ว่าด้วยมารดาบิดาต้องการฐานะ ๕ อย่างจากบุตร ฯลฯ

อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓๖ ข้อ ๓๙-๔๐ หน้า ๘๘-๙๓

[๓๙] ว่าด้วยมารดาบิดาต้องการฐานะ ๕ อย่างจากบุตร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วจักเลี้ยงตอบแทน ๑ จักทำกิจแทนเรา ๑ วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน ๑บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก ๑ เมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้แลจึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล.มารดาบิดาผู้ฉลาด เล็งเห็นฐานะ ๕ประการจึงปรารภนาบุตร ด้วยหวังว่าบุตรที่เราเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงตอบเรา จักทำกิจแทนเรา วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นานบุตรจักปกครองทรัพย์มรดก และเมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้มารดาบิดาผู้ฉลาดเล็งเห็นฐานะเหล่านี้ จึงปรารถนาบุตร ฉะนั้น บุตรผู้เป็นสัปบุรุษผู้สงบ มีกตัญญูกตเวที เมื่อระลึกถึงบุรพ-คุณของท่าน จึงเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจแทนท่าน เชื่อฟังโอวาท เลี้ยงสนองพระคุณท่าน สมดังที่ท่านเป็นบุรพการีดำรงวงศ์สกุล บุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมเป็นที่สรรเสริญทั่วไป.จบปุตตสูตรที่ ๙อรรถกถาปุตตสูตรพึงทราบวินิจฉัยในปุตตสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-บทว่า ภโต วา โน ภวิสฺสติ ความว่า บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วประคบประหงมมาแล้ว ด้วยให้ดื่มน้ำนมและยังมือและเท้าให้เจริญเติบโตเป็นต้น ในเวลาเราแก่ เขาจักเลี้ยงเรา ด้วยการล้างมือและเท้า ให้อาบน้ำและให้ข้าวต้มข้าวสวยเป็นต้น. บทว่า กิจฺจํ วา โน กริสฺสติ ความว่าเขาพักการงานของคนไว้แล้ว จักไปช่วยทำกิจของเราซึ่งเกิดในในราชตระกูลเป็นต้น. บทว่า กฺลวํโส จิรํ สฺสติ ความว่า เมื่อบุตรรักษาไม่ทำสมบัติของเรามีนา สวน เงิน และทองเป็นต้น ให้ฉิบหายไป วงศ์ตระกูลก็จักตั้งอยู่นาน. อนึ่ง เขาไม่ทำสลากภัตทานเป็นต้น ที่เราประพฤติกันมาแล้วให้ขาดสาย คงดำเนินไป วงศ์ตระกูลของเราก็จักตั้งอยู่นาน. บทว่า ทายชฺชํปฏิปชฺชติ ความว่า บุตรเมื่อประพฤติตนสมควรแก่มรดก ด้วยการปฏิบัติอันสมควรแก่วงศ์ตระกูลก็จักปกครองมรดก อันเป็นสมบัติของเราได้. บทว่าทกฺขิณํ อนุปฺปทสฺสติ ความว่า บุตรจักเพิ่มทานอุทิศส่วนบุญให้ ตั้งแต่วันที่สาม นับแต่วันตาย. บทว่า สนฺโต สปฺปุริสา ความว่า พึงทราบว่าเป็นสัตบุรุษ คนดีด้วยการปฏิบัติชอบในมารดาบิดาในฐานะนี้. บทว่า ปุพฺเพ-กตมนุสฺสรํ ความว่า เมื่อระลึกถึงคุณอันมารดาบิดากระทำไว้ก่อนแล้ว. บทว่าโอวาทการี คือ เป็นผู้ทำตามโอวาทที่มารดาบิดาให้ไว้แล้ว. บทว่า ภตโปสึได้แก่ บุตรจักเลี้ยงดูมารดาบิดา ซึ่งท่านเลี้ยงตนมา. บทว่า ปสํสิโย ความว่าเป็นผู้อันมหาชนพึงสรรเสริญในปัจจุบันนั่นแล.จบอรรถกถาปุตตสูตรที่ ๙๑๐. สาลสูตรว่าด้วยความเจริญ ๕ ประการ
[๔๐] ว่าด้วยความเจริญ ๕ ประการ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นสาละใหญ่อาศัยขุนเขาหิมวันต์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมเจริญด้วยถึงและใบ ๑ ย่อมเจริญด้วยเปลือก ๑ ย่อมเจริญด้วยกะเทาะ ๑ ย่อมเจริญด้วยกระพี้ ๑ ย่อมเจริญด้วยแก่น ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต้นสาละใหญ่อาศัยขุนเขาหิมวันต์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้แล ฉันใด ชนภายในอาศัยเจ้าบ้านผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการ ฉันนั้นเหมือนกันแล ความเจริญ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ๑ ย่อมเจริญด้วยศีล ๑ ย่อมเจริญด้วยสุตะ ๑ ย่อมเจริญด้วยจาคะ ๑ ย่อมเจริญด้วยปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนภายในอาศัยเจ้าบ้านผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๕ ประการนี้แล.ต้นไม้ทั้งหลาย อาศัยบรรพตศิลาล้วนในป่าใหญ่ ย่อมเจริญขึ้นเป็นไม้ใหญ่ชั้นเจ้าป่า ฉันใด บุตร ภรรยา มิตรอำมาตย์ หมู่ญาติ และคนที่เข้าไปอาศัยเลี้ยงชีพทั้งหลายในโลกนี้ ได้อาศัยกุลบุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลจึงเจริญได้ฉันนั้นเหมือนกัน ชนเหล่านั้นเห็นศีลจาคะและสุจริตทั้งหลาย ของกุลบุตรผู้มีศีล จาคะและสุจริตนั้น เมื่อประจักษ์ชัดแล้ว ย่อมประพฤติตาม ชนเหล่านั้น ครั้นประพฤติธรรมอันเป็นที่ไปสู่สวรรค์ สุคติในโลกนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เพลิดเพลินเพียบพร้อมด้วยกาม บันเทิงใจในเทวโลก.จบสาลสูตรที่ ๑๐จบสุมนวรรคที่ ๔อรรถกถาสาลสูตรพึงทราบวินิจฉัยในสาลสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-บทว่า มหาสาลา คือต้นไม้ใหญ่. บทว่า สาขาปตฺตปลาเสนวฑฺฒนฺติ คือเจริญด้วยกิ่งเล็กและใบ ที่เรียกกันว่าปัตตะ. บทว่า อรญฺสฺมึคือ ในที่มิใช่บ้าน. บทว่า พฺรหาวเน ได้แก่ ในป่าใหญ่ คือดง. บทที่เหลือในที่ทุกแห่ง ง่ายทั้งนั้นแล.จบอรรถกถาสาลสูตรที่ ๑๐จบสุมนวรรควรรณนาที่ ๔รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ๑. สุมนสูตร ๒. จุนทิสูตร ๓. อุคคหสูตร ๔. สีหสูตร๕. ทานานิสังสสูตร ๖. กาลทานสูตร ๗. โภชนทานสูตร ๘. สัทธานิสังสสูตร๙. ปุตตสูตร ๑๐. สาลสูตร และอรรถกถกา.มุณฑราชวรรคที่ ๕๑. อาทิยสูตรว่าด้วยหลักการใช้โภคทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ ๕ อย่าง