ว่าด้วยเรื่องกำจัดตัณหา ฯลฯ

ขุททกนิกาย สุตตนิบาต, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๔๗ ข้อ ๔๓๒-๔๓๔ หน้า ๙๓๐-๙๓๘

[๔๓๒] ว่าด้วยเรื่องกำจัดตัณหา เหมกมาณพทูลถามปัญหาว่า(ก่อนแต่ศาสนาของพระโคดม)อาจารย์เหล่าใดได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่ข้าพระองค์ ในกาลก่อนว่า เหตุนี้ได้เป็นมาแล้วอย่างนี้ ๆ จักเป็นอย่างนี้ ๆ คำพยากรณ์ทั้งหมดของอาจารย์เหล่านั้น ไม่ประจักษ์แก่ตน คำพยากรณ์ทั้งหมดนั้น เป็นเครื่องทำความตรึกให้ทวีมากขึ้น (ข้าพระองค์ไม่ยินดีในคำพยากรณ์นั้น) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องกำจัดตัณหา อันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกแก่ข้าพระองค์เถิด.พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่าดูก่อนเหมกะ ชนเหล่าใดได้รู้ทั่วถึงบท คือ นิพพาน อันไม่แปรผัน เป็นที่บรรเทาฉันทราคะในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง และสิ่งที่ได้ทราบ อันน่ารัก ณ ที่นี้ เป็นผู้มีสติมีธรรมอันเห็นแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นสงบระงับแล้ว มีสติข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในโลกได้แล้ว.จบเหมกมาณวกปัญหาที่ ๘อรรถกถาเหมกสูตร๑ที่ ๘เหมกสูตรที่ ๘ มีคำเริ่มต้นว่า เย เม ปุพฺเพ ดังนี้เป็นต้น.ในบทเหล่านั้น บทว่า เย เม ปุพฺเพ วิยากํสุ ความว่า อาจารย์เหล่าใดมีพาวรีพราหมณ์เป็นต้น ได้พยากรณ์ลัทธิของตนแก่ข้าพระองค์ในกาลก่อน.บทว่า หุรํ โคตมสาสนา คือ ก่อนศาสนาของพระโคดม. บทว่า สพฺพนฺตํตกฺกวฑฺฒนํ คือคำพยากรณ์นั้นทั้งหมด เป็นเครื่องทำความตรึกให้ทวีมากขึ้น.บทว่า ตณฺหานิคฺฆาตนํ ธรรมเป็นเครื่องกำจัดตัณหา คือ ทำตัณหาให้พินาศ.ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกธรรมนั้นแก่เหมกมาณพนั้นจึงตรัสสองคาถาว่า อิธ ดังนี้เป็นต้น.ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตทญฺาย เย สตา ชนเหล่าใดได้รู้ทั่วถึงบทคือนิพพาน เป็นผู้มีสติ ความว่า ชนเหล่าใดรู้แจ้งถึงบทคือนิพพานอันไม่ตายนั้น โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ รู้โดยลำดับ๑. บาลีเป็น เหมกปัญหา.เป็นผู้มีสติด้วยสติในกายานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า ทิฏฺธมฺมาภินิพฺพุตาเห็นธรรมแล้วดับกิเลสได้แล้ว คือ เห็นธรรมเพราะรู้แจ้งธรรม และดับกิเลสเพราะดับกิเลสมีราคะเป็นต้น. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว พระผู้มี-พระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแหละ.เมื่อจบเทศนาก็ได้มีผู้บรรลุธรรม เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้แล้วในสูตรก่อนนั่นแลจบอรรถกถาเหมกสูตรที่ ๘ แห่งอรรถกถาขุททกนิกายชื่อปรมัตถโชติกาโตเทยยปัญหาที่ ๙ว่าด้วยการรู้จักมุนี
[๔๓๓] ว่าด้วยการรู้จักมุนี โตเทยยมาณพทูลถามปัญหาว่าผู้ใดไม่มีกามทั้งหลาย ไม่มีตัณหาและข้ามความสงสัยได้แล้ว ความพ้นวิเศษของผู้นั้นเป็นอย่างไร.พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนโตเทยยะผู้ใดไม่มีกามทั้งหลาย ไม่มีตัณหาและข้ามความสงสัยได้แล้ว ความพ้นวิเศษอย่างอื่นของผู้นั้นไม่มี.ต. ผู้นั้นไม่มีความปรารถนา หรือยังปรารถนาอยู่ ผู้นั้นเป็นผู้มีปัญญา หรือยังเป็นผู้มีปรกติกำหนดด้วยปัญญาอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยะ ข้าพระองค์จะพึงรู้แจ้งมุนีได้อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์จงตรัสบอกมุนีนั้นให้แจ้งชัดแก่ข้าพระองค์เถิด.พ. ดูก่อนโตเทยยะ ผู้นั้นไม่มีความปรารถนา และไม่เป็นผู้ปรารถนาอยู่ด้วยผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา มิใช่เป็นผู้มีปรกติกำ-หนดด้วยปัญญาอยู่ด้วย ท่านจงรู้จักมุนี ว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ข้องอยู่แล้วในกามและภพแม้อย่างนี้.จบโตเทยยมาณวกปัญหาที่ ๙อรรถกถาโตเทยยสูตร๑ที่ ๙โตเทยยสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺมึ กามา ผู้ใดไม่มีกามทั้งหลายดังนี้เป็นต้น.ในบทเหล่านั้น บทว่า วิโมกฺโข ตสฺส กีทิโส โตเทยยมาณพทูลถามว่า ความพ้นวิเศษอันผู้นั้นพึงปรารถนาเป็นอย่างไร.บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความไม่พ้นแก่โตเทยย-มาณพนั้นจึงตรัสคาถาที่สอง. ในบทเหล่านั้นบทว่า วิโมกฺโข ตสฺส นาปโรได้แก่ ความพ้นอย่างอื่นของผู้นั้นไม่มี. แม้เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่าความสิ้นตัณหาเท่านั้น ชื่อว่า ความพ้น ดังนี้ โตเทยยมาณพก็ยังไม่เข้าใจความนั้นอยู่ดี จึงทูลถามอีกว่า นิราสโส โส อุท อาสสาโน ผู้นั้นไม่มีความปรารถนาหรือยังปรารถนาอยู่ ดังนี้เป็นต้น.ในบทเหล่านั้น บทว่า อุท ปญฺกปฺปี หรือยังเป็นผู้กำหนดด้วยปัญญาอยู่ คือ ยังกำหนดตัณหาหรือทิฏฐิ ด้วยญาณมีสมาปัตติญาณเป็นต้น.๑. บาลีว่า โตเทยยปัญหา.ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกข้อนั้นแก่โตเทยยมาณพจึงตรัสคาถาที่สอง. ในบทเหล่านั้นบทว่า กามภเว คือในกาม และในภพ.บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัตนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้.เมื่อจบเทศนา ได้มีผู้บรรลุธรรมเช่นกับพระสูตรก่อนนั่นแล.จบอรรถกถาโตเทยยสูตรที่ ๙ แห่งอรรถกถาขุททกนิกายชื่อปรมัตถโชติกากัปปปัญหาที่ ๑๐ว่าด้วยธรรมเป็นที่พึ่ง
[๔๓๔] ว่าด้วยธรรมเป็นที่พึ่ง กัปปมาณพทูลถามปัญหาว่าข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระ-องค์จงตรัสบอกซึ่งธรรมอันเป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้อันชราและมรณะครอบงำแล้วดุจที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้อยู่ในท่ามกลางสาคร เมื่อคลื่นเกิดแล้ว มีภัยใหญ่ฉะนั้นอนึ่ง ขอพระองค์จงตรัสบอกที่พึ่งแก่ข้า-พระองค์โดยอุบายที่ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกเถิด.พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ว่า ดูก่อนกัปปะเราจะบอกธรรม อันเป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้อันชราและมรณะครอบงำแล้ว ดุจที่พึ่งของชนทั้งหลายผู้อยู่ในท่ามกลางสาคร เมื่อคลื่นเกิดแล้ว มีภัยใหญ่แก่ท่าน ธรรมชาติไม่มีเครื่องกังวล ไม่มีความถือมั่น นี้เป็นที่พึ่ง หาใช่อย่างอื่นไม่เรากล่าวที่พึงอันเป็นที่สิ้นไปแห่งชรา และมรณะว่านิพพาน ชนเหล่าใดรู้นิพพานนั้นแล้ว มีสติ มีธรรมอันเห็นแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นไม่อยู่ใต้อำนาจของมารไม่เดินไปในทางของมาร.จบกัปปมาณวกปัญหาที่ ๑๐อรรถกถากัปปสูตร๑ที่ ๑๐กัปปสูตร มีคำเริ่มต้นว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.ในบทเหล่านั้น บทว่า มชฺเฌ สรสฺมึ ท่านอธิบายว่า ในสาครอันเป็นท่ามกลางเพราะไม่มีเบื้องต้นที่สุดปรากฏ. บทว่า ติฏฺนฺตํ คือผู้ตั้งอยู่.บทว่า ยถายิทํ นาปรํ สิยา กัปปมาณพทูลว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกที่พึ่งแก่ข้าพระองค์โดยอุบายที่ทุกข์นี้ไม่พึงมีอีกเถิด.ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงพยากรณ์ความนั้นแก่กัปป-มาณพนั้น จึงได้ตรัสคาถาสามคาถา.ในบทเหล่านั้น บทว่า อกิญฺจนํ ไม่มีเครื่องกังวล คือตรงกันข้ามกับที่มีเครื่องกังวล. บทว่า อนาทานํ ไม่ยึดมั่น คือตรงกันข้ามกับ ความยึดมั่น ท่านอธิบายว่า เข้าไปสงบความกังวลและความยึดมั่น. บทว่า อนาปรํหาใช่อย่างอื่นไม่ คือเว้นจากที่พึ่งอันไม่เป็นข้าศึกกับที่พึ่งอื่น. ท่านอธิบายว่าเป็นที่พึ่งประเสริฐที่สุด. บทว่า น เต มารสฺส ปฏฺคู๒ ได้แก่ชนเหล่านั้นไม่เดินไปในทางของมาร คือไม่เป็นศิษย์คอยบำรุงบำเรอมาร. บทที่เหลือในบททั้งปวงชัดเจนดีแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรแม้นี้ ด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.จบอรรถกถากัปปสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาขุททกนิกายชื่อปรมัตถโชติกา๑. บาลีเป็นกัปปปัญหา ๒. ม. ปทฺธคู.ชตุกัณณีปัญหาที่ ๑๑ว่าด้วยธรรมเครื่องละชาติชรา