มาตังคบุตรเถรคาถา
[๓๑๑] ว่าด้วยคาถาของพระมาตังคบุตรเถระ ได้ยินว่า พระมาตังคบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่าขณะทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนทั้งหลาย ผู้ทอดทิ้งการงาน โดยอ้างเลศว่า เวลานี้ หนาวนัก ร้อนนักเย็นมากแล้ว ส่วนผู้ใดไม่สำคัญหนาวและร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้า ผู้นั้นจะทำงานอยู่อย่างลูกผู้ชาย จะไม่พลาดไปจากความสุข ข้าพเจ้าเมื่อจะเพิ่มพูนวิเวกจักแหวกแฝกคา หญ้าดอกเลา หญ้าปล้อง และหญ้ามุงกระต่ายด้วยอุระ.อรรถกถามาตังคปุตตเถรคาถาคาถาของท่านพระมาตังคบุตรเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อติสีตํ. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?เล่ากันมาว่า ท่านพระมาตังคบุตรเถระนี้ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เกิดเป็นพญานาค ผู้มีอานุภาพมากในนาคพิภพใหญ่ ภายใต้ชาตสระใหญ่ ใกล้ป่าหิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่งออกจากนาคพิภพไปเที่ยว (หากิน) เห็นพระศาสดาผู้เสด็จมาทางอากาศ มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยแก้วมณีที่หงอนของตน.ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดเป็นบุตรของกุฎุมพี ชื่อ มาตังคะ ในโกศลรัฐจึงปรากฏนามว่า มาตังคบุตรนั่นเอง. ท่านรู้เดียงสาแล้ว กลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่ทำการงานอะไร ถูกญาติและคนเหล่าอื่นพากันตำหนิ คิดเห็นว่าสมณศากยบุตรเหล่านี้ เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ มุ่งหวังจะเป็นอยู่ง่าย ๆ เป็นผู้ที่ภิกษุทั้งหลายทำการอบรมแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดาฟังพระธรรมเทศนามีศรัทธาแล้วบวช เห็นภิกษุอื่น ๆ มีฤทธิ์ ปรารถนาพลังฤทธิ์ จึงเรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา หมั่นประกอบภาวนา แล้วได้อภิญญา ๖.ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่าพระชินศรีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ ทรงถึงฝั่งแห่งพระธรรมทั้งหมด ทรงประสงค์วิเวก กำลังเสด็จไปในอากาศ ภพที่อยู่ของข้าพเจ้าที่ประกอบพร้อมด้วยบุญกรรม ได้มีอยู่ที่ชาตสระใหญ่ ที่อยู่ไม่ไกลป่าหิมพานต์ ข้าพเจ้าออกจากที่อยู่ไปได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนายกโลกเหมือนดวงไฟที่ลุกโชน โชติช่วงดังแก้ววิเชียรของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเมื่อไม่เห็นดอกไม้ที่จะเลือกเก็บจึงยังจิตของตนให้เลื่อมใส ในพระองค์ผู้ทรงเป็นนายกแล้วได้ไหว้พระศาสดา ด้วยคิดว่า เราจักบูชา ข้าพเจ้าจึงหยิบเอาแก้วมณีบนหงอนของข้าพเจ้าแล้ว บูชาพระองค์ผู้ทรงเป็นนายกโลก ผลของการบูชาด้วยแก้วมณีนี้ เป็นผลที่จำเริญ พระปทุมุตตระ ศาสดาผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา ประทับบนอากาศได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ขอให้ความดำริของเธอจงสำเร็จขอจงได้รับความสุขอันไพบูลย์ ขอจงเสวยยศยิ่งใหญ่ด้วยการบูชาด้วยแก้วมณีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว ทรงมีพระนามว่า ชลชุตตมะ(ผู้สูงสุดกว่าสัตว์น้ำพญานาค) ทรงเป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ได้เสด็จไปยังที่ ๆ ตั้งพระทัยจะทรงวางแก้วมณีไว้ ข้าพเจ้าได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพเสวยเทวราชสมบัติเป็นเวลา ๖๐ กัป และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหลายร้อยชาติเมื่อข้าพเจ้าเป็นเทวดาระลึกถึงบุรพกรรม แก้วมณีเกิดแก่ข้าพเจ้า ส่องแสงสว่างให้ข้าพเจ้า สนมนารี ๘๖,๐๐๐ นางที่ห้อมล้อมข้าพเจ้า มีวัตถาภรณ์แพรวพราวประดับแก้วมณีและแก้วกุณฑล มีขนตางอน, ยิ้มแย้ม, เอวบางร่างน้อย,ตะโพกผาย, ห้อมล้อมข้าพเจ้าเนืองนิจ นี้เป็นผลของการบูชาด้วยแก้วมณี อนึ่ง สิ่งของเครื่องประดับของข้าพเจ้า ตามที่ข้าพเจ้าต้องประสงค์ ทำด้วยทองประดับด้วยแก้วมณีและทับทิม เป็นสิ่งที่ช่างประดิษฐ์ดีแล้ว ปราสาทเรือนที่รื่นรมย์ และที่นอนที่ควรค่ามาก รู้ความดำริของข้าพเจ้าแล้ว เกิดขึ้นตามที่ต้องการชนเหล่าใด ได้รับการสดับตรับฟัง เป็นลาภ และเป็นการได้อย่างดีของชนเหล่านั้น การได้นั้นเป็นบุญเขตของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นโอสถของปวงปาณชาติ แม้ข้าพเจ้าก็มีกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว ที่ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายก ข้าพเจ้าพ้นแล้วจากวินิบาต ได้บรรลุพระนิพพานที่ไม่หวั่นไหว ข้าพเจ้าเข้าถึงกำเนิดใด ๆจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม แสงสว่างของข้าพเจ้าจะมีอยู่ทุกเมื่อในภพนั้น ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืนด้วยการบูชาด้วยแก้วมณีนั้นนั่นเอง ข้าพเจ้าจึงได้เสวยสมบัติ แล้วได้เห็นแสงสว่างคือญาณ และได้บรรลุพระนิพพานที่ไม่หวั่นไหว ในกัปที่แสน แต่กัปนี้เพราะข้าพเจ้าได้บูชาด้วยแก้วมณีไว้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยแก้วมณี. กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระ-พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว.ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา เมื่อจะตำหนิความเกียจคร้าน สรรเสริญการปรารภความเพียรของตนด้วยบุคลาธิษฐาน จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่าขณะทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนทั้งหลาย ผู้ทอดทิ้งการงาน โดยอ้างเลศว่า เวลานี้ นาวนัก ร้อนนักเย็นมากแล้ว ส่วนผู้ใดไม่สำคัญหนาวและร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้า ผู้นั้นจะทำงานอยู่อย่างลูกผู้ชาย ไม่พลาดไปจากความสุข ข้าพเจ้าเมื่อจะเพิ่มพูนวิเวก จักแหวกแฝกคา หญ้าดอกเลา หญ้าปล้อง และหญ้ามุงกระต่ายด้วยอุระ.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสีตํ ความว่า นำความมาเชื่อมกันว่าหนาวเหลือเกิน เพราะหิมะตกและฝนพรำเป็นต้น คนเกียจคร้านอ้างข้อนี้.บทว่า อติอุณฺหํ ความว่า ร้อนเหลือเกิน เพราะแดดแผดเผาในฤดูร้อนเป็นต้น. แม้ด้วยคำทั้ง ๒ นี้ พระเถระได้กล่าวถึงเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ด้วยอำนาจฤดู.บทว่า อติสายํ ความว่า เย็นมากแล้ว เพราะกลางวันผ่านพ้นไปก็ด้วยว่าสายนั้นเทียว แม้เวลาเช้า ก็เป็นอันสงเคราะห์เข้าในคาถานี้ด้วย ด้วยคำทั้งสองนั้น (สายํ และ ปาโต) พระเถระได้กล่าวถึงเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน ด้วยอำนาจกาลเวลา.บทว่า อิติ ความว่า ด้วยประการฉะนี้. ด้วยอิติศัพท์นี้ พระเถระสงเคราะห์เอาเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านเข้าไว้ด้วย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม (การงาน)เป็นสิ่งที่ภิกษุ ในพระศาสนานี้ควรทำ.บทว่า วิสฺสฏฺกมฺมนฺเต ได้แก่ ผู้สลัดทิ้งซึ่งการงานที่ประกอบ.บทว่า ขณา ได้แก่ โอกาสแห่งการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ มีโอกาสเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า มาณเว ได้แก่ สัตวโลกทั้งหลาย.บทว่า ติณา ภิยฺโย น มญฺติ ความว่า ไม่สำคัญเหนือไปกว่าหญ้าคือสำคัญ (หนาว,ร้อน) เหมือนหญ้า ได้แก่ ข่มหนาวและร้อนไว้ ทำงานที่ตนจะต้องทำไป. บทว่า กรํ ได้แก่ กโรนฺโต แปลว่า ทำอยู่. บทว่าปุริสกิจฺจานิ ได้แก่ ประโยชน์ของตนและของผู้อื่น อันวีรบุรุษจะต้องทำ.บทว่า สุขา ได้แก่ จากความสุข อธิบายว่า จากนิพพานสุข. เนื้อความของคาถาที่ ๓ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล.จบอรรถกถามาตังคบุตรเถรคาถา๖. ขุชชโสภิตเถรคาถาว่าด้วยคาถาของพระขุชชโสภิตเถระ
