ผู้นั้นได้ดีว่า ผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา. ฯลฯ

ขุททกนิกาย วรรณาโรหวรรค, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕๘ ข้อ ๗๖๔-๗๗๖ หน้า ๘๐๗-๘๑๕

[๗๖๔] ผู้นั้นได้ดีว่า ผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา. เพราะว่าบุคคลทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ทำอย่างไร ก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สมกับพูด เป็นแต่กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.
[๗๖๕] สหายของท่าน. ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอันคนอื่นยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่มีความรังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอดภัย เหมือนบุตรนอนแอบอกมารดาฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.
[๗๖๖] ฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้. กุลบุตรผู้มองเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระของบุรุษไปอยู่ ย่อมทำฐานะ คือ การทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำมาซึ่งความสรรเสริญให้เกิดมีขึ้น.
[๗๖๗] ความสรรเสริญให้เกิดมีขึ้น. บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบาป.จบ หิริชาดกที่ ๓อรรถกถาหิริชาดกที่ ๓พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชาวปัจจันตคามผู้เป็นสหายของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หิรินฺตรนฺตํ ดังนี้.เรื่องทั้งสอง คือเรื่องปัจจุบันและเรื่องในอดีต ได้มีพิสดารแล้วในชาดกจบสุดท้ายแห่งนวมวรรค เอกนิบาต. แต่ในชาดกนี้ เมื่อคนมาบอกแก่พาราณสีเศรษฐีว่า คนของเศรษฐีชาวปัจจันตคามถูกชิงทรัพย์สมบัติ ไม่เป็นเจ้าของของที่เป็นของตน พากันหนีไปแล้วพาราณสีเศรษฐีจึงกล่าวว่า ธรรมดาคนผู้ไม่กระทำกิจที่จะพึงทำแก่คนผู้มายังสำนักของตน ย่อมไม่ได้คนผู้กระทำตอบแทนเหมือนกันแล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-ผู้ใดหมดความอาย เกลียดชังความมีเมตตา กล่าวอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน แต่ไม่ได้เอื้อเฟื้อทำการงานที่ดีกว่าบัณฑิตรู้จักผู้นั้นได้ดีกว่า ผู้นี้มิใช่มิตรสหายของเรา.เพราะว่าบุคคลทำอย่างไร ก็พึงกล่าวอย่างนั้น ไม่ทำอย่างไร ก็ไม่พึงกล่าวอย่างนั้นบัณฑิตทั้งหลายรู้จักบุคคลนั้นว่า ผู้ไม่ทำให้สมกับพูด เป็นแต่พูดอยู่ว่า เราเป็นมิตรสหายของท่าน.ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ทุกขณะ. มุ่งความแตกร้าว คอยแต่จับความผิด ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นมิตร ส่วนผู้ใดอื่นคนอันยุให้แตกกันไม่ได้ ไม่รังเกียจในมิตร นอนอยู่อย่างปลอด-ภัยเหมือนบุตรนอนแนบอกมารดาฉะนั้น ผู้นั้นนับว่าเป็นมิตรแท้.กุลบุตรผู้มองเห็นผลและอานิสงส์ เมื่อนำธุระหน้าที่ของลูกผู้ชายไปอยู่ ย่อมทำเหตุคือการทำความปราโมทย์ และความสุขอันนำมาซึ่งความสรรเสริญให้เกิดมีขึ้น.บุคคลได้ดื่มรสอันเกิดจากวิเวก รสแห่งความสงบ และรสคือธรรมปีติ ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เป็นผู้หมดบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิรินฺตรนฺตํ ได้แก่ ก้าวล่วงความละอาย. บทว่า วิชิคุจฺฉมนํ ได้แก่ ผู้เกลียดการเจริญเมตตา.บทว่า ตวาหมสฺมิ ความว่า พูดแต่คำพูดอย่างเดียวเท่านั้ว่า เราเป็นมิตรของท่าน. บทว่า เสยฺยานิ กมฺมานิ ความว่า ผู้ไม่เอื้อ-เฟื้อ คือไม่กระทำกรรมอันสูงสุดซึ่งสมควรแก่คำพูดว่า จักให้ จักทำ.บทว่า เนโส มมํ ความว่า พึงรู้แจ้งบุคคลเห็นปานนั้นว่า นั่นไม่ใช่มิตรของเรา. บทว่า ปาโมชฺชกรณํ านํ ได้แก่ ทาน ศีลภาวนา และความเป็นมิตรกับบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร. แต่ในที่นี้ท่านกล่าวหมายเอาเฉพาะความเป็นมิตรซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว. จริงอยู่ ความเป็นมิตรกับบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร ย่อมนำซึ่งความปรา-โมทย์ ทั้งนำมาซึ่งสรรเสริญ ท่านเรียกว่า ความสุขดังนี้ก็มี เพราะเป็นเหตุแห่งสุขทางกายและทางใจ ในโลกนี้และโลกหน้า. เพราะฉะนั้น กุลบุตรผู้เห็นผลและอานิสงส์นี้ ชื่อว่าผู้มีผลานิสงส์ เมื่อนำ-พาธุระหน้าที่ของลูกผู้ชายทั้ง ๔ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา และมิตรภาพ ที่ลูกผู้ชายทั้งหลายจะพึงนำพา ย่อมยังเหตุเครื่องกระทำความปราโมทย์กล่าวคือมิตรภาพนี้ และสุขอันเป็นเหตุนำมาซึ่งสรร-เสริญให้เกิด คือ ให้เจริญ ท่านแสดงว่า ไม่ทำลายมิตรภาพให้แตกจากบัณฑิตทั้งหลาย. บทว่า ปวิเวกรสํ ได้แก่ รสแห่งกายวิเวกจิตตวิเวก และอุปธิวิเวก คือ รสแห่งความโสมนัสอันอาศัยวิเวกเหล่านั้นเกิดขึ้น. บทว่า อุปสมสฺส จ ได้แก่ โสมนัสอันได้แล้วเพราะความสงบระงับกิเลส. บทว่า นิทฺทโร โหติ นิปฺปาโป ความว่าชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย เพราะไม่มีความกระวนกระวายด้วยอำนาจของกิเลิสทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีบาป เพราะไม่มีกิเลส.บทว่า ธมฺมปีติรสํ ความว่า ดื่มรสกล่าวคือธรรมปีติ ได้แก่ ปีติอันเกิดแต่วิมุตติ.พระมหาสัตว์สยดสยองการเกลือกกลั้วกับปาปมิตร จึงถือเอายอดแห่งเทศนา โดยให้บรรลุพระอมตมหานิพพาน ด้วยรสแห่งวิเวกด้วยประการฉะนี้.พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีชาวปัจจันตคามในครั้งนั้น ได้เป็นเศรษฐีชาวปัจจันตคามนี้แหละ ส่วนพาราณสีเศรษฐีในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.จบ อรรถกถาหิริชาดกที่ ๓๔. ขัชโชปนกชาดกว่าด้วยเห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ
[๗๖๘] ว่าด้วยเห็นหิ่งห้อยว่าเป็นไฟ ใครหนอ เมื่อไฟมีอยู่ ยังเที่ยวแสวงหาไฟอีก เห็นหิ่งห้อยในเวลากลางคืน ก็มาสำคัญว่าเป็นไฟ.
[๗๖๙] สำคัญว่าเป็นไฟ. บุคคลนั้น เอาจุรณโคมัยและหญ้าขยี้ให้ละเอียดโปรยลงบนหิ่งห้อย เพื่อจะให้เกิดไฟ ก็ไม่สามารถจะให้ไฟลุกได้ ด้วยความสำคัญวิปริต ฉันใด.
[๗๗๐] ความสำคัญวิปริต ฉันใด. คนพาล ย่อมไม่ได้สิ่งที่ต้องประสงค์โดยมิใช่อุบาย นมโคไม่มีที่เขาโค คนรีดนมโคจากเขาโค ย่อมไม่ได้นม ก็ฉันนั้น.
[๗๗๑] นมโคจากเขาโค ย่อมไม่ได้นม ก็ฉันนั้น. ชนทั้งหลาย ย่อมบรรลุถึงประโยชน์ด้วยอุบายต่าง ๆ คือด้วยการข่มศัตรู และด้วยการยกย่องมิตร.
[๗๗๒] ด้วยการยกย่องมิตร. พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ย่อมครอบ-ครองแผ่นดินอยู่ได้ ก็ด้วยการได้อำมาตย์ผู้เป็นประมุขของเสนี และด้วยการแนะนำของอำมาตย์ผู้ที่ทรงโปรดปราน.จบ ขัชโชปนกชาดกที่ ๔อรรถกถาขัชโชปนกชาดกที่ ๔ปัญหาว่าด้วยหิ่งห้อยนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกนุ สนฺตมฺหิปชฺโชเต ดังนี้. จักมีแจ้งโดยพิสดาร ในมหาอุมังคชาดกแล.จบ อรรถกถาขัชโชปนกชาดกที่ ๔๕. อหิตุณฑิกชาดกว่าด้วยลิงกับหมองู
[๗๗๓] ว่าด้วยลิงกับหมองู ดูก่อนสหายผู้มีหน้างาม เราเป็นนักเลงสะกา แพ้เขาเพราะลูกบาศก์ ท่านจงทิ้งมะม่วงสุกลงมาบ้าง เราจะได้บริโภคเพราะความเพียรของท่าน.
[๗๗๔] ความเพียรของท่าน. ดูก่อนสหาย ท่านมากล่าวสรรเสริญเราผู้ล่อกแล่ก ด้วยคำไม่เป็นจริง ขึ้นชื่อว่าลิงที่มีหน้างาม ท่านเคยได้ยินหรือเคยได้เห็นที่ไหนมาบ้าง.
[๗๗๕] ที่ไหนมาบ้าง. ดูก่อนหมองู ท่านทำกรรมใดไว้กะเรากรรมนั้นยังปรากฏอยู่ในหัวใจของเราจนวันนี้ท่านเข้าไปยังตลาดขายข้าวเปลือก เมาสุราแล้ว ตีเราผู้กำลังหิวโหยถึงสามครั้ง.
[๗๗๖] แล้ว ตีเราผู้กำลังหิวโหยถึงสามครั้ง. เราระลึกถึงการนอนเป็นทุกข์อยู่ที่ตลาดนั้นได้ อนึ่ง ถึงท่านจะยกราชสมบัติให้เราครอบครอง ท่านขอมะม่วงเราแม่ผลเดียวเราก็ไม่ให้ เพราะว่าเราถูกท่านคุกคามให้กลัวเสียแล้ว.