อิณสูตร
[๓๑๖] ว่าด้วยความจนทางโลกกับทางธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเป็นคนจน เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่าอย่างนั้น พระเจ้าข้า.พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้ยืม แม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก.ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ กู้ยืมแล้วย่อมรับใช้ดอกเบี้ย แม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของผู้บริโภคกามในโลก.ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ รับใช้ดอกเบี้ยแล้วไม่ใช้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมทวงเขา แม้การทวงก็เป็นทุกข์ของบุคลผู้บริโภคกามในโลก.ภิ อย่างนั้น พระเจ้าข้า.พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ทวงไม่ให้เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก.ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ถูกเจ้าหนี้ติดตามทันไม่ให้ทรัพย์ เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมจองจำเขา แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก.ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ความเป็นคนจนก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การกู้ยืมก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลกแม้การรับใช้ดอกเบี้ยก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การทวงก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การติดตามก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลก แม้การจองจำก็เป็นทุกข์ของบุคคลผู้บริโภคกามในโลกด้วยประการฉะนี้.ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรม ไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม บุคคลนี้เรียกว่า เป็นคนเข็ญใจยากไร้ในวินัยของพระ-อริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแลเมื่อไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิริในกุศลธรรม ไม่มีโอตตัปปะในกุศลธรรมไม่มีวิริยะในกุศลธรรม ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกายวาจา ใจ เรากล่าวการประพฤติทุจริตของเขาว่า เป็นการกู้ยืม เขาย่อมตั้งวามปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดกายทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่าชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา ย่อมดำริ ย่อมกล่าววาจา ย่อมพยาบาทด้วยกายว่าชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดวจีทุจริตนั้น ฯลฯ เขาย่อมตั้งความปรารถนาลามก เพราะเหตุแห่งการปกปิดมโนทุจริตนั้น ย่อมปรารถนาว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา. . . ย่อมพยายามด้วยกายว่า ชนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา เรากล่าวเหตุการปกปิดทุจริตของเขานั้นว่า เป็นการรับใช้ดอกเบี้ย เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักได้กล่าวกะเขาอย่างนี้ว่า ก็ท่านผู้มีอายุรูปนี้ เป็นผู้กระทำอย่างนี้ เป็นผู้ประพฤติอย่างนี้เรากล่าวการถูกว่ากล่าวของเขาว่า เป็นการทวงดอกเบี้ย อกุศลวิตกที่เป็นบาปประกอบด้วยความเดือดร้อน ย่อมครอบงำเขา ผู้อยู่ป่า ผู้อยู่โคนไม้ หรือผู้อยู่ในเรือนว่าง เรากล่าวการถูกอกุศลวิตกครอบงำนี้ของเขาว่า เจ้าหนี้ติดตามเขา คนจนเข็ญใจยากไร้นั้นแล ครั้นประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจเมื่อตายไปแล้ว ย่อมถูกจองจำ ในเรือนจำ คือ นรก หรือในเรือนจำ คือกำเนิดดิรัจฉาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณาเห็นเรือนจำอื่นเพียงแห่งเดียว ซึ่งร้ายกาจ เป็นทุกข์ กระทำอันตรายแก่การบรรลุนิพพานซึ่งเป็นธรรมเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ อย่างนี้ เหมือนเรือนจำ คือนรก หรือเรือนจำ คือ กำเนิดดิรัจฉานเลย.ความเป็นคนจน และการกู้ยืมเรียกว่าเป็นทุกข์ในโลก คนจนกู้ยืมเลี้ยงชีวิตย่อมเดือดร้อน เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมติดตามเขา เพราะไม่ใช่หนี้นั้น เขาย่อมเข้าถึงแม้การจองจำ ก็การจองจำนั้น เป็นทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ปรารถนาการได้ถามในวินัยของพระอริยเจ้า ผู้ใดไม่มีศรัทธาไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ พอกพูนบาปกรรมกระทำกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริตย่อมปรารถนา ย่อมดำริว่า คนเหล่าอื่นอย่ารู้จักเรา พอกพูนบาปกรรมในที่นั้น ๆอยู่ บ่อย ๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจเราตถาคตย่อมกล่าวว่า เป็นทุกข์เหมือนอย่างนั้น เขาผู้บาปกรรม มีปัญญาทรามทราบความชั่วของตนอยู่ เป็นคนจน มีหนี้สิน เลี้ยงชีวิตอยู่ย่อมเดือดร้อน ลำดับนั้น ความดำริที่มีในใจ เป็นทุกข์เกิดขึ้นเพราะความเดือนร้อนของเขา ย่อมติดตามเขาที่บ้าน หรือที่ป่า เขาผู้มีบาปกรรมมีปัญญาทราม ทราบความชั่วของตนอยู่ย่อมเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉานบางอย่าง หรือถูกจองจำในนรก ก็การจองจำนั้นเป็นทุกข์ที่นักปราชญ์หลุดพ้นไปได้.บุคคลผู้ยังใจให้เลื่อมใส ให้ทานด้วยโภคทรัพย์ทั้งหลายที่ได้มาโดยชอบธรรมย่อมเป็นผู้ยึดถือชัยชนะไว้ได้ในโลกทั้งสองของผู้มีศรัทธาอยู่ครองเรือน คือ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และเพื่อความสุขในสัมปรายภพ การบริจาคของคฤหัสถ์ดังกล่าวมานั้นย่อมเจริญบุญ ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่น มีใจประกอบด้วยหิริ มีโอตตัปปะมีปัญญาและสำรวมในศีล ในวินัยของพระอริยเจ้าผู้นั้น แลเราเรียกว่ามีชีวิตเป็นสุขในวินัยของพระอริยเจ้า ฉันนั้นเหมือนกันเขาได้ความสุขที่ไม่มีอามิส ยังอุเบกขา(ในจตุตถฌาน) ให้ดำรงมั่น ละนิวรณ์ ๕ประการ เป็นผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์บรรลุฌานทั้งหลาย มีเอกัคคตาจิตปรากฏมีปัญญารักษาตัว มีสติ จิตของเขาย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะทราบเหตุในนิพพานเป็นที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง เพราะไม่ถือมั่นโดยประการทั้งปวง หากว่าเขาผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบคงที่อยู่ในนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบไซร้ ญาณนั้นแลเป็นญาณชั้นเยี่ยมญาณนั้นเป็นสุขไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า ญาณนั้นไม่มีโศก หมดมัวหมองเป็นญาณเกษมสูงสุดกว่าความไม่มีหนี้.จบอิณสูตรที่ ๓อรรถกถาอิณสูตรพึงทราบวินิจฉัยในอิณสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-บทว่า ทาลิทฺทิยํ ได้แก่ ความเป็นผู้ยากจน. บทว่า กามโภคิโนได้แก่ สัตว์ผู้บริโภคกาม. บทว่า อสฺสโก ได้แก่ ปราศจากทรัพย์ที่เป็นของของตน. บทว่า อนทฺธิโก ได้แก่ ไม่มั่งคั่ง. บทว่า อิณํ อาทิยติได้แก่ เมื่อไม่สามารถจะเป็นอยู่ได้ก็กู้หนี้ยืมสิน.บทว่า วฑฺฒึ ปฏิสฺสุณาติ ได้แก่ เมื่อไม่สามารถจะใช้คืนให้ก็ให้สัญญาว่า จักให้ดอกเบี้ย. บทว่า อนุจรนฺติปิ นํ ความว่า (เจ้าหนี้ทั้งหลาย) ไล่ตามหลังลูกหนี้ไป ทำให้เขาได้รับประการอันแปลกประหลาดด้วยการกระทำมีการจับตากแดด และโปรยฝุ่นลงเป็นต้น ในท่ามกลางบริษัทและท่ามกลางคณะเป็นต้น.บทว่า สทฺธา นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่ศรัทธาคือการปลงใจเชื่อ.บทว่า หิริ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่อาการที่จะละอายใจ. บทว่า โอตฺตปฺปํนตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่อาการหวาดกลัว.บทว่า วิริยํ นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่ความเพียรที่เป็นไปทางกาย. บทว่า ปญฺา นตฺถิ ได้แก่ ไม่มีแม้แต่กัมมัสสกตาปัญญา.บทว่า อิณาทานสฺมึ วทามิ ได้แก่ เรากล่าวถึงการกู้หนี้ยืมสิน. บทว่ามา มํ ชญฺญู ได้แก่ ขอเจ้าหนี้ทั้งหลายอย่าพบตัวเรา.บทว่า ทาลิทฺทิยํ ทุกขํ ได้แก่ ความเป็นผู้จนทรัพย์เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. บทว่า กามลาภาภิชฺปินํ ได้แก่ ผู้ปรารภนาการได้กาม. บทว่าปาปกมฺมํ วินิพฺพโย ได้แก่ ผู้ก่อบาปกรรม. บทว่า สํสปฺปติ ได้แก่ดิ้นรน. บทว่า ชานํ ได้แก่ รู้อยู่.บทว่า ยสฺส วิปฺปฏิสารชา ความว่า ความดำริเหล่าใดของบุคคลผู้ยากจนนั้นเกิดมาจากความเดือดร้อน. บทว่า โยนิมญฺตรํ ได้แก่ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานกำเนิดหนึ่ง. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทยํ ความว่า ทำจิตให้เลื่อมใสให้.บทว่า กฏคฺคาโห ได้แก่ การได้ชัยชนะ คือการได้ที่ไม่ผิดพลาดมีอยู่. บทว่า ฆรเมสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหา หรือ อยู่ครองเรือน. บทว่าจาโค ปุญฺํ ปวฑฺฒติ ความว่า บุญที่เป็นไปในสงฆ์คือ จาคะย่อมเจริญ.อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า จาคํ ปุญฺํ ดังนี้ก็มี.บทว่า ปติฏิตา ความว่า ศรัทธาของพระโสดาบัน ชื่อว่าศรัทธาที่ตั้งมั่น. บทว่า หิริมโน ได้แก่ จิตสัมปยุตด้วยหิริ. บทว่านิรามิสํ สุขํ ได้แก่ สุขที่อาศัยฌาน ๓ เกิดขึ้น.บทว่า อุเปกฺขํ ได้แก่ อุเบกขาในจตุตถฌาน. บทว่า อารทฺธวิริโยได้แก่ มีความเพียรประคับประคองไว้เต็มที่. บทว่า ฌานานิ อุปสมฺปชฺชได้แก่ บรรลุฌาน ๔. บทว่า เอโกทิ นิปโก สโต ได้แก่ มีจิตเป็นเอกัคคตา และประกอบด้วยกัมมัสสกตาญาณและสติ.บทว่า เอตํ ตฺวา ยถาภูตํ ความว่า รู้จักเหตุนี้ คือเท่านี้ตามสภาพที่เป็นจริง. บทว่า สพฺพสํโยชนกฺขเย ได้แก่ ในนิพพาน. บทว่าสพฺพโส ได้แก่ โดยอาการทั้งปวง. บทว่า อนุปาทาย ได้แก่ ไม่ยึดถือ.ในบทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ มีคำอธิบายดังนี้ว่า เพราะไม่ยึดถือโดยประการทั้งปวงในนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง. มรรคจิตจึงหลุดพ้นโดยชอบ คือ โดยเหตุ โดยนัย. พระสังคีติกา-จารย์เขียนบาลีเป็น เอวํ ตฺวา ยถาภูตํ สพฺพสํโยชนกฺขยํ ดังนี้ก็มี.บาลีนั้นมีความหมายว่า รู้นิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมดนั่นตามเป็นจริง. แต่ว่าความหมายบาลีบทหน้ากับบทหลังไม่เชื่อมต่อกันเลย.บทว่า ตสฺส สมฺมาวิมุตฺตสฺส ความว่า พระขีณาสพนั้น คือผู้หลุดพ้นโดยชอบ. บทว่า าณํ เจ โหติ ได้แก่ มีปัจจเวกขณญาณ.บทว่า ตาทิโน ได้แก่ ผู้ดำรงมั่นอยู่ในนิพพานนั้น. บทว่า อกุปฺปาความว่า (วิมุตติ) ชื่อว่า ไม่กำเริบ เพราะมีธรรมไม่กำเริบเป็นอารมณ์ และเพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำให้กำเริบ.บทว่า วิมุตฺติ หมายถึง ทั้ง มรรควิมุตติ ทั้ง ผลวิมุตติ. บทว่าภวสํโยชนกฺขเย ความว่า เพราะเกิดขึ้นในนิพพานกล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ และเพราะเกิดขึ้นในที่สุดที่กิเลสเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพสิ้นไป. บทว่า เอตํ โข ปรมํ าณํ ความว่า มรรค-ญาณและผลญาณนั่น ชื่อว่า บรมญาณ (ญาณอันยอดเยี่ยม).บทว่า สุขมนุตฺตรํ ความว่า สุขเกิดแต่มรรคและผลนั้นแลชื่อว่าอนุตรสุข (สุขอันยอดเยี่ยม). บทว่า อานณฺยมุตฺตมํ ความว่า บรรดาคนที่ไม่มีหนี้ทั้งหมด พระขีณาสพผู้ไม่มีหนี้เป็นผู้สูงสุด. เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงรวมยอดใจความสำคัญของเทศนา ด้วยอรหัตผลว่าอรหัตผล เป็นญาณไม่มีหนี้อันสูงสุด.และในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะไว้ก่อน แล้วจึงได้ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้ในคาถาทั้งหลายแล.จบอรรถกถาอิณสูตรที่ ๓๔. มหาจุนสูตรว่าด้วยข้อควรศึกษาของผู้เจริญฌานและประกอบธรรม
