ว่าด้วยความหึงหวง

ขุททกนิกาย กุลาวกวรรค, พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๕๕ ข้อ ๓๔ หน้า ๓๓๘-๓๔๑

[๓๔] ว่าด้วยความหึงหวง ความเย็น ความร้อน และการติดอยู่ในแห ไม่ได้เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์เลย แต่ข้อที่นางปลาสำคัญว่า เราไปหลงนางปลาตัวอื่นนั่นแหละเบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์.จบมัจฉาชาดกที่ ๔๔. อรรถกถามัจฉาชาดกพระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการประเล้าประโลมของภรรยาเก่า จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น มํ สีตํน มํ อณฺหํ ดังนี้.ความพิศดารว่า ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้กระสันจะสึกจริงหรือ ? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเธอจึงเป็นผู้กระสันจะสึก? ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาเก่าของข้าพระองค์เป็นผู้มีรสมืออร่อย ข้าพระองค์ไม่อาจละนาง พระเจ้าข้า.ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุหญิงนั่นเป็นผู้กระทำความฉิบหายแก่เธอ แม้ในกาลก่อน เธอเมื่อจะถึงความตายก็เพราะอาศัยหญิงนั่น แต่พ้นจากความตายเพราะอาศัยเรา แล้วทรงนำเรื่องอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีพระโพธิสัตว์ได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั้น ในกาลนั้น พวกชาวประมงได้ทอดแหอยู่ในแม่น้ำ ครั้งนั้น มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาเล่นอยู่กับนางปลาของตนด้วยความยินดี. นางปลานั้นว่ายไปข้างหน้าของปลาใหญ่นั้น ได้กลิ่นแห จึงเลี้ยงแหไป. ส่วนปลาใหญ่นั้นติดในกามเป็นปลาโลเล ได้เข้าไปยังท้องแหนั่นเอง. พวกชาวประมงรู้ว่าปลาใหญ่นั้นเข้าไปติดแห จึงยกแหขึ้นจับเอาปลา ไม่ฆ่า โยนไปบนหลังทราย คิดว่าจักปิ้งปลานั้นกิน จึงก่อไฟถ่านเสี้ยมไม้แหลม ปลาคร่ำครวญอยู่ว่า การย่างบนถ่านไฟหรือการเสียบด้วยไม้แหลมนั้น ก็หรือทุกข้ออย่างอื่น จะไม่ทำไห้เราลำบาก แต่ข้อที่นางปลานั้นถึงความโทมนัสในเราว่า ปลาใหญ่นั้น ได้ไปหานางปลาตัวอื่นด้วยความยินดีเป็นแน่นั้นเท่านั้น เบียดเบียนเรา จึงกล่าวคาถานี้ว่าความเย็น ความร้อน และการติดอยู่ในแหไม่ได้เบียดเบียนเราให้ได้รับทุกข์เลย แต่ข้อที่นางปลาสำคัญว่า เราไปหลงนางปลาตัวอื่นนั่นแหละ เบียด-เบียนเราให้ได้รับทุกข์.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ สีตํ น มํ อุณฺหํ ความว่าปลาทั้งหลายย่อมมีความหนาว ในเวลาถูกนำออกไปจากน้ำ เมื่อความหนาวนั้นปราศจากไป ความร้อนย่อมมี. ปลาหมายเอาความหนาวและความร้อนแม้ทั้งสองนั้น จึงคร่ำครวญว่า ความหนาว ความร้อน ย่อมไม่เบียดเบียนเรา.ปลาหมายเอาความทุกข์ซึ่งมีการปิ้งบนถ่านไฟที่จักมีขึ้นแม้นั้น จึงคร่ำครวญว่าความร้อนจะไม่เบียดเบียนเรา. ด้วยบทว่า น มํ ชาลสฺมิ พาธนํ นี้ ปลาย่อมคร่ำครวญว่า การที่ได้คิดอยู่ในแหแม้นั้น ก็ไม่เบียดเบียนเรา. ในบทว่ายญฺจ มํ ดังนี้เป็นต้นไป มีประมวลความดังต่อไปนี้. นางปลานั้นไม่รู้ว่าเราผู้ติดอยู่ในแหถูกพวกประมงเหล่านั้นจับเอาไป เมื่อไม่เห็นเราก็จะคิดว่าบัดนี้ปลาใหญ่นั้นจักติดนางปลาตัวอื่นด้วยความยินดีในกาม การที่นางปลานั้นผู้ถึงความโทมนัสคิดดังนั้น ย่อมเบียดเบียนเรา เพราะเหตุนั้น ปลาใหญ่นั้น จึงนอนคร่ำครวญอยู่บนหลังทราย.สมัยนั้น ปุโรหิตอันทาสแวดล้อมมายังฝั่งแม่น้ำเพื่อจะอาบน้ำ ก็ปุโรหิตนั้น เป็นผู้รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด. ด้วยเหตุนั้น ปุโรหิตนั้น ได้ฟังปลาคร่ำครวญจึงคิดว่า ปลานี้คร่ำครวญเพราะกิเลส ก็ปลานี้มีจิตกระสับกระส่ายอย่างนี้ ตายไป จักบังเกิดในนรกเท่านั้น เราจักเป็นที่พึงอาศัยของปลานี้.ปุโรหิตนั้นจึงไปหาพวกชาวประมงแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านไม่ให้ปลาเราเพื่อทำกับข้าว แม้สักวัน. ชาวประมงทั้งหลายกล่าวว่า นายท่านพูดอะไร ท่านจงเลือกเอาปลาที่ท่านชอบใจไปเถิด. ปุโรหิตกล่าวว่า เราไม่มีการงานกับผู้อื่น พวกท่านจงให้เฉพาะปลาตัวนี้เท่านั้น. พวกชาวประมงกล่าวว่า เอาไปเถอะนาย. พระโพธิสัตว์เอามือทั้งสองจับปลานั้นไปนั่งที่ฝั่งแม่น้ำกล่าวสอนว่า ปลาผู้เจริญ วันนี้ ถ้าเราไม่เห็นเจ้า เจ้าจะต้องถึงแก่ความตาย ตั้งแต่บัดนี้ไป เจ้าอย่าได้ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสเลย แล้วปล่อยไปในน้ำ ในเองเข้าไปยังนคร.พระศาสดาครั้น ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ฝ่ายพระศาสดาได้ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า นางปลาในครั้งนั้น ได้เป็นภรรยาเก่าในบัดนี้ ปลาในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสันในบัดนี้ส่วนปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็นเราเองแล.จบมัจฉชาดกที่ ๔๕. วัฏฏกชาดกว่าด้วยความจริง