กุมาปุตตเถรคาถา

ขุททกนิกาย เถรคาถา, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕๐ ข้อ ๑๗๓ หน้า ๒๑๖-๒๒๐

[๑๗๓] ว่าด้วยคาถาของพระกุมาบุตรเถระ ได้ยินว่า พระกุมาบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่าการฟังเป็นความดี ความประพฤติมักน้อยเป็นความดี การอยู่โดยไม่ห่วงใยเป็นความดีทุกเมื่อ การ-ถามสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดี การทำตามโอวาทโดยเคารพ เป็นความดี กิจมีการฟังเป็นต้นนี้ เป็นเครื่องสงบของผู้ไม่มีกังวล.อรรถกถากุมาปุตตเถรคาถาคาถาของท่านพระกุมาบุตรเถระ เริ่มต้นว่า สาธุ สุตํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นดาบสผู้นุ่งห่มหนึ่งเสือ อยู่ในราชอุทยาน ณ พันธุมตีนคร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสีเป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายน้ำมันสำหรับนวดพระบาท.ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก. จำเดิมแต่นั้นมา ท่านก็ท่องเที่ยวอยู่ เฉพาะในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลคหบดี ในเวฬุกัณฏก-นคร แคว้นอวันตี ในพุทธุปบาทกาลนี้. คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่านันทะ. ส่วนมารดาของนันทกุมารนี้ ชื่อว่า กุมา. ด้วยเหตุนั้น เขาจึงมีชื่อปรากฏว่า กุมาปุตตะ. เขาฟังธรรมในสำนักของท่านพระสารีบุตร ได้ความเลื่อมใสแล้วบวช กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ท้ายภูเขาไม่สามารถจะยังคุณพิเศษให้เกิดขึ้นได้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมชำระกรรมฐานแล้ว อยู่ในที่ ๆ เป็นสัปปายะ ยังวิปัสสนาให้เจริญแล้วกระทำให้แจ้งพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่าเราอยู่ใกล้พระราชอุทยาน ในพระนครพันธุมดีครั้งนั้นเรานุ่งหนังเสือเหลือง ถือคณโฑน้ำ เราได้พบพระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ มีความเพียรเผากิเลส มีพระหฤทัยแน่วแน่ มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นนักบวชผู้สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ข้ามพ้นโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะครั้นเราพบแล้วก็เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายน้ำมันสำหรับนวด. ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายน้ำมันสำหรับนวด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลยนี้เป็นผลแห่งน้ำมันสำหรับนวด. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เห็นภิกษุทั้งหลายมีร่างกายกำยำล่ำสันเป็นอันมาก ในป่า กล่าวสอนภิกษุเหล่านั้นอยู่ เมื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม จึงได้ภาษิตคาถาว่าการฟังเป็นความดี ความประพฤติมักน้อยเป็นความดี การอยู่โดยไม่มีห่วงใย เป็นความดีทุกเมื่อการถามสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดี การทำตามโอวาทโดยเคารพ เป็นความดี กิจมีการฟังเป็นต้นนี้เป็นเครื่องสงบของผู้ไม่มีกังวล ดังนี้.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ แปลว่า เป็นความดี. บทว่า สุตํแปลว่า การฟัง. ก็ฟังกถาวัตถุ ๑๐ อันปฏิสังยุตด้วยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยเป็นต้น โดยพิเศษอันเข้าไปอาศัยพระนิพพานนั้นแล ท่านประสงค์เอาแล้วในคาถานี้.บทว่า สาธุ จริตกํ ความว่า ความประพฤติมีความมักน้อยเป็นต้นนั้นแหละ ที่ประพฤติแล้ว เป็นความดี อธิบายว่า ความประพฤติดีนั้นแหละท่านเรียกว่า จริตกะ. พระเถระแสดงพาหุสัจจะ และความปฏิบัติอันสมควรแก่พาหุสัจจะนั้น ว่าเป็นความดี แม้ด้วยบททั้งสอง.บทว่า สทา ความว่า ในกาลทั้งปวง คือในกาลที่เป็นพระนวกะมัชฌิมะ และเถระ หรือในขณะแห่งอิริยาบถทั้งปวง.บทว่า อนิเกตวิหาโร ความว่า กามคุณ ๕ หรือธรรมคืออารมณ์๖ อันเป็นโลกิยะ ชื่อว่า นิเกตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยเป็นที่อยู่อาศัยของกิเลสทั้งหลาย. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดี ผู้ที่มีความผูกพันในเบญจกามคุณที่มีรูปเป็นนิมิต อย่างกว้างขวาง เรากล่าวว่า นิเกตสารีดังนี้เป็นอาทิ ข้อปฏิบัติเพื่อจะละเบญจกามคุณเหล่านั้น ชื่อว่า อนิเกตวิหาโร.บทว่า อตฺถปุจฺฉนํ ความว่า การถามของผู้ที่อยากจะรู้ความนั้นเข้าไปหากัลยาณมิตร แล้วถามถึงประโยชน์ อันต่างด้วยทิฎฐธัมมิกประโยชน์สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ หรือการถามถึงประโยชน์ของสภาวธรรม ต่างโดยกุศลเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ ดังนี้ ชื่อว่า การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์.บทว่า ปทกฺขิณกมฺมํ ความว่า ก็ครั้นถามสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้นแล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน โดยความเคารพ ชื่อว่า เป็นการปฏิบัติชอบ.บทว่า สาธุ แม้ในคาถานี้พึงนำมาประกอบเข้าด้วย.บทว่า เอตํ สามญฺํ ความว่า การฟังใดที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า สาธุ สุตํ ดังนี้ ก็ดี ความประพฤติมักน้อยใดก็ดี การอยู่โดยไม่มีห่วงใยใดก็ดี การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์ใดก็ดี การกระทำตามโอวาทโดยเคารพใดก็ดี นี้เป็นเครื่องหมายของสมณะ คือ บ่งถึงความเป็นสมณะ.เพราะความเป็นสมณะ ย่อมมีด้วยปฏิปทานี้เท่านั้น ไม่มีด้วยปฏิปทาอื่น ฉะนั้นบทว่า สามญฺํ จึงเป็นชื่อของมรรคและผลโดยตรง. ก็หรือข้อปฏิบัตินี้ชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด) สำหรับภิกษุนั้น. ก็คุณคือเครื่องหมายแห่งความเป็นสมณะนี้นั้น ย่อมเกิดมีแก่ภิกษุเช่นใด เพื่อจะแสดงภิกษุเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อกิญฺจนสฺส (ผู้ไม่มีกังวล) ดังนี้ ได้แก่ผู้ไม่เข้าไปยึดถือเกี่ยวข้อง อธิบายว่า เว้นจากการถือครอบครองสมบัติมี นา สวน เงิน ทอง ทาสี และทาสเป็นต้น.จบอรรถกถากุมาปุตตเถรคาถา๗. กุมาปุตตสหายเถร คาถาว่าด้วยคาถาของพระกุมาบุตรสหายเถระ