ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง

ขุททกนิกาย วรุณวรรค, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕๖ ข้อ ๗๙ หน้า ๒๖๐-๒๖๔

[๗๙] ว่าด้วยบุตรที่มารดาละทิ้ง " เมื่อใดชาวบ้านถูกปล้น เรียบร้อยแล้วฝูงโคถูกเชือดไม่แล้ว เรือนทั้งหลายถูกไฟเผาวอดไปแล้ว ผู้คนถูกต้อนไปแล้ว เมื่อนั้นบุตรที่มารดาละทิ้งแล้ว จึงมาเที่ยวตีกลองอึกทึก "จบ ขรัสสรชาดกที่ ๙อรรถกถาขรัสสรชาดกที่ ๙พระบรมศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหา-วิหาร ทรงปรารภอำมาตย์ผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "ยโต วิลุตฺตา จ หตา จ คาโว" ดังนี้.ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้หนึ่งของพระเจ้าโกศล ยังพระราชาให้โปรดปรานแล้ว ได้กำลังในปัจจันตคาม ไปร่วมกับพวกโจรกล่าวว่า เราจักพาพวกมนุษย์เข้าป่า พวกเจ้าปล้นบ้านแล้วแบ่งให้เราครึ่งหนึ่ง ดังนี้แล้ว เรียกพวกมนุษย์ให้ประชุมกัน แล้วพาเข้าป่าไปเสียก่อน เมื่อพวกโจรพากันมาจับแม่โคฆ่ากินเนื้อปล้นบ้านเรือนพากันไปแล้ว มีมหาชนแวดล้อมกลับเข้าบ้านในเวลาเย็น ไม่ช้าไม่นาน การกระทำของเขาก็ปรากฏ พวกมนุษย์พากันกราบทูลพระราชา. พระราชารับสั่งเรียกเขามาแล้วให้กำหนดโทษ ทรงลงพระอาญา สมควรแก่โทษานุโทษ ส่งนายอำเภอผู้อื่นไปแทน แล้วเสด็จไปพระเชตวัน ถวายบังคมพระตถาคต กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี-พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่อำมาตย์ผู้นั้น มีปกติประพฤติอย่างนี้ ถึงในกาลก่อนก็มีปกติประพฤติอย่างนี้เหมือนกัน อันพระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนาทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี ทรงพระกรุณาพระราชทานปัจจันตคามแก่อำมาตย์ผู้หนึ่ง. เรื่องต่อไปทั้งหมด ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องก่อนทั้งหมดในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ท่องเที่ยวไปในปัจจันตคามเพื่อการค้าพำนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อนายอำเภอผู้นั้น ตีกลองอึกทึกมากับมหาชนผู้ห้อมล้อมในตอนเย็น จึงกล่าวว่านายอำเภอผู้ร้ายคนนี้รวมหัวกันกับพวกโจรให้ปล้นชาวบ้านครั้นพวกโจรพากันหนีเข้าดงไปแล้ว คราวนี้สิมีกลองตีเดินมาทำเหมือนคนสงบเสงี่ยม แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-"เมื่อใดชาวบ้านถูกปล้นเรียบร้อยแล้วฝูงโคถูกเชือดแล้ว เรือนทั้งหลายถูกไฟเผาวอดไปแล้ว ผู้คนถูกต้อนไปแล้ว เมื่อนั่นบุตรที่มารดาละทิ้งแล้ว จึงมาตีกลองเสียงอึกทึก" ดังนี้.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต แปลในกาลใด.บทว่า วิลุตฺตา จ หตา จ ความว่า พวกโจรพากันปล้นฆ่า เชือดฝูงโค เพื่อกินเนื้อ.บทว่า คาโว ได้แก่ฝูงโค.บทว่า ทฑฺฒานิ ความจุดไฟเผาเรือนให้ไหม้.บทว่า ชโน จ นีโตห จับคนนำไปเป็นเชลย.บทว่า ปุตฺตหตาย ปุตฺโต ได้แก่ลูกของหญิงที่มารดาละทิ้งแล้ว อธิบายว่า ได้แก่คนหน้าด้าน. เพราะว่าคนที่ปราศจากหิริโอตตัปปะแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่มีแม่ ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ตั้งอยู่ในฐานะเป็นลูก เพราะฉะนั้น เขาย่อมได้ชื่อว่า เป็นลูกของหญิงที่มารดาทอดทิ้ง.บทว่า ขรสฺสรํ ได้แก่เสียงครึกโครม.บทว่า เทณฺฑิมํ ได้แก่ตีกลอง.พระโพธิสัตว์ บริภาษเขาด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้กรรมนั้นของเขาปรากฏต่อกาลไม่ช้าเลย. ครั้งนั้นพระราชาทรงลงพระอาญาแก่เขา สมควรแก่โทษานุโทษ.พระบรมศาสดา ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อำมาตย์ผู้นั้น มีปกติประพฤติอย่างนี้ แม้ในครั้งก่อนก็ได้มีความประพฤติชั่วมาแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรม-เทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า อำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นอำมาตย์ในครั้งนี้ ส่วนบัณฑิตผู้ยกคาถาขึ้นกล่าว ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.จบ อรรถกถาขรัสสชาดกที่ ๙๑๐. ภีมเสนชาดกว่าด้วยคำแรก กับคำหลังไม่สมกัน