หังสาชาดก

ขุททกนิกาย วีสตินิบาต, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖๑ ข้อ ๒๑๐๔-๒๑๒๒ หน้า ๘๖-๙๐

[๒๑๐๔] ว่าด้วยความรักในสายเลือด ดูก่อนน้องจิตตกะ ฝูงเนื้อเหล่านี้กลัวความตาย จึงพากันหนีกลับไป ถึงเธอก็จงไปเสียเถิด อย่าห่วงพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ.
[๒๑๐๕] พี่โรหนะ ฉันไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ไป ฉันจักยอมสละชีวิตอยู่ในที่นี้.ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอดเมื่อไม่มีผู้ปรนนิบัตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิดอย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ.พี่โรหนะฉันไม่ยอมไป ถึงใครจักมาคร่าเอาดวงใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ผู้ถูกมัดไป ฉันจักยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้.
[๒๑๐๖] ยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้. เจ้าเป็นผู้ขลาดจงหนีไปเสียเถิด พี่ติดอยู่ในหลักเหล็ก เธอจงไปเสียเถิด อย่าห่วงใยพี่เลยเนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ.
[๒๑๐๗] เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ. พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาฆ่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จะไม่ละทิ้งพี่ ฉันจะยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้.ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอดขาดผู้ปรนนิบ่ตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิดอย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ.พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันจะไม่ละทิ้งพี่ผู้ถูกมัด ฉันจักยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้แหละ.
[๒๑๐๘] ชีวิตไว้ในที่นี้แหละ. วันนี้นายพรานคนใด จักฆ่าเราด้วยลูกศรหรือหอก นายพรานคนนี้นั้น มีรูปร่างร้ายกาจถืออาวุธเดินมาแล้ว.
[๒๑๐๙] ถืออาวุธเดินมาแล้ว. นางสุตตนามฤคี ถูกภัยบีบคั้น คุกคามหนีไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนกลับมา เผชิญหน้ามฤตยู ถึงจะมีขวัญอ่อน ก็ได้กระทำกรรมที่ทำได้แสนยาก.
[๒๑๑๐] จะมีขวัญอ่อน ก็ได้กระทำกรรมที่ทำได้แสนยาก. เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอพ้นไปแล้วยังย้อนกลับมาหาเครื่องผูกอีก ไม่ปรารถนาจะละทิ้งท่านไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.
[๒๑๑๑] จะละทิ้งท่านไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. ดูก่อนนายพราน เนื้อทั้งสองนี้เป็นน้องชายน้องสาวของข้าพเจ้า ร่วมท้องมารดาเดียวกันไม่ปรารถนาละข้าพเจ้าไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.
[๒๑๑๒] ไม่ปรารถนาละข้าพเจ้าไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. ข้าแต่นายพราน มารดาบิดาทั้งสองของเราเหล่านั้น ท่านตาบอด หาผู้ปรนนิบัตินำทางมิได้ คงต้องตายแน่แท้ โปรดให้ชีวิตแก่พวกเราทั้ง ๕เถิด โปรดปล่อยพี่ชายเสียเถิด.
[๒๑๑๓] เถิด โปรดปล่อยพี่ชายเสียเถิด. ข้าพเจ้าจะปล่อยเนื้อผู้เลี้ยงมารดาบิดาแน่นอน มารดาบิดาได้เห็นพญาเนื้อ หลุดจากบ่วงแล้ว ก็จงยินดีเถิด.
[๒๑๑๔] แล้ว ก็จงยินดีเถิด. ข้าแต่นายพราน ท่านจงยินดีเพลิด-เพลินกับพวกญาติทั้งปวง เหมือนข้าพเจ้าเห็นพญาเนื้อที่หลุดจากบ่วงแล้ว ชื่นชมยินดีในวันนี้ ฉะนั้น.
[๒๑๑๕] ที่หลุดจากบ่วงแล้ว ชื่นชมยินดีในวันนี้ ฉะนั้น. ลูกรัก เมื่อชีวิตเจ้าย่างเข้าใกล้ความตายแล้ว เจ้าหลุดมาได้อย่างไร ไฉนนายพรานจึงปล่อยจากบ่วงเหล็กมาเล่า.
[๒๑๑๖] ปล่อยจากบ่วงเหล็กมาเล่า. น้องจิตตกะ กล่าววาจาไพเราะหูเป็นที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดมาได้ด้วยวาจาสุภาษิต.น้องสุตตนาได้กล่าววาจาไพเราะหู จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยข้าพเจ้าให้หลุดมาได้ด้วยวาจาสุภาษิต.นายพรานได้ฟังวาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจดื่มด่ำในหฤทัย แล้วปล่อยข้าพเจ้า เพราะฟังวาจาสุภาษิต ของน้องทั้งสองนี้.
[๒๑๑๗] สุภาษิต ของน้องทั้งสองนี้. ก็เราทั้งหลายเห็นลูกโรหนะมาแล้วพากันชื่นชมยินดี ฉันใด ขอนายพรานพร้อมด้วยลูกเมีย จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด.
[๒๑๑๘] เมีย จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด. แน่ะนายพราน เจ้าได้บอกไว้ว่า จะนำเนื้อหรือหนังมามิใช่หรือ เออก็เหตุไรเล่า เจ้าจึงไม่นำเอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา.
[๒๑๑๙] เอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา. เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็ก ถึงมือแล้วแต่มีเนื้อสองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้นข้าพระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้องทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละ ในวันนี้ทีเดียว.
[๒๑๒๐] ทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละ ในวันนี้ทีเดียว. ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไรเป็นเนื้อมีธรรมอย่างไร มีสีอย่างไร มีศีลอย่างไรท่านจึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก.
[๒๑๒๑] ท่านจึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก. เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนังเปรียบด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ.
[๒๑๒๒] น่ารื่นรมย์ใจ. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่านั้นเป็นเช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยงมารดาบิดา ข้าพเจ้าจึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวายพระองค์ พระเจ้าข้า.