สคารวสูตร

มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑ ข้อ ๗๔๗-๗๕๒ หน้า ๔๖๑-๔๖๔

[๗๔๗] จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ. ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็ให้ปวดศีรษะเหลือทน บุรุษมีกำลังพึงเอาเส้นเชือกเกลียวเขม็งรัดที่ศีรษะ ฉันใด เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็ให้ปวดศีรษะเหลือทน ฉันนั้น ถึงเช่นนั้นเราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อน ตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียรของเรา อันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ.
[๗๔๘] ระงับ. ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปากทางจมูก และทางช่องหู ลมก็เสียดแทงพื้นท้องเหลือประมาณ นายโคฆาตหรือลูกมือนายโคฆาตผู้ชำนาญพึงเชือดท้องด้วยมีดสำหรับเชือดเนื้อโค ฉันใด เมื่อเรากลั้น ลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ลมก็เสียดแทงพื้นท้องเหลือประมาณ ฉันนั้น ถึงเช่นนั้น เราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อนตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน แต่กายที่ปรารภความเพียรของเราอันความเพียรที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ.
[๗๔๙] ที่ทนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ. ดูก่อนภารทวาชะ. เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไรเราพึงเพ่งฌานอันไม่มีลมปราณเป็นอารมณ์เถิด เราจึงกลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปากทางจมูกและทางช่องหู ก็มีความร้อนในกายเหลือทน บุรุษมีกำลังสองคนจับบุรุษที่มีกำลังน้อยกว่าคนละแขน ย่างรมไว้ในหลุมถ่านเพลิง ฉันใด เมื่อเรากลั้นลมอัสสาสะและปัสสาสะทั้งทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ก็มีความร้อนในกายเหลือทน ฉันนั้น ถึงเช่นนั้น เราก็ปรารภความเพียร ไม่ย่อหย่อนตั้งสติไว้มั่น ไม่ฟั่นเฟือน แต่กายทีปรารภความเพียรของเราอันความเพียรที่ตนได้ยากนั้นแลเสียดแทง จึงกระสับกระส่าย ไม่สงบระงับ ดูก่อนภารทวาชะโอ เทวดาทั้งหลาย เห็นเราแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมทำกาละแล้ว เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมยังไม่ทำกาละ แต่กำลังทำกาละ เทวดาบางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม แม้กำลังทำกาละก็หามิได้ พระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ ความอยู่เห็นปานนี้นั้น เป็นวิหารธรรมของพระอรหันต์.
[๗๕๐] วิหารธรรมของพระอรหันต์. ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงปฏิบัติเพื่ออดอาหารโดยประการทั้งปวงเกิด ทันใดนั้น เทวดาเหล่านั้นได้เข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติเพื่ออดอาหารโดยประการทั้งปวงเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติเพื่ออดอาหารโดยประการทั้งปวงข้าพเจ้าทั้งหลายจะแซกทิพโอชาลงตามขุมขนของท่าน ท่านจักได้เยียวยาชีวิตไว้ด้วยทิพยโอชานั้น เรานั้นมีความคิดเห็นว่า เราเองปฏิญาณการไม่บริโภคอาหารโดยประการทั้งปวง แต่เทวดาเหล่านี้จะแซกทิพยโอชาลงตามขุมขนของเราทั้งเราก็จะเยียวยาชีวิตไว้ได้ด้วยทิพยโอชานั้น ข้อนั้นพึงเป็นมุสาแก่เรา ดังนี้เราบอกเลิกแก่เทวดาเหล่านั้น จึงกล่าวว่า อย่าเลย.
[๗๕๑] เราบอกเลิกแก่เทวดาเหล่านั้น จึงกล่าวว่า อย่าเลย. ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า ถ้ากระไร เราพึงกินอาหารผ่อนลงทีละน้อย ๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้างเท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้างเถิด เราจึงกินอาหารผ่อนลงทีละน้อย ๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง เมื่อเรากินอาหารผ่อนลงทีละน้อย ๆ คือ วันละฟายมือบ้าง เท่าเยื่อถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อถั่วพูบ้าง เท่าเยื่อถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง กายก็ถึงความซูบผอมลงเหลือเกิน เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง อวัยวะน้อยใหญ่ของเราเป็นเหมือนเถาวัลย์มีข้อมาก หรือเถาวัลย์มีข้อดำ ฉะนั้น ตะโพกของเราเป็นเหมือนดังเท้าอูฐกระดูกสันหลังของเราผุดระกะเปรียบเหมือนเถาวัลย์ชื่อวัฏฏนาวฬี ฉะนั้นซี่โครงของเราขึ้นนูนเป็นร่องดังกลอนศาลาเก่า มีเครื่องมุงอันหล่นโทรมอยู่ฉะนั้น ดวงตาของเราถล่มลึกไปในเบ้าตาปรากฏเหมือนดวงดาวในบ่อน้ำอันลึกฉะนั้น ผิวศีรษะของเราที่รับสัมผัสอยู่ก็เหี่ยวแห้ง ราวกับผลน้ำเต้าที่เขาตัดมาแต่ยังสด ถูกลมและแดดแผดเผา ก็เหี่ยวแห้งไป ฉะนั้น เราคิดว่าจักลูบผิวหนังท้อง ก็จับถูกกระดูกสันหลังด้วย คิดว่าจักลูบกระดูกสันหลัง ก็จับถูกผิวหนังท้องด้วย ผิวหนังท้องของเรากับกระดูกสันหลังติดถึงกัน เรานั้นคิดว่าจักถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ก็เซซวนล้มลง ณ ที่นั้นเอง เรานั้นเมื่อจะให้กายนี้แลสบาย จึงเอาฝ่ามือลูบตัว เมื่อเราเอาฝ่ามือลูบตัว ขนอันมีรากเน่าก็ร่วงตกจากกายมนุษย์ทั้งหลายเห็นเราแล้วพากันกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมดำไป บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมไม่ดำเป็นแต่คล้ำไป บางพวกกล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมดำไปก็ไม่ใช่ จะว่าคล้ำไปก็ไม่ใช่ เป็นแต่พร้อยไป ดูก่อนภารทวาชะ ผิวพรรณอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของเรา ถูกกำจัดเสียแล้ว เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง.
[๗๕๒] เสียแล้ว เพราะความเป็นผู้มีอาหารน้อยนั่นเอง. ดูก่อนภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีต ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้า เผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคต จักเสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ ถึงสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในบัดนี้ ได้เสวยทุกขเวทนาอัน กล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความ-เพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ ถึงเช่นนั้น เราก็ไม่ได้บรรลุญาณทัศนะอันวิเศษของพระอริยะอย่างสามารถ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ด้วยทุกกรกิริยาอันเผ็ดร้อนนี้ จะพึงมีทางอื่นเพื่อความตรัสรู้กระมังหนอ เรามีความคิดเห็นว่า ก็เราจำได้อยู่ ในงานของท้าวศากยะผู้พระบิดา เรานั่งอยู่ที่ร่มไม้หว้ามีเงาอันเย็น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้กระมังหนอจะพึงเป็นทางเพื่อความตรัสรู้ เราได้มีวิญญาณอันแล่นไปตามสติว่า ทางนี้แหละเป็นทางเพื่อความตรัสรู้ เรามีความคิดเห็นว่า เรากลัวต่อสุขอันเว้นจากกามเว้นจากอกุศลธรรมนั้นหรือ จึงมีความคิดเห็นว่า เราไม่กลัวต่อสุขอันเว้นจากกามเว้นจากอกุศลธรรม.