อุตตรปาลเถรคาถา
[๓๑๘] ว่าด้วยคาถาของพระอุตตรปาลเถระ ได้ยินว่า พระอุตตรปาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่าเบญกามคุณ ทำเราผู้เป็นบัณฑิต สามารถคิดค้นประโยชน์ได้ให้ลุ่มหลงหนอ ให้เราตกอยู่ในโลก เราได้แล่นไปในวิสัยของมาร ถูกลูกศรปักอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่ก็สามารถเปลื้องตนออกจากบ่วงมัจจุราชได้ กามทั้งหมดเราละได้แล้ว ภพทั้ง-หลายเราทำลายได้หมดแล้ว การเวียนเกิด (ชาติสง-สาร) สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.อรรถกถาอุตตรปาลเถรคาถาคาถาของท่านพระอุตตปาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปณฺฑิตํ วต มํสนฺตํ ดังนี้. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ?แม้ท่านพระอุตตรปาลเถระ นี้ ก็มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ได้ให้สร้างสะพานไว้ ที่ทางเสด็จพุทธดำเนิน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลกมาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในเนืองพาราณสี มีชื่อว่าอุตตรปาละ เติบโตแล้ว ได้เห็นยมกปาฏิหาริย์ ได้ศรัทธาบวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรม. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อท่านระลึกถึงภูตารมณ์เนือง ๆ ด้วยสามารถกระทำไว้ในใจ โดยไม่แยบคาย กามราคะก็เกิดขึ้น. ทันใดนั้น ท่านข่มจิตของตนไว้ได้ เหมือนคนจับโจรพร้อมกับของกลางไว้ได้ เกิดความสลดใจขึ้น ข่มกิเลสไว้ ด้วยการมนสิการถึงธรรม ที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อกิเลสนั้นแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ให้ภาวนาก้าวหน้าขึ้นไป บรรลุพระอรหัต-ผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสีเสด็จจงกรมอยู่ต่อหน้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจได้สร้างสะพานถวาย ในกัปที่ ๙๑ นับถอยหลังไปแต่-กัปนี้ เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้สร้างสะพานควาย จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว.อนึ่ง ครั้นได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตนแล้ว เมื่อจะบันลือสีหนาท จึงได้กล่าวคาถาไว้ ๓ คาถาว่าเบญจกามคุณ ทำเราผู้เป็นบัณฑิต สามารถคิดค้นประโยชน์ได้ ให้ลุ่มหลงหนอ ให้เราตกอยู่ในโลกเราได้แล่นไปในวิสัยของมาร ถูกลูกศรปักอยู่อย่างเหนียวแน่น แต่ก็สามารถเปลื้องตนออกจากบ่วงมัจจุราชได้. กามทั้งหมดเราละได้แล้ว ภพทั้งหลายเราทำลายได้หมดแล้ว การเวียนเกิด สิ้นสุดลงแล้วบัดนี้ภพใหม่ไม่มี.บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตํ วต มํ สนฺตํ ความว่าเพราะว่าให้เราผู้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยปัญญา ด้วยอำนาจปัญญา ที่สำเร็จด้วยการฟังและการคิด ที่มีอยู่.บทว่า อลมตฺถวิจินฺตกํ ความว่า สามารถเพื่อจะคิดค้นประโยชน์เกื้อกูลทั้งของตนเอง ทั้งของคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เป็นผู้ควรคิดค้นเนื้อความตามความต้องการ หรือสามารถกำจัดกิเลสได้ สำหรับผู้เห็นเนื้อความเป็นปกติ. พระเถระให้ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เพราะว่าตนเป็นผู้มีภพเป็นครั้งสุดท้าย.บทว่า ปญฺจ กามคุณา ได้แก่ กามคุณจำนวน ๕ ส่วน มีรูปเป็นต้น.คำว่า โลเก เป็นคำแสดงถึงสถานที่ ๆ กามเหล่านั้นเป็นไป.บทว่า สมฺโมหา ความว่า มีสัมโมหะเป็นนิมิต (เพราะงมงาย)คือ เหตุที่ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมฺโมหาได้แก่ เพราะงมงาย คือ เพราะทำให้งมงาย.บทว่า ปาตยึสุ ความว่า ให้ตกต่ำลงไป จากความเป็นปราชญ์อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ให้เราผู้ประสงค์จะเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าสัตว์โลก ตกไปอยู่ในโลก.บทว่า ปกฺขนฺโท ได้แก่ ตามเข้าไป.บทว่า มารวิสเย ได้แก่ สถานที่ ๆ กิเลสมารเป็นไป อธิบายว่าไปสู่อำนาจของกิเลสมารนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ติดตามมารนั้นเข้าไปดำรงอยู่ในอิสริยสถาน ของเทวบุตมาร. บทว่า ทฬฺหสลฺลสมฺมปฺปิโตความว่า ถูกลูกศรปักไว้อย่างมั่นคง คือเหนียวแน่น อีกอย่างหนึ่ง ต้องศรที่เหนียวแน่น คือถูกลูกศร คือราคะปักถึงหัวใจ.บทว่า อสกฺขึ มจฺจุราชสฺส อหํ ปาสา ปมุจฺจิตุํ (ข้าพเจ้าสามารถจะพ้นจากบ่วง ของพญามัจจุราชได้แล้ว ) ความว่า ข้าพเจ้า ใช้คีมคือมรรคอันเลิศ (อรหัตมรรค) ถอนลูกศรมีราคะเป็นต้น ขึ้นได้แล้ว ไม่มีเหลืออยู่เลย สามารถพ้นจากบ่วงของพญามัจจุราช ได้แก่ เครื่องผูกคือราคะได้แล้ว คือเปลื้องคนออกจากบ่วงนั้นได้แล้ว.และควรทราบวินิจฉัย ต่อจากนั้น ไปนั่นเองว่า บทว่า สพฺเพ กามาปหีนา เม ภวา สพฺเพ ปทาลิตา (กามทั้งหมด ข้าพเจ้าละได้แล้วภพทั้งหลาย ข้าพเจ้าทำลายหมดแล้ว ) ความว่า กิเลสกาม ที่แตกต่างกันออกไปหลายประเภท โดยแยกไปตามวัตถุและอารมณ์ ข้าพเจ้าละได้ทั้งหมดแล้ว โดยการตัดขาดด้วยอริยมรรค. เพราะว่า เมื่อละกิเลสกามทั้งหลายได้แล้วแม้วัตถุกามก็เป็นอันละได้แล้วเหมือนกัน. อนึ่ง ภพทั้งหลายมีกามภพ และกรรมภพเป็นต้น ข้าพเจ้าทำลายคือกำจัดได้ทั้งหมดแล้ว ด้วยดาบคือมรรคเพราะว่า เมื่อทำลายกรรมภพได้แล้ว อุปปัตติภพ ก็เป็นอันทำลายได้แล้วเหมือนกัน. เพราะทำลายกรรมภพได้อย่างนี้นั่นเอง สงสารคือชาติ (การ-เวียนเกิด) ได้สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ก็ไม่มี. เนื้อความของบทนั้นได้อธิบายไว้ในตอนหลังแล้ว. ก็นี้แหละ คือคำพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ.จบอรรถกถาอุตตรปาลเถรคาถา๑๓. อภิภูตเถรคาถาว่าด้วยคาถาของพระอภิภูตเถระ
