อุปาหนชาดก
[๓๑๒] เท้าของผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด. ผู้ใดเกิดในตระกูลต่ำ ไม่ใช่อารยชน เรียนวิชาและศิลปมาจากสำนักอาจารย์ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วยศิลปที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์นั้น ฉันนั้น บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่าไม่ใช่อารยชน เปรียบด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดีฉะนั้น.จบ อุปาหนชาดกที่ ๑อรรถกถาอุปาหนวรรคที่ ๙อรรถกถาอุปาหนชาดกที่ ๑พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่ายถาปิกตา ดังนี้.ความย่อมีว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่าอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์กลับเป็นปฏิปักษ์เป็นศัตรูต่อพระตถาคต ได้ถึงความพินาศใหญ่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตมิใช่บอกคืนอาจารย์เป็นปฏิปักษ์ต่อเราถึงความพินาศใหญ่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเราเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลนายหัตถาจารย์ครั้นเจริญวัยแล้วก็สำเร็จหัตถีศิลปะ. ครั้งนั้นมีมาณพชาวกาสิคามผู้หนึ่ง มาเรียนศิลปะในสำนักของพระโพธิสัตว์. ธรรมดาว่าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเมื่อจะบอกศิลปะ ย่อมไม่ปิดบังวิชา ให้ศึกษาวิชาตามที่ตนรู้มาโดยไม่มีเหลือ. เพราะฉะนั้นมาณพนั้นจึงได้เรียนศิลปะความรู้ของพระโพธิสัตว์จนหมดสิ้นแล้วกล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจักรับราชการ.พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดีแล้วพ่อ จึงไปเฝ้ากราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชลูกศิษย์ของข้าพระองค์ปรารถนาจะรับราชการสนองพระเดชพระคุณ. พระ.ราชาตรัสว่าดีแล้ว จงรับราชการเถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นขอพระองค์ทรงโปรดตั้งเบี้ยหวัดแก่เขาเถิด. พระราชาตรัสว่า ลูกศิษย์ของท่านจะได้เบี้ยหวัดเท่ากับท่านไม่ได้ เมื่อท่านได้หนึ่งร้อย เขาก็ต้องได้ห้าสิบ เมื่อท่านได้สองร้อย เขาก็ต้องได้หนึ่งร้อย. พระโพธิสัตว์กลับมาบ้านบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์. ลูกศิษย์กล่าวว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้ารู้ศิลปะเท่ากับท่าน ถ้าจะได้เบี้ยหวัดเท่ากับท่านเหมือนกัน ข้าพเจ้าจะรับราชการ ถ้าไม่ได้จะไม่ขอรับราชการ. พระโพธิสัตว์กราบทูลให้พระราชาทรงทราบ. พระ-ราชาตรัสว่า ถ้าเขาทัดเทียมเท่ากับท่านทุกประการ สามารถแสดงศิลปะเท่ากับท่านทีเดียว ก็จะได้เท่ากัน. พระโพธิสัตว์จึงบอกเรื่องนั้นแก่ลูกศิษย์. เมื่อลูกศิษย์กล่าวว่าดีแล้ว ข้าพเจ้าจะแสดง จึงไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นจงแสดงศิลปะกันพรุ่งนี้เถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่าดีแล้วพระเจ้าข้า ข้าพระองค์จักแสดงกัน ขอพระองค์โปรดให้ตีกลองป่าวร้องเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาได้ให้ตีกลองป่าวร้องว่า พรุ่งนี้อาจารย์กับลูกศิษย์ทั้งสองจะแสดงศิลปะ ผู้ประสงค์จะดูจงพากันมาดูที่สนามหลวง. อาจารย์คิดว่า ลูกศิษย์ของเรายังไม่รู้ความฉลาดในอุบาย จึงจับช้างมาเชือกหนึ่ง ฝึกให้จดจำกลับวิธีโดยคืนเดียวเท่านั้น. อาจารย์ให้ช้างสำเหนียกอย่างนี้คือ เมื่อบอกให้เดินก็ให้ถอย เมื่อบอกให้ถอยก็ให้เดิน บอกให้เทาก็ให้ลุก เมื่อบอกให้ลุกก็ให้เทา เมื่อบอกให้จับก็ให้วาง เมื่อบอกให้วางก็ให้จับ. รุ่งขึ้นจึงขึ้นช้างเชือกนั้นไปที่สนามหลวงฝ่ายลูกศิษย์ก็ขึ้นช้างที่ถูกใจเชือกหนึ่งไป. มหาชนประชุมกันแล้ว ทั้งสองคนได้แสดงศิลปะเท่า ๆ กันแล้ว. พระโพธิสัตว์จึงให้ช้างของตนทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอีก. ช้างนั้นเมื่อบอกว่าจงไปก็ถอยกลับ เมื่อบอกว่าจงถอยกลับได้วิ่งไปข้างหน้า เมื่อบอกว่าจงยืนขึ้นได้เทาลง เมื่อบอกว่าจงเทาก็ลุกยืน เมื่อบอกว่าจงหยิบก็ทิ้งเสีย เมื่อบอกว่าจงทิ้งก็ได้หยิบ. มหาชนกล่าวว่า แน่ะศิษย์ผู้ชั่วร้ายทำการแข่งดีกับอาจารย์ไม่รู้ประมาณตน เข้าใจว่ารู้เสมอกับอาจารย์ ต่างก็เอาก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ประหารให้ถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง. พระโพธิสัตว์ลงจากช้างเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าศิลปะบุคคลย่อมเรียนเพื่อความสุขแก่ตน แต่ศิลปะที่บุคคลบางคนเรียนแล้ว กลับนำความพินาศมาสู่ ดุจรองเท้าที่ทำไม่ดีฉะนั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า :-รองเท้าที่คนซื้อมาเพื่อประโยชน์จะให้สบายเท้า กลับนำความทุกข์มาให้ รองเท่านั้นถูกแดดเผาบ้าง ถูกพื้นเท้าครูดสีบ้าง ก็กลับกัดเท้าของผู้นั้นนั่นแหละ ฉันใด ผู้ใดเกิดในตระกูลต่ำไม่ใช่อารยชน เรียนวิชาและศิลปะมาจากสำนักอาจารย์ได้แล้ว ผู้นั้นย่อมฆ่าตนเองด้วยศิลปะที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์นั้น ฉันนั้นบุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ไม่ใช่อารยชนเปรียบด้วยรองเท้าที่ทำไม่ดี ฉะนั้น.ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทพฺพเห คือนำมา. บทว่าฆมฺมาภิตฺตา ตลสา ว ปีฬิตา ได้แก่ รองเท่านั้นถูกแดดเผาบ้างถูกพื้นเท้าบีบบ้าง. บทว่า ตสฺเสว ความว่า รองเท้าที่ทำไม่ดีที่เขาซื้อมาสวมเท้าเพื่อความสบายเท้า ครั้นถูกแดดเผา ถูกพื้นเท้าบีบย่อมกัดเท้าเป็นแผล. บทว่า ทุกฺกุลิโน ได้แก่ บุคคลผู้มีชาติทราม มิใช่บุตรของผู้มีตระกูล. บทว่า อนริโย คือ เป็นอสัตบุรุษ ขาดหิริโอตตัปปะ. บทว่า วิชฺชญฺจ ได้แก่ เรียนเอาวิทยฐานะทั้ง ๘ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า สุตํได้แก่ สุตะคือปริยัติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมกัดตัวเองด้วยสูตรในสำนักอาจารย์นั้น. บทว่า โส ความว่า บุคคลผู้ใดเกิดในตระกูลต่ำ ไม่มีอารยธรรมเรียนวิชาและสูตะจากอาจารย์บุคคลผู้นั้นย่อมกัดตนเองด้วยสุตะในสำนักอาจารย์นั้น ฉันนั้น.บทว่า อนริโย วุจฺจตุปาหนุปโม คือ บัณฑิตเรียกว่าเป็นผู้ไม่มีอารยธรรม เปรียบด้วยรองเท้าไม่ดี.พระราชาทรงโปรดปรานประทานยศยิ่งใหญ่แก่พระ-โพธิสัตว์.พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดก. ลูกศิษย์ในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนอาจารย์ คือเราตถาคตนี้แล.จบ อรรถกถาอุปาหนชาดกที่ ๑๒. วีณาถูณชาดกรักคนผิด
[๓๑๓] รักคนผิด เรื่องนี้เจ้าคิดคนเดียว บุรุษเตี้ยค่อมผู้โง่เขลานี้จะนำทางไปไม่ได้แน่ ดูก่อนเจ้าผู้เจริญเจ้าไม่สมควรจะไปกับบุรุษเตี้ยค่อมผู้นี้เลย.
