มัฏฐกุณฑลิชาดก

ขุททกนิกาย ทสกนิบาต, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕๙ ข้อ ๑๔๔๒ หน้า ๙๐๕-๙๑๓

[๑๔๔๒] ของเราผู้ถูกความโศกครอบงำแล้วหนอ. ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว ปราศจากความโศก ไม่มีความขุ่นมัว เราจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.จบ มัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑อรรถกถามัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภกุฎุมพีผู้หนึ่งซึ่งลูกตาย จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อลงฺกโต มฏฺ-กุณฑลี ดังนี้.ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรน้อยน่ารักของกุฎุมพีผู้เป็นพุทธอุปฐากคนหนึ่งได้ตายลง กุฎุมพีเพียบด้วยความเศร้าโศกถึงบุตรไม่อาบน้ำไม่บริโภคอาหาร ไม่ดูแลการงาน ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้าบ่นเพ้ออยู่อย่างเดียวว่า ลูกรัก เจ้าจากพ่อไปก่อนแล้วเป็นต้น.พระศาสดาตรวจดูสัตวโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยโสดา-ปัตติผลของกุฎุมพีนั้น ครั้นรุ่งขึ้น พระองค์ทรงแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี พอฉันเสร็จทรงส่งภิกษุทั้งหลายกลับ พระองค์ทรงมีพระอานันทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปที่ประตูเรือนกุฎุมพีนั้น คนทั้งหลายบอกแก่กุฎุมพีว่า พระศาสดาเสด็จมา.ลำดับนั้นคนในเรือนของกุฎุมพีได้ปูลาดอาสนะ แล้วนิมนต์พระศาสดาให้ประทับนั่ง ช่วยกันประคองกุฎุมพีมาเฝ้าพระศาสดา กุฎุมพีถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงใช้พระวาจาเยือกเย็นกอปรด้วยพระกรุณาทักทายแล้วตรัสถามว่า. อุบาสก ท่านเศร้าโศกถึงบุตรน้อยหรือ ? เมื่อกุฎุมพีกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า พระองค์ตรัสว่า อุบาสก โบราณกบัณฑิต เมื่อลูกตายก็เพียบด้วยความเศร้าโศกเที่ยวไป ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิตรู้โดยถ่องแท้ว่า เป็นฐานะที่ไม่ควรจะได้ แล้วก็มิได้เศร้าโศกแม้น้อยหนึ่งเลย กุฎุมพีนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี บุตรของพราหมณ์ผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๑๕, ๑๖ ปีถูกพยาธิชนิดหนึ่งเบียดเบียน ตายไปเกิดในเทวโลก ตั้งแต่บุตรนั้นตายพราหมณ์ไปป่าช้าคุ้ยเขี่ยกองฟอนคร่ำครวญอยู่ เลิกละการงานทุกอย่างเฝ้าแต่เที่ยวเศร้าโศก. เทพบุตรพิจารณาดูเห็นดังนั้น ทรงดำริว่า เราจักทำอุปมาอย่างหนึ่งระงับความโศก ครั้นเวลาพราหมณ์ไปป่าช้าคร่ำครวญอยู่จึงแปลงเพศเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง เอามือทั้ง ๒ ไว้เหนือศีรษะร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์ได้ยินเสียงจึงแลดูเทพบุตรจำแลงนั้น กลับได้ความรักในบุตร จึงได้เข้าไปใกล้เทพบุตร เมื่อจะถามว่า พ่อมาณพเหตุไรเจ้าจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กลางป่าช้านี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ว่า :-ท่านประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ มีต่างหูเกลี้ยงเกลา ทัดทรงระเบียบดอกไม้ลูบไล้กระแจะจันทน์สีเหลือง ท่านมีทุกข์อะไรหรือ จึงมากอดอกคร่ำครวญอยู่ในกลางป่า.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต คือประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ. บทว่า มฏฺกุณฺฑลี คือประกอบด้วยต่างหูอันเกลี้ยงเกลา ซึ่งมีรูปร่างอันสำเร็จแล้ว. บทว่า มาลธารี คือทัดทรงระเบียบดอกไม้อันไพจิตร. บทว่า หริจนฺทนุสฺสโท คือลูบไล้ด้วยจันทน์มีสีดังทอง. บทว่า วนมชฺเฌ คือในกลางป่าช้า. บทว่า กึ ทุกฺขิโต ตุวํความว่า พราหมณ์กล่าวว่า ท่านมีความทุกข์อะไรหรือจงบอกมา เราจะให้สิ่งที่ท่านต้องการแก่ท่าน.ลำดับนั้น มาณพเทพบุตรเมื่อจะบอกแก่พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-เรือนรถงามแพรวพราว แล้วไปด้วยทองคำของเรามีอยู่แล้ว เราหาล้อทั้ง ๒ ของเรือนรถนั้นยังไม่ได้ ด้วยความทุกข์อันนั้นเราจักตายเป็นแน่.เมื่อพราหมณ์จะรับหาให้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-ท่านต้องการรถชนิดไร รถทำด้วยทองคำ แก้วมณี โลหะ หรือรูปิยะ จงบอกรถชนิดนั้นแก่เราเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่านจะหาล้อทั้งคู่ใส่ให้เสร็จ.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาวท ความว่า ท่านต้องการรถชนิดไร ? ชอบใจรถชนิดไร ? จงบอกรถชนิดนั้นเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน. บทว่า ปฏิปาทยามิ คือเราจะให้ท่านได้รับล้อทั้งคู่ที่เหมาะแก่เรือนรถ.พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสด้วยคาถาที่มาณพฟังดังนั้นแล้วจึงได้กล่าวคาถา ว่า :-พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ งามผ่องใสอยู่ในวิถีทั้ง ๒ ลอยไปในอากาศ รถทองของเราย่อมงามด้วยพระจันทร์ และพระ-อาทิตย์นั้นอันเป็นคู่ล้อ.พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่เหลือต่อจากนั้น ว่า :-ดูก่อนมาณพ ท่านเป็นพาลแท้ ท่านได้ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่ปรารถนากัน เราเข้าใจว่าท่านนั้นจักตายเสียเปล่า ท่านจักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์เลย.พึงทราบอธิบายในคาถาที่พราหมณ์กล่าว.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปตฺถยํ แปลว่า อันเขาไม่พึงปรารถนากัน.ลำดับนั้น มาณพ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :-แม้ความอุทัยแลอัสดงของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้นก็ยังปรากฏอยู่ สีสรรวรรณะ และวีถีทางของพระจันทร์และพระ-อาทิตย์ทั้ง ๒ ก็ยังปรากฏอยู่ ส่วนบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเลย บรรดาเรา๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคนโง่เขลายิ่งกว่ากัน ?พึงทราบอธิบายในคาถาที่มาณพกล่าว.การขึ้นและการอัสดง ชื่อว่า คมนาคมนํ ในคาถานั้น.สีสรรนั่นแหละ ชื่อว่า วณฺณธาตุ ในคำว่า อุภเยตฺถ วีถิโยนี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ คือแม้ภูมิเป็นที่ไปและเป็นที่มาของพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ ย่อมปรากฏอยู่ในอากาศว่า นี้เป็นวิถีของพระ-จันทร์นี้เป็นวิถีของพระอาทิตย์.บทว่า เปโต ปน ความว่า ส่วนสัตว์ผู้ไปแล้วสู่ปรโลกย่อมไม่ปรากฏเลย. บทว่า โก นุ โข ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นบรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคนเขลายิ่งกว่ากัน.เมื่อมาณพกล่าวอยู่อย่างนี้ พราหมณ์กำหนดความได้ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :-แน่ะมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเราทั้ง ๒ ผู้คร่ำครวญอยู่ เรานี่แหละเป็นคนโง่เขลายิ่งกว่าท่าน เราปรารถนาผู้ตายไปยังปรโลกแล้ว เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้พระ-จันทร์ฉะนั้น.บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า จนฺทํ วิย ทารโก ความว่าเด็กชาวบ้านวัยหนุ่ม พึงร้องไห้เพื่อต้องการพระจันทร์ด้วยกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงให้พระจันทร์แก่เราเถิด ดังนี้ ฉันใด แม้เราก็ปรารถนาผู้ตายไปยังปรโลกแล้วฉันนั้นเหมือนกัน.พราหมณ์หายเศร้าโศกด้วยถ้อยคำของมาณพ เมื่อจะกล่าวชมเชยมาณพ จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-น่าสรรเสริญ ท่านมารดเราผู้เร่าร้อนให้สงบระงับดับความกระวนกระวายทั้งปวงได้เหมือนบุคคลดับไฟที่ติดเปรียบด้วยน้ำฉะนั้น.ท่านได้ถอนลูกศรที่เสียบแทงหทัยของเราออกได้แล้ว ได้บรรเทาความโศกถึงบุตรของเราผู้ถูกความโศกครอบงำแล้วหนอ.ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้ถอนลูกศรได้แล้ว ปราศจากความโศก ไม่มีความขุ่นมัว เราจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.ลำดับนั้น มาณพกล่าวสอนพราหมณ์ว่า ท่านพราหมณ์ท่านร้องไห้เพื่อประโยชน์แก่บุตรคนใด บุตรคนนั้นคือตัวข้าพเจ้าเป็นบุตรของท่าน ข้าพเจ้าเกิดในเทวโลกตั้งแต่นี้ท่านอย่าได้เศร้าโศกถึงเรา จงให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมดังนี้แล้ว ไปสู่วิมานของตนแม้พราหมณ์ก็ดีตั้งอยู่ในโอวาทของมาณพนั้น ทำบุญมีให้ทานเป็นต้นตายแล้วไปเกิดในเทวโลก.พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระ-ทศพลทรงประชุมชาดกว่า เทพบุตรผู้แสดงธรรมในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล.จบ อรรถกถามัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑๑๒. พิลารโกสิยชาดกว่าด้วยให้ทานไม่ได้เพราะเหตุ ๒ อย่าง