พิจารณาจิตในจิต ๔. ฯลฯ
[๔๑๕] บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักเปลื้องจิตหายใจเข้าอย่างไร ?บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตจากราคะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากราคะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจออกฯลฯ จักเปลื้องจิตจากมานะ จักเปลื้องจิตจากทิฏฐิ จักเปลื้องจิตจากวิจิกิจฉาจักเปลื้องจิตจากถิ่นมิทธะ จักเปลื้องจิตจากอุทธัจจะ จักเปลื้องจิตจากความไม่ละอายบาป จักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจออก วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ ฯลฯคำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้.ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นทีเสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ อนุปัสสนาญาณ ๔ อุปัฏฐานานุสติ ๘ สุตตันติกวัตถุในการพิจารณาจิตในจิต ๔.
[๔๑๖] พิจารณาจิตในจิต ๔. บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออกอย่างไร ?คำว่า อนิจฺจํ ความว่า อะไรไม่เที่ยง เบญจขันธ์ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่ากระไร ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไป.บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไรเมื่อเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร ?บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ฯลฯเมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ นี้บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในชราและมรณะหายใจออก ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้าหายใจออกปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติสติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย.คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ?ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้.ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยง ระวังลมหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์.
[๔๑๗] ตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออก อย่างไร ?บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัดในรูปน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคล้ายกำหนัดในรูปหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัด ในรูปหายใจออก บุคคลเห็นโทษในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัด ในชราและมรณะ และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชราและมรณะหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชราและมรณะหายใจออกธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้าหายใจออก ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมปรากฏไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนาคือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย.คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ?ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้น อย่างนี้.ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัด ระวังลมหายใจเข้าลมหายใจออก ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนดหายใจเข้าหายใจออก ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์.
[๔๑๘] ตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์. บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจออก อย่างไร ?บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับในรูป น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจออก เห็นโทษในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในภิกษุ ฯลฯ โนชรา และมรณะแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความคับในชราและมรณะ น้อมใจไปด้วยศรัทธาและมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออก.
[๔๑๙] โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อวิชชาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร ? โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ ๘.โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ? โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา ๑ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เหล่านี้.อวิชชาย่อมดับไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน? อวิชชาย่อมดับด้วยนิทานดับ ๑ ด้วยสมุทัยดับ ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยอาหารดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยวิญญาณเกิดขึ้น ๑ ด้วยนิโรธปรากฏ ๑ อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ ๘ เหล่านี้.บุคคลเห็นโทษในอวิชชาด้วยอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับแห่งอวิชชาด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจออก.
