริมา, เจ้าจงพูดว่า ' หล่อนจงรับทรัพย์วันละ๑,๐๐๐ กหาปณะ นำนางมาด้วยกหาปณะเหล่านี้ ทำให้เป็นนางบำเรอของสามีแล้ว ส่วนตัวเจ้าจงทำบุญทั้งหลายเถิด. "นางให้เชิญนางสิริมามาแล้ว พูดว่า " สหาย เธอจงรับกหาปณะเหล่านั้นแล้ว บำเรอชาย สหายของเธอสักกึ่งเดือนนี้เถิด. "นางสิริมานั้นรับรองว่า " ดีละ " นางพาเขาไปสำนักของสามี เมื่อสามีนั้นเห็นนางสิริมาแล้ว กล่าวว่า " อะไรกันนี่ ? " จึงบอกว่า " นายขอให้หญิงสหายของดิฉันบำเรอนายตลอดกึ่งเดือนนี้, ส่วนดิฉันใคร่จะถวายทานและฟังธรรม ตลอดกึ่งเดือนนี้. "เศรษฐีบุตรเห็นนางมีรูปงาม เกิดความสิเนหา จึงรับรองว่า" ดีละ."นางอุตตราได้โอกาสทำบุญแม้นางอุตตราแล นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขว่า" ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าเสด็จไปที่อื่น พึงรับภิกษาในเรือนนี้แห่งเดียว ตลอดกึ่งเดือนนี้. " รับปฏิญญาของพระศาสดาแล้วมีใจยินดีว่า " บัดนี้ เราจักได้เพื่ออุปัฏฐากพระศาสดาและฟังธรรมตั้งแต่นี้ไป ตลอดจนถึงวันมหาปวารณา " เที่ยวจัดแจงกิจทุกอย่างในโรงครัวใหญ่ว่า " พวกท่านจงต้มข้าวต้มอย่างนั้น จงนึ่งขนมอย่างนี้. "ครั้งนั้น สามีของนางคิดว่า " พรุ่งนี้เป็นวันมหาปวารณา " ยื่นตรงหน้าต่าง บ่ายหน้าไปทางโรงครัวใหญ่ ตรวจดูอยู่ด้วยคิดว่า " นางอันธพาลนั้น เที่ยวทำอะไรอยู่หนอแล ? " แลเห็นธิดาเศรษฐีนั้น ขะมุก-ขะมอมไปด้วยเหงื่อ เปรอะด้วยเถ้า มอมแมมด้วยถ่านและเขม่า เที่ยวจัดทำอยู่อย่างนั้น จึงคิดว่า " พุทโธ่ หญิงอันธพาล ไม่เสวยสมบัติมีสิริเช่นนี้ในฐานะเห็นปานนี้, กลับมีจิตยินดีว่า ' เราจักอุปัฏฐากศีรษะโล้น.เที่ยวไปได้ " จึงหัวเราะแล้วหลบไป.เมื่อเศรษฐีบุตรนั้นหลบไปแล้ว. นางสิริมาซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ของเขาคิดว่า " เศรษฐีบุตรนั่นมองดูอะไรหนอแล จึงหัวเราะ " จึงมองลงไปทางหน้าต่างนั้นแหละ เห็นนางอุตตราแล้วคิดว่า " เศรษฐีบุตรนี้หัวเราะก็เพราะเห็นนางคนนี้, ความชิดชมของเศรษฐีบุตรนี้คงมีกับด้วยนางนี้เป็นแน่. "นางสิริมาหึงนางอุตตราเอาเนยใสเดือดรดได้ยินว่า นางสิริมานั้นแม้อยู่เป็นพาหิรกสตรีในเรือนนั้นตลอดกึ่งเดือน เสวยสมบัตินั้นอยู่ ก็ยังไม่รู้ตัวว่าเป็นหญิงภายนอก ได้ทำความสำคัญว่า " ตัวเป็นแม่เจ้าเรือน. " นางผูกอาฆาตต่อนางอุตตราว่า " จักต้องยังทุกข์ให้เกิดแก่มัน " จึงลงจากปราสาท เข้าไปสู่โรงครัวใหญ่ เอาทัพพีตักเนยใสอันเดือดพล่านในที่ทอดขนมแล้ว ก็เดินมุ่งหน้าตรงไปหานางอุตตรา. นางอุตตราเห็นนางสิริมาเดินมา จึงแผ่เมตตาไปถึงนางว่า" หญิงสหายของเราทำอุปการะแก่เรามาก, จักรวาลก็แคบเกินไป, พรหม-โลกก็ต่ำนัก, ส่วนคุณของหญิงสหายเราใหญ่มาก; ก็เราอาศัยนางนั่น จึงได้เพื่อถวายทานและฟังธรรม; ถ้าเรามีความโกรธเหนือนางสิริมานั้น เนยใสนี้จงลวกเราเถิด; ถ้าไม่มี อย่าลวกเลย. " เนยใสซึ่งเดือดพล่านที่นางสิริมานั้นรดลงเบื้องบนนางอุตตรานั้น ได้เป็นเหมือนน้ำเย็น.ลำดับนั้น พวกทาสีของนางอุตตรา เห็นนางผู้ตักเนยใสให้เต็มทัพพีอีกด้วยเข้าใจว่า " เนยใสนี้คงจักเย็น ถือเดินมาอยู่ จึงคุกคามว่า " นางหัวดื้อ เจ้าจงหลีกไป, เจ้าไม่ควรจะรดเนยใสที่เดือดพล่าน บนเจ้าแม่ของพวกเรา " แล้วต่างลุกขึ้นจากที่นี้บ้าง ที่นั้นบ้าง ใช้มือบ้าง เท้าบ้าง ทุบถีบให้ล้มลงบนพื้น. นางอุตตราไม่สามารถจะห้ามปรามนางทาสีเหล่านั้นได้. ทีนั้นนางจึงห้ามทาสีทุกคน ที่ยืนคร่อมอยู่ข้างบนนางสิริมานั้นแล้วถามว่า " เพื่อประสงค์อะไร เธอจึงทำกรรมหนักถึงปานนี้ ? " ดังนี้แล้วโอวาทนางสิริมา ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ทาด้วยน้ำมันที่หุงตั้ง ๑๐๐ ครั้ง.นางสิริมารู้สึกตัวขอโทษนางอุตตราขณะนั้น นางสิริมานั้นรู้สึกตัวว่าเป็นหญิงภายนอกแล้ว คิดว่า " เรารดเนยใสที่เดือดพล่านลงเบื้องบนนางอุตตรานี้ เพราะเหตุเพียงความหัวเราะของสามี ทำกรรมหนักแล้ว, นางอุตตรานี้ไม่สั่งบังคับพวกทาสีว่า ' พวกเธอจงจับเขาไว้ ' กลับห้ามพวกทาสีทั้งหมด แม้ในเวลาที่ข่มเหงเรา ได้ทำกรรมที่ควรแก่เราทั้งนั้น; ถ้าเราไม่ขอให้นางอุตตรานี้อดโทษให้, ศีรษะของเราจะพึงแตกออก ๗ เสี่ยง " ดังนี้แล้ว จึงหมอบลงแทบเท้าของนางอุตตรานั้น แล้วกล่าวว่า " คุณแม่ ขอคุณแม่จงอดโทษให้ดิฉันเถิด. "นางอุตตรา. ดิฉันเป็นธิดาที่มีบิดา เมื่อบิดาอดโทษให้. ก็จักอดโทษให้.นางสิริมา. คุณแม่ ข้อนั้นจงยกไว้เถิด. ดิฉันจักให้ท่านปุณณ-เศรษฐีผู้บิดาของคุณแม่อดโทษให้ด้วย.นางอุตตรา. ท่านปุณณะ เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของคุณแม่ในวัฏฏะ,แต่เมื่อบิดาผู้บังเกิดเกล้าในวิวัฏฏะอดโทษให้ ดิฉันจึงจักอดโทษ.นางสิริมา. ก็ใครเล่า ? เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของคุณแม่ในวิวัฎฎะ.นางอุตตรา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.นางสิริมา. ดิฉันไม่มีความคุ้นเคยกับพระองค์.นางอุตตรา. ฉันจักทำเอง. พรุ่งนี้ พระศาสดาจักทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จมาที่นี้: เธอจงถือสักการะตามแต่จะได้มาที่นี้แหละ แล้วขอให้พระ-องค์อดโทษเถิด.นางสิริมาขอให้พระศาสดาทรงอดโทษนางสิริมานั้นรับว่า " ดีละ คุณแม่ " ลุกขึ้นแล้วไปสู่เรือนของตนสั่งหญิงบริวาร ๕๐๐ ให้ตระเตรียมขาทนียะและสูเปยยะ๑ต่าง ๆ อย่าง รุ่งขึ้นก็ถือสักการะนั้นมาเรือนของนางอุตตรา ไม่กล้าจะใส่บาตรภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงได้ยืนอยู่แล้ว. นางอุตตรารับเอาสิ่งของทั้งหมดนั้นมาจัดแล้ว.๑. สูเปยฺย วัตถุเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สูปะ.ในเวลาเสร็จภัตกิจ นางสิริมาพร้อมด้วยบริวาร หมอบลงแทบเบื้องพระบาทของพระศาสดา.ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามนางว่า " เจ้ามีความผิดอะไร ? "นางสิริมา. พระเจ้าข้า วานนี้หม่อมฉันได้ทำกรรมชื่อนี้, เมื่อเป็นเช่นนั้น หญิงสหายของหม่อมฉัน ยังห้ามทาสีซึ่งเบียดเบียนหม่อมฉัน ได้ทำอุปการะแก่หม่อมฉันโดยแท้, หม่อมฉันนั้นรู้สึกถึงคุณของนางนี้ จึงขอให้นางนี้อดโทษ, เมื่อเป็นเช่นนั้น นางกล่าวกะหม่อมฉันว่า 'เมื่อพระองค์ทรงอดโทษให้ จึงจักอดโทษให้. 'พระศาสดา. อุตตราได้ยินว่า อย่างนั้นหรือ ?นางอุตตรา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า วานนี้หญิงสหายของหม่อมฉันได้รดเนยใสที่เดือดพล่าน บนศีรษะของหม่อมฉัน.พระศาสดา. เมื่อเช่นนั้น เธอคิดอย่างไร ?นางอุตตรา หม่อมฉันคิดอย่างนั้นว่า 'จักรวาลแคบนัก พรหมโลกก็ยังต่ำเกินไป, คุณของหญิงสหายข้าพระองค์เท่านั้นใหญ่, เพราะหม่อมฉันอาศัยเขา จึงได้ถวายทานและฟังธรรม; ถ้าว่าหม่อมฉันมีความโกรธอยู่เหมือนางนี้, เนยใสที่เดือดพล่านนี้ จงลวกหม่อมฉันเถิด, ถ้าหาไม่แล้ว,ขออย่าลวกเลย.' แล้วได้เเผ่เมตตาไปยังนางสิริมานี้ พระเจ้าข้า.พระศาสดาตรัสว่า " ดีละ ดีละ อุตตรา การชนะความโกรธอย่างนั้น สมควร; ก็ธรรมดาคนมักโกรธ พึงชนะด้วยความไม่โกรธ, คนด่าเขา ตัดพ้อเขา พึงชนะได้ด้วยความไม่ด่า (ตอบ) ไม่ตัดพ้อ (ตอบ), คนตระหนี่จัด พึงชนะได้ด้วยการให้ของตน, คนมักพูดเท็จ พึงชนะได้ด้วยคำจริง " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-๓. อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเนชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ." พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ, พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้ พึงชนะคนพูดเหลวไหล ด้วยคำจริง. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกเธน ความว่า บุคคลผู้มักโกรธแล พึงเป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยความไม่โกรธ. ผู้ไม่ดี คือผู้ไม่เจริญเป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยความดี, ผู้ตระหนี่ คือเหนียวแน่นจัด เป็นผู้อันบุคคลพึงชนะด้วยจิตคิดสละของของตน, คนพูดเหลาะแหละ อันบุคคลพึงชนะด้วยคำจริง; เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้ว่า " อกฺโก-เธน ชิเน โกธํ ฯ เป ฯ สจฺเจนาลิกวาทินํ. "ในกาลจบเทศนา นางสิริมาพร้อมด้วยญาติทั้ง ๕๐๐ ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ดังนี้แล.เรื่องอุตตราอุบาสิกา จบ.๕. เรื่องปัญหาของพระโมคคัลลานเถระ [๑๗๗]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภปัญหาของพระมหาโมคคัลลานเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สจฺจํ ภเณ "เป็นต้น.พระโมคคัลลนะไปเทวโลกความพิสดารว่า สมัยหนึ่ง พระเถระไปยังเทวจาริก ยืนอยู่ที่ประตูวิมานของเทพธิดาผู้มีศักดิ์มากแล้ว จึงพูดอย่างนั้นกะเทพธิดาองค์นั้น ผู้มาสู่สำนักของตน ไหว้แล้วยืนอยู่ว่า " เทพธิดา สมบัติของท่านมากมาย,ท่านได้เพราะทำกรรมอะไร ? "เทพธิดา. อย่าถามดิฉันเลย เจ้าข้า.นัยว่า เทพธิดาละอายอยู่ด้วยกรรมอันเล็กน้อยของตน จึงได้พูดอย่างนั้น. ก็เทพธิดานั้น อันพระเถระกล่าวอยู่ว่า " จงบอกเถิด " จึงพูดว่า" ท่านผู้เจริญ ทานดิฉันก็มิได้ถวาย, การบูชาก็มิได้ทำ, พระธรรมก็มิได้ฟัง, รักษาเพียงคำสัตย์อย่างเดียว. "พระเถระ ไปยังประตูวิมานแม้อื่นแล้ว ก็ถามเทพธิดาแม้อื่นผู้มาแล้ว ๆ ถึงเมื่อเทพธิดาเหล่านั้น ไม่อาจเพื่อจะปกปิดเกียดกันพระเถระได้อย่างนั้นนั่นแล, เทพธิดาองค์หนึ่งจึงพูดก่อนว่า " ท่านผู้เจริญ บรรดาบุญกรรมมีทานเป็นต้น ชื่อว่าบุญกรรมอันดิฉันทำแล้ว ไม่มี, แต่ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ดิฉันได้เป็นทาสีของคนอื่น, นายของดิฉันนั้น ดุร้ายหยาบคายเหลือเกิน ย่อมเอาไม้บ้าง ท่อนฟืนบ้าง ที่ตัวพลันฉวยได้ ๆ ตีที่ศีรษะ, ดิฉันนั้นเมื่อความโกรธเกิดขึ้น, ก็นึกติตัวเองเท่านั้นว่า ' นายของเจ้านี่ เป็นใหญ่ เพื่อจะทำเจ้าให้เสียโฉมก็ได้, เพื่อจะตัดอวัยวะมีจมูกเป็นต้น ของเจ้าก็ได้, เจ้าอย่าโกรธเลย ' ดังนี้แล้ว ก็ไม่ทำความโกรธ; ด้วยเหตุนั้น ดิฉันจึงได้สมบัตินี้. "เทพธิดาองค์อื่น ต่างก็บอกทานเล็กน้อยอันตน ๆ ทำแล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า " ท่านผู้เจริญ ดิฉันรักษาไร่อ้อย ได้ถวายอ้อยลำหนึ่งแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. " องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันถวายมะพลับผลหนึ่ง ' องค์อื่นบอกว่า' ดิฉันได้ถวายฟักทองผลหนึ่ง ' องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันได้ถวายผลลิ้นจี่ผลหนึ่ง' องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันได้ถวายเหง้ามันกำมือหนึ่ง ' องค์อื่นบอกว่า ' ดิฉันได้ถวายสะเดากำมือหนึ่ง ' ดังนี้แล้ว ก็บอกว่า ' ด้วยเหตุนี้พวกดิฉันจึงได้สมบัตินี้. "กล่าวคําสัตย์เท่านั้นก็ได้ไปสวรรค์ได้พระเถระ ฟังกรรมที่เทพธิดาเหล่านั้นทำแล้ว จึงลงจากสวรรค์เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้วทูลถามว่า " พระเจ้าข้า บุคคลอาจไหมหนอแลเพื่อจะได้ทิพยสมบัติ ด้วยเหตุเพียงกล่าวคำสัตย์ เพียงดับความโกรธ เพียงถวายทานมีผลมะพลับเป็นต้น อันเล็กน้อยเหลือเกิน ? "พระศาสดา. โมคคัลลานะ เพราะเหตุไร เธอจึงถามเรา ? พวกเทพธิดาบอกเนื้อความนี้แก่เธอแล้ว มิใช่หรือ ?โมคคัลลานะ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า บุคคลเห็นจะได้ทิพยสมบัติด้วยกรรมมีประมาณเท่านั้น.ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระโมคคัลลานะนั้นว่า " โมคคัลลานะบุคคลกล่าวเพียงคําสัตย์ก็ดี ละเพียงความโกรธก็ดี ถวายทานเพียงเล็กน้อยก็ดี ย่อมไปเทวโลกได้เเท้ " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-๔. สจฺจํ ภเณ น กุชฺเฌยฺย ทชฺชา อปฺปสฺมิ ยาจิโตเอเตหิ ตีหิ าเนหิ คจฺเฉ เทวาน สนฺติเก." บุคคลควรกล่าวคำสัตย์ ไม่ควรโกรธ, ถึงถูกเขาขอน้อย ก็พึงให้, บุคคลพึงไปในสำนักของเทวดาทั้งหลายได้ ด้วยฐานะ ๓ นั่น. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า สจฺจํ ภเณ ความว่า พึงแสดง คือพึงกล่าวคำสัตย์, อธิบายว่า ควรตั้งมั่นอยู่ในคำสัตย์.บทว่า น กุชฺเฌยฺย ได้แก่ ไม่ควรโกรธต่อบุคคลอื่น.บทว่า ยาจิโต ความว่า บรรพชิตผู้มีศีล ชื่อว่าผู้ขอ. ความจริงบรรพชิตเหล่านั้น ไม่ขอเลยว่า " ขอท่านจงให้ " ย่อมยืนอยู่ที่ประตูเรือนก็จริง. ถึงกระนั้น โดยอรรถก็ชื่อว่าย่อมขอทีเดียว บุคคลอันผู้มีศีลขอแล้วอย่างนั้น เมื่อไทยธรรมแม้เล็กน้อยมีอยู่ ก็พึงให้เเม้เพียงเล็กน้อย.สองบทว่า เอเตหิ ตีหิ ความว่า บรรดาเหตุเหล่านั้น ด้วยเหตุแม้เพียงอย่างเดียว บุคคลพึงไปเทวโลกได้.ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.เรื่องปัญหาของพระโมคคัลลานเถระ จบ.๕. เรื่องปัญหาที่ภิกษุทูลถาม [๑๗๘]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดา เมื่อทรงอาศัยเมืองสาเกต ประทับอยู่ที่อัญชนวัน ทรงปรารภปัญหาที่ภิกษุทั้งหลายทูลถาม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " อหึสกาเย " เป็นต้น.สองผัวเมียแสดงตนเป็นพุทธบิดาและพุทธมารดาดังได้สดับมา ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จเข้าไปในเมืองสาเกต เพื่อบิณฑบาต พราหมณ์เฒ่าชาวเมืองสาเกตคนหนึ่งกำลังเดินออกไปจากพระนคร พบพระทศพลที่ระหว่างประตู จึงหมอบลงแทบพระบาททั้งสองแล้ว จับที่ข้อพระบาทไว้มั่น พลางกล่าวว่า " พ่อธรรมดามารดาและบิดา อันพวกลูกชายพึงประคบประหงม ในเวลาที่ท่านชราแล้วมิใช่หรือ ? เหตุไรเล่า พ่อจึงไม่แสดงตน (ให้ปรากฏ) แก่ข้าพระองค์สิ้นกาลประมาณเพียงนี้ ? พระองค์อันข้าพระองค์เห็นก่อน,ขอพระองค์จงเสด็จมาเยี่ยมมารดาบ้าง " ดังนี้แล้ว ก็ได้พาพระศาสดาไปสู่เรือนของตน. พระศาสดาเสด็จไปที่เรือนนั้นแล้ว ประทับนั่งเหนืออาสนะซึ่งปูลาดไว้กับด้วยภิกษุสงฆ์.ฝ่ายพราหมณี มาหมอบแทบพระบาททั้งสองของพระศาสดาแล้วทูลว่า " พ่อ พ่อเป็นผู้ไปเสียที่ไหน สิ้นกาลประมาณเพียงนี้ ? ธรรมดามารดาและบิดา อันบุตรธิดาควรบำรุง ในเวลาที่ท่านแก่เฒ่ามิใช่หรือ ?แล้วให้บุตรและธิดาทั้งหลายถวายบังคมด้วยคำว่า " พวกเจ้าจงมา, จงถวายบังคมพระพี่ชาย. "แม้สองสามีภรรยานั้น มีใจยินดี เลี้ยงดูภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ทูลว่า " พระเจ้าข้า ขอพระองค์จงทรงรับภิกษาที่เรือนนี้แหละเป็นนิตย์ " เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงรับภิกษาเป็นนิตย์ ในที่แห่งเดียวเท่านั้น. " จึงกราบทูลว่า" ถ้ากระนั้น ขอพระองค์พึงส่งพวกคนที่มาเพื่อนิมนต์พระองค์ไปที่สำนักของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า."จำเดิมแต่นั้น พระศาสดาทรงส่งพวกคนที่มาเพื่อนิมนต์ไป ด้วยพระดำรัสว่า " พวกท่านจงไปบอกแก่พราหมณ์เถิด. " คนที่มานิมนต์เหล่านั้น ย่อมไปบอกกะพราหมณ์ว่า " เราทั้งหลาย ย่อมนิมนต์พระศาสดาเพื่อฉันในวันพรุ่งนี้. "ในวันรุ่งขึ้น พราหมณ์ย่อมถือภาชนะภัตและภาชนะแกง จากเรือนของตนไปสู่สถานที่พระศาสดาประทับนั่งอยู่. ก็ในเมื่อการนิมนต์ไป (ฉัน)ในที่อื่นไม่มี พระศาสดาย่อมทรงทำภัตกิจที่เรือนของพราหมณ์นั้นแล.แม้สองสามีภรรยานั้น ถวายไทยธรรมของตนแด่พระตถาคตอยู่ ฟังธรรมกถาอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ บรรลุอนาคามิผลแล้ว.พระศาสดาตรัสบุรพประวัติของพราหมณ์ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย พราหมณ์ชื่อโน้น รู้ว่า ' พระเจ้าสุทโธทนะเป็นพระบิดาของพระตถาคต, พระนางเจ้ามหามายาเป็นพระมารดา ' ทั้งรู้อยู่ (อย่างนั้น) แหละ พร้อมกับพราหมณ์เรียกพระตถาคตว่า ' บุตรของเรา.' ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงรับรองอย่างนั้นเหมือนกัน; จักมีเหตุอะไรหนอแล ?พระศาสดา ทรงสดับกถาของภิกษุเหล่านั้นแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ทั้งสองสามีภริยานั้น ย่อมเรียกบุตรของตนเท่านั้นว่า 'บุตร'ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมา ทรงแสดงความที่พระองค์เป็นบุตรของพราหมณ์ผัวเมียทั้งสองนั้นสิ้น ๓,๐๐๐ ชาติว่า " ภิกษุทั้งหลาย ในอดีต-กาล พราหมณ์นี้ได้เป็นบิดาของเรา ๕,๐๐๐ ชาติติด ๆ กัน, เป็นอาของเรา๕๐๐ ชาติ, เป็นลุง ๕๐๐ ชาติ, ถึงพราหมณีนั้นก็ได้เป็นมารดาของเรา๕๐๐ ชาติติด ๆ กัน, เป็นน้าของเรา ๕๐๐ ชาติ, เป็นป้าของเรา ๕๐๐ชาติ; เราเป็นผู้เจริญแล้วในมือของพราหมณ์ ๑,๕๐๐ ชาติ; เจริญแล้วในมือพราหมณี ๑,๕๐๐ ชาติอย่างนี้. " แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-" ใจย่อมจดจ่อ, แม้จิตก็เลื่อมใสในบุคคลใด,เขาย่อมสนิทสนมในบุคคลแม้นั้น ซึ่งตนไม่เคยเห็นโดยแท้๑ ความรักนั้นย่อมเกิด เพราะอาศัยเหตุ ๒ประการอย่างนี้ คือเพราะการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน ๑,เพราะการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน ๑ เปรียบเหมือนดอกบัวเกิดในน้ำได้ (เพราะอาศัยเปือกตมและน้ำ)ฉะนั้น."๒พระศาสดาเสด็จไปสู่ที่เผาศพของพราหมณ์พระศาสดาทรงอาศัยตระกูลนั้น ประทับอยู่แล้วสิ้นไตรมาสนั่นแล.ฝ่ายพราหมณ์และพราหมณีทั้งสองนั้น ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลแล้วก็๑. ขุ. ชา. ๒๗/๒๒. สาเกตชาดก. อรรถกถา. ๒/๑๐๙.๒. ขุ. ชา. ๒๗/๙๑. อรรถกถา. ๓/๓๐๒.ปรินิพพาน คราวนั้นชนทั้งหลายทำสักการะอย่างมากมายแก่พราหมณ์และพราหมณีเหล่านั้นแล้ว ก็ยกทั้งสองขึ้นสู่เรือนยอดหลังเดียวกันนั่นแหละนำไปแล้ว.แม้พระศาสดา มีภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร ได้เสด็จไปยังป่าช้ากับชนเหล่านั้นเหมือนกัน.มหาชนออกไปแล้ว ด้วยคิดว่า " ได้ยินว่าพระมารดาและพระบิดาของพระพุทธเจ้าทำกาละเสียแล้ว. พระศาสดาได้เสด็จเข้าไปยังศาลาหลังหนึ่ง ในที่ใกล้ป่าช้าประทับยืนแล้ว. พวกมนุษย์ถวายบังคมพระศาสดาแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทำปฏิสันถารกับพระศาสดา ด้วยทูลว่า " พระเจ้าข้า ขอพระองค์อย่าทรงคิดว่า " พระมารดาและพระบิดาของพระองค์ทำกาละแล้ว. "พระศาสดาตรัสชราสูตรพระศาสดา ไม่ทรงห้ามคนเหล่านั้นเลยว่า " พวกเธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น " ทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัทแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้เหมาะแก่ขณะนั้น จึงตรัสชราสูตร๑นี้ โดยนัยเป็นต้นว่า :-" ชีวิตนี้น้อยหนอ สัตว์ย่อมตายหย่อนแม้กว่า๑๐๐ ปี, แม้หากผู้ใดเป็นอยู่เกินไป, ผู้นั้นย่อมตายแม้เพราะชราโดยแท้. "ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันแล้ว.ภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่ทราบความที่พราหมณ์และพราหมณีปริ-๑. ขุ. มหา. ๒๙/๑๔๑.นิพพานแล้ว จึงทูลถามว่า " ภพหน้าของพราหมณ์และพราหมณีนั้นเป็นอย่างไร ? พระเจ้าข้า. "พระอเสขมุนีไปสู่ฐานะที่ไม่จุติพระศาสดาตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าอภิสัมปรายภพของพระ-อเสขมุนีทั้งหลายผู้เห็นปานนั้น ย่อมไม่มี, เพราะว่าพระอเสขมุนีผู้เห็นปานนั้น ย่อมบรรลุมหานิพพานอันไม่จุติ อันไม่ตาย " ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-๕. อหึสกา เย มุนโย นิจฺจํ กาเยน สํวุตาเต ยนฺติ อจฺจุตํานํ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเร." มุนีเหล่าใด เป็นผู้ไม่เบียดเบียน สำรวมแล้วด้วยกายเป็นนิตย์ มุนีเหล่านั้น ย่อมไปสู่ฐานะอันไม่จุติ ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุนโย คือ พระอเสขมุนีทั้งหลายบรรลุมรรคและผลด้วยโมไนยปฏิปทา.บทว่า กาเยน นั่น สักว่าเป็น (หัวข้อ) เทศนาเท่านั้น. อธิบายว่าสำรวมแล้วด้วยทวารแม้ทั้ง ๓.บทว่า อจฺจุตํ ได้แก่ เที่ยง.บทว่า านํ ได้แก่ ฐานะที่ไม่กำเริบ คือฐานะที่ยั่งยืน.บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า มุนีทั้งหลาย ย่อมไปสู่ฐานะ คือพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่คนทั้งหลายไปแล้วไม่เศร้าโศก คือไม่เดือดร้อน.ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.เรื่องปัญหาที่ภิกษุทูลถาม จบ.๖. เรื่องนางปุณณทาสี [๑๗๙]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดาเมื่อประทับอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภทาสีของเศรษฐีกรุงราชคฤห์ชื่อนางปุณณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " สทา ชาคร-มานานํ " เป็นต้น.นางปุณณาถวายขนมรําแด่พระพุทธเจ้าดังได้สดับมา ในวันหนึ่ง เศรษฐีได้ให้ข้าวเปลือกเป็นอันมากแก่นางปุณณานั้น เพื่อประโยชน์แก่อันซ้อม. นางตามประทีปในกลางคืนซ้อมข้าวเปลือกอยู่ มีตัวชุ่มด้วยเหงื่อ จึงได้ไปยืนตากลมอยู่ ณ ภายนอกเพื่อต้องการพักผ่อน.ในสมัยนั้น พระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้จัดแจงเสนาสนะเพื่อภิกษุทั้งหลาย ท่านยังนิ้วมือให้สว่างเพื่อภิกษุทั้งหลาย ผู้ฟังธรรมแล้วไปสู่เสนาสนะของตน ๆ นิรมิตภิกษุทั้งหลายผู้ไปข้างหน้า ๆ เพื่อประโยชน์แก่การแสดงทาง. นางปุณณา เห็นภิกษุทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนภูเขา ด้วยแสงสว่างนั้น จึงคิดว่า " เราถูกทุกข์ของตัวเบียดเบียน จึงไม่เข้าถึงความหลับในเวลาแม้นี้ก่อน. เพราะเหตุไร ท่านผู้เจริญทั้งหลาย " จึงไม่หลับ ? "ดังนี้แล้ว ก็ทำความเข้าใจเอาเองว่า " ความไม่ผาสุก จักมีแก่ภิกษุบางรูป, หรืออุปัทวเหตุเพราะงู๑ จักมีในที่นั่นเป็นแน่ " แต่เช้าตรู่ จึงหยิบรำชุบน้ำให้ชุ่มแล้ว ทำขนมบนฝ่ามือ ปิ้งที่ถ่านเพลิง ห่อไว้ในพก คิดว่า" จักกินขนมที่ทางไปสู่ท่าน้ำ " จึงถือหม้อ เดินบ่ายหน้าไปยังท่าน้ำ.๑. ทีฆชาติเกน = สัตว์มีชาติแห่งสัตว์ยาว.แม้พระศาสดา ก็เสด็จดำเนินไปทางนั้นเหมือนกัน เพื่อเข้าบ้าน.นางเห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า " ในวันอื่น ๆ ถึงเมื่อเราพบพระศาสดา,ไทยธรรมของเราก็ไม่มี, เมื่อไทยธรรมมี, เราก็ไม่พบพระศาสดา; ก็บัดนี้ไทยธรรมของเราก็มี, ทั้งพระศาสดาก็ปรากฏเฉพาะหน้า, ถ้าพระองค์ไม่ทรงคิดว่า " ทานของเราเศร้าหมองหรือประณีต แล้วพึงรับไซร้, เราพึงถวายขนมนี้ " ดังนี้แล้ว จึงวางหม้อไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า " ขอพระองค์จงทรงรับทานอันเศร้าหมองนี้ ทำการสงเคราะห์แก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า. "พระศาสดา ทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระแล้ว ทรงน้อมบาตรที่ท้าวมหาราชถวายไว้ อันพระอานนท์เถระนำออกถวาย รับขนม. แม้นางปุณณา วางขนมนั้นลงในบาตรของพระศาสดาแล้ว ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า " ขอธรรมที่พระองค์ทรงเห็นแล้วนั่น-แหละ จงสำเร็จแก่หม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า. " พระศาสดา ประทับยืนอยู่นั่นแหละ ได้ทรงกระทำอนุโมทนาว่า " จงสำเร็จอย่างนั้น. "พระศาสดาเสวยขนมของนางปุณณาแม้นางปุณณาก็คิดว่า " พระศาสดา ทรงทำการสงเคราะห์แก่เรารับขนมก็จริง, ถึงกระนั้น พระองค์ก็จักไม่เสวยขนมนั้น; คงประทานให้แก่กาหรือสุนัขข้างหน้า เสด็จไปยังพระราชมณเฑียรของพระราชาหรือเรือนของมหาอำมาตย์แล้ว จักเสวยโภชนะอันประณีตแน่แท้. "แม้พระศาสดาก็ทรงดำริว่า " นางปุณณานั่น คิดอย่างไรหนอแล ? "ทรงทราบวาระจิตของนางแล้ว จึงทอดพระเนตรดูพระอานนทเถระ แล้วทรงแสดงอาการที่จะประทับนั่ง. พระเถระได้ปูลาดจีวรถวาย. พระศาสดาได้ประทับนั่งทำภัตกิจ ณ ภายนอกพระนครนั่นเอง. เทพดาในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น บีบโอชารสอันสมควรแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย ให้เหมือนรวงผึ้งแล้ว ใส่ลงในขนมนั้น. ส่วนนางปุณณาได้ยืนแลดูอยู่.ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระเถระได้ถวายน้ำ. พระศาสดาทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว ตรัสเรียกนางปุณณามา ตรัสว่า " ปุณณา เพราะเหตุไร เจ้าจึงดูหมิ่นสาวกทั้งหลายของเรา ? "นางปุณณา. หม่อมฉันมิได้ดูหมิ่น พระเจ้าข้า.พระศาสดา. เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าแลดูสาวกทั้งหลายของเราแล้วคิดอย่างไร ?นางปุณณา. หม่อมฉันคิดเท่านี้ว่า เราไม่ถึงความหลับ ก็เพราะอุปัทวันตรายคือทุกข์นี้ก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลายไม่เข้าถึงความหลับ เพื่ออะไรกัน, ความไม่ผาสุกจักมีแก่ภิกษุบางรูป หรืออุปัทวันตรายเพราะงูจักมีเป็นแน่ พระเจ้าข้า.สาวกของพระพุทธเข้าตื่นเสมอพระศาสดาทรงสดับคำของนางปุณณานั้นแล้ว จึงตรัสว่า " ปุณณาเจ้าไม่หลับ เพราะอันตรายคือทุกข์ของตัวก่อน, ส่วนสาวกทั้งหลายของเรา ไม่หลับ เพราะความเป็นผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งธรรมเครื่องตื่นอยู่ทุกเมื่อ " ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า :-๖. สทา ชาครมานานํ อโหรตฺตานุสิกฺขินํนิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ อตฺถํ คจฺฉนฺติ อาสวา." อาสวะทั้งหลาย ของผู้ตื่นอยู่ทุกเมื่อ มีปกติตามศึกษาทั้งกลางวันกลางคืน น้อมไปแล้วสู่พระ-นิพพาน ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อโหรตฺตานุสิกฺขินํ ได้แก่ศึกษาไตรสิกขาอยู่ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน.บาทพระคาถาว่า นิพฺพานํ อธิมุตฺตานํ ได้แก่ ผู้มีอัธยาศัยในพระ-นิพพาน.สองบทว่า อฏฺํ คจฺฉนฺติ ความว่า อาสวะทั้งหลายแม้ทั้งปวงของผู้เห็นปานนั้น ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความฉิบหาย ได้แก่ ความไม่มี.ในกาลจบเทศนา นางปุณณายืนอยู่ตามเดิมนั่นเอง ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. เทศนาได้มีประโยชน์แม้เเก่บริษัทผู้ประชุมกันแล้ว.ภิกษุพากันสรรเสริญพระศาสดาพระศาสดา ครั้นทรงทำภัตกิจด้วยขนมปิ้งที่ถ่านเพลิง ซึ่งทำด้วยรำแล้ว ได้เสด็จไปวิหาร.ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมว่า " ผู้มีอายุทั้งหลาย กรรมทีทำได้ยากอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงทําภัตกิจ ด้วยขนมปิ้งซึ่งทำด้วยรำ อันนางปุณณาถวาย ทรงทำแล้ว. "พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า " ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอแล ? " เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า " ด้วยเรื่องชื่อนี้ " ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า " ไม่ใช่ในบัดนี้เท่านั้น ภิกษุทั้งหลาย;ถึงในก่อน เราก็บริโภครำที่นางปุณณานี้ให้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสกุณฑกสินธวโปตกชาดก๑นี้ ให้พิสดารว่า :-พระโพธิสัตว์เมื่อจะทดลอง(ถาม) ลูกม้าสินธพนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า" เจ้ากินหญ้าอันเป็นเดน, เจ้ากินข้าวตังและรำ(มาจนโต) นี่เป็นอาหารเดิมของเจ้า เพราะเหตุไรบัดนี้ เจ้าจึงไม่กิน ? "ลูกม้าสินธพฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าว ๒ คาถานอกนี้ว่า" ในที่ใด ชนทั้งหลาย ไม่รู้จักสัตว์ผู้ควรเลี้ยงโดยชาติหรือโดยวินัย, ท่านมหาพราหมณ์ เออก็ในที่นั้น มีข้าวตังและรำมาก, ส่วนท่านแล ย่อมรู้จักข้าพเจ้าดีว่า ม้าเช่นใดนี้เป็นม้าสูงสุด ข้าพเจ้ารู้อยู่อาศัยท่านผู้รู้ จึงไม่กินรำของท่าน. "ดังนี้แล.เรื่องนางปุณณทาสี จบ.๑. ขุ. ชา. ๒๗/๑๐๐. อรรถกถา. ๔/๒๓.๗. เรื่องอตุลอุบาสก [๑๘๐]ข้อความเบื้องต้นพระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภอุบาสก ชื่ออตุละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " โปราณเมตํ " เป็นต้น.อตุละโกรธพระเรวตะเพราะท่านไม่พูดด้วยความพิสดารว่า อตุละนั้นเป็นอุบาสกชาวกรุงสาวัตถี มีอุบาสกเป็นบริวาร ๕๐๐ คน วันหนึ่ง พาพวกอุบาสกเหล่านั้นไปวิหาร เพื่อต้องการฟังธรรม ใคร่จะฟังธรรมในสำนักพระเรวตเถระ ไหว้พระเรวต-เถระแล้วนั่ง.ก็ท่านผู้มีอายุนั้น เป็นผู้ยินดีในการหลีกเร้น เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนราชสีห์, ฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวอะไรกับอุบาสกนั้น เขาโกรธว่า " พระ-เถระนี้ ไม่กล่าวอะไร " จึงลุกขึ้น ไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระ ยืนอยู่ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อพระเถระกล่าวว่า " พวกท่านมาด้วยต้องการอะไร ? "จึงกล่าวว่า " ท่านขอรับ ผมพาอุบาสกเหล่านี้เข้าไปหาพระเรวตเถระ เพื่อต้องการฟังธรรม, พระเถระไม่กล่าวอะไรแก่ผมนั้นเลย, ผมนั้นโกรธท่านจึงมาที่นี้, ขอท่านจงแสดงธรรมแก่ผมเถิด. "ลำดับนั้น พระเถระกล่าวว่า " ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงนั่งเถิดอุบาสกทั้งหลาย " แล้วแสดงอภิธรรมกถาอย่างมากมาย.อตุละโกรธคนผู้พูดมากอุบาสกโกรธว่า " ชื่อว่าอภิธรรมกถา ละเอียดยิ่งนัก สุขุมยิ่งนัก,พระเถระแสดงอภิธรรมอย่างเดียวมากมาย, พวกเราต้องการอะไรด้วยพระอภิธรรมนี้ " ดังนี้แล้ว ได้พาบริษัทไปยังสำนักพระอานนทเถระ;แม้เมื่อพระเถระกล่าวว่า " ทำไม ? อุบาสก, " จึงกล่าวว่า " ท่านขอรับพวกผมเข้าไปหาพระเรวตเถระ เพื่อต้องการฟังธรรม, ไม่ได้แม้เเต่การสนทนาและปราศรัยในสํานักของท่าน เลยโกรธ แล้วจึงมายังสำนักของพระสารีบุตรเถระ, แม้พระเถระนั้น ก็แสดงอภิธรรมอย่างเดียวละเอียดนัก มากมายแก่พวกผม, พวกผมโกรธแม้ต่อพระเถระนั้นว่า ' พวกเราต้องการอะไรด้วยอภิธรรมนี้ แล้วจึงมาที่นี้; ขอท่านจงแสดงธรรมกถาแก่พวกผมเถิด ขอรับ."พระเถระ. ถ้าอย่างนั้น ขอพวกท่านจงนั่งฟังเถิด.พระเถระแสดงธรรมแก่พวกเขาแต่น้อย ๆ ทำให้เข้าใจง่าย.อตุละโกรธคนผู้พูดน้อยพวกเขาโกรธแม้ต่อพระเถระแล้ว ก็ไปยังสำนักพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพวกเขาว่า " อุบาสกทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมกัน ."พวกอุบาสก. เพื่อต้องการฟังธรรม พระเจ้าข้า.พระศาสดา ก็พวกท่านฟังธรรมแล้วหรือ ?พวกอุบาสก. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เบื้องต้น พวกข้าพระองค์เข้าไปหาพระเรวตเถระ, ท่านไม่กล่าวอะไรกับพวกข้าพระองค์, พวกข้าพระองค์โกรธท่านแล้ว จึงไปหาพระสารีบุตรเถระ, พระเถระนั้นแสดงอภิธรรมแก่พวกข้าพระองค์มากมาย, พวกข้าพระองค์กำหนดอภิธรรมนั้นไม่ได้ จึงโกรธ แล้วเข้าไปหาพระอานนทเถระ พระเถระนั้น แสดงธรรมแก่พวกข้าพระองค์น้อยนัก, พวกข้าพระองค์โกรธแม้ต่อท่าน แล้วมาในที่นี้.การนินทาสรรเสริญเป็นของเก่าพระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว จึงตรัสว่า " อตุละ ข้อนั้น เขาเคยประพฤติกันมาตั้งแต่โบราณทีเดียว, ชนทั้งหลายติเตียน ทั้งคนนิ่ง ทั้งคนพูดมาก ทั้งคนพูดน้อยทีเดียว, ด้วยว่าผู้อันเขาพึงติเตียนอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่าผู้อันเขาพึงสรรเสริญอย่างเดียวไม่มีเลย; แม้พระราชาทั้งหลาย คนบางพวกก็นินทา บางพวกก็สรรเสริญ, แผ่นดินใหญ่ก็ดี, พระจันทร์และพระอาทิตย์ก็ดี, ธาตุมีอากาศเป็นต้นก็ดี, คนบางพวกนินทา บางพวกสรรเสริญ, แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประทับนั่งแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ๔ บางพวกนินทา บางพวกสรรเสริญ;ก็การนินทาและสรรเสริญของพวกอันธพาลไม่เป็นประมาณ; แต่ผู้ที่ถูกบัณฑิตผู้มีปัญญาติเตียน จึงชื่อว่า เป็นอันติเตียน ผู้อันบัณฑิตสรรเสริญแล้ว ชื่อว่าเป็นอันสรรเสริญ " ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-๗. โปราณเมตํ อตุล เนตํ อชฺชตนามิวนินฺทนฺติ ตุณฺหิมาสีนํ นินฺทนฺติ พหุภาณินํมิตภาณิมฺปิ นินฺทนฺติ นตฺถิ โลเก อนินฺทิโตน จาหุ น จ ภวิสฺสติ น เจตรหิ วิชฺชติเอกนฺติ นินฺทิโต โปโส เอกนฺตํ วา ปสํสิโตยญฺเจ วิญฺญู ปสํสนฺติ อนุวิจฺจ สุเว สุเวอจฺฉิทฺทวุตฺตึ เมธาวึ ปญฺาสีลสมาหิเนกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว โก ตํ นินฺทิตุมรหติเทวาปิ นํ ปสํสนฺติ พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต." อตุละ การนินทาและสรรเสริญนั่น เป็นของเก่า, นั่นมิใช่เป็นเหมือนมีในวันนี้, ชนทั้งหลายย่อมนินทาผู้นั่งนิ่งบ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดมากบ้าง,ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณบ้าง.๑ ผู้ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก คนผู้ถูกนินทาโดยส่วนเดียว หรือว่าอันเขาสรรเสริญโดยส่วนเดียวไม่ได้มีแล้ว จักไม่มี และไม่มีอยู่ในบัดนี้; หากว่าวิญญูชนใคร่ครวญแล้วทุก ๆ วันสรรเสริญผู้ใด ซึ่งมีความประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล, ใครเล่าย่อมควรเพื่อติเตียนผู้นั้นผู้เป็นดังแท่งทองชมพูนุท๒, แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็สรรเสริญเขา ถึงพรหมก็สรร-เสริญแล้ว. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปราณเมตํ คือการนินทาและสรรเสริญนั่นเอง เป็นของเก่า.พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกอุบาสกนั้นว่า " อตุละ. "บาทพระคาถาว่า เนตํ อชฺชตนามิว ความว่า การนินทาหรือสรรเสริญนี้ เป็นเหมือนมีในวันนี้ คือเกิดขึ้นเมื่อตะกี้ หามิได้. อธิบายว่า๑. ตามพยัญชนะว่า ผู้พูดพอนับได้. ๒. ทองพิเศษชนิดหนึ่งซึ่งได้มาจากแม่น้ำชมพู.จริงอยู่ คนทั้งหลายย่อมนินทาคนนิ่งว่า " ทำไม ? คนนี่จึงนั่งนิ่งเหมือนคนใบ้ เหมือนคนหนวก เหมือนไม่รู้อะไร ๆ เสียเลย " ดังนี้บ้าง,ย่อมนินทาคนพูดมากว่า " ทำไม ? คนนี่จึงประพฤติเสียงกฏะกฏะ เหมือนกับใบตาลถูกลมพัด, คำพูดของผู้นี้ไม่มีที่สิ้นสุด " ดังนี้บ้าง, ย่อมนินทาผู้พูดพอประมาณว่า " ทำไม ? คนนี่จึงสำคัญคำพูดของตนเหมือนทองคำและเงิน พูดคำสองคำแล้วนิ่งเสีย " ดังนี้บ้าง; คนชื่อว่าไม่ถูกนินทา ย่อมไม่มีในโลกนี้ แม้โดยประการทั้งปวง ด้วยประการอย่างนั้น.บทว่า น จาหุ เป็นต้น ได้แก่ ไม่ได้มีแล้วแม้ในอดีต. ทั้งจักไม่มีในอนาคต.สองบทว่า ยญฺเจ วิญฺญู ความว่า การนินทาหรือสรรเสริญของพวกชนพาล ไม่เป็นประมาณ แต่บัณฑิตทั้งหลาย ใคร่ครวญเเล้ว คือทราบเหตุแห่งนินทาหรือเหตุแห่งสรรเสริญแล้วทุก ๆ วัน ย่อมสรรเสริญบุคคลใด ผู้ชื่อว่า มีความประพฤติไม่ขาดสาย เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยสิกขาอันไม่ขาดสาย หรือด้วยความเป็นไปแห่งชีวิตไม่ขาดสาย ผู้ชื่อว่ามีปัญญา เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันรุ่งเรืองในธรรม ชื่อว่าผู้ตั้งมั่นด้วยปัญญาและศีล เพราะความเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ และด้วยปาริสุทธิศีล ๔, ใครเล่า ย่อมควรเพื่อนินทาบุคคลนั้น ผู้เป็นดุจดังแท่งทองชมพูนุท อันเว้นจากโทษแห่งทองคำอันควรเพื่อจะบุและขัด.บทว่า เทวาปิ เป็นต้น ได้แก่ เทพดาก็ดี มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดีย่อมลุกขึ้นชมเชย สรรเสริญ ซึ่งภิกษุนั้น.บทว่า พฺรหฺมุนาปิ ความว่า ไม่ใช่เทพดาและมนุษย์อย่างเดียว(ย่อมสรรเสริญ). ถึงมหาพรหมในหมื่นจักรวาล ก็สรรเสริญบุคคลนั่นเหมือนกัน.ในกาลจบเทศนา อุบาสกเหล่านั้นทั้ง ๕๐๐ ดำรงอยู่แล้วในโสดา-ปัตติผล ดังนี้แล.เรื่องอตุลอุบาสก จบ.๘. เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ [๑๘๑]พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุฉัพพัคคีย์ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า " กายปฺปโกปํ " เป็นต้น.มูลบัญญัติการสวมเขียงเท้าความพิสดารว่า วันหนึ่ง พระศาสดาทรงสดับเสียง " ขฏะขฏะ ก๊อก ๆ "แห่งภิกษุเหล่านั้น ผู้ถือไม้เท้าทั้งสองมือ สวมเขียงเท้าไม้ จงกรมอยู่บนหลังแผ่นหิน ตรัสถามว่า " อานนท์ นั่นชื่อ เสียงอะไรกัน ? " ทรงสดับา" เป็นเสียงขฏะขฏะแห่งพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ผู้สวมเขียงเท้าไม้จงกรมอยู่ "จึงทรงบัญญัติสิกขาบท แล้วตรัสว่า " ธรรมดาภิกษุ ควรรักษาทวารมีกายทวาร เป็นต้น " ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :-๘. กายปฺปโกปํ รกฺเขยฺยํ กาเยน สํวุโต สิยากายทุจฺจริตํ หิตฺวา กาเยน สุจริตํ จเรวจีปโกปํ รกฺเขยฺย วาจาย สํวุใต สิยาวจีทุจฺจริตํ หิตฺวา วาจาย สุจริตํ จเรมโนปโกปํ รกฺเขยฺย มนสา สํวุโต สิยามโนทุจฺจริตํ หิตฺวา มนสา สุจริตํ จเรกาเยน สํวุตา ธีรา อโถ วาจาย สํวุตามนสา สํวุตา ธีรา เต เว สุปริสํวุตา." พึงรักษาความกำเริบทางกาย พึงเป็นผู้สำรวมทางกาย, พึงละกายทุจริตแล้ว ประพฤติสุจริตทางกาย; พึงรักษาความกำเริบทางวาจา, พึงเป็นผู้สำรวมทางวาจา พึงละวจีทุจริตแล้ว ประพฤติสุจริตทางวาจา; พึงละความกำเริบทางใจ, พึงเป็นผู้สำรวมทางใจ, พึงละมโนทุจริตแล้ว ประพฤติสุจริตทางใจ,ธีรชนทั้งหลายสำรวมทางกาย, อนึ่งสำรวมทางวาจา,สำรวมทางใจ, ธีรชนเหล่านั้นแล ชื่อว่าสำรวมรอบคอบดีแล้ว. "แก้อรรถบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายปฺปโกปํ ได้แก่ พึงรักษากาย-ทุจริตสามอย่าง.สองบทว่า กาเยน สํวุโต ความว่า พึงห้ามการเข้าไปแห่งทุจริตในกายทวาร สำรวมไว้แล้ว คือมีทวารปิดแล้ว; ก็เพราะบุคคลละกายทุจริตอยู่ประพฤติกายสุจริต ชื่อว่า ย่อมกระทำกรรมนั้น แม้ทั้งสองอย่าง;ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า " กายทุจฺจริตํ หิตฺวา กาเยน สุจริตํ จเร. "แม้ในคาถาเป็นลำดับไป ก็นัยนี้เหมือนกัน.บาทพระคาถาว่า กาเยน สํวุตา ธีรา ความว่า บัณฑิตเหล่าใดเมื่อไม่ทำกายทุจริตมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่า สำรวมแล้วทางกาย, เมื่อไม่ทำวจีทุจริตมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่า สำรวมแล้วทางวาจา, เมื่อไม่ให้มโนทุจริตมีอภิชฌาเป็นต้นตั้งขึ้น ชื่อว่า สำรวมแล้วทางใจ; บัณฑิตเหล่านั้น ชื่อว่า สำรวมรอบคอบดีแล้ว คือ รักษาดีแล้ว คุ้มครองดีแล้วมีทวารอันปิดดีแล้ว ในโลกนี้.ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดา-ปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล.เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์ จบ.โกธวรรควรรณนา จบ.วรรคที่ ๑๗ จบ.=============== mmu43.txt ===============